๖. สีหสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๖. สีหสูตร ว่าด้วยอุปมาพระพุทธเจ้ากับพญาราชสีห์
สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ สีโห ภิกฺขเว มิคราชา สายณฺหสมยํ อาสยา นิกฺขมติ อาสยา นิกฺขมิตฺวา วิชมฺภติ วิชมฺภิตฺวา สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกติ สมนฺตา จตุทฺทิสา อนุวิโลเกตฺวา ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทติ ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทิตฺวา โคจราย ปกฺกมติ ฯ เย หิ เกจิ ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตา ปาณา สีหสฺส มิครญฺโญ นทโต สทฺทํ สุณนฺติ เยภุยฺเยน ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ พิลํ พิลาสยา ปวิสนฺติ ทกํ ทกาสยา ปวิสนฺติ วนํ วนาสยา ปวิสนฺติ อากาสํ ปกฺขิโน ภชนฺติ ฯ เยปิ เต ภิกฺขเว รญฺโญ นาคา คามนิคมราชธานีสุ ทเฬฺหหิ วรตฺเตหิ พนฺธเนหิ พนฺธา เตปิ ตานิ พนฺธนานิ สญฺฉินฺทิตฺวา สมฺปทาเลตฺวา ภีตา มุตฺตกรีสํ จชมานา เยน วา เตน วา ปลายนฺติ ฯ เอวํมหิทฺธิโก โข ภิกฺขเว สีโห มิคราชา ติรจฺฉานคตานํ ปาณานํ เอวํมเหสกฺโข เอวํมหานุภาโว ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พญาสีหมฤคราช เวลาเย็นออกจากที่อาศัยแล้ว เหยียดกายแล้ว. เหลียวแลดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบแล้ว บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วออกเดินไปเพื่อหากิน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกสัตว์ดิรัจฉานทุกหมู่เหล่าได้ยินเสียงพญาสีหมฤคราชบันลือสีหนาทอยู่ โดยมากย่อมถึงความกลัว ความตกใจ และความสะดุ้ง จำพวกที่อาศัยอยู่ในรู ย่อมเข้ารู จำพวกที่อาศัยอยู่ในน้ำ ย่อมดำน้ำ จำพวกที่อาศัยอยู่ในป่า ย่อมเข้าป่าจำพวกปักษี ย่อมบินขึ้นสู่อากาศ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงพระยาช้างทั้งหลายของพระมหากษัตริย์ซึ่งถูกผูกด้วยเครื่องผูก คือ เชือกหนังอันมั่นคง ในคามนิคมและราชธานี ก็สลัดทำลายเครื่องผูกเหล่านั้นจนขาด กลัวจนมูตรคูถไหล หนีเตลิดไป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พญาสีหมฤคราชมีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย เช่นนี้แล.
เอวเมว โข ภิกฺขเว ยทา ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส ธมฺมํ เทเสติ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม อิติ เวทนา ฯ อิติ สญฺญา ฯ อิติ สงฺขารา ฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ ฯ เยปิ เต ภิกฺขเว เทวา ทีฆายุกา วณฺณวนฺโต สุขพหุลา อุจฺเจสุ วิมาเนสุ จิรฏฺฐิติกา เตปิ ตถาคตสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา เยภุยฺเยน ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ อนิจฺจาว กิร โภ มยํ สมานา นิจฺจมฺหาติ อมญฺญิมฺห อทฺธุวาว กิร โภ สยํ สมานา ธุวมฺหาติ อมญฺญิมฺห อสสฺสตาว กิร โภ มยํ สมานา สสฺสตมฺหาติ อมญฺญิมฺห มยํปิ กิร โภ อนิจฺจา อทฺธุวา อสสฺสตา สกฺกายปริยาปนฺนาติ ฯ เอวํมหิทฺธิโก โข ภิกฺขเว ตถาคโต สเทวกสฺส โลกสฺส เอวํมเหสกฺโข เอวํมหานุภาโวติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้ง ซึ่งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงแสดงธรรมว่า รูปเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ฯลฯ สัญญาเป็นดังนี้ ฯลฯ สังขารเป็นดังนี้ ฯลฯ วิญญาณเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เทวดาทั้งหลายที่มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุข ซึ่งดำรงอยู่ได้นานในวิมานสูง ได้สดับธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว โดยมากต่างก็ถึงความกลัว ความสังเวชความสะดุ้งว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า เราทั้งหลาย เป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ แต่ได้เข้าใจว่าเที่ยงเราทั้งหลายเป็นผู้ไม่ยั่งยืนเลย แต่ได้เข้าใจว่ายั่งยืน เราทั้งหลายเป็นผู้ไม่แน่นอนเลย แต่ได้เข้าใจว่าแน่นอน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ถึงพวกเราก็เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนไม่แน่นอน นับเนื่องแล้วในกายตน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต มีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าโลก กับทั้งเทวโลกเช่นนี้แล. พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
