๖. ปาฏลิคามิยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๖๙๖ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา มคเธสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน ปาฏลิคาโม ตทวสริ ฯ อสฺโสสุํ โข ปาฏลิคามิยา อุปาสกา ภควา กิร มคเธสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปาฏลิคามํ อนุปฺปตฺโตติ ฯ อถ โข ปาฏลิคามิยา อุปาสกา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข ปาฏลิคามิยา อุปาสกา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อธิวาเสตุ โน ภนฺเต ภควา อาวสถาคารนฺติ ฯ อธิวาเสติ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ {๑๖๙.๑} อถ โข ปาฏลิคามิยา อุปาสกา ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน อาวสถาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา สพฺพสนฺถรึ อาวสถาคารํ สนฺถริตฺวา อาสนานิ ปญฺญาเปตฺวา อุทกมณิกํ ปติฏฺฐาเปตฺวา เตลปฺปทีปํ อาโรเปตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข ปาฏลิคามิยา อุปาสกา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ สพฺพสนฺถรึ สนฺถตํ ภนฺเต อาวสถาคารํ อาสนานิ ปญฺญตฺตานิ อุทกมณิกํ ปติฏฺฐาปิตํ เตลปฺปทีโป อาโรปิโต ยสฺสทานิ ภนฺเต ภควา กาลํ มญฺญตีติ ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน อาวสถาคารํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปาเท ปกฺขาเลตฺวา อาวสถาคารํ ปวิสิตฺวา มชฺฌิมํ ถมฺภํ นิสฺสาย ปุรตฺถาภิมุโข นิสีทิ ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ โข ปาเท ปกฺขาเลตฺวา อาวสถาคารํ ปวิสิตฺวา ปจฺฉิมํ ภตฺตึ นิสฺสาย ปุรตฺถาภิมุโข นิสีทิ ภควนฺตํ เยว ปุรกฺขิตฺวา ฯ ปาฏลิคามิยาปิ โข อุปาสกา ปาเท ปกฺขาเลตฺวา อาวสถาคารํ ปวิสิตฺวา ปุรตฺถิมํ ภิตฺตึ นิสฺสาย ปจฺฉิมาภิมุขา นิสีทึสุ ภควนฺตํ เยว ปุรกฺขิตฺวา ฯ
๑๗๐อถ โข ภควา ปาฏลิคามิเย อุปาสเก อามนฺเตสิ ปญฺจิเม คหปตโย อาทีนวา ทุสฺสีลสฺส สีลวิปฺปตฺติยา กตเม ปญฺจ ๑ อิธ คหปตโย ทุสฺสีโล สีลวิปฺปนฺโน ปมาทาธิกรณํ มหตึ โภคชานึ นิคจฺฉติ อยํ ปฐโม อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปฺปตฺติยา ฯ ๒ ปุน จ ปรํ คหปตโย ทุสฺสีลสฺส สีลวิปฺปนฺนสฺส ปาปโก กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อยํ ทุติโย อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปฺปตฺติยา ฯ ๓ ปุน จ ปรํ คหปตโย ทุสฺสีโล สีลวิปฺปนฺโน ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ อวิสารโท อุปสงฺกมติ มงฺกุภูโต อยํ ตติโย อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปฺปตฺติยา ฯ ๔ ปุน จ ปรํ คหปตโย ทุสฺสีโล สีลวิปฺปนฺโน สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ อยํ จตุตฺโถ อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปฺปตฺติยา ฯ ๕ ปุน จ ปรํ คหปตโย ทุสฺสีโล สีลวิปฺปนฺโน กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ อยํ ปญฺจโม อาทีนโว ทุสฺสีลสฺส สีลวิปฺปตฺติยา ฯ อิเม โข คหปตโย ปญฺจ อาทีนวา ทุสฺสีลสฺส สีลวิปฺปตฺติยา ฯ {๑๗๐.๑} ปญฺจิเม คหปตโย อานิสํสา สีลวโต สีลสมฺปทาย กตเม ปญฺจ ๑ อิธ คหปตโย สีลวา สีลสมฺปนฺโน อปฺปมาทาธิกรณํ มหนฺตํ โภคกฺขนฺธํ อธิคจฺฉติ อยํ ปฐโม อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ ๒ ปุน จ ปรํ คหปตโย สีลวโต สีลสมฺปนฺนสฺส กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ อยํ ทุติโย อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ ๓ ปุน จ ปรํ คหปตโย สีลสมฺปนฺโน ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมติ อมงฺกุภูโต อยํ ตติโย อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ ๔ ปุน จ ปรํ คหปตโย สีลวา สีลสมฺปนฺโน อสมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ อยํ จตุตฺโถ อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ ๕ ปุน จ ปรํ คหปตโย สีลวา สีลสมฺปนฺโน กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ อยํ ปญฺจโม อานิสํโส สีลวโต สีลสมฺปทาย ฯ อิเม โข คหปตโย ปญฺจิเม อานิสํสา สีลวโต สีลสมฺปทายาติ ฯ
๑๗๑อถ โข ภควา ปาฏลิคามิเย อุปาสเก พหูเทว รตฺติโย ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสตฺวา สมาทเปตฺวา สมุตฺเตเชตฺวา สมฺปหํเสตฺวา อุยฺโยเชสิ อภิกฺกนฺตา โข คหปตโย รตฺติ ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญถาติ ฯ อถ โข ปาฏลิคามิยา อุปาสกา ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ อถ โข ภควา อจิรปกฺกนฺเตสุ ปาฏลิคามิเยสุ อุปาสเกสุ สุญฺญาคารํ ปาวิสิ ฯ
๑๗๒เตน โข ปน สมเยน สุนีธวสฺสการา มคธมหามตฺตา ปาฏลิคาเม นครํ มาเปนฺติ วชฺชีนํ ปฏิพาหาย ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา เทวตาโย สหสฺเสว ปาฏลิคาเม วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ ยสฺมึ ปเทเส มเหสกฺขา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ มเหสกฺขานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ {๑๗๒.๑} ยสฺมึ ปเทเส มชฺฌิมา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ มชฺฌิมานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ ยสฺมึ ปเทเส นีจา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ นีจานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ อทฺทสา โข ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน ตา เทวตาโย สหสฺเสว ปาฏลิคาเม วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติโย ยสฺมึ ปเทเส มเหสกฺขา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ มเหสกฺขานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ ยสฺมึ ปเทเส มชฺฌิมา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ มชฺฌิมานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ ยสฺมึ ปเทเส นีจา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ นีจานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ อถ โข ภควา ตสฺสา รตฺติยา ปจฺจูสสมเย ปจฺจุฏฺฐาย อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ โก นุโข อานนฺท ปาฏลิคาเม นครํ มาเปตีติ ฯ สุนีธวสฺสการา ภนฺเต มคธมหามตฺตา ปาฏลิคาเม นครํ มาเปนฺติ วชฺชีนํ ปฏิพาหายาติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท เทเวหิ ตาวตึเสหิ สทฺธึ มนฺเตตฺวา เอวเมว โข อานนฺท สุนีธวสฺสการา มคธมหามตฺตา ปาฏลิคาเม นครํ มาเปนฺติ วชฺชีนํ ปฏิพาหาย ฯ {๑๗๒.๒} อิธาหํ อานนฺท อทฺทสํ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สมฺพหุลา เทวตาโย สหสฺเสว ปาฏลิคาเม วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติโย ยสฺมึ ปเทเส มเหสกฺขา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ มเหสกฺขานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ ยสฺมึ ปเทเส มชฺฌิมา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ มชฺฌิมานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ ยสฺมึ ปเทเส นีจา เทวตา วตฺถูนิ ปริคฺคณฺหนฺติ นีจานํ ตตฺถ รญฺญํ ราชมหามตฺตานํ จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ฯ ยาวตา อานนฺท อริยํ อายตนํ ยาวตา วณิปฺปโถ อิทํ อคฺคนครํ ภวิสฺสติ ปูฏเภทนํ ฯ ปาฏลิปุตฺตสฺส โข อานนฺท ตโย อนฺตรายา ภวิสฺสนฺติ อคฺคิโต วา อุทกโต วา มิถุเภทโต วาติ ฯ
๑๗๓อถ โข สุนีธวสฺสการา มคธมหามตฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วิติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข สุนีธวสฺสการา มคธมหามตฺตา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อธิวาเสตุ โน ภวํ โคตโม อชฺชตฺตนาย ภตฺตํ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆนาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ {๑๗๓.๑} อถ โข สุนีธวสฺสการา มคธมหามตฺตา ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา เยน สโก อาวสโถ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา สเก อาวสเถ ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปตฺวา ภควโต กาลํ อาโรเจสุํ กาโล โภ โคตม นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ อถ โข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน สุนีธวสฺสการานํ มคธมหามตฺตานํ อาวสโถ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถ โข สุนีธวสฺสการา มคธมหามตฺตา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปตฺวา สมฺปริวาเรสุํ ฯ {๑๗๓.๒} อถ โข สุนีธวสฺสการา มคธมหามตฺตา ภควนฺตํ ภุตฺตาวึ โอนีตปตฺตปาณึ อญฺญตรํ นีจํ อาสนํ คเหตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข สุนีธวสฺสกาเร มคธมหามตฺเต ภควา อิมาหิ คาถาหิ อนุโมทิ ยสฺมึ ปเทเส กปฺเปติ วาสํ ปณฺฑิตชาติโย สีลวนฺเตตฺถ โภเชตฺวา สญฺญเต พฺรหฺมจาริโน ฯ ยา ตตฺถ เทวตา อาสุํ ตาสํ ทกฺขิณมาทิเส ตา ปูชิตา ปูชยนฺติ มานิตา มานยนฺติ นํ ตโต นํ อนุกมฺปนฺติ มาตา ปุตฺตํว โอรสํ ฯ เทวตานุกมฺปิโต โปโส สทา ภทฺรานิ ปสฺสตีติ ฯ
