๕. โธตกปัญหา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ปญฺจมสฺส ปารายนวคฺคสฺส ปญฺจมี โธตกปญฺหา
๔๒๙|๔๒๙.๑๔๘๙| ๕ ปุจฺฉามิ ตํ ภควา พฺรูหิเมตํ (อิจฺจายสฺมา โธตโก) วาจาภิกงฺขามิ มเหสิ ตุยฺหํ ตว สุตฺวาน นิคฺโฆสํ สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน ฯ |๔๒๙.๑๔๙๐| เตน หาตปฺปํ กโรหิ (โธตกาติ ภควา) อิเธวนิปโกสโต อิโต สุตฺวาน นิคฺโฆสํ สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน ฯ |๔๒๙.๑๔๙๑| ปสฺสามหํ เทวมนุสฺสโลเก อกิญฺจนํ พฺราหฺมณํ อิริยมานํ ตํ ตํ นมสฺสามิ สมนฺตจกฺขุ ปมุญฺจ มํ สกฺก กถงฺกถาหิ ฯ |๔๒๙.๑๔๙๒| นาหํ สมิสฺสามิ ปโมจนาย กถงฺกถึ โธตก กญฺจิ โลเก ธมฺมญฺจ เสฏฺฐํ อาชานมาโน เอวํ ตฺวํ โอฆมิมํ ตเรสิ ฯ |๔๒๙.๑๔๙๓| อนุสาส พฺรเหฺม กรุณายมาโน วิเวกธมฺมํ ยมหํ วิชญฺญํ ยถาหํ อากาโส จ อพฺยาปชฺชมาโน อิเธว สนฺโต อสิโต จเรยฺยํ ฯ |๔๒๙.๑๔๙๔| กิตฺตยิสฺสามิ เต สนฺตึ (โธตกาติ ภควา) ทิฏฺเฐ ธมฺเม อนีติหํ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ตเร โลเก วิสตฺติกํ ฯ |๔๒๙.๑๔๙๕| ตญฺจาหํ อภินนฺทามิ มเหสิ สนฺติมุตฺตมํ ยํ วิทิตฺวา สโต จรํ ตเร โลเก วิสตฺติกํ ฯ |๔๒๙.๑๔๙๖| ยงฺกิญฺจิ สมฺปชานาสิ (โธตกาติ ภควา) อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ เอวํ วิทิตฺวา สงฺโคติ โลเก ภวาภวาย มากาสิ ตณฺหนฺติ ฯ โธตกมาณวกปญฺหา ปญฺจมี ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. โธตกมาณวกปัญหา ว่าด้วยปัญหาของโธตกมาณพ
(โธตกมาณพทูลถามดังนี้) ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์โปรดตรัสตอบปัญหานั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์มุ่งหวังจะรับฟังพระวาจาของพระองค์อย่างยิ่ง บุคคลฟังพระสุรเสียงของพระองค์แล้ว ศึกษาธรรม เป็นเหตุดับกิเลสเพื่อตน
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า โธตกะ) ถ้าเช่นนั้น เธอผู้มีปัญญารักษาตน มีสติ จงทำความเพียรในที่นี้แล บุคคลได้ฟังเสียงจากที่นี้แล้ว พึงศึกษาธรรมเป็นเหตุดับกิเลสเพื่อตน @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๘๖-๙๓/๑๘-๒๐ @ ศึกษาธรรม หมายถึงศึกษาอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๓๑/๑๕๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๕๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๕. โธตกมาณวกปัญหา
(โธตกมาณพทูลถามดังนี้) ข้าพระองค์เห็นพระองค์ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เป็นพราหมณ์ เสด็จจาริกอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ข้าแต่พระองค์ผู้มีสมันตจักขุ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้สักกะ ขอพระองค์โปรดปลดเปลื้องข้าพระองค์ จากความสงสัยทั้งหลายเถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้) โธตกะ เราไม่สามารถปลดเปลื้องใครๆ ผู้มีความสงสัยในโลกได้ แต่เธอเมื่อรู้แจ้งธรรมอันประเสริฐ ก็จะข้ามโอฆะนี้ได้เองด้วยประการฉะนี้
(โธตกมาณพกราบทูลดังนี้) ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ทรงพระกรุณาตรัสสอนวิเวกธรรม ที่ข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งได้ และโดยวิธีที่ข้าพระองค์ไม่ขัดข้องเหมือนอากาศ ข้าพระองค์จะพึงสงบอยู่ในที่นี้แล เป็นผู้ไม่อาศัย เที่ยวไปอยู่ @เชิงอรรถ : @ ผู้สักกะ หมายถึงพระผู้มีพระภาคเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๓๒/๑๖๓)@ ไม่อาศัย หมายถึงไม่อาศัยในอารมณ์ไหนๆ ด้วยทิฏฐิหรือตัณหา (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒๑/๓๐๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๕๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] ๕. โธตกมาณวกปัญหา
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า โธตกะ) บุคคลผู้รู้ชัดความสงบใดแล้ว มีสติ เที่ยวไปอยู่ พึงข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา ในโลกได้ เราจักกล่าวความสงบนั้นที่เรารู้ประจักษ์ด้วยตนเอง ในธรรมที่เราเห็นแล้วแก่เธอ
(โธตกมาณพกราบทูลดังนี้) ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ชอบใจความสงบอันสูงสุดนั้น ที่บุคคลรู้ชัดแล้ว มีสติ เที่ยวไปอยู่ พึงข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา ในโลกได้
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า โธตกะ) เธอรู้ชัดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง เธอรู้ชัดธรรมนั้นว่า เป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว อย่าได้ก่อตัณหาเพื่อภพน้อยและภพใหญ่เลย โธตกมาณวกปัญหาที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๕๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโธตกสูตร ที่ ๕
____________________________
บาลีเป็น โธตกปัญหา.
โธตกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ ตํ โธตกมาณพได้ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วาจาภิกงฺขามิ คือ ข้าพระองค์ปรารถนาอย่างยิ่งซึ่งพระวาจาของพระองค์.
เบทว่า สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน พึงศึกษาธรรมเป็นเครื่องดับกิเลสเพื่อตน คือพึงศึกษาอธิศีลเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่การดับกิเลสมีราคะเป็นต้นเพื่อตน.
เบทว่า อิโต คือจากปากของเรา.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โธตกมาณพมีความดีใจสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทูลขอให้ปลดเปลื้องข้อสงสัย จึงกล่าวคาถานี้ว่า ปสฺสามหํ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามหํ เทวมนุสฺสโลเก คือ ข้าพระองค์เห็นพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์หากังวลมิได้ ทรงยังพระวรกายให้เป็นไปอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลก.
เบทว่า ตนฺตํ นมสฺสามิ คือ ข้าพระองค์ขอถวายนมัสการพระองค์.
เบทว่า ปมุญฺจ คือ ขอพระองค์จงทรงปลดเปลื้อง.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงการปลดเปลื้องความสงสัยอันเนื่องด้วยพระองค์ จึงตรัสพระคาถาว่า นาหํ ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ คมิสฺสามิ คือ เราจักไม่มาถึง คือไม่ศึกษา. อธิบายว่า จักไม่พยายาม.
เบทว่า ปโมจนาย แปลว่าเพื่อปลดเปลื้อง.
เบทว่า กกํกถึ คือ ความสงสัย. บทว่า ตเรสิ คือ พึงข้าม.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว โธตกมาณพยิ่งดีใจหนักขึ้น สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่งขึ้น เมื่อจะทูลขอให้สั่งสอน จึงกล่าวคาถาว่า อนุสาส พฺรหฺเม ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพรหม ขอพระองค์ทรงสั่งสอนเถิด ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺเม นี้เป็นคำพูดที่ประเสริฐที่สุด. ด้วยเหตุนั้น โธตกมาณพจึงทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อนุสาส พฺรหฺเม ดังนี้.
บทว่า วิเวกธมฺมํ ธรรมเป็นเครื่องสงัดกิเลส ได้แก่ธรรมคือนิพพานเป็นเครื่องสงัดสังขารทั้งปวง.
เบทว่า อพฺยาปชฺชมาโน ไม่ขัดข้องอยู่ คือไม่ขัดข้องมีประการต่างๆ.
เบทว่า อิเธว สนฺโต คือ อยู่ในที่นี้แหละ. บทว่า อสิโต แปลว่า ไม่อาศัย.
สองคาถาจากนี้ไปมีนัยดังกล่าวแล้วในเมตตคูสูตรนั่นแล มีต่างกันอย่างเดียวคือในเมตตคูสูตรนั้นเป็น ธมฺมํ ในสูตรนี้เป็นสนฺติ. กึ่งคาถาก่อนในคาถาที่สาม มีนัยดังกล่าวแล้วในเมตตคูสูตรนั้นเหมือนกัน. ในส่วนที่ผิดกันคือบทว่า สงฺโค คือเป็นฐานะที่ข้องอยู่. อธิบายว่า เป็นเครื่องข้อง.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้แล.
เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุพระอรหัตเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาโธตกสูตรที่ ๕ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------