ยทา พุทฺโธ อภิญฺญาย ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ สเทวกสฺส โลกสฺส สตฺถา อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ สกฺกายสฺส นิโรธญฺจ สกฺกายสฺส จ สมฺภวํ อริยฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ ฯ เยปิ ทีฆายุกา เทวา วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน ภีตา สนฺตาสมาปาทุํ สีหสฺเสวิตเร มิคา ฯ อวีติวตฺตา สกฺกายํ อนิจฺจา กิร โภ มยํ สุตฺวา อรหโต วากฺยํ วิปฺปมุตฺตสฺส ตาทิโนติ ฯ
เมื่อใด พระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดา หาบุคคลเปรียบมิได้ ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร คือ ความเกิดพร้อม แห่งกายตน ความดับแห่งกายตน และอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ อันให้ถึงความสงบทุกข์ แก่โลกกับทั้งเทวโลก. เมื่อนั้น แม้ถึงเทวดา ทั้งหลาย ผู้มีอายุยืน มีวรรณะ มียศก็กลัว ถึงความสะดุ้งว่า ท่านผู้ เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเราไม่เที่ยง ไม่ล่วงพ้นกายตนไปได้ ดังนี้ เพราะได้สดับถ้อยคำของพระอรหันต์ผู้หลุดพ้น ผู้คงที่ เหมือนหมู่มฤค สะดุ้งต่อพญาสีหมฤคราชฉะนั้น. จบ สูตรที่ ๖.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. สีหสูตร ว่าด้วยอุปมาด้วยพญาราชสีห์
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เวลาเย็น พญาราชสีห์ออกจากที่ อาศัยบิดกายชำเลืองดูรอบๆ ทั้ง ๔ ทิศ บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วหลีกไปหา เหยื่อ โดยมากพวกสัตว์ดิรัจฉานทุกหมู่เหล่าได้ยินเสียงพญาราชสีห์บันลือสีหนาท ย่อมถึงความกลัว หวาดหวั่น และสะดุ้ง สัตว์พวกที่อาศัยอยู่ในโพรงก็หลบเข้า โพรง พวกที่อาศัยอยู่ในน้ำก็ดำลงในน้ำ พวกที่อาศัยอยู่ในป่าก็หนีเข้าป่า พวก สัตว์ปีกก็บินขึ้นสู่อากาศ แม้พญาช้างของพระมหากษัตริย์ ซึ่งผูกไว้ด้วยเชือกอย่าง มั่นคงในหมู่บ้าน ตำบล และเมืองหลวง ก็ตัดทำลายเครื่องผูกเหล่านั้นจนขาด ตกใจกลัว ถ่ายมูตรคูถ หนีไปทางใดทางหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย พญาราชสีห์มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีศักดิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพ มากอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๑๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๖. สีหสูตร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ตถาคต อุบัติขึ้นในโลกเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วย ตนเองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระผู้มีพระภาค แสดงธรรมว่า ‘รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็น อย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้ เวทนาเป็นอย่างนี้ ... สัญญาเป็นอย่างนี้ ... สังขารเป็นอย่างนี้ ... วิญญาณเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้’ เมื่อนั้น แม้เทพทั้งหลายที่มีอายุยืน มีวรรณะงดงาม มีความสุขมาก สถิตอยู่ ในวิมานสูงเป็นเวลานาน ได้สดับธรรมเทศนาของตถาคตแล้ว โดยมากต่าง ก็ถึงความกลัว หวาดหวั่น และสะดุ้งว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเรา เป็นผู้ไม่เที่ยง แต่ได้สำคัญตนว่า ‘เที่ยง’ เป็นผู้ไม่ยั่งยืน แต่ได้สำคัญตนว่า ‘ยั่งยืน’เป็นผู้ไม่คงที่ แต่ได้สำคัญตนว่า ‘คงที่’ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ถึงพวก เราก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ เกี่ยวเนื่องอยู่ในสักกายะ ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตก็อย่างนั้นเหมือนกัน มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีศักดิ์มาก อย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้กว่าโลกพร้อมทั้งเทวโลก” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถา- ประพันธ์ต่อไปอีกว่า @เชิงอรรถ : @ ตถาคต คำนี้ท่านกล่าวอธิบายไว้โดยเหตุ ๘ อย่าง คือ (๑) เรียกว่าตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น@(๒) เรียกว่าตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น (๓) เรียกว่าตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะอันแท้@(๔) เรียกว่าตถาคต เพราะทรงเห็นสิ่งแท้จริง (๖) เรียกว่าตถาคต เพราะตรัสวาจาจริง (๗) เรียกว่าตถาคต@เพราะทรงทำจริง (๘) เรียกว่าตถาคต เพราะอรรถว่าครอบงำ @(สํ.