๑๗๔อถ โข ภควา สุนิธวสฺสการานํ มคธมหามตฺตานํ อิมาหิ คาถาหิ อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ ฯ เตน โข ปน สมเยน สุนีธวสฺสการา มคธมหามตฺตา ภควนฺตํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธา โหนฺติ เยนชฺช สมโณ โคตโม ทฺวาเรน นิกฺขมิสฺสติ ตํ โคตมทฺวารํ นาม ภวิสฺสติ ฯ เยน ติตฺเถน คงฺคํ นทึ ตริสฺสติ ตํ โคตมติตฺถํ นาม ภวิสฺสตีติ ฯ {๑๗๔.๑} อถ โข ภควา เยน ทฺวาเรน นิกฺขมิ ตํ โคตมทฺวารํ นาม อโหสิ ฯ อถ โข ภควา เยน คงฺคา นที เตนุปสงฺกมิ ฯ เตน โข ปน สมเยน คงฺคา นที ปูรา โหติ สมติตฺติกา กากเปยฺยา ฯ อปฺเปกจฺเจ มนุสฺสา นาวํ ปริเยสนฺติ อปฺเปกจฺเจ อุฬุมฺปํ ปริเยสนฺติ อปฺเปกจฺเจ กุลฺลํ พนฺธนฺติ อปารา ปารํ คนฺตุกามา ฯ อถ โข ภควา เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมวํ คงฺคาย นทิยา โอริมตีรา อนฺตรหิโต ปาริมตีเร ปจฺจุฏฺฐาสิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน ฯ อทฺทสา โข ภควา เต มนุสฺเส อปฺเปกจฺเจ นาวํ ปริเยสนฺเต อปฺเปกจฺเจ อุฬุมฺปํ ปริเยสนฺเต อปฺเปกจฺเจ กุลฺลํ พนฺธนฺเต อปารา ปารํ คนฺตุกาเม ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ เย ตรนฺติ อณฺณวํ สรํ เสตุํ กตฺวาน วิสชฺช ปลฺลลานิ กุลฺลญฺหิ ชโน พนฺธติ ติณฺณา เมธาวิโน ชนาติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๖. ปาฏลิคามิยสูตร ๖. ปาฏลิคามิยสูตร ว่าด้วยอุบาสกชาวปาฏลิคาม
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นมคธ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ ได้เสด็จมาถึงปาฏลิคาม อุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคามได้ทราบข่าวว่า “พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นมคธพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จมาถึงปาฏลิคามแล้ว” จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดรับอาคารที่พักของข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยพระอาการดุษณี ลำดับนั้น อุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคามทราบอาการที่พระผู้มีพระภาคทรง รับนิมนต์แล้วจึงพากันลุกจากที่นั่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ แล้วพากันเดินไปยังอาคารที่พัก ปูลาดอาสนะทั่วอาคาร จัดอาสนะ ตั้งหม้อน้ำตามประทีปน้ำมันไว้แล้วกลับเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายปูลาดอาสนะ ดาดเพดานทั่วอาคารที่พัก จัดอาสนะ ตั้งหม้อน้ำ ตาม ประทีปน้ำมันไว้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคทรงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๕/๒๘๕-๒๘๖/๙๗-๑๐๓, ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๔๘-๑๕๔/๙๒-๙๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๖. ปาฏลิคามิยสูตร ครั้งนั้น เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเสด็จไปที่อาคารที่พัก พร้อมกับภิกษุสงฆ์ ทรงชำระพระบาทแล้วเสด็จเข้าไปยังอาคารที่พัก ประทับนั่งพิงเสากลาง ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก แม้ภิกษุสงฆ์ก็ล้างเท้าแล้วเข้าไปยังอาคารที่พัก นั่งพิงฝาด้านทิศตะวันตก ผินหน้าไปทางทิศตะวันออกห้อมล้อมพระผู้มีพระภาค แม้อุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคามก็ล้างเท้าแล้วเข้าไปยังอาคารที่พักนั้น นั่งพิงฝาด้านทิศตะวันออก ผินหน้าไปทางทิศตะวันตกห้อมล้อมพระผู้มีพระภาค โทษแห่งศีลวิบัติ ๕ ประการ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกับอุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคามว่า “คหบดี ทั้งหลาย ศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลมีโทษ ๕ ประการนี้ โทษ ๕ ประการ คือ ๑. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติในโลกนี้ ย่อมถึงความเสื่อมโภคทรัพย์เป็น อันมากซึ่งมีความประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นโทษประการที่ ๑ แห่งศีลวิบัติ ของบุคคลผู้ทุศีล ๒. กิตติศัพท์อันชั่วของบุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ ย่อมกระฉ่อนไป นี้เป็น โทษที่ ๒ แห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๓. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ จะเข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัท ก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมไม่แกล้วกล้า เก้อเขินเข้าไป นี้เป็นโทษประการที่ ๓ แห่งศีลวิบัติ ของบุคคลผู้ทุศีล ๔. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ ย่อมหลงลืมสติตาย นี้เป็นโทษประการที่ ๔ แห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล ๕. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลวิบัติ หลังจากตายแล้ว ย่อมไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นโทษประการที่ ๕ แห่งศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล คหบดีทั้งหลาย ศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีลมีโทษ ๕ ประการนี้แล @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ปา. ๑๑/๓๑๖/๒๐๙-๒๐๑, องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๒๑๓/๓๕๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๖. ปาฏลิคามิยสูตร อานิสงส์แห่งศีลสมบัติ ๕ ประการ คหบดีทั้งหลาย ศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล มีอานิสงส์ ๕ ประการนี้ อานิสงส์ ๕ ประการ คือ ๑. บุคคลผู้มีศีล มีศีลสมบัติในโลกนี้ ย่อมได้โภคทรัพย์เป็นอันมาก ซึ่งมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑ แห่งศีลสมบัติ ของบุคคลผู้มีศีล ๒. กิตติศัพท์อันงามของบุคคลผู้มีศีล มีศีลสมบัติ ย่อมขจรไป นี้เป็น อานิสงส์ประการที่ ๒ แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๓. บุคคลผู้มีศีล มีศีลสมบัติ จะเข้าไปยังบริษัทใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัท ก็ตาม พราหมณบริษัทก็ตาม คหบดีบริษัทก็ตาม หรือสมณบริษัท ก็ตาม ย่อมแกล้วกล้า ไม่เก้อเขินเข้าไป นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๓ แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๔. บุคคลผู้มีศีล มีศีลสมบัติ ย่อมไม่หลงลืมสติตาย นี้เป็นอานิสงส์ประการ ที่ ๔ แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล ๕. บุคคลผู้มีศีล มีศีลสมบัติ หลังจากตายแล้ว ย่อมไปเกิดในสุคติ โลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๕ แห่งศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีล คหบดีทั้งหลาย ศีลสมบัติของบุคคลผู้มีศีลมีอานิสงส์ ๕ ประการนี้แล” หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้อุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคาม เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาจนดึกดื่นแล้วทรงส่งกลับด้วยรับสั่งว่า “คหบดีทั้งหลายราตรีใกล้จะสว่าง ขอท่านทั้งหลาย จงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด” ลำดับนั้น อุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคามต่างชื่นชมอนุโมทนาพระธรรมเทศนาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง แล้วลุกจากที่นั่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วจากไป เมื่ออุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคามจากไปไม่นาน พระผู้มีพระภาคก็เสด็จเข้าไปยังเรือนว่าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๖. ปาฏลิคามิยสูตร สร้างเมืองปาฏลีบุตร สมัยนั้น สุนีธะและวัสสการะผู้เป็นมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ กำลังสร้างเมือง ปาฏลิคามเพื่อป้องกันพวกวัชชี ครั้งนั้น เทวดาจำนวนมากเป็นเรือนพัน กำลัง ยึดครองที่ดินในปาฏลิคาม คือ เทวดาที่มีศักดิ์ใหญ่ยึดครองที่ดินในประเทศใด จิตของพระราชา และมหา-อำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ใหญ่ ต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้นเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลางยึดครองที่ดินในประเทศใด จิตของพระราชาและมหา-อำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ชั้นกลาง ต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้นเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำยึดครองที่ดินในประเทศใด จิตของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำ ต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเล็งทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ได้ทอดพระเนตร เห็นเทวดาเหล่านั้นเป็นเรือนพัน กำลังยึดครองที่ดินในปาฏลิคาม คือ เทวดาที่มีศักดิ์ใหญ่ยึดครองที่ดินในประเทศใด จิตของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ใหญ่ต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้น เทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลางยึดครองที่ดินในประเทศใด จิตของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ชั้นกลางต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้น เทวดาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำยึดครองที่ดินในประเทศใด จิตของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้น ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงตื่นบรรทมในเวลาใกล้รุ่ง รับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “อานนท์ ใครกำลังสร้างเมืองในปาฏลิคาม” @เชิงอรรถ : @ ทราบว่า เทวดาทั้งหลายเข้าสิงร่างของคนผู้เชี่ยวชาญวิชาดูพื้นที่แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นบอกว่าควรจะ@สร้างบ้านเมืองที่นั้นที่นี้ เพราะเทวดาเหล่านั้นประสงค์จะให้พระราชาและมหาอำมาตย์ที่มีศักดิ์ใหญ่ มีศักดิ์@ชั้นกลาง มีศักดิ์ชั้นต่ำอยู่ใกล้ชิดกับตน และทำสักการะสมควรแก่ตน (วิ.