๓. โมหสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๘๑๓ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ปชหถ อหํ โว ปาฏิโภโค อนาคามิตาย กตมํ เอกธมฺมํ โมหํ ภิกฺขเว เอกธมฺมํ ปชหถ อหํ โว ปาฏิโภโค อนาคามิตายาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ เยน โมเหน มูฬฺหาเส สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ตํ โมหํ สมฺมทญฺญาย ปชหนฺติ วิปสฺสิโน ปหาย น ปุนายนฺติ อิมํ โลกํ กุทาจนนฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ตติยํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. โมหสูตร ว่าด้วยโมหะ
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราขอรับรองความเป็นอนาคามีของเธอทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่ง คืออะไร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งคือโมหะ(ความหลง)ได้ เราขอรับรองความเป็นอนาคามีของเธอทั้งหลาย” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า โมหะใดเป็นเหตุให้สัตว์ผู้หลงไปสู่ทุคติ ผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง ย่อมละโมหะนั้นได้เพราะรู้โดยชอบ ครั้นละได้แล้ว จึงไม่ต้องหวนกลับมาเกิดในโลกนี้อีก ไม่ว่าในกาลไหนๆ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลโมหสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๔๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโมหสูตร
ในโมหสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โมหํ ได้แก่ความไม่รู้.
จริงอยู่ ความไม่รู้นั้นมีประเภทหลายอย่าง โดยวิภาคโดยนัยเป็นต้นว่า ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ความไม่รู้ในการดับทุกข์ ความไม่รู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. ท่านกล่าวว่า โมหะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้หลง หรือหลงไปเอง หรือเป็นเพียงความหลงเท่านั้นพึงเห็นว่า โมหะนั้นมีความที่จิตมืดเป็นลักษณะ หรือมีความไม่รู้เป็นลักษณะ มีความไม่แทงตลอดเป็นรสหรือมีความปกปิดสภาพอารมณ์เป็นรส มีการปฏิบัติหลงลืมเป็นอาการปรากฏ หรือปรากฏมืดมัวเป็นอาการปรากฏมีการไม่ใส่ใจเป็นปทัฏฐาน เป็นรากแห่งอกุศลทั้งหมด.
บัดนี้ พึงเห็นความแห่งบทว่า ปชหถ ดังนี้
คนหลง ย่อมไม่รู้อรรถ คนหลงย่อม
ไม่รู้ธรรม โมหะ ย่อมครอบงำคนมืดบอด
ตลอดกาล โมหะ ให้เกิดความพินาศ ฯลฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวิชชาเป็นส่วนเบื้องต้นของการเข้าถึงอกุศลกรรม
สัตวโลกถูกโมหะรัดรึงไว้ ปรากฏดุจสิ่งน่าพอใจ
โมหะเป็นเหตุเพื่อให้เกิดกรรมทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพิจารณาโทษในโมหะโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนพราหมณ์ คนหลงแลถูกโมหะครอบงำ มีจิตยึดแน่น ย่อมประสบภัยเวรแม้ในปัจจุบันย่อมประสบภัยเวรแม้ในภพหน้า.
และโดยนัยเป็นต้นว่า ความพินาศใดๆ พึงเกิดขึ้นด้วยธรรมเศร้าหมองมีกามฉันทะเป็นต้นความพินาศทั้งหมดนั้นมีโมหะเป็นเหตุ และอานิสงส์ในการละโมหะ โดยตรงกันข้ามกับโทษนั้นแล้วละโมหะด้วยตทังคะเป็นต้นในส่วนเบื้องต้น โดยลำดับการละกามฉันทะเป็นต้นนั่นเองจงละโมหะอันเป็นเอกของโลภะและโทสะตามที่กล่าวแล้ว โดยสมุจเฉทด้วยตติยมรรค.
____________________________
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๖๘
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๑๘
ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๕๗
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๗๓
ก็ในพระสูตรนี้ ท่านประสงค์เอาโมหะอันอนาคามิมรรคพึงฆ่านั่นเอง
บทว่า มุฬฺหาเส ได้แก่ ลุ่มหลงในประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ของตน อันต่างด้วยกุศลอกุศล มีโทษและไม่มีโทษเป็นต้น.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาโมหสูตรที่ ๓ -----------------------------