ข.อ. ๒/๗๘/๓๑๕, องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๓๓/๓๕๔) @ ชื่อว่าเป็นพระผู้มีพระภาค เพราะ (๑) ทรงมีโชค (๒) ทรงทำลายข้าศึกคือกิเลส (๓) ทรงประกอบ@ด้วยภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความเป็นใหญ่เหนือจิตของตน, โลกุตตรธรรม, ยศ, สิริ, ความ@สำเร็จประโยชน์ตามต้องการ และความเพียร) (๔) ทรงจำแนกแจกแจงธรรม (๕) ทรงเสพอริยธรรม@(๖) ทรงคลายตัณหาในภพทั้ง ๓ (๗) ทรงเป็นที่เคารพของชาวโลก (๘) ทรงอบรมพระองค์ดีแล้ว@(๙) ทรงมีส่วนแห่งปัจจัย ๔ เป็นต้น (วิ.อ. ๑/๑๑๕-๑๑๘) @ สักกายะ ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ ประการ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)@(สํ.ข.อ. ๒/๗๘/๓๑๖, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๓/๓๓๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๑๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๓. ขัชชนียวรรค ๗. ขัชชนียสูตร “เมื่อใด พระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดา หาบุคคลเปรียบเทียบมิได้ ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร คือ สักกายะ ความดับแห่งสักกายะ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ให้ถึงความดับทุกข์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก เมื่อนั้น แม้พวกเทพที่มีอายุยืน มีวรรณะ มียศ ฟังคำของตถาคตผู้เป็นอรหันต์ หลุดพ้นแล้ว ผู้คงที่ ต่างก็หวาดหวั่นถึงความสะดุ้ง ดุจเนื้อกลัวราชสีห์ด้วยคิดว่า ‘ท่านผู้เจริญ ทราบว่าพวกเราเป็นผู้ไม่เที่ยง ยังไม่ก้าวล่วงสักกายะ” สีหสูตรที่ ๖ จบ ๗. ขัชชนียสูตร ว่าด้วยผู้ถูกเคี้ยวกิน
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่ง เมื่อระลึกก็ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดระลึกถึงอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ ประการ หรืออุปาทานขันธ์ประการใดประการหนึ่ง อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ เป็นอย่างไร คือ เมื่อระลึกก็ระลึกถึงรูปอย่างนี้ว่า ‘ในอดีตกาล เรามีรูปอย่างนี้’ เมื่อระลึกก็ระลึกถึงเวทนาอย่างนี้ว่า ‘ในอดีตกาล เรามีเวทนาอย่างนี้’ เมื่อระลึกก็ระลึกถึง@เชิงอรรถ : @ หาบุคคลเปรียบเทียบมิได้ หมายถึงไม่มีคู่แข่ง คือไม่มีใครอื่นที่จะกล้าปฏิญญาว่า ‘เราเป็นพระพุทธเจ้า@ได้เหมือนพระตถาคต’ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๑๗๔/๑๐๔) @ ธรรมจักร หมายถึงญาณ ๒ ประการ คือ (๑) ปฏิเวธญาณ คือญาณที่เป็นเหตุให้พระองค์ทรง@แทงตลอดอริยสัจ ๔ (๒) เทสนาญาณ คือญาณที่เป็นเหตุให้พระองค์ทรงประกาศธรรมจักร@(สํ.ข.อ. ๒/๗๘/๓๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๒๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อรรถกถาสีหสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสีหสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-
ราชสีห์ ๔ จำพวก
บทว่า สีโห ได้แก่ ราชสีห์ ๔ จำพวก คือ ติณราชสีห์จำพวก ๑ กาฬราชสีห์จำพวก ๑ ปัณฑุราชสีห์จำพวก ๑ ไกรสรราชสีห์จำพวก ๑.
บรรดาราชสีห์ ๔ จำพวกนั้น ติณราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โค สีคล้ายนกพิราบ และกินหญ้าเป็นอาหาร.
กาฬราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โคดำ กินหญ้าเป็นอาหารเหมือนกัน.
ปัณฑุราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โคสีคล้ายใบไม้เหลือง กินเนื้อเป็นอาหาร.
ไกรสรราชสีห์ประกอบด้วย (ลักษณะคือ) ดวงหน้า (ที่สวยงาม)เป็นเหมือนมีใครเอาน้ำครั่งมาแต่งเติมไว้ หางที่มีปลาย (สวยงาม)และปลายเท้าทั้ง ๔ ตั้งแต่ศีรษะของราชสีห์นั้นลงไป มีแนวปรากฏอยู่๓ แนวซึ่งเป็นเหมือนมีใครมาแต้มไว้ด้วยสีน้ำครั่ง สีชาดและสีหิงคุ (แนวทั้ง ๓ นั้น)ผ่านหลังไป สุดที่ภายในขาอ่อน เป็นวงทักษิณาวรรต.
ก็ที่ต้นคอของไกรสรราชสีห์นั้น มีขนขึ้นเป็นพวง เหมือนวงไว้ด้วยผ้ากัมพลราคาตั้งแสน (ส่วน) ที่ที่เหลือ (ภายในร่างกาย) มีสีขาวบริสุทธิ์ เหมือนแป้งข้าวสาลี และผงจุรณ์แห่งสังข์.
บรรดาราชสีห์ทั้ง ๔ จำพวกนี้ ไกรสรราชสีห์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้วในสูตรนี้.