อ. ๓/๒๘๖/๑๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๖. ปาฏลิคามิยสูตร ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สุนีธะและวัสสการะ ผู้เป็นมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ กำลังสร้างเมืองในปาฏลิคามเพื่อป้องกันพวกวัชชีพระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ สุนีธะและวัสสการะผู้เป็นมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐกำลังสร้างเมืองในปาฏลิคามเพื่อป้องกันพวกวัชชี เหมือนได้ปรึกษากับเทวดาชั้นดาวดึงส์ อานนท์ ณ ที่นี้ เราเล็งทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ได้เห็นเทวดาจำนวนมาก เป็นเรือนพัน กำลังยึดครองที่ดินในปาฏลิคาม คือ เทวดาที่มีศักดิ์ใหญ่ยึดครองที่ดินในประเทศใด จิตของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ใหญ่ต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้น เทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลางยึดครองที่ดินในประเทศใด จิตของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ชั้นกลางต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้น เทวดาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำยึดครองที่ดินในประเทศใดจิตของพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำต่างก็น้อมไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในประเทศนั้น อานนท์ ตลอดพื้นที่อันเป็นย่านชุมชนแห่งอารยชนและเป็นทางค้าขาย นครนี้จะเป็นนครชั้นเอก เป็นทำเลค้าขาย ชื่อปาฏลีบุตร และนครปาฏลีบุตรจะเกิดอันตราย ๓ อย่าง คือ อัคคีภัย อุทกภัย หรือการแตกความสามัคคีภายในกลุ่ม”สองมหาอำมาตย์เลี้ยงพระ ครั้งนั้น สุนีธะและวัสสการะผู้เป็นมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคพอเป็นที่บันเทิงใจพอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วได้ยืน ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์โปรดรับภัตตาหารของข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์ด้วยพระอาการดุษณี สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ทราบอาการที่พระผู้มีพระภาค ทรงรับนิมนต์แล้ว จึงเข้าไปยังที่พักของตน แล้วสั่งให้จัดเตรียมของเคี้ยวของฉัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๖. ปาฏลิคามิยสูตร อย่างประณีตไว้ในที่พักของตนแล้วส่งคนไปกราบทูลภัตกาลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ได้เวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” ครั้งนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปยังที่พักของสุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้ ลำดับนั้น สุนีธะและวัสสการะ มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐได้นำของเคี้ยวของฉันอันประณีตมาประเคนภิกษุสงฆ์มี พระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้อิ่มหนำด้วยตนเอง กระทั่งพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จทรงละพระหัตถ์จากบาตรแล้ว ได้นั่งเฝ้า ณ ที่สมควร ที่ใดที่หนึ่งซึ่งต่ำกว่า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาแก่สุนีธะและวัสสการะมหาอำมาตย์ แห่งมคธรัฐ ด้วยพระคาถาเหล่านี้ว่า อนุโมทนาคาถา บัณฑิตอยู่ในที่ใด เลี้ยงดูท่านผู้มีศีล ผู้สำรวม ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ที่ตนอยู่นั้น พึงอุทิศทักษิณาแก่เหล่าเทวดาผู้สถิตอยู่ในที่นั้น เทวดาเหล่านั้นอันเขาบูชาแล้ว ย่อมบูชาตอบ อันเขานับถือแล้ว ย่อมนับถือตอบ จากนั้นย่อมอนุเคราะห์บัณฑิตนั้นเป็นการตอบแทน ดุจมารดาอนุเคราะห์บุตรผู้เกิดแต่อก ฉะนั้น ดังนั้น ผู้ที่เทวดาอนุเคราะห์แล้ว ย่อมพบเห็นแต่สิ่งที่เจริญทุกเมื่อ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๘. ปาฏลิคามิยวรรค] ๖. ปาฏลิคามิยสูตร ประตูโคดมและท่าโคดม พระผู้มีพระภาค ครั้นทรงอนุโมทนามหาอำมาตย์สุนีธะและมหาอำมาตย์วัสสการะแคว้นมคธด้วยพระคาถาเหล่านี้แล้ว ทรงลุกขึ้นจากอาสนะเสด็จจากไป สมัยนั้นมหาอำมาตย์สุนีธะและมหาอำมาตย์วัสสการะแคว้นมคธ ตามส่งเสด็จพระผู้มี พระภาคไปเบื้องพระปฤษฎางค์ด้วยคิดว่า “วันนี้ ประตูที่ท่านพระสมณโคดมเสด็จออกไป จะได้ชื่อว่า ‘ประตูโคดม’ ท่าที่พระองค์เสด็จข้ามแม่น้ำคงคา จะได้ชื่อว่า‘ท่าพระโคดม” ต่อมา ประตูที่พระผู้มีพระภาคเสด็จผ่านไปนั้นได้ปรากฏนามว่า ‘ประตูพระโคดม’ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จไปทางแม่น้ำคงคา เวลานั้น แม่น้ำคงคามีน้ำเต็ม เสมอตลิ่ง นกกาพอดื่มกินได้ คนทั้งหลายผู้ปรารถนาจะข้ามฟาก บางพวกเที่ยวหาเรือ บางพวกเที่ยวหาแพ บางพวกผูกทุ่น พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทรงหายไปจากฝั่งนี้แห่งแม่น้ำคงคา ไปปรากฏพระวรกายที่ฝั่งโน้น เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นคนเหล่านั้นผู้ปรารถนาจะข้ามฟาก บางพวกเที่ยวหาเรือ บางพวกเที่ยวหาแพ บางพวกผูกทุ่น ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน คนพวกหนึ่งกำลังสร้างสะพาน ข้ามสระใหญ่ โดยมิให้แปดเปื้อนด้วยโคลนตม ขณะที่คนอีกพวกหนึ่งกำลังผูกทุ่นอยู่ ชนผู้ฉลาดได้ข้ามพ้นไปแล้ว ปาฏลิคามิยสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๕/๒๘๖/๑๐๐-๑๐๑, ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๕๓-๑๕๔/๙๖-๙๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๓๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปาฏลิคามิยสูตร
ปาฏลิคามิยสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มคเธสุ แปลว่า ในแคว้นมคธ.
บทว่า มหตา ความว่า แม้ในที่นี้ ได้แก่ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เพราะใหญ่โดยคุณบ้าง ใหญ่โดยจำนวนโดยการกำหนดนับไม่ได้บ้าง.
บทว่า ปาฏลิคาโม ได้แก่ บ้านตำบลหนึ่งในแคว้นมคธ อันมีชื่ออย่างนี้.
ข่าวว่า ในวันสร้างบ้านนั้น หน่อแคฝอย ๒-๓ หน่อ ในที่จับจองสร้างบ้าน ได้แทรกออกมาจากแผ่นดิน. ด้วยเหตุนั้น บ้านนั้นชนทั้งหลายจึงพากันกล่าวว่า ปาฏลิคาม.
บทว่า ตทวสริ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไป คือได้เสด็จไปถึงปาฏลิคามนั้น.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปถึงปาฏลิคามในกาลไร. พระองค์ทรงให้สร้างเจดีย์เพื่อพระธรรมเสนาบดี ในกรุงสาวัตถี โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังเสด็จออกจากกรุงสาวัตถีนั้นประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ จึงให้สร้างเจดีย์เพื่อพระมหาโมคคัลลานะ ในกรุงราชคฤห์นั้น เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์นั้นแล้วประทับอยู่ที่อัมพลัฏฐิวัน แล้วเสด็จจาริกไปในชนบท โดยการจาริกไม่รีบด่วน จึงประทับแรมราตรีหนึ่งในที่นั้นๆ เมื่อจะทรงอนุเคราะห์สัตวโลก จึงได้เสด็จถึงปาฏลิคามโดยลำดับ.
บทว่า ปาฏลิคามิยา ได้แก่ อุบาสกชาวปาฏลิคาม. ได้ยินว่า อุบาสกเหล่านั้นบางพวกตั้งอยู่ในสรณะ บางพวกตั้งอยู่ในศีล บางพวกตั้งอยู่ทั้งในสรณะ ตั้งอยู่ทั้งในศีล ด้วยการเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นครั้งแรก. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในปาฏลิคาม พวกคนของพระเจ้าอชาตศัตรู และของพระเจ้าลิจฉวีทั้งหลายพากันไปตามกาลอันสมควร ไล่เจ้าของบ้านให้ออกจากบ้าน แล้วอยู่เดือนหนึ่งบ้าง กึ่งเดือนบ้าง.
ด้วยเหตุนั้น พวกคนชาวปาฏลิคามถูกรุกรานเป็นประจำ จึงคิดว่า ก็ในเวลาที่พวกคนเหล่านี้มาจักได้มีที่อยู่ ดังนี้แล้วจึงได้พากันสร้างศาลาหลังใหญ่กลางเมือง อันเพียงพอแก่การอยู่ของคนทั้งหมด โดยไม่เบียดเสียดซึ่งกันและกันคือให้มีที่เก็บของของอิสรชนในส่วนหนึ่ง ให้เป็นที่อยู่ส่วนหนึ่ง ให้เป็นที่อยู่ของคนเดินทางผู้เป็นอาคันตุกะไว้ส่วนหนึ่งให้เป็นที่อยู่ของคนกำพร้าเข็ญใจไว้ส่วนหนึ่ง เป็นที่อยู่ของคนไข้ไว้ส่วนหนึ่ง ดังนี้. ศาลาหลังนั้นได้มีชื่อว่า อาวสถาคาร (ที่พักแรม) แล.
ก็ในวันนั้น การสร้างศาลาหลังนั้นก็ได้สำเร็จลง. ก็ชาวปาฏลิคามเหล่านั้น พากันไปในที่นั้นตรวจดูศาลานั้นตั้งแต่ซุ้มประตู ซึ่งสำเร็จเรียบร้อย จัดแจงไว้ด้วยดี ด้วยงานไม้ งานปูน และงานจิตรกรรมเป็นต้นเหมือนเทพวิมาน แล้วพากันคิดว่า อาวสถาคารนี้เป็นที่น่ารื่นรมย์ เป็นมิ่งขวัญยิ่งนักใครหนอจักได้ใช้สอยก่อน จักพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเราตลอดกาลนาน. ก็ในขณะนั้นนั่นเอง พวกเขาได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงบ้านนั้น.
ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงเกิดปิติโสมนัส ทำการตกลงกันว่า พวกเราควรจะนำพระผู้มีพระภาคเจ้ามาบ้างด้วยว่า พระองค์เสด็จถึงที่อยู่ของพวกเราด้วยพระองค์เองแล้ว วันนี้ พวกเราจักให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่นี้ แล้วจักให้พระศาสดาทรงเสวยก่อนภิกษุสงฆ์ก็เหมือนกัน เมื่อภิกษุสงฆ์มาถึง พระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก ก็จักมาถึงเหมือนกันเราจักให้พระศาสดาตรัสมงคล แสดงธรรม ดังนั้น เมื่อรัตนะ ๓ ใช้สอยแล้วภายหลัง พวกเราและคนเหล่าอื่นก็จักใช้สอย เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พวกเราตลอดกาลนาน ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อประโยชน์นั้นนั่นแล. เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับอาวสถาคารของข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด
บทว่า เยน อาวสถาคารํ เตนุปสงฺกมึสุ ความว่า อาวสถาคารนั้น เขาจัดแจงปฏิบัติด้วยดี เหมือนเทพวิมาน เพราะสำเร็จเรียบร้อยด้วยดี ในวันนั้นนั่นเองก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่ได้ตบแต่งให้ควรแก่พระพุทธเจ้า พวกชาวปาฏลิคามเหล่านั้นพากันคิดว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอัธยาศัยอยู่ป่า มีป่าเป็นที่มายินดี พึงอยู่ภายในบ้านก็ตาม ไม่อยู่ก็ตาม ฉะนั้นพวกเราพอรู้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพอพระหฤทัย จึงจักตบแต่ง ดังนี้แล้ว จึงพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บัดนี้ ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพอพระหฤทัย จึงมีความประสงค์จะตบแต่งเช่นนั้น จึงเข้าไปถึงอาวสถาคาร.
