๓. นิสสรณสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๓. นิสสรณสูตร
๒๕๐จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มี พระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ธาตุเป็นที่สลัดออก ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ เนกขัมมะ(รูปฌาน) เป็นที่สลัดออกซึ่งกามทั้งหลาย ๑ อรูปฌานเป็นที่สลัดออกซึ่งรูปทั้งหลาย ๑นิโรธเป็นที่สลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธาตุเป็นที่สลัดออก ๓ อย่างนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุผู้มีความเพียร รู้ธรรมเป็นเป็นที่สลัดออกซึ่งกาม และ อุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงรูปทั้งหลาย ถูกต้องธรรมเป็นที่ ระงับสังขารทั้งปวงในกาลทุกเมื่อ ภิกษุนั้นแลเป็นผู้เห็น โดยชอบ ย่อมน้อมไปในธาตุนั้น ภิกษุนั้นแลอยู่จบ อภิญญา สงบระงับ ก้าวล่วงโยคะได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. นิสสรณิยสูตร ว่าด้วยธาตุที่มีคุณสมบัติสลัดออก
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ธาตุเป็นที่สลัดออก ๓ ประการนี้ ธาตุเป็นที่สลัดออก ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เนกขัมมธาตุ เป็นที่สลัดละกามทั้งหลาย ๒. อรูปธาตุ เป็นที่สลัดละรูปธรรมทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ เนกขัมมธาตุ หมายถึงรูปฌาน (ขุ.อิติ.อ. ๗๒/๒๕๑) @ อรูปธาตุ หมายถึงอรูปฌาน (ขุ.อิติ.อ. ๗๒/๒๕๑) และดูเทียบเชิงอรรถที่ ๒ หน้า ๔๐๔
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๔. สันตตรสูตร ๓. นิโรธธาตุ เป็นที่สลัดละธรรมชาติที่เกิดแล้ว ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ธาตุเป็นที่สลัดออก ๓ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุผู้มีความเพียรรู้ชัดธาตุเป็นที่สลัดกามออก และธาตุเป็นเหตุล่วงพ้นรูปธรรมแล้ว สัมผัสภาวะที่สงบระงับสังขารทั้งปวงตลอดกาล ภิกษุนั้นแล เป็นผู้มีความเห็นชอบ เพราะเหตุที่น้อมจิตไปในนิพพานธาตุนั้น จึงชื่อว่าสำเร็จอภิญญา ๖ ประการ เป็นผู้สงบ ล่วงพ้นโยคะได้แล้ว เป็นมุนีแท้จริง แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลนิสสรณิยสูตรที่ ๓ จบ ๔. สันตตรสูตร ว่าด้วยนิโรธสงบยิ่งกว่าอรูปธรรม
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย อรูปธรรม สงบยิ่งกว่ารูปธรรม นิโรธ สงบยิ่งกว่าอรูปธรรม”@เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ หน้า ๔๐๔ ในเล่มนี้ @ อรูปธรรม ในที่นี้หมายถึงอรูปภพ (ขุ.อิติ.อ. ๗๓/๒๕๒) @ รูปธรรม ในที่นี้หมายถึงรูปภพ (ขุ.อิติ.อ. ๗๓/๒๕๒) @ นิโรธ ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.อิติ.อ. ๗๓/๒๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๓๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิสสรณสูตร
ในนิสสรณสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า นิสฺสรณิยา ความว่า ปฏิสังยุตด้วยธาตุที่สลัดออกไป.
บทว่า ธาตุโย ได้แก่ สภาพที่ว่างจากสัตว์.
บทว่า กามานํ ได้แก่ กิเลสกามและวัตถุกาม.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กามานํ ได้แก่ กิเลสกาม เพราะว่าธาตุทั้งหลายเป็นที่ออกไปจากกิเลสกาม ถึงวัตถุกามก็ออกไปเหมือนกัน ไม่ใช่ออกไปโดยประการอื่น.
สมดังที่ตรัสไว้ว่า
อารมณ์ที่วิจิตรทั้งหลายในโลกไม่ใช่กาม
แต่ความกำหนัดที่เกิดจากความดำริของคน
(ต่างหาก) เป็นกาม อารมณ์ที่วิจิตรทั้งหลาย
ก็สถิตอยู่ในโลกอย่างนั้นนั่นแหละ แต่ธีรชน
จะนำความพอใจในกามนั้นออกไป.
____________________________
องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๓๔
การปราศไป ชื่อว่า นิสสรณะ.
บทว่า เนกฺขมฺม ได้แก่ ปฐมฌาน โดยพิเศษแล้ว เนกขัมมะนั้นพึงเห็นว่ามีอสุภะเป็นอารมณ์ แต่ผู้ใดทำฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท พิจารณาสังขารทั้งหลาย บรรลุมรรคที่ ๓ แล้ว จึงทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานด้วยอนาคามิผล จิตของผู้นั้นจะสลัดออกจากกามทั้งหลายโดยส่วนเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เนกขัมมะนี้ พึงทราบว่าเป็นการสลัดออกซึ่งกามทั้งหลายอย่างอุกฤษฏ์.
บทว่า รูปานํ ได้แก่ รูปธรรมทั้งหลาย โดยพิเศษแล้วก็คือรูปาวจรธรรมทั้งหมด แยกประเภทเป็นกุศลวิบากและกิริยาพร้อมด้วยอารมณ์ทั้งหลาย.
บทว่า อรุปฺปํ ได้แก่ รูปาวจรฌาน แต่อาจารย์บางพวกกล่าวเนื้อความของบทว่า กามานํ ไว้ว่า ได้แก่กามาวจรธรรมทั้งหมด และกล่าวเนื้อความของบทว่า เนกขัมมะ ว่าได้แก่รูปาวจรฌานทั้ง ๕ คำนั้นไม่มีในอรรถกถาทั้งหลายและไม่ถูกด้วย.
บทว่า ภูตํ แปลว่า เกิดแล้ว.
บทว่า สงฺขตํ ความว่า ที่ปัจจัยทั้งหลายจัดแจง คือปรุงแต่ง ทำแล้ว.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ความว่า เกิดขึ้นจากเหตุ ด้วยบทแม้ทั้ง ๓ ย่อมครอบคลุมไปถึงธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ โดยไม่เหลือ พระนิพพาน ชื่อว่านิโรธ. ก็ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการกำหนดรู้กามไว้ด้วยธาตุแรก การกำหนดรู้รูปด้วยธาตุที่ ๒ การกำหนดรู้ธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งทั้งหมดด้วยธาตุที่ ๓ จึงเป็นอันตรัสการก้าวล่วงภพไว้ครบถ้วน.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลาย ดังต่อไปนี้
บทว่า กามนิสฺสรณํ ญตฺวา ความว่า รู้ว่า นี้เป็นการสลัดออกจากกาม และการสลัดออกจากกามมีโดยอาการอย่างนี้.
ชื่อว่า อติกฺกโม เพราะเป็นเหตุก้าวล่วงคืออุบายแห่งการก้าวล่วง. รู้เหตุก้าวล่วงนั้น คืออรูป.
ธรรมชื่อว่าสัพพสังขารสมถะ เพราะเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งมวล ได้แก่พระนิพพาน เห็นอยู่ซึ่งพระนิพพานนั้น.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นเอง.
จบอรรถกถานิสสรณสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------