บทว่า มิคราชา ได้แก่ ราชาแห่งหมู่เนื้อ.
บทว่า อาสยา แปลว่า จากที่อยู่. อธิบายว่า ไกรสรราชสีห์ย่อมออกไปจากถ้ำทอง หรือจากถ้ำเงิน ถ้ำแก้วมณี ถ้ำแก้วผลึกและถ้ำมโนสิลา.
ก็ไกรสรราชสีห์นี้ เมื่อจะออกไป (จากที่อยู่) ย่อมออกไปด้วยเหตุ ๔ ประการคือ ถูกความมืดเบียดเบียนออกไปเพื่อต้องการแสงสว่างปวดอุจจาระปัสสาวะออกไปเพื่อต้องการถ่ายอุจจาระปัสสาวะถูกความหิวบีบคั้นออกไปเพื่อต้องการล่าเหยื่อ หรือถูกน้ำสมภพ (อสุจิ)บีบคั้น (เกิดความกำหนัด) ออกไปเพื่อต้องการเสพอสัทธรรม (ร่วมประเวณี)
แต่ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาว่า ไกรสรราชสีห์ออกไปเพื่อต้องการหาเหยื่อ.
บทว่า วิชมฺภติ ความว่า ไกรสรราชสีห์วางเท้าหลังสองเท้าไว้เสมอกันบนแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นแก้วมณีแผ่นแก้วผลึกและมโนสิลาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเหยียดเท้าหน้าออก หดส่วนหลังของร่างกายเข้าแล้ว ยืดส่วนหน้าออกไปโก่งหลังชูคอคล้ายจะส่งเสียงเหมือนฟ้าร้อง พลางสลัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามร่างกายออกไปชื่อว่าเยื้องกราย.
ก็และไกรสรราชสีห์จะวิ่งกลับไปกลับมาอยู่บนพื้นดินที่เยื้องกราย (นั้นเอง) เหมือนลูกวัวรุ่นตะกอ ฉะนั้น ก็เมื่อมันวิ่งอยู่ ร่างกายจะปรากฏอยู่ในที่มืดเหมือนท่อนฟืน (ถูกขว้าง) หมุนคว้างอยู่ฉะนั้น.
ในบทว่า อนุวิโลเกติ มีอธิบายว่า :-
ถามว่า เพราะเหตุไร ไกรสรราชสีห์จึงชำเลืองดูซ้ายขวา.
ตอบว่า เพราะมีความเอ็นดูในสัตว์อื่น.
ว่ากันว่า เมื่อไกรสรราชสีห์นั้นบันลือสีหนาท สัตว์ทั้งหลาย เช่น ช้าง กวางและกระบือซึ่งกำลังเที่ยว(หากิน) ใกล้ที่ซึ่งไม่ราบเรียบทั้งหลายมีขอบปากเหวเป็นต้น ก็จะ (ตกใจแล้ว) พลัดตกลงไปในเหวก็ได้ไกรสรราชสีห์ชำเลืองดูซ้ายขวาก็เพราะเอ็นดูต่อสัตว์เหล่านั้น.
ถามว่า ก็ไกรสรราชสีห์นั้นทำหน้าที่อย่างนายพรานกินเนื้อสัตว์อื่นอยู่เป็นประจำ ยังจะมีความเอ็นดูด้วยหรือ?
ตอบว่า ใช่แล้ว ยังมีอยู่.
เป็นความจริง ไกรสรราชสีห์นั้นไม่ยอมจับสัตว์เล็กสัตว์น้อยเป็นอาหารของตน เพราะคิดว่า เรื่องอะไรจะต้องให้สัตว์จำนวนมากถูกฆ่าตาย อย่างนี้ชื่อว่าทำความเอ็นดู.
สมด้วยคำที่กล่าวไว้ดังนี้ว่า ขออย่าทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่อยู่ตามสถานที่ที่ขรุขระ (ไม่ราบเรียบ) ต้องได้รับความกระทบกระเทือนด้วยเลย.
บทว่า สีหนาทํ นทติ ความว่า อันดับแรก ไกรสรราชสีห์จะบันลือ (สีหนาท) ที่ไม่ก่อให้เกิดความน่ากลัว ๒ ครั้ง ก็แลเมื่อมันยืนบันลือ (สีหนาท) บนพื้นดินที่เยื้องกรายอยู่อย่างนั้น เสียง (บันลือ)ก็จะก้องกระหึ่มเป็นเสียงเดียวกันไปรอบทิศตลอดพื้นที่ ๓ โยชน์ หมู่สัตว์ ๒ เท้า และ ๔ เท้า ที่อยู่ภายในพื้นที่ ๓ โยชน์ ได้ยินเสียงบันลืออย่างก้องกระหึ่มนั้นของไกรสรราชสีห์นั้นแล้วก็จะไม่สามารถจะยืนอยู่ในที่เดิมได้.
บทว่า โคจราย ปกฺกมติ ความว่า ไปล่าเหยื่อ.