บทว่า สพฺพสนฺถรึ อาวสถาคารํ สนฺถริตฺวา ความว่า ชาวปาฏลิคามเหล่านั้นลาดอาวสถาคารนั้น อย่างที่ลาดแล้วทั้งหมดนั่นแล ก่อนอื่นทั้งหมดจึงเอาโคมัยสดฉาบทาพื้น แม้ที่ฉาบไว้ด้วยปูนขาว ด้วยคิดว่า ธรรมดาว่าโคมัยย่อมใช้ได้ในงานมงคลทั้งหมด รู้ว่าแห้งแล้ว จึงไล้ทาด้วยของหอมมีชาติ ๔โดยไม่ปรากฏรอยเท้าในที่ที่เหยียบ ลาดเสื่อลำแพนที่มีสีต่างๆ ไว้ข้างบน แล้วลาดผ้าขนสัตว์ผืนใหญ่เป็นต้นไว้ข้างบนเสื่อลำแพนเหล่านั้นแล้ว ลาดที่ว่างทั้งหมด อันควรจะพึงลาด ด้วยเครื่องลาดมีสีต่างๆ มีหัตถัตถรณะเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลาดอาวสถาคาร ลาดทั้งหมดเป็นต้น
จริงอยู่ ในท่ามกลางอาสนะทั้งหลาย พวกเขาตบแต่งพุทธอาสน์มีค่ามาก พิงเสามงคลเป็นอันดับแรก แล้วลาดเครื่องลาดที่อ่อนนุ่ม น่ารื่นรมย์ใจ ไว้บนพุทธอาสน์นั้นแล้วจัดแจงเขนยที่มีสีแดงทั้งสองข้าง เห็นเข้าน่าฟูใจแล้ว ผูกเพดานอันวิจิตรด้วยดาวทองดาวเงินไว้ข้างบน ประดับด้วยพวงของหอม พวงดอกไม้และพวงใบไม้เป็นต้น ให้กั้นข่ายดอกไม้ ในที่ ๑๒ ศอกโดยรอบแล้วให้เอาม่านผ้าล้อมที่ประมาณ ๓๐ ศอก ให้ลาดแคร่ พนักอิงเตียงและตั่งเป็นต้นเพื่อภิกษุสงฆ์อิงฝาด้านหลัง ให้ลาดเครื่องลาดขาวไว้ข้างบน ให้สร้างข้างศาลาด้านทิศตะวันออกอันเหมาะกับที่นั่งของตน. อย่างที่ท่านหมายกล่าวไว้ว่า ให้ปูอาสนะเป็นต้น.
บทว่า อุทกมณิกํ ได้แก่ หม้อน้ำ อันแล้วด้วยทอง และมณีมีค่ามาก คือ ตุ่มน้ำ. พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ จักล้างมือและเท้า บ้วนปากตามความชอบใจ ด้วยประการฉะนี้เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงบรรจุน้ำที่มีสีดังแก้วมณี ให้เต็มในที่นั้นๆ แล้ว ใส่ดอกไม้นานาชนิด และจุณสำหรับอบน้ำเพื่อประโยชน์แก่การอบแล้ว ก็ให้เอาใบกล้วยวางปิดไว้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ให้ตั้งหม้อน้ำไว้.
บทว่า เตลปฺปทีปํ อาโรเปตฺวา ความว่า ให้ตามประทีปน้ำมัน ที่ตะคันอันสำเร็จด้วยทองและเงินเป็นต้น วางไว้ในมือของรูปทหาร และรูปที่สลักอันงดงามเป็นต้นที่ไฟชนวนอันมีด้ามสำเร็จด้วยทองและเงินเป็นต้น.
ก็ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
อุบาสกชาวปาฏลิคามเหล่านั้น มิใช่จัดแจงแต่อาวสถาคารอย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ โดยที่แท้ ยังให้จัดแจงถนนในบ้านแม้ทั้งสิ้นแล้ว ให้ยกธงชัยขึ้น วางหม้อน้ำอันเต็มและต้นกล้วยไว้ที่ประตูบ้านให้บ้านทั้งหมดเหมือนดารดาษไปด้วยหมู่ดาว ด้วยระเบียบประทีป ให้ตีกลองร้องประกาศว่า ให้เด็กที่ยังไม่ทิ้งนมให้ดื่มน้ำนมให้เด็กรุ่นๆ รีบกินเสียแล้วไปนอน อย่าส่งเสียงเอ็ดอึง วันนี้ พระศาสดาจักประทับอยู่ภายในบ้านราตรีหนึ่ง ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีพระประสงค์เสียงที่เบา ดังนี้แล้ว ถือไฟชนวนเอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.
บทว่า อถโข ภควา (ปุพฺพณฺหสมยํ) นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทายสทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน เยน อาวสถาคารํ เตนุปสงฺกมิ ความว่าได้ยินว่า เมื่อพวกชาวปาฏลิคามเหล่านั้น กราบทูลกาลอย่างนี้ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า สำคัญเวลาอันสมควร ณ บัดนี้เถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจัดแจงผ้าที่ย้อมแล้ว ๒ ชั้น มีสีดังดอกทองหลางแดงอันชุ่มด้วยน้ำครั่งนุ่งปกปิดมณฑล ๓ เหมือนเอากรรไกรตัดดอกปทุม ทรงคาดประคดเอว อันงดงามดุจสายฟ้าเหมือนเอาสังวาลทองคำล้อมกำดอกปทุม ทรงห่มผ้าบังสุกุลจีวรอันบวรที่ย้อมดีแล้ว มีสีเสมอด้วยต้นไทรที่พระองค์ทรงถือเอาทำภูเขาจักรวาล สิเนรุ ยุคันธร และมหาปฐพีทั้งสิ้นให้หวั่นไหว เหมือนเอาผ้ากัมพลแดงห่อหุ้มตะพองช้างเหมือนซัดตาข่ายแก้วประพาฬที่ลิ่มทองคำ สูงประมาณ ๑๐๐ ศอก เหมือนสวมเสื้อกัมพลแดงที่สุวรรณเจดีย์ใหญ่เหมือนเมฆแดงปกปิดพระจันทร์ในวันเพ็ญ ซึ่งกำลังโคจร เหมือนลาดน้ำครั่งที่สุกดี บนยอดภูเขาทองและเหมือนเอาตาข่าย สายฟ้า แวดวง ยอดเขาจิตกูฏ เสด็จออกจากมณฑปทองคำที่พระองค์ประทับนั่งเหมือนพระจันทร์เพ็ญและเหมือนพระสุริโยทัย ทอแสงอ่อนๆ จากยอดเขาโดยรอบ เหมือนไกรสรราชสีห์ออกจากพงป่า.
ลำดับนั้นแล รัศมีซ่านออกจากพระวรกายของพระองค์ เหมือนกลุ่มสายฟ้าแลบออกจากหน้าเมฆ แล้วจับรอบต้นไม้ เหมือนสายน้ำทองคำจับที่ใบ ดอก ผล กิ่ง และค่าคบ ซึ่งเหลืองไปด้วยการราดรด.
ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ถือบาตรและจีวรของตนๆ พากันแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. ก็ภิกษุเหล่านั้นผู้ยืนแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ ได้เป็นผู้เช่นนั้น คือเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ผู้ปรารภความเพียร ผู้กล่าวสอน ผู้อดทนต่อถ้อยคำ ผู้กล่าวตักเตือน ผู้มักตำหนิความชั่ว สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติและสมบูรณ์ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้วไพโรจน์ เหมือนแท่งทองคำที่แวดวงด้วยผ้ากัมพลแดงเหมือนพระจันทร์เพ็ญแวดล้อมไปด้วยหมู่ดาว เหมือนนาวาทองคำอยู่ในป่าดอกปทุมแดงและเหมือนปราสาททองคำที่แวดล้อมไปด้วยไพทีแก้วประพาฬ.
ฝ่ายพระมหาเถระมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ผู้มีราคะอันคายแล้ว ผู้ทำลายกิเลสแล้วสางกิเลสดุจรกชัฏ ตัดกิเลสเครื่องผูกได้แล้ว ไม่ข้องอยู่ในตระกูลหรือคณะ ห่มบังสุกุลจีวรมีสีดังสีเมฆ พากันแวดล้อมเหมือนพญาช้างหุ้มเกราะแก้วมณีฉะนั้น. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เองเป็นผู้ปราศจากราคะ อันผู้ปราศจากราคะแวดล้อมเป็นผู้ปราศจากโทสะ อันผู้ปราศจากโทสะแวดล้อม เป็นผู้ปราศจากโมหะ อันผู้ปราศจากโมหะแวดล้อมเป็นผู้ปราศจากตัณหา อันผู้ปราศจากตัณหาแวดล้อม เป็นผู้ปราศจากกิเลส อันผู้ปราศจากกิเลสแวดล้อม พระองค์เองเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว อันผู้ตรัสรู้ตามแวดล้อม เหมือนเกสรแวดล้อมด้วยกลีบ เหมือนช่อดอกไม้แวดล้อมด้วยเกสรเหมือนพญาช้างฉัททันต์แวดล้อมด้วยช้าง ๘,๐๐๐ เชือก เหมือนพญาหงส์ธตรฐแวดล้อมด้วยหงส์๙๐,๐๐๐ ตัว เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิแวดล้อมด้วยองค์แห่งเสนา เหมือนท้าวสักกเทวราชแวดล้อมด้วยเทวดา เหมือนหาริตมหาพรหมแวดล้อมด้วยหมู่พรหม เหมือนพระจันทร์เพ็ญแวดล้อมด้วยหมู่ดาว ทรงดำเนินไปตามทาง อันเป็นที่ไปยังปาฏลิคามด้วยเพศแห่งพระพุทธเจ้าอันหาผู้เปรียบมิได้ ด้วยพุทธวิลาส อันหาประมาณมิได้.
ลำดับนั้น พระพุทธรัศมีทึบ มีวรรณะเพียงดังทองคำ พุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหน้าของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้จรดที่ประมาณ ๘๐ ศอก อนึ่ง พระพุทธมีรัศมีทึบ มีวรรณะเพียงดังทองคำ พุ่งออกจากพระวรกายเบื้องหลังจากพระปรัศว์เบื้องขวา จากพระปรัศว์เบื้องซ้าย จรดที่ประมาณ ๘๐ ศอก.
พระพุทธรัศมีทึบสีคราม เหมือนสีที่ส่องออกจากคอนกยูง พุ่งออกจากมวยผมทั้งหมด ตั้งแต่ที่สุดปลายผมข้างบนจรดที่ประมาณ ๘๐ ศอก บนท้องฟ้า. รัศมีมีวรรณะดังแก้วประพาฬ พุ่งออกจากพระยุคลบาทเบื้องต่ำ จรดที่ประมาณ ๘๐ ศอกในแผ่นดินทึบ. พระพุทธรัศมีทึบสีขาว พุ่งออกจากพระทนต์ จากที่ดวงตาขาว จากที่เล็บที่พ้นจากหนังและเนื้อจรดที่ประมาณ ๘๐ ศอก. พระรัศมีมีสีหงสบาท พุ่งออกจากที่สีแดงและสีเหลืองคละกัน จรดที่ประมาณ ๘๐ ศอก. พระรัศมีเลื่อมปภัสสร พุ่งขึ้นมีประโยชน์ดีกว่าเขาหมดแล. พระพุทธรัศมีมีวรรณะ ๖ ประการ ทำสถานที่ประมาณ ๘๐ ศอกโดยรอบอย่างนี้ ให้โชติช่วง แผ่ฉวัดเฉวียงไป แล่นไปสู่ทิศน้อยใหญ่ เหมือนเปลวประทีปดวงใหญ่ แลบออกจากไฟชนวนทองคำแล่นขึ้นสู่กลางหาว และเหมือนสายฟ้าที่แลบออกจากมหาเมฆในทวีปทั้ง ๔. อันเป็นเหตุให้ส่วนทิศทั้งหมดรุ่งโรจน์โชติช่วง เหมือนโปรยปรายด้วยดอกจำปาทองคำ เหมือนเอาสายน้ำทองคำ เทออกจากหม้อทองคำ เหมือนแวดวงด้วยแผ่นทองคำที่แผ่ออกไป เหมือนเกลื่อนกล่นฟุ้งด้วยจุณแห่งดอกทองกวาว ดอกกรรณิกา และดอกทองหลาง ที่ฟุ้งขึ้นด้วยลมหัวด้วน และเหมือนย้อมด้วยผงชาด.
