๘. มุนีสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๘. มุนีสูตร
๒๔๕จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มี พระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้รู้ทางกาย ๑ ความเป็นผู้รู้ทางวาจา ๑ ความเป็นผู้รู้ทางใจ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้ ๓ อย่างนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าวบุคคล ผู้รู้ทางกาย ผู้รู้ทางวาจา ผู้รู้ทางใจ ผู้หาอาสวะมิได้ ว่าเป็นมุนี ผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี มีบาปอันล้างแล้ว ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๘. โมเนยยสูตร ๘. โมเนยยสูตร ว่าด้วยความเป็นมุนี
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ ประการนี้ ความเป็นมุนี ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความเป็นมุนีทางกาย ๒. ความเป็นมุนีทางวาจา ๓. ความเป็นมุนีทางใจ ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ผู้ที่เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มีอาสวะ เป็นมุนี ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า เป็นผู้ละได้ทุกอย่าง แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล โมเนยยสูตรที่ ๘ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ปา ๑๑/๓๐๕/๑๙๖, องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๒๓/๓๖๙, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔/๖๙, ๑๔๙/๔๐๐,@ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๒๑/๑๒๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๒๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามุนีสูตร
ในมุนีสูตรที่ ๘ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า โมเนยฺยานิ นี้ บุคคลชื่อว่า มุนิ เพราะรู้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า และทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น ได้แก่พระเสกขะบุคคล ๗ จำพวกพร้อมด้วยกัลยาณปุถุชนและพระอรหันต์ แต่ในที่นี้ทรงประสงค์เอาพระอรหันต์เท่านั้น. ความเป็นแห่งมุนี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าโมเนยยะ ได้แก่ กายสมาจาร วจีสมาจาร และมโนสมาจารของพระอรหันต์. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมคือโมเนยยปฏิปทา ที่ทำให้เป็นมุนี ชื่อว่าโมเนยยะ.
โมเนยยะเหล่านั้น มีความพิสดารดังต่อไปนี้
บรรดาโมเนยยะทั้ง ๓ นั้น กายโมเนยยะเป็นอย่างไร?
คือการละกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่ากายโมเนยยะ. กายสุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่ากายโมเนยยะ. ญาณในธรรมที่มีกายเป็นอารมณ์ ชื่อว่ากายโมเนยยะ. การกำหนดรู้กาย ชื่อว่ากายโมเนยยะ. มรรคที่สหรคตด้วยการกำหนดรู้กาย ชื่อว่ากายโมเนยยะ. การละฉันทราคะในกาย ชื่อว่ากายโมเนยะ. การเข้าจตุตถฌาน มีการดับกายสังขาร ชื่อว่ากายโมเนยยะ.
บรรดาโมเนยยะทั้ง ๓ นั้น วจีโมเนยยะเป็นอย่างไร?
คือการละวจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าวจีโมเนยยะ. วจีสุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าวจีโมเนยยะ. ญาณในธรรมมีวาจาเป็นอารมณ์ ชื่อว่าวจีโมเนยยะ. การกำหนดรู้วาจา ชื่อว่าวจีโมเนยยะ. มรรคที่สหรคตด้วยการกำหนดรู้วาจา ชื่อว่าวจีโมเนยยะ. การละฉันทราคะในวาจา ชื่อว่าวจีโมเนยยะ. การเข้าทุติยฌาน มีการดับวจีสังขาร ชื่อว่าวจีโมเนยยะ.
บรรดาโมเนยยะทั้ง ๓ อย่างนั้น มโนโมเนยยะเป็นอย่างไร?
คือการละมโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่ามโนโมเนยยะ. มโนสุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่า มโนโมเนยยะ. ญาณในธรรมมีใจเป็นอารมณ์ ชื่อว่ามโนโมเนยยะ. การกำหนดรู้ใจ ชื่อว่ามโนโมเนยยะ. มรรคที่สหรคตด้วยการกำหนดรู้ใจ ชื่อว่ามโนโมเนยยะ. การละฉันทราคะในใจ ชื่อว่ามโนโมเนยยะ. การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีการดับจิตสังขาร ชื่อว่ามโนโมเนยยะแล.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๖๗ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๑๖๔
บทว่า นินฺหาตปาปกํ ความว่า ผู้มีมลทินคือบาปอันล้างดีแล้วด้วยน้ำอันเลิศ คืออัษฎางคิกมรรค.
จบอรรถกถามุนีสูตร ที่ ๘ -----------------------------------------------------
(ม. โมเนยยสูตร)