ไกรสรราชสีห์ไปล่าเหยื่อด้วยวิธีอย่างไร?
อธิบายว่า ไกรสรราชสีห์นั้นยืนอยู่บนพื้นดินที่ตนเยื้องกราย เมื่อกระโจนไปทางด้านขวาด้านซ้ายหรือด้านหลังก็จะ (กระโจน) ไปถึงพื้นที่ได้ประมาณอุสภะหนึ่งเมื่อกระโจนขึ้นข้างบนก็จะกระโจนขึ้นไปได้ ๔ อุสภะบ้าง ๘ อุสภะบ้าง เมื่อจะโลดแล่นตรงๆ หน้าบนพื้นที่ที่เรียบเสมอ ก็จะโลดแล่นไปได้ตลอดพื้นที่ประมาณ ๑๖ อุสภะบ้าง ประมาณ ๒๐ อุสภะบ้างเมื่อจะโลดแล่นจากฝั่งแม่น้ำหรือจากภูเขาก็จะโลดแล่นไปได้ตลอดพื้นที่ประมาณ ๖๐ อุสภะบ้างประมาณ ๘๐ อุสภะบ้าง. (เมื่อวิ่งไป) ในระหว่างทางเห็นต้นไม้หรือภูเขาเข้าแล้ว เมื่อจะเลี่ยงต้นไม้หรือภูเขานั้นก็จะเลี่ยงไปทางข้างซ้ายข้างขวาหรือข้างบนได้ประมาณอุสภะหนึ่ง.
แต่พอบันลือสีหนาทครั้งที่ ๓ พร้อมกับการบันลือนั้นแล ก็จะปรากฏในที่ ๓ โยชน์ครั้นไปได้ ๓ โยชน์แล้ว ก็จะกลับมาหยุดยืนฟังเสียงสะท้อนเสียงบันลือของตนเอง. ไกรสรราชสีห์หลีกออกไป (จากที่อยู่) ด้วยความเร็วอย่างนี้.
บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ ปาเยน (แปลว่า โดยมาก). บทว่า ภยํ สํเวคํ สนฺตาสํ ทั้งหมดเป็นชื่อของความหวาดสะดุ้งกลัวแห่งจิตนั่นเอง. เพราะว่า สัตว์จำนวนมากได้ฟังเสียงราชสีห์แล้วย่อม (ตกใจ) กลัว. ที่ไม่กลัวมีจำนวนน้อย.
ถามว่า ก็สัตว์จำนวนน้อยพวกนั้น คือพวกไหนบ้าง?
ตอบว่า สัตว์พวกนั้นคือ ราชสีห์ด้วยกัน ๑ ช้างอาชาไนย ๑ ม้าอาชาไนย ๑ โคอุสภะอาชาไนย ๑ บุรุษอาชาไนย ๑ พระขีณาสพ ๑
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร สัตว์พวกนั้นจึงไม่กลัว?
ตอบว่า ราชสีห์ด้วยกันที่ไม่กลัวก็เพราะคิดว่า เราเสมอเหมือนกันด้วยชาติ โคตร ตระกูลและความกล้าหาญ. ช้างอาชาไนยเป็นต้นที่ไม่กลัว ก็เพราะตนเองมีสักกายทิฏฐิรุนแรง. (ส่วน) พระขีณาสพไม่กลัวเพราะท่านละสักกายทิฏฐิได้แล้ว.
บทว่า พิลาสยา ได้แก่ สัตว์ที่อยู่ในรูคืออยู่รูเป็นประจำมีงู พังพอนและเหี้ยเป็นต้น.
บทว่า ทกาสยา ได้แก่สัตว์ที่อยู่ในน้ำ (สัตว์น้ำ) มีปลาและเต่าเป็นต้น.
บทว่า วนาสยา ได้แก่ สัตว์ที่อยู่ในป่า (สัตว์ป่า) มีช้าง ม้า กวางและเนื้อเป็นต้น.
บทว่า ปวิสนฺติ ความว่า เข้าไปพลางมองดูทางด้วยคิดว่า จักมาจับเอาในบัดนี้.
บทว่า ทฬฺเหหิ แปลว่า มั่นคง.
บทว่า วรตฺเตหิ แปลว่า เชือกหนัง.
ในบทว่า มหิทฺธิโก เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
พึงทราบว่า ไกรสรราชสีห์มีฤทธิ์มากด้วยการยืนอยู่บนพื้นดินที่ตนเยื้องกราย แล้วกระโจนไปข้างขวาเป็นต้นได้ประมาณอุสภะหนึ่ง กระโจนไปตรงด้านหน้าได้ประมาณ ๒๐ อุสภะหนึ่งเป็นต้น. พึงทราบว่า ไกรสรราชสีห์มีศักดิ์มากด้วยการเป็นเจ้าแห่งมฤคที่เหลือทั้งหลาย. พึงทราบว่า ไกรสรราชสีห์มีอานุภาพมาก เพราะเหล่าสัตว์ที่เหลือได้ฟังเสียงในที่ประมาณ ๓ โยชน์รอบทิศแล้วจะพากันหนีไป.