จริงอยู่ พระโฉมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันรุ่งเรืองแวดล้อมด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ และพระรัศมีด้านละวา ประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ อันปราศจากเครื่องหม่นหมอง มีไฝฝ้าและขี้แมลงวัน เป็นต้น รุ่งโรจน์โชติช่วง เหมือนท้องฟ้าสว่างด้วยหมู่ดาวที่สุกปลั่ง เหมือนป่าปทุมที่แย้มบานเต็มที่ เหมือนต้นปาริฉัตตกะ (ต้นแคฝอย) สูง ๑๐๐ โยชน์ ผลิบานเต็มที่ เหมือนครอบงำสิริกับสิริของพระจันทร์ ๓๒ ดวง ของพระอาทิตย์ ๓๒ ดวง ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๒ ของพระเทวราช ๓๒ ของมหาพรหม ๓๒ ตั้งเรียงกันตามลำดับ ที่ประดับด้วยความเป็นผู้มีพระบารมี ๓๐ ถ้วน ที่ทรงบำเพ็ญมาโดยชอบ คือ พระบารมี ๑๐ พระอุปบารมี ๑๐ และพระปรมัตถบารมี ๑๐เกิดขึ้นด้วยการบำเพ็ญทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการบำเพ็ญกัลยาณธรรมสิ้น ๔ อสงไขย กำไรแสนกัลป์รวมลงในอัตภาพหนึ่ง เมื่อไม่ได้โอกาสที่จะให้ผล เป็นเหมือนถึงความคับแคบ เป็นเหมือนเวลายกสิ่งของในเรือ ๑,๐๐๐ ลำ บรรทุกลงเรือลำเดียว เหมือนเวลายกสิ่งของในเกวียน ๑,๐๐๐ เล่ม บรรทุกลงเกวียนเล่มเดียว และเป็นเหมือนเวลาที่แม่น้ำคงคา ๒๕ สาย แยกออกจากกันแล้วรวมเป็นสายเดียวกันที่ปากน้ำ.
ไฟชนวนหลายพันดวงโผล่ขึ้นเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ผู้สว่างไสวอยู่ด้วยพุทธรังสีนี้ทั้งเบื้องพระปฤษฎางค์ พระปรัศว์ซ้าย พระปรัศว์เบื้องขวาก็เหมือนกัน. ดอกมะลิ ดอกจำปา ดอกมะลิซ้อน อุบลแดง อุบลเขียว ดอกพิกุล และดอกไม้ย่างทรายเป็นต้นและจุรณะเครื่องหอมมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้นเรียงราย ดุจเมล็ดฝนที่ปราศจากมหาเมฆทั้ง ๔ ทิศ. เสียงกึกก้องแห่งดนตรีมีองค์ ๕ และเสียงกึกก้องสดุดีที่เกี่ยวด้วยพุทธคุณ. ธรรมคุณและสังฆคุณได้เป็นเสมือนมีปากพูดเต็มไปทั่วทุกทิศ. ดวงตาของเทพ สุบรรณ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ และมนุษย์ ได้เป็นเสมือนได้ดื่มน้ำอมฤต.
ก็ในที่นี้ ควรจะกล่าวสรรเสริญการเสด็จไป โดยเป็นพันๆ บท. แต่ในที่นี้ มีเพียงมุขปาฐะดังต่อไปนี้
พระผู้นำโลกไปให้วิเศษ ผู้สมบูรณ์ด้วยสรรพางค์กาย
อย่างนี้ ผู้ทำแผ่นดินให้หวั่นไหว ผู้ไม่เบียดเบียนเหล่าสัตว์
เสด็จดำเนินไปอยู่. พระผู้องอาจในหมู่ชน ทรงยกพระบาท
ขวาขึ้นก่อน ผู้เพียบพร้อมด้วยสิริ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า
เสด็จไปงดงาม.
พื้นพระบาทเบื้องล่างของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
ผู้เสด็จดำเนินไป อ่อนนุ่มถูกพื้นดินอันสม่ำเสมอ ไม่แปด
เปื้อนด้วยธุลี. เมื่อพระโลกนายกเสด็จดำเนินไป สถานที่
ลุ่ม ย่อมนูนขึ้น สถานที่นูนขึ้นก็สม่ำเสมอ ทั้งที่แผ่นดิน
ไม่มีจิตใจ.
เมื่อพระผู้นำโลกเสด็จดำเนินไป มรรคาทั้งหมด
ปราศจากหิน ก้อนกรวด กระเบื้องถ้วย หลักตอและหนาม.
ไม่ยกพระบาทในที่ไกลเกินไป ไม่ซอยพระบาทในที่ใกล้
เกินไป ไม่หนีบพระชาณุและข้อพระบาททั้ง ๒ เบียดเสียด
กัน เสด็จดำเนินไป.
พระมุนีผู้มีการดำเนินเพียบพร้อม มีพระทัยตั้งมั่น
เมื่อเสด็จไป ก็ไม่เสด็จเร็วเกินไป ทั้งไม่เสด็จช้าเกินไป.
พระองค์เสด็จไปไม่ได้ทอดพระเนตรดูเบื้องบนเบื้องล่าง
เบื้องขวาง ทิศน้อยทิศใหญ่ก็เหมือนกัน ทรงทอดพระเนตร
เพียงชั่วแอก.
พระชินเจ้าพระองค์นั้น เสด็จเยื้องกรายดุจพญาช้าง
ย่อมงดงามในการเสด็จดำเนินไป พระองค์เป็นผู้เลิศของโลก
เสด็จดำเนินไปงดงาม ทำโลก พร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริง.
พระองค์งดงามดุจพญาอุสภะ ดุจไกรสรราชสีห์ มีการ
เดินอย่างงดงาม ทรงยังเหล่าสัตว์เป็นอันมากให้ยินดี เสด็จ
เข้าถึงบ้านอันประเสริฐ.
นี้ชื่อว่าเป็นเวลาสรรเสริญ.
กำลังของพระธรรมกถึกเท่านั้น เป็นประมาณในการสรรเสริญพระโฉม และสรรเสริญพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลทั้งหลายเช่นอย่างนี้. ด้วยจุรณียบทที่ผูกเป็นคาถา ควรจะกล่าวเท่าที่สามารถ ไม่ควรจะกล่าวว่า กล่าวได้ยาก หรือว่าแล่นไปผิดท่า.
จริงอยู่ ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ย่อมไม่สามารถกล่าวคุณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าผู้มีพระคุณหาปริมาณมิได้โดยสิ้นเชิงเพราะเมื่อสรรเสริญพระคุณอยู่ตลอดกัป ก็ไม่สามารถจะให้พระคุณสิ้นสุดลงได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่สัตว์นอกนี้เล่า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตบแต่งประดับด้วยพระสิริวิลาสนี้ เสด็จเข้าไปยังปาฏลิคามอันชนผู้มีจิตเลื่อมใสบูชาด้วยสักการะ มีดอกไม้ ของหอม ธูป และจุณสำหรับอบเป็นต้น เสด็จเข้าไปยังอาวสถาคาร. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองผ้าถือบาตรและจีวร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเข้าไปยังอาวสถาคารดังนี้.
บทว่า ปาเท ปกฺขาเลตฺวา ความว่า แม้ถ้าเปือกตม คือธุลีไม่เปื้อนพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าก็จริง ถึงกระนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหวังความเจริญยิ่งแห่งกุศลของอุบาสกและอุบาสิกาเหล่านั้นจึงทรงให้ล้างพระบาท เพื่อให้ชนเหล่าอื่นถือเอาเป็นตัวอย่าง.
อีกอย่างหนึ่ง ขึ้นชื่อว่าพระสรีระอันมีใจครอง ก็ต้องทำให้เย็น เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกระทำการสรงสนาน และทรงล้างพระบาทเป็นต้นแม้เพื่อประโยชน์นี้ทีเดียว.
บทว่า ภควนฺตญฺเญว ปุรกฺขตฺวา ได้แก่ กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้เบื้องหน้า. ในข้อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับนั่งในท่ามกลางของภิกษุทั้งหลาย และของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายทรงให้สรงสนานด้วยน้ำหอมแล้ว ทำให้น้ำแห้งไปด้วยเสวียนผ้าแล้ว ทำให้แห้งด้วยชาดหิงคุ ย่อมไพโรจน์ยิ่งนักเหมือนรูปเปรียบที่ทำด้วยแท่งทองสีแดง ซึ่งประดิษฐานไว้บนตั่ง อันแวดวงด้วยผ้ากัมพลแดง.
ก็ในข้อนี้ เป็นบทประพันธ์ที่ท่านโบราณบัณฑิตประพันธ์ไว้ดังต่อไปนี้
พระโลกนาถเจ้าผู้เป็นเลิศของชาวโลก ผู้เสด็จไป
ดุจพญาช้างเยื้องกราย เสด็จไปยังโรงกลมให้สว่างไสว
ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์.
พระองค์เป็นดุจนายสารถี ผู้ฝึกนรชน เป็นเทพยิ่ง
กว่าเทพ ผู้มีบุญลักษณะกำหนดด้วยร้อย ประทับนั่งบน
บวรพุทธอาสน์นั้น ไพโรจน์อยู่ในท่ามกลางพุทธอาสน์
เหมือนแท่งทองคำงดงามอยู่ในผ้ากัมพลสีเหลืองฉะนั้น.
พระองค์ผู้ปราศจากมลทิน ย่อมไพโรจน์ เหมือน
แท่งทองชมพูนุท ที่เขาวางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง เหมือน
แก้วมณีงดงามฉะนั้น ทรงไพโรจน์ งามสะพรั่งกว่าสิ่งทั้ง
ปวง เหมือนต้นสาละใหญ่มีดอกบานสะพรั่งอันประดับ
ด้วยพระยาไม้ คล้ายปราสาททองคำ เหมือนดอกปทุม
โกกนุท เหมือนต้นไม้ที่ประดับด้วยประทีปโพลงอยู่
เหมือนไฟบนยอดเขา เหมือนต้นปาริฉัตรของเทวดา
ฉะนั้น.
