๑. มารสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ราธสํยุตฺตํ ------- ปฐมวคฺโค ปฐโม
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๒. ราธสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๑. มารสูตร ว่าด้วยขันธมาร
สาวตฺถี ฯ อถ โข อายสฺมา ราโธ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา ราโธ ภควนฺตํ เอตทโวจ มาโร มาโรติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต มาโรติ วุจฺจตีติ ฯ รูเป โข ราธ สติ มาโร วา อสฺส มาเรตา วา โย วา ปน มิยฺยติ ตสฺมา ติห ตฺวํ ราธ รูปํ มาโรติ ปสฺส มาเรตาติ ปสฺส มิยฺยตีติ ปสฺส โรโคติ ปสฺส คณฺโฑติ ปสฺส สลฺลนฺติ ปสฺส อฆนฺติ ปสฺส อฆภูตนฺติ ปสฺส เย นํ เอวํ ปสฺสนฺติ เต สมฺมา ปสฺสนฺติ เวทนาย สติ ฯ สญฺญาย สติ ฯ สงฺขาเรสุ สติ ฯ วิญฺญาเณ สติ มาโร วา อสฺส มาเรตา วา โย วา ปน มิยฺยติ ตสฺมา ติห ตฺวํ ราธ วิญฺญาณํ มาโรติ ปสฺส มาเรตาติ ปสฺส มิยฺยตีติ ปสฺส โรโคติ ปสฺส คณฺโฑติ ปสฺส สลฺลนฺติ ปสฺส อฆนฺติ ปสฺส อฆภูตนฺติ ปสฺส เย นํ เอวํ ปสฺสนฺติ เต สมฺมา ปสฺสนฺตีติ ฯ {๓๖๖.๑} สมฺมาทสฺสนํ ปน ภนฺเต กิมตฺถิยนฺติ ฯ สมฺมาทสฺสนํ โข ราธ นิพฺพิทตฺถํ ฯ นิพฺพิทา ปน ภนฺเต กิมตฺถิยาติ ฯ นิพฺพิทา โข ราธ วิราคตฺถา ฯ วิราโค ปน ภนฺเต กิมตฺถิโยติ ฯ วิราโค โข ราธ วิมุตฺตตฺโถ ฯ วิมุตฺติ ปน ภนฺเต กิมตฺถิยาติ ฯ วิมุตฺติ โข ราธ นิพฺพานตฺถา ฯ นิพฺพานํ ปน ภนฺเต กิมตฺถิยนฺติ ฯ อจฺจสรา ราธ ปญฺหํ นาสกฺขิ ปญฺหสฺส ปริยนฺตํ คเหตุํ ฯ นิพฺพาโนคธํ หิ ราธ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ นิพฺพานปริโยสานนฺติ ฯ
พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า มาร มาร ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล จึงเรียกว่า มาร? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ เมื่อรูปมีอยู่ มาร (ความตาย) จึงมีผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นรูปว่า เป็นมารเป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์บุคคลเหล่าใดพิจารณาเห็นรูปนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. เมื่อเวทนามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสัญญามีอยู่ ฯลฯ เมื่อสังขารมีอยู่ ฯลฯ เมื่อวิญญาณมีอยู่ มารจึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมีผู้ตายจึงมี เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นวิญญาณว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตายเป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ บุคคลเหล่าใดพิจารณาเห็นวิญญาณนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. รา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเห็นชอบมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ ความเห็นชอบมีประโยชน์ให้เบื่อหน่าย. รา. ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์ให้คลายกำหนัด. รา. ก็ความคลายกำหนัดเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ ความคลายกำหนัดมีประโยชน์ให้หลุดพ้น. รา. ความหลุดพ้นเล่า มีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ ความหลุดพ้นมีประโยชน์เพื่อนิพพาน. รา. นิพพานเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? พ. ดูกรราธะ เธอถามเลยปัญหาไปเสียแล้ว เธอไม่อาจเพื่อถือเอาที่สุดของปัญหาได้. ดูกรราธะ อันพรหมจรรย์เป็นคุณชาติหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด อันกุลบุตรย่อมอยู่ประพฤติแล. จบ สูตรที่ ๑.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๒. ราธสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๑. มารสูตร ๒. ราธสังยุต ๑. ปฐมวรรค หมวดที่ ๑ ๑. มารสูตร ว่าด้วยมาร