บทว่า เอวเมวโข มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนอย่างนั้นๆ ในสูตรนั้นๆ (คือ)
อันดับแรก ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สีหะ นี้แลเป็นชื่อของตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนราชสีห์.
ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนสุนักขัตตะ คำว่า นายแพทย์ผู้ผ่าตัดนี้แลเป็นชื่อของตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือนนายแพทย์.
ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่าพราหมณ์นี้แลเป็นชื่อของตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือนพราหมณ์.
ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนติสสะ คำว่า บุรุษผู้ฉลาดในหนทางนี้แลเป็นชื่อของตถาคต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่า เป็นเหมือนมัคคุเทศก์.
ในสูตรนี้ว่า ดูก่อนเสละ เราตถาคตเป็นพระราชา. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนพระราชา.
แต่ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสถึงพระองค์ว่าเป็นเหมือนราชสีห์แล จึงได้ตรัสไว้อย่างนี้.
ในพระดำรัสนั้นมี (ข้อเปรียบเทียบ) เหมือนกันดังต่อไปนี้ :-
เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงกระทำอภินิหาร (ปรารถนาพุทธภูมิ) แทบบาทมูลของพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วทรงบำเพ็ญบารมีมาสิ้นเวลานับไม่ถ้วน ในภพสุดท้ายทรงทำหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหวด้วยการถือปฏิสนธิ และด้วยการประสูติออกจากพระครรภ์ของพระมารดา(ต่อมา) ทรงเจริญวัยได้เสวยสมบัติเช่นทิพยสมบัติประทับอยู่ในปราสาท ๓ หลัง พึงเห็นว่าเหมือนกับเวลาที่ราชสีห์อยู่ในถ้ำที่อยู่มีถ้ำทองเป็นต้นฉะนั้น.
เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงม้ากัณฐกะมีนายฉันนะเป็นพระสหาย เสด็จออกทางพระทวาร (นคร) ที่เทวดาเปิดถวาย ผ่านเลย (ไม่สนพระทัย) ราชสมบัติทั้ง ๓ทรงครองผ้ากาสาวะที่พรหมน้อมเกล้าถวายแล้ว (อธิษฐานพระทัย) ถือบวช ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานทีเมื่อมีพระชนมายุได้ ๒๙ พระพรรษา (ต่อจากนั้น) ในวันที่ ๗ เสด็จไปยังเมืองราชคฤห์ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์นั้นแล้ว (มาประทับ)เสวยพระกระยาหารที่เงื้อมเขาชื่อปัณฑวะ จนกระทั่งถึง (เวลา) ที่ทรงประทานปฏิญญาแด่พระราชา (พิมพิสาร)เพื่อว่าครั้นตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะได้เสด็จมายังแคว้นมคธก่อนเพื่อนพึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์ออกจากถ้ำที่อยู่มีถ้ำทองเป็นต้น ฉะนั้น.
เวลาเริ่มตั้งแต่ที่พระตถาคตเจ้าทรงประทานปฏิญญา (แด่พระราชา) แล้วเข้าไปหาอาฬารดาบสกาลามโคตรกระทั่งถึงเวลาเสวยข้าว (มธุ) ปายาสที่นางสุชาดาถวายโดย (ปั้นเป็น) ก้อน ๔๙ ก้อน พึงทราบว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์ปิดกายฉะนั้น.
การที่พระตถาคตเจ้าทรงรับหญ้า ๘ กำมือที่โสตถิยพราหมณ์ (ถวาย) ในเวลาเย็น อันเทวดาในหมื่นจักรวาลทรงสดุดี (พระเกียรติคุณ)(และ) บูชาด้วยเครื่องบูชามีของหอมเป็นต้น ทรงทำประทักษิณ (เสด็จเวียนขวา) โพธิพฤกษ์ ๓ รอบแล้วทรงก้าวขึ้นสู่โพธิบัลลังก์ ทรงลาดหญ้าเป็นเครื่องลาด (รองนั่ง) บนที่สูง ๑๔ ศอกแล้วประทับนั่งอธิษฐาน จาตุรงคปธาน (ความเพียรมีองค์ ๔) ทันใดนั้นเองทรงกำจัดมารและพลพรรคของมารได้แล้วทรงชำระวิชชา ๓ ให้บริสุทธิ์ในยามทั้ง ๓ ทรงพิจารณาทั้งอนุโลมและปฏิโลมด้วยการพิจารณาญาณคู่ (ยมกญาณ) คือปหานญาณและสมุทยญาณแห่งปฏิจจสมุปบาท เมื่อทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้วทำหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหวด้วยอานุภาพแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั้นพึงทราบว่าเหมือนการที่ราชสีห์สะบัดสร้อยคอฉะนั้น.
____________________________
ปาฐะว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาทปหานสมุทยยมกญาณปฏิเฐน ปฏฺเฐนฺตสฺส
ฉบับพม่าเป็น ปฏิจฺจสมุปฺปาทมหาสมุทฺทํ ยมกญาณมนฺถเนน มนฺเถนฺตสฺส
แปลว่า ทรงย่ำมหาสมุทร คือ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งอนุโลมและปฏิโลม โดยการย่ำด้วยญาณทั้งคู่.
