อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ไทย · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๕๔

๘. มหากัจจานสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๔1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๘. มหากัจจานสูตร

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหากัจจานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง มีกายคตาสติตั้งมั่นดีแล้วเฉพาะหน้าในภายใน ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นท่านพระมหากัจจานะนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง มีกายคตาสติตั้งมั่นดีแล้วเฉพาะหน้าในภายใน ในที่ไม่ไกล ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ผู้ใดพึงตั้งกายคตาสติไว้มั่นแล้วเนืองๆ ในกาลทุกเมื่อว่า อะไรๆ อันพ้นจากขันธปัญจกไม่พึงมี อะไรๆ ที่ชื่อว่าเป็น ของเราก็ไม่พึงมี อะไรๆ ที่ชื่อว่าตนอันพ้นจากขันธ์ จักไม่มี และอะไรๆ ที่เนื่องในตนจักไม่มีแก่เรา ผู้นั้น มีปกติอยู่ด้วยอนุปุพพวิหารตามเห็นอยู่ในสังขารนั้น พึงข้าม ตัณหาได้โดยกาลเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคแล ฯ จบสูตรที่ ๘

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘. กัจจานสูตร ว่าด้วยพระมหากัจจานะ

ข้อ ๖๘

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระมหากัจจานะนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงมีกายคตาสติที่ตั้งมั่นภายในตนอยู่ในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค @เชิงอรรถ : @ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า หมายถึงราคะ โทสะ โมหะ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ (ขุ.อุ.อ. ๖๗/๓๙๙)@ ที่ต่อ หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.อุ.อ. ๖๗/๔๐๐) @ ลิ่มสลัก หมายถึงอวิชชา (ขุ.อุ.อ. ๖๗/๔๐๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๑๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๗. จูฬวรรค] ๙. อุทปานสูตร พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหากัจจานะผู้กำลังนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง มีกายคตาสติที่ตั้งมั่นภายในตนอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ผู้ใดพึงเข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ในกาลทุกเมื่อว่า “ถ้าในอดีต กรรมกิเลสไม่พึงมีแก่เรา ในปัจจุบัน อัตภาพนี้ก็ไม่พึงมีแก่เรา ในอัตภาพนี้ กรรมกิเลสจักไม่มีแก่เรา ในอนาคต วิปากวัฏก็จักไม่มีแก่เรา” ผู้นั้นมีปกติอยู่ด้วยอนุปุพพวิหารในกาลทั้ง ๓ นั้น พึงข้ามพ้นตัณหาที่ชื่อวิสัตติกาได้ โดยเวลาที่อริยมรรคเกิดขึ้นนั่นแล กัจจานสูตรที่ ๘ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามหากัจจานสูตร

มหากัจจานสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

อชฺฌตฺต ศัพท์นี้ ในบทว่า อชฺฌตฺตํ นี้ มาในอรรถว่าเกิดภายใน ในประโยคมีอาทิว่า อายตนะภายใน ๖ ดังนี้. มาในอรรถว่าเกิดในตน ในประโยคมีอาทิว่า ธรรมทั้งหลายเกิดในตน หรือตามเห็นกายในกายภายในตน. มาในอรรถว่าเป็นภายในแห่งอารมณ์ ในประโยคมีอาทิว่า เพราะไม่มนสิการถึงนิมิตทั้งปวงภิกษุเข้าถึงสุญญตะอันเป็นภายในอยู่. อธิบายว่า ในตำแหน่งที่เป็นใหญ่. จริงอยู่ ผลสมาบัติ ชื่อว่าเป็นฐานอันใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. มาในอรรถว่าเป็นภายในแห่งโคจร ในประโยคมีอาทิว่า อานนท์ ภิกษุนั้นพึงตั้งจิตไว้ด้วยดี เฉพาะภายในในสมาธินิมิต อันเป็นเบื้องต้นนั้นเท่านั้น.