บทว่า ปาฏลิคามิเก อุปาสเก อามนฺเตสิ ความว่า เพราะเหตุที่ในอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นคนเป็นอันมากตั้งอยู่ในศีล ฉะนั้นเพื่อจะประกาศโทษแห่งศีลวิบัติ เป็นอันดับแรกก่อนแล้วภายหลังจึงแสดงอานิสงส์แห่งศีลสมบัติ จึงตรัสเรียกมาเพื่อแสดงธรรมโดยนัยมีอาทิว่า ปญฺจิเม คหปตโย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุสฺสีโล ได้แก่ ผู้ไร้ศีล. บทว่า สีลวิปนฺโน ได้แก่ ผู้มีศีลวิบัติ คือผู้ทำลายสังวร. ก็ในบทเหล่านี้ ด้วยบทว่า ทุสฺสีโล ตรัสถึงบุคคลผู้ไม่มีศีล.
ก็บุคคลผู้ไม่มีศีลนั้นมี ๒ อย่าง คือ เพราะไม่สมาทาน หรือทำลายศีลที่สมาทานแล้ว. ใน ๒ อย่างนั้น ข้อต้นไม่มีโทษ เหมือนอย่างข้อที่ ๒ ที่มีโทษแรงกว่า. เพื่อจะแสดงความไม่มีศีล ซึ่งมีโทษตามที่ประสงค์เป็นเหตุ ด้วยเทศนาเป็นบุคลาธิษฐานจึงตรัสคำว่า สีลวิปนฺโน ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงทรงแสดงอรรถแห่งบทว่า ทุสฺสีโล ดังนี้.
บทว่า ปมาทาธิกรณํ แปลว่า มีความประมาทเป็นเหตุ.
ก็สูตรนี้มาแล้ว ด้วยอำนาจคฤหัสถ์ทั้งหลาย แต่ถึงบรรพชิตก็ใช้ได้เหมือนกัน.
จริงอยู่ คฤหัสถ์เลี้ยงชีพด้วยความหมั่นต่อการศึกษาใด จะเป็นกสิกรรมก็ดี พาณิชยกรรมก็ดี โครักขกรรมก็ดีเป็นผู้ประมาทด้วยปาณาติปาตเป็นต้น ไม่สามารถจะยังความหมั่นในศิลปะนั้น ให้สำเร็จได้ตามกาลอันสมควรเมื่อเป็นเช่นนี้การงานของเขาก็จักพินาศไป แต่เมื่อเขาทำปาณาติปาตเป็นต้นในเวลาที่เขาอาฆาต ย่อมถึงความเสื่อมจากโภคะใหญ่ ด้วยอำนาจอาชญา.
บรรพชิตผู้ทุศีล ย่อมถึงความเสื่อมจากศีล จากพระพุทธพจน์ จากฌาน และจากอริยธรรม ๗ ประการ เพราะความประมาทเป็นเหตุ.
บทว่า ปาปโก กิตฺติสทฺโท ความว่า กิตติศัพท์อันลามกของคฤหัสถ์ ย่อมฟุ้งขจรไปในท่ามกลางบริษัท ๔ว่า คฤหัสถ์ชื่อโน้น เกิดในสกุลชื่อโน้น เป็นผู้ทุศีล เป็นผู้มีธรรมอันลามก เป็นผู้สละเสียทั้งโลกนี้และโลกหน้า ย่อมไม่ให้ทานแม้วัตถุเพียงสลากภัต.
กิตติศัพท์อันลามกของบรรพชิต ย่อมฟุ้งขจรไปอย่างนี้ว่า บรรพชิตชื่อโน้นบวชในพระศาสนาของพระศาสดาไม่อาจเพื่อจะรักษาศีล ไม่อาจเพื่อจะเรียนพระพุทธพจน์ เป็นผู้ประกอบด้วยอคารวะ ๖ ประการเลี้ยงชีพด้วยอเนสนากรรม มีเวชกรรมเป็นต้น.
บทว่า อวิสารโท ความว่า อันดับแรก คฤหัสถ์ผู้มีภัยหลีกเลี่ยงไม่ได้ เข้าไปในที่ชุมนุมชนเป็นอันมาก ด้วยคิดว่า ใครๆ จักรู้ความชั่วของเรา จักนินทา จักข่มเรา หรือจักชี้แจงแก่ราชสกุล เป็นผู้เก้อเขิน คอตก นั่งก้มหน้าเป็นผู้ไม่กล้าพูด.
ฝ่ายบรรพชิตผู้มีภัย หลีกเลี่ยงไม่ได้ เข้าไปในเมื่อภิกษุเป็นอันมากประชุมกัน ด้วยคิดว่าบรรพชิตรูปหนึ่งจักรู้ความชั่วของเราเป็นแน่เมื่อเป็นเช่นนี้ ภิกษุทั้งหลายจักเว้นอุโบสถกรรมก็ดี ปวารณากรรมก็ดีของเรา จักฉุดคร่าเราให้ออกจากความเป็นสมณะเสียย่อมเป็นผู้ไม่แกล้วกล้าสามารถจะกล่าวได้. แต่บางคนถึงเป็นคนทุศีล ก็ย่อมประพฤติเหมือนผู้มีศีล. แม้คนทุศีลนั้นก็ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ด้วยอัธยาศัยเหมือนกัน.
บทว่า สมฺมุฬฺโห กาลํ กโรติ ความว่า จริงอยู่ เมื่อบุคคลผู้ทุศีลนอนอยู่บนเตียงเป็นที่ตายฐานะที่ตนสมาทานกรรม คือความเป็นผู้ทุศีล ย่อมมาปรากฏ เขาลืมตาเห็นโลกนี้ หลับตาเห็นโลกหน้าอบาย ๔ ย่อมปรากฏแก่เขาตามสมควรแก่กรรม ย่อมเป็นเหมือนถูกทิ่มแทงด้วยหอก ๑๐๐ เล่มและเหมือนถูกลวกด้วยเปลวไฟ เขาพลางร้องครวญครางว่า ขอเถอะ ขอทีเถอะ ดังนี้จนตาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า หลงทำกาละ ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า กายสฺส เภทา ได้แก่ เพราะสละอุปาทินนกขันธ์. บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่ หมายเอาขันธ์ที่จะพึงเกิดในภพอันเป็นลำดับแห่งอุปาทินนกขันธ์นั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กายสฺส เภทา ได้แก่ เพราะชีวิตินทรีย์ขาดไป. บทว่า ปรมฺมรณา ได้แก่ เบื้องหน้าแต่จุติ.
บทว่า อปายํ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของนรกทั้งหมด.
จริงอยู่ นรกชื่อว่าอบาย เพราะปราศจากความเจริญ กล่าวคือบุญ อันเป็นเหตุแห่งสวรรค์และพระนิพพานและเพราะไม่มีความเจริญ หรือการมาของความสุข. ชื่อว่าทุคติ เพราะเป็นภูมิเป็นที่ไป คือเป็นที่พำนักอาศัยแห่งทุกข์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทุคติ เพราะเป็นภูมิเป็นที่ไปอันเกิดด้วยกรรมชั่ว เหตุมากไปด้วยโทสะ. ชื่อว่าวินิบาต เพราะเป็นที่ปราศจากอำนาจตกไปของบุคคลผู้กระทำกรรมชั่ว. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวินิบาต เพราะเป็นที่พินาศตกไปของบุคคลผู้มีอวัยวะน้อยใหญ่แตกไปอยู่. ชื่อว่านิรยะ เพราะเป็นที่ไม่มีความเจริญ อันเข้าใจกันว่าความยินดี.
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยศัพท์ว่า อบาย ทรงแสดงถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน. จริงอยู่ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานชื่อว่าอบาย เพราะปราศจากภูมิเป็นที่ไปดี ไม่จัดเป็นทุคติ เพราะเป็นที่เกิดของพญานาคเป็นต้น ผู้มีศักดาใหญ่.
ด้วยศัพท์ว่า ทุคติ ท่านแสดงถึงวิสัยแห่งเปรต. จริงอยู่ ปิตติวิสัยนั้นชื่อว่าอบาย เพราะปราศจากสุคติ และชื่อว่าทุคติ เพราะเป็นภูมิเป็นที่ไปแห่งทุกข์ แต่ไม่ใช่จัดเป็นวินิบาตเพราะไม่ได้ตกไปโดยไร้อำนาจเช่นพวกอสูร. จริงอยู่ แม้วิมานก็ย่อมบังเกิดแก่พวกเปรตผู้มีฤทธิ์มาก.
ด้วยศัพท์ว่า วินิปาตะ ทรงแสดงถึงอสุรกาย. ก็อสุรกายนั้นว่าโดยอรรถตามที่กล่าวแล้ว ท่านเรียกว่า อบาย และทุคติเรียกว่าวินิบาต เพราะตกไปโดยไร้อำนาจจากกองสมบัติทั้งหมด.
ด้วยศัพท์ว่า นิรยะ ทรงแสดงเฉพาะนรก ซึ่งมีประการมากมาย มีอเวจีเป็นต้น.
บทว่า อุปปชฺชติ แปลว่า ย่อมบังเกิด.
พึงทราบอานิสงสกถา โดยปริยายตรงกันข้ามดังกล่าวแล้ว.
ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้.
บทว่า สีลวา ได้แก่ ผู้มีศีลโดยการสมาทาน. บทว่า สีลสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เพราะยังศีลให้สำเร็จ โดยทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์. บทว่า โภคกฺขนฺธํ ได้แก่ กองแห่งโภคะ.
ด้วยสุคติศัพท์ ในบทว่า สุคติ สคฺคํ โลกํ นี้ ท่านรวมเอาคติของมนุษย์เข้าด้วย. ด้วยศัพท์ว่า สัคคะ ท่านหมายเอาคติของเทวดาเข้าด้วย. ในคติเหล่านั้น ชื่อสุคติ เพราะมีคติดี. ชื่อว่าสัคคะ เพราะมีอารมณ์ด้วยดีด้วยอารมณ์มีรูปเป็นต้น. ก็สัคคะทั้งหมดนั้น ชื่อว่าโลก เพราะอรรถว่าแตกสลาย.
บทว่า ปาฏลิคามิเย อุปาสเก พหุเทว รตฺตึ ธมฺมิยา กถาย ความว่า ด้วยธรรมกถาและด้วยกถาเป็นเครื่องอนุโมทนาสำหรับที่พักอาศัย อันพ้นจากบาลีแม้อื่น.