การที่พระตถาคตเจ้าทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ประทับอยู่ที่ควงโพธิสิ้น ๗ สัปดาห์ เสวยพระกระยาหาร คือก้อนข้าวมธุปายาส ๔๙ ก้อน วันละก้อนหมดแล้ว(จากนั้นเสด็จประทับ) ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ ทรงรับคำอาราธนาของท้าวมหาพรหมที่ทูลขอให้ทรงแสดงธรรมแล้วประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธนั้น (เอง).
ในวันที่ ๑๑ (จากวันที่ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ) ทรงดำริว่า วันพรุ่งนี้จะเป็นวันเพ็ญอาสาฬหะแล้ว เวลาเช้ามืดทรงรำพึงว่า เราควรแสดงธรรมแก่ใครก่อน (พอ)ทรงทราบว่า อาฬารดาบสและอุททกดาบสมรณภาพแล้ว จึงได้ตรวจดูท่านเบญจวัคคีย์เพื่อต้องการจะ(เสด็จไป) แสดงธรรมโปรด พึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์ตรวจดูทิศทั้ง ๔ ฉะนั้น.
เวลาที่พระตถาคตเจ้าทรงอุ้มบาตรและจีวรของพระองค์ เสด็จออกไปจากต้นอชปาลนิโครธ ภายหลังเสวยพระกระยาหารแล้วด้วยทรงดำริว่าจักหมุนล้อธรรมโปรดเบญจวัคคีย์ ดังนี้ แล้วเสด็จพุทธดำเนินเป็นระยะทาง ๑๘ โยชน์พึงเห็นว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์เดินทางไปล่าเหยื่อเป็นระยะทาง ๓ โยชน์ฉะนั้น.
เวลาที่พระตถาคตเจ้าเสด็จพุทธดำเนินไปเป็นระยะทาง ๑๘ โยชน์แล้วประทับนั่งขัดสมาธิอย่างสง่าผ่าเผยเกลี้ยกล่อมพระปัญจวัคคีย์ อันหมู่เทวดาที่ (มา) ประชุมกันจากหมื่นจักรวาลห้อมล้อมทรงหมุนล้อธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุดโต่งทั้งสองเหล่านี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ"พึงทราบว่าเหมือนเวลาที่ราชสีห์บันลือสีหนาท ฉะนั้น.
ก็แล เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงแสดงธรรมจักรนี้อยู่ พระสุรเสียงแสดงธรรมของราชสีห์คือพระตถาคต ดังได้ยินไปทั่วหมื่นโลกธาตุ เบื้องล่างดังไปถึงอเวจี เบื้องบนดังไปถึงภวัคคพรหม.
เวลาที่พระตถาคตเจ้าตรัสสอนธรรมแสดงลักษณะ ๓ จำแนกสัจจะ ๔พร้อมทั้งอาการ ๑๖ จนกระทั่งถึงพันนัย เหล่าเทวดาที่มีอายุยืน เกิดความสะดุ้งกลัวด้วยญาณพึงทราบว่าเหมือนเวลาที่สัตว์เล็กสัตว์น้อยต้องสะดุ้งกลัวเพราะเสียงราชสีห์ ฉะนั้น.
บทว่า ยทา คือ ยสฺมึ กาเล (ในกาลใด).
บทว่า ตถาคโต พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ :-
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการคือ:-
(๑) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จมาแล้วอย่างนั้น
(๒) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จไปแล้วอย่างนั้น
(๓) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า เสด็จมาถึงลักษณะที่จริงแท้.
(๔) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่า ตรัสรู้ธรรมที่จริงแท้ ตามความเป็นจริง.
(๕) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติเห็นจริง.
(๖) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติตรัสจริง.
(๗) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะทรงมีปกติทำจริง.
(๘) ทรงพระนามว่า ตถาคต เพราะหมายความว่าครอบงำ.
ความพิสดารของพระนามเหล่านั้นได้กล่าวไว้หมดแล้วทั้งในอรรถกถาพรหมชาลสูตร ทั้งในอรรถกถามูลปริยายสูตร.
บทว่า โลเก ได้แก่ ในสัตว์โลก.
บทว่า อุปฺปชฺชติ ความว่า พระตถาคตเจ้าชื่อว่ากำลังเสด็จอุบัติขึ้นอยู่ เริ่มตั้งแต่ตั้งความปรารถนา(พุทธภูมิ) จนกระทั่งถึง (ประทับนั่ง ณ) โพธิบัลลังก์ หรือ (บรรลุ)อรหัตตมรรคญาณ แต่เมื่อบรรลุอรหัตตผลแล้ว ชื่อว่าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.
บททั้งหลายมีบทว่า อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นต้น ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ได้อธิบายไว้แล้วอย่างพิสดารในพุทธานุสสตินิทเทส ในปกรณ์พิเศษ ชื่อว่าวิสุทธิมรรค.