แม้ในที่นี้ ท่านพึงเห็นว่ามาในอรรถว่า มีโคจรเป็นภายในนั่นเอง. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ในอารมณ์กัมมัฏฐาน อันเป็นอารมณ์ภายใน.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๖๑๘

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑

ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๒๗๗

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๔๖

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๔๗

บทว่า ปริมุขํ แปลว่า ตรงหน้า. บทว่า สุปฏฺฐิตาย ได้แก่ มีสติไปในกายอันตั้งมั่นด้วยดี. ก็ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงฌานโดยยกสติขึ้นเป็นประธาน ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภิกษุเข้าฌานอันเป็นภายใน คืออันยิ่งที่ตนได้ โดยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

ก็พระเถระนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาต ณ กรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตภายหลังฉันอาหารเสร็จแล้วเข้าไปสู่วิหารแสดงวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งพักผ่อนในที่พักกลางวัน ยับยั้งอยู่ด้วยสมาบัติต่างๆ ตลอดวันในเวลาเย็น หยั่งลงสู่ท่ามกลางวิหาร เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งที่พระคันธกุฎีจึงคิดว่า นี้ไม่ใช่เวลาที่จะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน กำหนดเวลาแล้วนั่งเข้าสมาบัติดังกล่าวแล้ว ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งไม่ไกลแต่พระคันธกุฎี.

พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั่นเอง ทอดพระเนตรเห็นเธอนั่งอยู่อย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา มหากจฺจายโน ฯเปฯ สุปฏฺฐิตาย ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ถึงการที่ท่านพระมหากัจจานเถระเข้าฌานที่ตนบรรลุด้วยสติปัฏฐานภาวนาให้เป็นบาท แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส สิยา สพฺพทา สติ สตตํ กายคตา อุปฏฺฐิตา ความว่า สติอันไปแล้วในกายทั้งสองอย่าง โดยความต่างแห่งนามและรูป คือมีกายเป็นอารมณ์ พึงเป็นคุณชาตอันภิกษุใดผู้เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนาดำรงไว้ด้วยอำนาจความพยายามอันเป็นไปติดต่อเนืองๆ ไม่ขาดสาย โดยพิจารณาลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ในกาลทั้งหมด โดยแบ่งวันหนึ่งออกเป็น ๖ ส่วน.

เล่ากันมาว่า ท่านพระมหากัจจานะนี้ยังฌานให้บังเกิดโดยกายคตาสติกัมมัฏฐานก่อนแล้วกระทำฌานนั้นให้เป็นบาท เริ่มตั้งวิปัสสนา โดยมุข คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้ว บรรลุพระอรหัต. ถึงในกาลต่อมา โดยมาก ท่านเข้าฌานนั้นนั่นแหละออกแล้ว พิจารณาเห็นโดยประการนั้นนั่นแล แล้วเข้าผลสมาบัติ.

พระศาสดา เมื่อทรงแสดงวิธีที่เป็นเหตุให้ท่านบรรลุพระอรหัต จึงตรัสว่า ผู้ที่มีสติในกาลทุกเมื่อพึงตั้งกายคตาสติไว้ติดต่อกัน เพื่อจะให้อาการที่กายคตาสตินั้นปรากฏแจ่มชัดจึงตรัสว่า กิเลสกรรมอันพ้นจากขันธปัญจก ไม่พึงมี. กิเลสกรรมที่ชื่อว่าเป็นของเรา ไม่พึงมี. กิเลสกรรมที่ชื่อว่าตนอันพ้นจากขันธ์ จักไม่มี และกิเลสกรรมที่เนื่องในตน จักไม่มีแก่เรา ดังนี้.

ความข้อนั้น เมื่อว่าโดยพิจารณา พึงทราบโดยเป็น ๒ ส่วน คือด้วยส่วนเบื้องต้น ๑ ด้วยขณะพิจารณา ๑.

ใน ๒ อย่างนั้น พึงทราบโดยส่วนเบื้องต้นก่อน.

บทว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา ความว่า หากว่า ในอดีตกาล กิเลสกรรมของเราไม่พึงมีไซร้ ในกาลอันเป็นปัจจุบันนี้อัตภาพนี้จะไม่พึงมีแก่เรา คือไม่พึงเกิดแก่เรา. ก็เพราะเหตุที่กรรมและกิเลสได้มีแก่เราในอดีตกาล ฉะนั้นอัตภาพของเราในบัดนี้ ซึ่งมีกรรมกิเลสนั้นเป็นเครื่องหมาย ย่อมเป็นไป.