ก็ในคราวนั้น เพราะเหตุที่พระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อจะทรงสร้างนครปาฏลีบุตรในที่นั้นจึงทรงนำเอากุฏุมพีที่สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระในคามนิคมชนบทและราชธานีอื่นๆแล้วประทานทรัพย์ธัญญาหารที่บ้านที่นาเป็นต้น และการปกครองแล้วให้อยู่อาศัย
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงอานิสงส์แห่งศีลก่อนแก่อุบาสกอุบาสิกาชาวปาฏลิคามผู้หนักในศีลโดยพิเศษเพราะเป็นผู้เห็นอานิสงส์ และเพราะศีลเป็นที่ตั้งแห่งคุณทั้งปวง ต่อแต่นั้น เมื่อจะแสดงปกิณณกกถาอันนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่อุบาสกและอุบาสิกาชาวปาฏลิคามเหมือนยังอากาศคงคาให้หยั่งลง เหมือนฉุดมาซึ่งง้วนดิน เหมือนจับยอดหว้าใหญ่ให้ไหวอยู่และเหมือนเอาเครื่องยนต์บีบคั้นรวงผึ้งประมาณโยชน์หนึ่ง ให้สำเร็จเป็นน้ำหวานที่ดีจึงทรงแสดงธรรมกถาเป็นอันมากที่วิจิตรด้วยนัยต่างๆ อย่างนี้ว่า
ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ธรรมดาว่า อาวาสทานนี้เป็นบุญมากเราและภิกษุสงฆ์ได้ใช้อาวาสของพวกท่าน ก็แล เมื่อเราและภิกษุสงฆ์ใช้แล้วก็เป็นอันชื่อว่าธรรมรัตนะก็ได้ใช้เหมือนกัน เมื่อรัตนะ ๓ ได้ใช้แล้วอย่างนี้ ย่อมมีวิบากหาประมาณมิได้ทีเดียว
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อถวายอาวาสทาน ก็เป็นอันชื่อว่าถวายทานทั้งปวงทีเดียวใครๆ ไม่อาจจะกำหนดอานิสงส์ของบรรณศาลาที่สร้างไว้บนแผ่นดินหรือของศาลารายที่สร้างอุทิศสงฆ์ ก็ด้วยอานุภาพแห่งอาวาสทานแม้สัตว์ผู้จะเกิดในภพจะชื่อว่าอยู่ในครรภ์ที่ถูกบีบคั้น หามีไม่ท้องของมารดาของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์นั้น จะไม่คับแคบเลยเหมือนห้องประมาณ ๑๒ ศอก ดังนี้แล้ว
จึงตรัสกถาว่าด้วยอานิสงส์แห่งอาวาสทาน เกินยามครึ่งในราตรีเป็นอันมาก ว่า
เสนาสนะ ย่อมป้องกันเย็นและร้อน และสัตว์ร้าย
งู ยุง ฝน ที่ตั้งขึ้นในฤดูหนาว ลมและแดด
อันกล้าเกิดขึ้นแล้ว ย่อมบรรเทาได้ การถวายวิหาร
แก่สงฆ์ เพื่อเร้นอยู่ เพื่อความสุข เพื่อเพ่งพิจารณา
และเพื่อเห็นแจ้ง พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็น
ทานอันเลิศ เพราะเหตุนั้นแล บุรุษบัณฑิตเมื่อเล็ง
เห็นประโยชน์ตน พึงสร้างวิหารอันน่ารื่นรมย์ ให้
ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูตอยู่เถิด อนึ่ง พึงถวาย ข้าว
น้ำ ผ้า และเสนาสนะ แก่ท่านเหล่านั้น ด้วยน้ำใจ
อันเลื่อมใสในท่านผู้ซื่อตรง เขารู้ธรรมอันใดในโลก
นี้แล้ว จะเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน ท่านย่อม
แสดงธรรมนั้น อันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่
เขา ดังนี้.
รวมความว่า ทั้งนี้เป็นอานิสงส์ของอาวาสทานด้วยประการฉะนี้. แต่ในอานิสงส์อาวาสทานนี้ ท่านยกคาถานี้แหละขึ้นสู่สังคายนาส่วนปกิณณธรรมเทศนาหาได้ยกขึ้นสู่สังคายนาไม่.
____________________________
วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๒๐๓
บทว่า สนฺทสฺเสตฺวา ดังนี้เป็นต้น มีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า อภิกฺกนฺตา ได้แก่ ผ่านไป ๒ ยาม. บทว่า ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญถ ได้แก่ ท่านจงสำคัญกาลที่ท่านจะไปเถิด อธิบายว่า นี้เป็นเวลาไปของท่าน ท่านจงไปเถิด.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงส่งภิกษุเหล่านั้นไป?
ตอบว่า เพื่ออนุเคราะห์.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งไปด้วยความอนุเคราะห์ ๒ อย่าง คือก็เมื่อภิกษุเหล่านั้นนั่งในที่นั้น ให้ ๓ ยามแห่งราตรีผ่านไป อาพาธพึงเกิดขึ้นในร่างกายของพวกเธอและแม้ภิกษุสงฆ์ควรจะได้โอกาสในการนอนและการนั่ง อันปราศจากกลางแจ้ง.
บทว่า สุญฺญาคารํ ได้แก่ ชื่อว่าสุญญาคาร โดยเฉพาะ ย่อมไม่มีในที่นั้น.
ได้ยินว่า คฤหบดีเหล่านั้นได้ให้เอาผ้าม่านแวดวง ณ ข้างหนึ่งของอาวสถาคารนั้นนั่นแลแล้ว ให้จัดแจงเตียงที่สมควร ลาดเครื่องลาดที่สมควรในที่นั้น ผูกเพดานอันประดับด้วยดาวทองคำ เงิน ของหอมและมาลาเป็นต้นแล้ว ยกประทีปน้ำมันหอมไว้เบื้องบน ด้วยคิดว่าไฉนหนอ พระศาสดาจักพึงเสด็จลุกจากธรรมาสน์ ประสงค์จะพักผ่อนหน่อยหนึ่ง พึงบรรทมในที่นี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงใช้อาวสถาคารนี้ของพวกเรา ด้วยอิริยาบถ ๔ จักพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขตลอดกาลนาน.
แม้พระศาสดาทรงหมายถึงข้อนั้นนั่นแล จึงทรงให้จัดแจงลาดผ้าสังฆาฏิในที่นั้นแล้ว จึงสำเร็จสีหไสยาสน์ ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า พระองค์เสด็จเข้าไปสู่สุญญาคาร. ในสุญญาคารนั้น พระองค์ได้เสด็จไปจำเดิมตั้งแต่ที่เป็นที่ล้างพระบาท จนถึงธรรมาสน์ การเสด็จไปในที่ประมาณเท่านี้สำเร็จแล้ว เสด็จถึงธรรมาสน์แล้ว ประทับยืนหน่อยหนึ่ง นี้เป็นอิริยาบถยืนในที่นั้น พระองค์ประทับนั่งบนธรรมาสน์ตลอดสองยาม อิริยาบถนั่งในที่มีประมาณเท่านี้สำเร็จแล้ว พระองค์ทรงส่งอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายไปแล้ว เสด็จลงจากธรรมาสน์ ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ในที่ดังกล่าวแล้ว.
ที่นั้นได้เป็นสถานที่อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้สอยแล้วด้วยอิริยาบถ ๔ ด้วยประการฉะนี้แล.
บทว่า สุนีธวสฺสการา ได้แก่ พราหมณ์ ๒ คน คือสุนีธพราหมณ์และวัสสการพราหมณ์.
บทว่า มคธมหามตฺตา ได้แก่ มหาอำมาตย์ของพระเจ้ามคธ หรือมหาอำมาตย์ในแคว้นมคธ. ชื่อว่ามหาอำมาตย์ เพราะประกอบด้วยเหตุอันสักว่าความเป็นอิสระอย่างใหญ่.
บทว่า ปาฏลิคาเม นครํ มาเปนฺติ ได้แก่ ให้สร้างพระนคร ณ ภูมิประเทศ คือปาฏลิคาม.
บทว่า วชฺชีนํ ปฏิพาหาย ได้แก่ เพื่อป้องกันทางเจริญของพวกเจ้าลิจฉวี.
บทว่า สหสฺเสว ได้แก่ แบ่งออกเป็นพวกละพันๆ.
บทว่า วตฺถูนิ ได้แก่ ที่สร้างเรือน.
บทว่า จิตฺตานิ มนนฺติ นิเวสนานิ มาเปตุํ ความว่า จิตของบุคคลผู้รู้พื้นที่ ย่อมน้อมไปเพื่อจะสร้างพระราชนิเวศน์ และที่อยู่อาศัยของราชอำมาตย์.
เล่ากันมาว่า พวกเหล่านั้นรู้พื้นที่ประมาณ ๓๐ ศอก ในภายใต้แผ่นดินด้วยอานุภาพแห่งศิลปะของตนว่าในที่นี้นาคยึดครอง ในที่นี้ยักษ์ยึดครอง ในที่นี้ภูตยึดครอง ในที่นี้มีแผ่นหินหรือตอไม้. ในกาลนั้น พวกเขากล่าวถึงศิลปะแล้ว เป็นเหมือนปรึกษากับพวกเทวดา จึงสร้างขึ้น. อีกอย่างหนึ่ง พวกเทวดาสิงในร่างกายของพวกเขาแล้ว น้อมจิตไปเพื่อสร้างนิเวศน์ในที่นั้นๆ. เทวดาเหล่านั้นกลับหายไป ในขณะที่พวกเขาตอกหลักที่มุมทั้ง ๔ แล้วจับจองพื้นที่.
พวกเทวดาผู้มีศรัทธาของตระกูลที่มีศรัทธา ก็ย่อมกระทำอย่างนั้น. เทวดาผู้ไม่มีศรัทธาของตระกูลที่ไม่มีศรัทธา ก็ย่อมกระทำอย่างนั้น.
เพราะเหตุไร?
เพราะเทวดาผู้มีศรัทธาย่อมคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ย่อมสร้างนิเวศน์ในที่นี้ จักนิมนต์ให้ภิกษุสงฆ์นั่งก่อนแล้ว จึงให้กล่าวมงคลเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็จักได้เห็นท่านผู้มีศีล ฟังธรรมกถา ฟังการแก้ปัญหาและจักได้ฟังอนุโมทนาอนึ่ง พวกมนุษย์ถวายทานแล้ว จักให้ส่วนบุญแก่พวกเรา.
