๙. สัททายมานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๒๕๙ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกํ จรติ มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา มาณวกา ภควโต อวิทูเร สทฺทายมานรูปา อติกฺกมนฺติ ฯ อทฺทสา โข ภควา สมฺพหุเล มาณวเก อวิทูเร สทฺทายมานรูเป อติกฺกมนฺเต ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ปริมุฏฺฐา ปณฺฑิตา ภาสา วาจาโคจรภาณิโน ยาวิจฺฉนฺติ มุขายามํ เยน นีตา น ตํ วิทูติ ฯ นวมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. สธายมานสูตร ว่าด้วยเด็กหนุ่มกล่าวถากถางผู้อื่น
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ สมัยนั้น เด็กหนุ่มจำนวนมากเดินคุยถากถางผู้อื่นในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค @เชิงอรรถ : @ วิ.จู. (แปล) ๗/๓๔๓/๒๐๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๕. โสณเถรวรรค] ๑๐. จูฬปันถกสูตร พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นเด็กหนุ่มเหล่านั้นเดินคุยถากถางผู้อื่นอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน คนฟั่นเฟือน ยกตนว่าเป็นบัณฑิต เอาแต่พูด ยื่นปากพูดตามที่ตัวปรารถนา แต่ไม่ยอมรับรู้เรื่องที่ทะเลาะกันอย่างไร้ยางอาย สธายมานสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. จูฬปันถกสูตร ว่าด้วยพระจูฬปันถกเถระ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระจูฬปันถกนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้าในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระจูฬปันถกผู้กำลังนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้าอยู่ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า @เชิงอรรถ : @ ม.อุ. ๑๔/๒๓๗/๒๐๓, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๑/๓๐๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๗๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สัททายมานสูตรที่ ๙
สัททายมานสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า มาณวกา ได้แก่ คนหนุ่ม คือผู้ตั้งอยู่ในปฐมวัย คือในวัยหนุ่มสาว. เด็กพราหมณ์ ท่านประสงค์เอาในที่นี้.
บทว่า สธายมานรูปา นี้ ท่านกล่าวหมายเอาคำที่เกิดจากการเย้ยหยัน. อธิบายว่า กล่าวเย้ยหยันต่อบุคคลเหล่าอื่น และเป็นผู้มีปกติกล่าวคำนั้น.
ในข้อนั้นมีอรรถแห่งคำดังต่อไปนี้.
เมื่อควรจะกล่าวว่า สธยมานา เพราะวิเคราะห์ว่า การกล่าวคำน่าเกลียด ชื่อว่า สธะ บอกกล่าวคำน่าเกลียดนั้น จึงกล่าวว่า สธายมานา เพราะทำให้เป็นทีฆะ.
อีกอย่างหนึ่ง ต่อแต่นั้น จึงกล่าวว่า สธายมานรูปา เพราะมีสภาวะเป็นอย่างนั้น. บาลีว่า สทฺทายมานรูปา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ทำเสียงอื้ออึง คือทำเสียงดัง.
บทว่า ภควโต อวิทูเร อติกฺกมนฺติ ความว่า กล่าวคำที่ชินปากนั้นๆ ผ่านไปในวิสัยแห่งการสดับของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบอรรถนี้ คือทราบว่า คนเหล่านั้นไม่สำรวมวาจา จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงอรรถนั้นโดยธรรมสังเวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริมุฏฺฐา แปลว่า ผู้เขลา คือมีสติหลงลืม.
บทว่า ปณฺฑิตาภาสา ความว่า ชื่อว่าบัณฑิตเทียม เพราะเปล่งวาจาว่า ตนนั่นแหละรู้ในอรรถนั้นๆ ด้วยเข้าใจว่าคนอื่นใครเล่าจะรู้ พวกเราเท่านั้นรู้ในอรรถนี้.
บทว่า วาจาโคจรภาณิโน ความว่า วาจาเท่านั้นเป็นโคจร คือเป็นอารมณ์ของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามีการกล่าววาจาเป็นอารมณ์ ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวเพียงวาจาเป็นที่ตั้งเท่านั้น เพราะไม่กำหนดรู้ถึงอรรถ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าววาจาเป็นอารมณ์ เพราะพูดมุสาวาท อันไม่เป็นอารมณ์ของวาจา คือไม่ใช่เป็นอารมณ์แห่งถ้อยคำของพระอริยะ.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านทำการรัสสะ อา อักษรให้เป็น อ อักษร ในบทว่า โคจรภาณิโน นี้. ผู้มักพูดมีวาจาเป็นอารมณ์ ไม่ใช่พูดมีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์
พูดอย่างไร?
คือ พูดยืดยาวตามปรารถนา ได้แก่พูดไปตามปากที่อยากจะพูด. อธิบายว่า ทำหน้าสยิ้ว เพราะไม่เคารพในผู้อื่น และเพราะไม่สบอารมณ์ตน.
อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า พูดแต่วาจาเป็นอารมณ์เท่านั้น คือตนเองก็ไม่รู้ ถึงบทพูดก็พูดไป. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้นนั่นแล จึงพูดยืดยาวตามปรารถนา คือไม่คิดถึงคำที่เป็นเหตุให้สำเร็จปรารถนาเพียงพูดไปตามปากของตน.
บทว่า เยน นีตา น ตํ วิทู ความว่า บุคคลผู้ไม่รู้ คือคนโง่ ถูกบุคคลผู้มีสติหลงลืมเป็นต้น แนะนำแต่ภาวะที่ไม่มียางอาย และภาวะที่สำคัญว่า ตนเป็นบัณฑิต เราเท่านั้นพูดได้ ดังนี้ ด้วยเหตุใด ย่อมไม่รู้ซึ่งเหตุนั้นของตนผู้พูดอย่างนั้น.
จบอรรถกถาสัททายมานสูตรที่ ๙ ---------------------------------------