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระราธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่พระองค์ตรัสว่า ‘มาร มาร’ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอพระองค์จึงตรัสว่า ‘มาร” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ราธะ เมื่อมีรูป จึงมีมาร มีผู้ทำให้ตาย หรือมีผู้ตาย เพราะฉะนั้น เธอจงเห็นรูปว่า ‘เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตายเป็นโรค เป็นดุจหัวฝี เป็นดุจลูกศร เป็นของลำบาก เป็นเหตุเกิดแห่งของลำบาก’บุคคลเหล่าใดเห็นรูปนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าย่อมเห็นชอบ เมื่อมีเวทนา ฯลฯ เมื่อมีสัญญา ... เมื่อมีสังขาร ... เมื่อมีวิญญาณ จึงมีมาร มีผู้ทำให้ตาย หรือมีผู้ตาย เพราะฉะนั้น เธอจง เห็นวิญญาณว่า ‘เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นดุจหัวฝีเป็นดุจลูกศร เป็นของลำบาก เป็นเหตุเกิดแห่งของลำบาก’ บุคคลเหล่าใดเห็นวิญญาณนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าย่อมเห็นชอบ” “ก็ความเห็นชอบมีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” “ราธะ ความเห็นชอบมีประโยชน์ทำให้เบื่อหน่าย”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๒๕๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๒. ราธสังยุต] ๑. ปฐมวรรค๒. สัตตสูตร “ก็ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” “ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์ทำให้คลายกำหนัด” “ก็ความคลายกำหนัดมีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” “ความคลายกำหนัดมีประโยชน์ทำให้หลุดพ้น” “ก็ความหลุดพ้นมีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” “ความหลุดพ้นมีประโยชน์ทำให้นิพพาน” “ก็นิพพานเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” “ราธะ เธอถามมากเกินไปแล้ว เธอไม่อาจกำหนดขอบเขตของปัญหาได้เพราะกุลบุตรย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ที่หยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นจุดมุ่งหมาย มีนิพพานเป็นที่สุด” มารสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาราธสังยุต อรรถกถามารสูตร ๑
พึงทราบวินิจฉัยในมารสูตรที่ ๑ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มาโร วา อสฺส ความว่า ความตายพึงมี.
บทว่า มาเรตา วา ความว่า หรือสัตว์ผู้ถูกฆ่าตาย (พึงมี).
บทว่า โย วา ปน มิยฺยติ ความว่า ก็หรือว่า ผู้ใดตาย.
บทว่า นิพฺพิทตฺถํ ได้แก่ เพื่อนิพพิทาญาณ.
บทว่า นิพฺพานตฺถา ความว่า ชื่อว่าผลวิมุตตินี้มีอนุปาทานิพพานเป็นผล. อธิบายว่า เพื่ออนุปาทานิพพาน.
บทว่า อจฺจสา ความว่า เธอล่วงเลย (ปัญหา) ไปแล้ว.
บทว่า นิพฺพาโนคธํ ความว่า ตั้งอยู่ในนิพพาน อธิบายว่า ชื่อว่ามรรคพรหมจรรย์ย่อมเข้าไปภายในนิพพาน หาล่วงเลยนิพพานไปได้ไม่.
บทว่า นิพฺพานปริโยสานํ ความว่า นิพพานเป็นที่สุด คือเป็นผลสำเร็จ ได้แก่เป็นที่จบลงของมรรคพรหมจรรย์นั้น.
จบอรรถกถามารสูตร ๑ -----------------------------------------------------