บทว่า อิติ รูปํ ความว่า นี้คือรูป รูปมีเท่านี้ ไม่มีรูปนอกเหนือไปจากนี้.
ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงมหาภูตรูป ๔และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ (อุปาทายรูป) ทั้งหมด ทั้งโดยสภาวะ ทั้งโดยความเป็นจริง ทั้งโดยที่สุดทั้งโดยการกำหนด ทั้งโดยการเปลี่ยนแปลง.
บทว่า อิติ รูปสฺส สมุทโย ความว่า นี้ชื่อว่าการเกิดขึ้นแห่งรูป. ก็ด้วยพระดำรัสเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงคำทั้งหมดมีอาทิว่า เพราะอาหารเกิด รูปจึงเกิด.
บทว่า อิติ รูปสฺส อฏฺฐงฺคโม ความว่า นี้ชื่อว่าความดับแห่งรูป. แม้ด้วยพระดำรัสนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถึงคำทั้งหมดมีอาทิว่าเพราะอาหารดับ รูปจึงดับ.
แม้ในบทว่า อิติ เวทนา เป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า วณฺณวนฺโต แปลว่า มี (ผิว) พรรณ (ผุดผ่อง) ด้วยผิวพรรณของร่างกาย.
บทว่า ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ความว่า สดับพระธรรมเทศนาของพระตถาคตที่ประดับด้วยลักษณะ ๕๐ ในขันธ์ ๕ นี้.
บทว่า เยภุยฺเยน ได้แก่ ในโลกนี้ เว้นเทวดาที่เป็นพระอริยสาวก.
อธิบายว่า เทวดาที่เป็นพระอริยสาวกเหล่านั้นไม่เกิดแม้ความกลัวคือความสะดุ้งแห่งจิตเพราะท่านเป็นพระขีณาสพ ทั้งไม่เกิดความสังเวชด้วยญาณ เพราะบุคคลผู้สังเวชได้บรรลุผลที่จะพึงบรรลุได้ด้วยความเพียรแล้วโดยอุบายอันแยบคายแต่เทวดานอกนี้ใส่ใจถึงภาวะที่ไม่เที่ยง ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า"ดูก่อนภิกษุ ก็ความหวาดสะดุ้งนั้นมีอยู่" จึงเกิด แม้ความกลัว คือความหวาดสะดุ้งแห่งจิตทั้งเกิด ความกลัวเพราะญาณในเวลาที่วิปัสสนาแก่กล้า.
____________________________
ฉบับพม่าเป็น อุปฺปชฺชติ ไม่มี น แปลตามฉบับพม่า.
คำว่า โภ นั้น เป็นเพียงการเรียกร้องกันตามธรรมดาเท่านั้น.
บทว่า สกฺกายปริยาปนฺนา แปลว่า เนื่องด้วยเบญจขันธ์. เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้โทษแห่งวัฏฏะ แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนา กระทบไตรลักษณ์แก่เทวดาเหล่านั้นอยู่ ญาณภัยจึงก้าวลงด้วยประการฉะนี้.
____________________________
ปาฐะว่า ปตฺตโทสํ ฉบับพม่าเป็น วฏฺฏโทสํ แปลตามฉบับพม่า.
บทว่า อภิญฺญาย แปลว่า รู้แล้ว.
บทว่า ธมฺมจกฺกํ หมายเอา ปฏิเวธญาณบ้าง เทศนาญาณบ้าง.
พระญาณที่เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ ได้แทงตลอด (อริย) สัจจะ ๔ พร้อมทั้งอาการ ๑๖ ได้ครบ ๑,๐๐๐ นัย ชื่อว่าปฏิเวธญาณ.
พระญาณที่เป็นเหตุให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักร ที่มีปริวัต ๓ (และ) มีอาการ ๑๒ ชื่อว่าเทศนาญาณ.
พระญาณทั้งสองนั้น เป็นญาณที่เกิด (ภาย) ในพระทัยของพระทศพลเท่านั้น บรรดาพระญาณทั้งสองนั้น เทศนาญาณควร (กำหนด) ถือเอาในที่นี้.
ก็แล เทศนาญาณนี้นั้นพึงทราบว่า ตราบใดที่โสดาปัตติผลยังไม่เกิดแก่พระอัญญาโกณฑัญญเถระ พร้อมทั้งพรหม ๑๘ โกฏิ ตราบนั้นยังไม่ชื่อว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศ ต่อเมื่อโสดาปัตติผลเกิดแล้ว (นั่นแล) จึงชื่อว่าทรงประกาศแล้ว.
บทว่า อปฺปฏิปุคฺคโล แปลว่า ปราศจากบุคคลที่จะแม้นเหมือน.
บทว่า ยสสฺสิโน ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยบริวาร.
บทว่า ตาทิโน ได้แก่ ผู้เป็นเช่นเดียวกันด้วยโลกธรรมมีลาภและเสื่อมลาภเป็นต้น.
จบอรรถกถาสีหสูตร ------------------------