ฝ่ายเทวดาผู้ไม่มีศรัทธาย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักได้เห็นการปฏิบัติของภิกษุเหล่านั้น และได้ฟังกถาตามเหมาะแก่ความต้องการของตน พวกมนุษย์ก็กระทำอย่างนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ตาวตึเสหิ ความว่า เหมือนอย่างว่า เพราะอาศัยมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่งในตระกูลหนึ่งและภิกษุผู้เป็นพหูสูตรูปหนึ่งในวิหารหนึ่ง เสียงย่อมขจรไปว่า พวกมนุษย์ในตระกูลโน้นเป็นบัณฑิตพวกภิกษุในวิหารโน้นเป็นพหูสูต ฉันใด เพราะอาศัยท้าวสักกเทวราชและวิสสุกรรมเทวบุตร เสียงจึงขจรไปว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นบัณฑิต ฉันนั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตาวตึเสหิ ดังนี้เป็นต้น.
ด้วยคำว่า เสยฺยถาปิ เป็นต้น พระองค์ทรงแสดงว่า สุนีธพราหมณ์และวัสสการพราหมณ์พากันสร้างพระนครเหมือนปรึกษากับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์.
บทว่า ยาวตา อริยํ อายตนํ ความว่า ชื่อว่าสถานที่เป็นที่ประชุมแห่งพวกมนุษย์ผู้เป็นอริยะ มีประมาณเท่าใด มีอยู่.
บทว่า ยาวตา วณิปฺปโถ ได้แก่ ชื่อว่าสถานที่ซื้อและขาย โดยกองสิ่งของที่พวกพ่อค้านำมา มีประมาณเท่าใด มีอยู่ หรือสถานที่ที่อยู่ของพวกพ่อค้า มีประมาณเท่าใด มีอยู่.
บทว่า อิทํ อคฺคนครํ ได้แก่ นครนี้จักเป็นนครอันเลิศ ประเสริฐ เป็นประธานแห่งพวกมนุษย์ผู้เป็นอริยะ และพวกพ่อค้าเหล่านั้น.
บทว่า ปุฏเภทนํ ได้แก่ เป็นที่แก้ห่อสิ่งของ อธิบายว่าเป็นที่เปลื้องห่อสิ่งของทั้งหลาย. อธิบายว่า ก็ในที่นี้เอง พวกเขาจักได้ แม้สิ่งของที่ยังไม่ได้ในชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้จะไม่ไปขายในที่อื่นก็จักไปขายในที่นี้นั่นแหละ เพราะฉะนั้น พวกเขาจักแบ่งห่อสิ่งของในที่นี้แล. ก็สถานที่ ๕๐๐,๐๐๐ ที่ ได้ปรากฏขึ้นเพื่อความเจริญในที่นั้นทุกๆ วัน อย่างนี้คือที่ประตูทั้ง ๔ ด้าน มี ๔๐๐,๐๐๐ ที่ สภา ๑๐๐,๐๐๐ ที่ สภาวะเหล่านั้น ท่านแสดงว่าเป็นความเจริญ.
วา ศัพท์ ในบทว่า อคฺคิโต วา เป็นต้น เป็นสมุจจยัตถะ. อธิบายว่า จักพินาศไปด้วยไฟ ด้วยน้ำ และด้วยการแตกมิตรสัมพันธ์. ก็เมืองปาฏลิคามนั้น ส่วนหนึ่งจักพินาศไปด้วยไฟ แม้พวกคนก็ไม่สามารถจะดับไฟได้. ส่วนหนึ่งแม่น้ำคงคาพัดพาไป. ส่วนหนึ่งจักพินาศไป โดยการแตกแยกแห่งกันและกันของพวกมนุษย์ผู้พูดถึงเรื่องที่คนนี้ไม่ได้กล่าวแก่คนโน้น (และ) พูดถึงเรื่องที่คนโน้นไม่ได้กล่าวแก่คนนี้ แตกแยกกันไป ด้วยปิสุณวาจา วาจาส่อเสียด.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงเสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา ชำระพระพักตร์เสร็จแล้ว ประทับนั่งรอเวลาภิกขาจาร.
ฝ่ายสุนีธพราหมณ์และวัสสการพราหมณ์พากันคิดว่า พระราชาของพวกเราเป็นอุปัฏฐากของพระสมณโคดมพระองค์ตรัสถามพวกเราผู้เข้าไปเฝ้าว่า ได้ยินว่า พระศาสดาได้เสด็จไปยังปาฏลิคาม พวกท่านเข้าไปเฝ้าพระองค์หรือยัง หรือว่ายังไม่เข้าไปเฝ้าเมื่อพวกเราตอบว่า ได้เข้าไปเฝ้าแล้ว ก็จักตรัสถามว่า พวกท่านนิมนต์หรือไม่ได้นิมนต์และเมื่อพวกเราตอบว่า ไม่ได้นิมนต์ ดังนี้ ก็จักยกโทษข่มพวกเรา ถึงแม้พวกเราจะสร้างพระนครนี้ ในสถานที่ที่ไม่เคยสร้างก็จริง ถึงกระนั้น พวกสัตว์กาลกรณีก็จะอพยพไปในที่ที่พระสมณโคดมเสด็จไปถึงแล้วๆพวกเราจักให้พระสมณโคดมนั้นตรัสความเป็นมงคลแก่พระนคร ดังนี้ จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว ทูลนิมนต์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข สุนีธวสฺสการา ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ปุพฺพณฺหสมยํ แปลว่า ในเวลาเช้า. บทว่า นิวาเสตฺวา ได้แก่ ทรงครองผ้าโดยทำนองเสด็จเข้าบ้าน แล้วคาดประคดเอว. บทว่า ปตฺตจีวรมาทาย ได้แก่ ทรงห่มจีวรพระหัตถ์ถือบาตร.
บทว่า สีลวนฺเตตฺถ ได้แก่ เชิญผู้มีศีลให้บริโภคในประเทศนั้น คือในที่อยู่ของตน. บทว่า สญฺญเต ได้แก่ สำรวมด้วยกาย วาจา และจิต. บทว่า ตาสํ ทกฺขิณมาทิเส ความว่า พึงอุทิศปัจจัย ๔ ที่ถวายแก่สงฆ์ คือพึงให้ส่วนบุญแก่เทวดาผู้สิงอยู่ในเรือนเหล่านั้น.
บทว่า ปูชิตา ปูชยนฺติ ความว่า กระทำอารักขาให้เป็นอันจัดแจงด้วยดี คือกระทำการรักษาด้วยดี ด้วยคิดว่ามนุษย์เหล่านี้ไม่ได้เป็นญาติของพวกเรา แม้อย่างนั้น ก็ยังให้ส่วนบุญแก่พวกเรา.
บทว่า มานิตา มานยนฺติ ความว่า เทวดาผู้อันเขานับถือด้วยการทำพลีกรรมตามกาลอันควร ย่อมนับถือคือย่อมขจัดอันตรายที่เกิดขึ้น ด้วยคิดว่ามนุษย์เหล่านี้ แม้ไม่เป็นญาติของพวกเราถึงอย่างนั้น ก็ยังทำพลีกรรมแก่พวกเรา เป็นระยะเวลาถึง ๔ เดือน ๕ เดือน และ ๖ เดือน.
บทว่า ตโต นํ ความว่า แต่นั้น ย่อมอนุเคราะห์บุรุษผู้มีชาติเป็นบัณฑิตนั้น.
บทว่า โอรสํ ได้แก่ ให้เติบโตไว้ที่อก เหมือนมารดาอนุเคราะห์บุตรผู้เกิดแต่อก. อธิบายว่า ย่อมอนุเคราะห์ โดยพยายามเพื่อกำจัดอันตรายที่เกิดขึ้นนั่นแหละ. บทว่า ภทฺรานิ ปสฺสติ ได้แก่ ย่อมเห็นว่าเป็นดี.
บทว่า อนุโมทิตฺวา ความว่า ทรงแสดงธรรมกถาแก่มหาอำมาตย์ชื่อสุนีธะและวัสสการะ โดยอนุโมทนาส่วนบุญที่พวกเขาพากันขวนขวายในกาลนั้น.
ฝ่ายมหาอำมาตย์ชื่อสุนีธะและวัสสการะได้ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ควรอุทิศทักษิณาแก่เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในที่นั้นๆ จึงได้ให้ส่วนบุญแก่เทวดาเหล่านั้น.
บทว่า ตํ โคตมทฺวารํ นาม อโหสิ ความว่า ประตูของพระนครนั้น อันได้นามว่า โคตมทวาร เพราะเป็นเหตุเสด็จออกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อนึ่ง ไม่ได้ชื่อว่าโคตมติฏฐะ เพราะไม่ได้หยั่งลงสู่ท่า เพื่อข้ามแม่น้ำคงคา.
บทว่า ปูรา แปลว่า เต็ม.
บทว่า สมติตฺติกา ได้แก่ เต็ม คือเปี่ยมด้วยน้ำ เสมอตลิ่ง.
บทว่า กากเปยฺยา ได้แก่ มีน้ำที่กาซึ่งจับอยู่ที่ฝั่ง สามารถจะดื่มได้. ด้วยบททั้งสอง ท่านแสดงเฉพาะน้ำที่เต็มเปี่ยมทั้งสองฝั่ง.
บทว่า อุฬุมฺปํ ได้แก่ พ่วงที่เขาเอาไม้ขนานแล้วตอกลิ่มทำไว้ เพื่อข้ามฝั่ง.
บทว่า กุลฺลํ ได้แก่ แพที่เขาเอาเถาวัลย์ผูกไม้ไผ่และไม้อ้อทำไว้.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า พระองค์ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ถึงความที่มหาชนไม่สามารถจะข้าม แม้แต่น้ำในแม่น้ำคงคา เท่านั้น แต่พระองค์และภิกษุสงฆ์ ข้ามห้วงน้ำคือสงสาร ทั้งลึกทั้งกว้าง ยิ่งนักได้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อณฺณวํ นี้ เป็นชื่อของน้ำที่ลึกและกว้างประมาณ ๑ โยชน์ โดยกำหนดอย่างต่ำ.
บทว่า สรํ ท่านประสงค์ถึงน้ำในที่นี้ เพราะไหลไป. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า เหล่าชนผู้ข้ามห้วงน้ำคือสงสาร และแม่น้ำคือตัณหาทั้งลึกทั้งกว้าง สร้างสะพานคืออริยมรรคไม่แตะต้อง คือไม่จับต้องเปือกตม คือที่ลุ่มอันเต็มเปี่ยมด้วยน้ำ ฝ่ายชนนี้ประสงค์จะข้ามน้ำ มีประมาณน้อยนี้ จึงผูกแพ คือถึงความยากยิ่งเพื่อจะผูกแพ.
บทว่า ติณฺณา เมธาวิโน ชนา ความว่า พระพุทธเจ้าและพุทธสาวก ชื่อว่าผู้มีเมธา เพราะประกอบด้วยเมธา กล่าวคืออริยมรรคญาณ ถึงจะเว้นแพเสียก็ข้ามได้ คือดำรงอยู่ที่ฝั่งโน้นแล.
จบอรรถกถาปาฏลิคามิยสูตรที่ ๖ --------------------------------------