บทว่า น ภวิสฺสติ น จ เม ภวิสฺสติ ความว่า ในอัตภาพนี้ เพราะปราศจากธรรมอันเป็นปฏิปักษ์นั่น และกิเลสกรรม จักไม่มีคือจักไม่เกิดแก่เรา และวิปากวัฏในอนาคตจักไม่มี คือจักไม่เกิดแก่เรา. ในกาลทั้ง ๓ ดังกล่าวมาแล้วนี้ ขันธปัญจกคืออัตภาพของเรานี้ อันมีกรรมกิเลสเป็นเหตุไม่ใช่มีผู้ยิ่งใหญ่เป็นต้นเป็นเหตุ เป็นอันท่านประกาศถึงการเห็นนามและรูปพร้อมทั้งปัจจัยว่าของเราฉันใด ของสัตว์ทั้งปวงก็ฉันนั้น.

แต่เมื่อว่าโดยเวลาพิจารณา พึงทราบความดังต่อไปนี้.

บทว่า โน จสฺส โน จ เม สิยา ความว่า เพราะเหตุที่เบญจขันธ์นี้ ชื่อว่าไม่เที่ยงเพราะมีแล้วกลับไม่มี ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าถูกความเกิดและความดับบีบคั้นเนืองๆชื่อว่าอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่เป็นไปในอำนาจ

ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น สภาวะบางอย่างที่ชื่อว่าอัตตานี้ที่พ้นไปจากเบญจขันธ์ก็ไม่มี คือไม่พึงมี ไม่พึงเกิด เมื่อเป็นเช่นนั้น เบญจขันธ์บางอย่างที่ชื่อว่าเป็นของเราไม่พึงมีแก่เรา ไม่พึงเกิดแก่เรา.

จริงอยู่ เมื่ออัตตามี สิ่งที่เกิดในตนก็พึงมี เหมือนอย่างว่า นามรูปนี้ที่เกิดในตน จักสูญไปในปัจจุบัน และในอดีต ฉันใด สภาวะอะไรๆ ที่ชื่อว่าเป็นอัตตาที่พ้นไปจากขันธ์ ก็ฉันนั้น จักไม่มี จักไม่เกิดแก่เรา คือจักไม่มี จักไม่เกิดแก่เราในอนาคต ต่อจากนั้นแล เบญจขันธ์นี้อะไรๆ อันเป็นที่ตั้งแห่งความกังวล จักไม่มีแก่เรา คือธรรมชาติอะไรๆ ที่เกิดในตนจักไม่มีแก่เราแม้ในอนาคต. ด้วยคำนี้ พระองค์แสดงถึงความไม่มีสิ่งที่จะพึงถือว่าเรา และจะพึงถือว่าของเรา เพราะไม่มีใน ๓ กาล. ด้วยคำนั้นเป็นอันทรงประกาศสุญญตามี ๔ เงื่อน.

บทว่า อนุปพฺพวิหารี ตตฺถ โส ความว่า เมื่อพระโยคาวจรตามเห็นความเป็นของว่างอันมีในตน ในสังขารนั้น ในกาลทั้ง ๓ดังพรรณนามาฉะนี้ เมื่อวิปัสสนาญาณมีอุทยัพพยญาณเป็นต้น เกิดขึ้นโดยลำดับ ชื่อว่าผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่โดยลำดับโดยอนุปุพพวิปัสสนาวิหารธรรม.

บทว่า กาเลเนว ตเร วิสตฺติกํ ความว่า พระโยคาวจรนั้น คือผู้ยังวิปัสสนาให้ถึงที่สุด ดำรงอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพึงข้ามตัณหากล่าวคือตัณหาที่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ เพราะสืบต่อวัฏฏะ ๓ ทั้งสิ้น โดยเวลาที่ถึงความแก่กล้า โดยเวลาที่วุฏฐานคามินีวิปัสสนาสืบต่อด้วยมรรคและโดยเวลาที่อริยมรรคเกิดขึ้น. อธิบายว่า พึงข้ามไปตั้งอยู่ ณ ฝั่งโน้นแห่งตัณหานั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานอันแสดงถึงการที่ท่านพระมหากัจจานะบรรลุพระอรหัต โดยอ้างถึงพระอรหัตผล ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถามหากัจจานสูตรที่ ๘ --------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา