อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๑๒

๗. อาตาปีสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๑๒1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. อาตาปีสูตร

ข้อ ๒๑๒

๗ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ อนาตาปี ภิกฺขเว ภิกฺขุ อโนตฺตปฺปี อภพฺโพ สมฺโพธาย อภพฺโพ นิพฺพานาย อภพฺโพ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมาย อาตาปี โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ โอตฺตปฺปี ภพฺโพ สมฺโพธาย ภพฺโพ นิพฺพานาย ภพฺโพ อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส อธิคมายาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ อนาตาปี อโนตปฺปี กุสีโต หีนวีริโย โย ถีนมิทฺธพหุโล อหิริโก อนาทโร อภพฺโพ ตาทิโส ภิกฺขุ ผุฏฺฐุํ สมฺโพธิมุตฺตมํ โย จ สติมา นิปโก ฌายี อาตาปี โอตฺตปฺปี จ อปฺปมตฺโต สญฺโญชนํ ชาติชราย เฉตฺวา อิเธว สมฺโพธิมนุตฺตรํ ผุเสติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ สตฺตมํ ฯ

จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้มี พระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ ไม่ควรเพื่อจะตรัสรู้ไม่ควรเพื่อนิพพาน ไม่ควรเพื่อจะบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยมดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความเพียร ผู้มีโอตตัปปะ ควรเพื่อจะตรัสรู้ ควรเพื่อนิพพาน ควรเพื่อจะบรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุใดไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลว มากไปด้วยถีนมิทธะ ไม่มีหิริ ไม่เอื้อเฟื้อ ภิกษุเช่นนั้น ไม่ควรเพื่อจะบรรลุญาณเป็นเครื่องตรัสรู้อันยอด เยี่ยม ส่วนภิกษุใดมีสติ มีปัญญาเครื่องรักษาตน มีฌาน มีความเพียร มีโอตตัปปะ ไม่ประมาท ตัดกิเลสชาติเครื่อง ประกอบสัตว์ไว้ด้วยชาติและชราขาดแล้ว พึงบรรลุญาณ เป็นเครื่องตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ในอัตภาพนี้แล ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๗

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๑. ปฐมวรรค ๗. อาตาปีสูตร ๗. อาตาปีสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ไม่มีความเพียร

ข้อ ๓๔

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ จึงไม่ควรเพื่อตรัสรู้ไม่ควรเพื่อนิพพาน ไม่ควรเพื่อบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความเพียร มีโอตตัปปะนั้นแล จึงควรเพื่อตรัสรู้ ควรเพื่อนิพพาน ควรเพื่อบรรลุธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ภิกษุผู้ไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน มักท้อแท้ ง่วงซึม ไม่มีหิริ ไม่มีความเอื้อเฟื้อต่อธรรม เช่นนี้ ย่อมไม่ควรเพื่อจะบรรลุสัมโพธิ อันยอดเยี่ยมได้ แต่ภิกษุผู้มีสติ มีปัญญารักษาตน มีฌาน มีความเพียร มีโอตตัปปะ และไม่ประมาท ตัดสังโยชน์ ในชาติ ชราได้แล้ว พึงบรรลุสัมโพธิอันยอดเยี่ยม ในอัตภาพนี้ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลอาตาปีสูตรที่ ๗ จบ @เชิงอรรถ : @ สัมโพธิ ในที่นี้หมายถึงอรหัตตผล (ขุ.อิติ.อ. ๓๔/๑๒๑) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๓๔ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๘๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอาตาปีสูตร

ในอาตาปีสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อนาตาปี ได้แก่ ความเพียรชื่ออาตาปะ เพราะอรรถว่าเผากิเลสทั้งหลาย. ชื่อว่า อาตาปี เพราะมีความเพียร. ชื่อว่า อนาตาปี เพราะไม่มีความเพียร.

ท่านอธิบายว่า เป็นผู้เกียจคร้านเว้นจากสัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ). ความหวาดสะดุ้งต่อบาป ท่านเรียกว่าโอตตัปปะ. ชื่อว่าโอตตัปปี เพราะมีความหวาดสะดุ้ง. ชื่อว่าอโนตตัปปี เพราะไม่มีความหวาดสะดุ้ง ได้แก่ เว้นจากความหวาดสะดุ้ง.

อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีความเพียรเป็นปฏิปักษ์ต่อความเพียร ได้แก่ความเกียจคร้าน ชื่อว่า อนาตาปีเพราะไม่มีความเพียร ความไม่หวาดสะดุ้งใดที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บุคคลย่อมไม่หวาดสะดุ้งต่อสิ่งที่ควรหวาดสะดุ้ง คือไม่หวาดสะดุ้ง เพราะเข้าถึงอกุศลธรรมอันลามกความไม่หวาดสะดุ้งนั้นชื่อว่าอโนตตาปะ (ไม่มีความหวาดสะดุ้ง). ชื่อว่าอโนตตาปี เพราะไม่มีความหวาดสะดุ้ง.

พึงทราบความในสูตรนี้ ด้วยประการฉะนี้

บทว่า อภพฺโพ แปลว่า ไม่ควร.

บทว่า สมฺโพธาย คือ เพื่ออริยมรรค.

บทว่า นิพฺพานาย ได้แก่ เพื่ออมตมหานิพพานอันสงบกิเลสได้ โดยสิ้นเชิง.

บทว่า อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺส ได้แก่ อรหัตผล.

จริงอยู่ อรหัตผลนั้นชื่อว่าเป็นอนุตระ (ชั้นเยี่ยม) เพราะไม่มีสิ่งที่ยิ่งกว่า ชื่อว่าเขมะ (เป็นแดนเกษม) เพราะไม่ถูกโยคะ ๔ เบียดเบียน ท่านจึงกล่าวว่านิพพาน และว่าเป็นแดนเกษมจากโยคะ.

บทว่า อธิคมาย ได้แก่ เพื่อบรรลุ

บทว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร.

จริงอยู่ ผู้มีความเพียรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยวิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร) ดังที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้น มีกำลังใจ มีความเพียรมั่น ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย. ชื่อว่าอาตาปี เพราะมีปกติเผากิเลสได้โดยสิ้นเชิง.

บทว่า โอตฺตปฺปี ได้แก่ ชื่อว่ามีปกติเผากิเลส เพราะประกอบด้วยโอตตัปปะ ดังที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บุคคลย่อมเผาสิ่งที่ควรเผา คือเผาความเกิดแห่งอกุศลธรรมอันลามก ดังนี้. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าโอตตัปปี.

____________________________

ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๕๗

อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๔๖

จริงอยู่ ผู้ที่ประกอบด้วยหิริ และโอตตัปปะ เพราะเว้นจากอกุศลธรรมอันลามกนั้น ท่านว่าเป็นผู้มีโอตตัปปะ ด้วยประการฉะนี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ เป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อยเป็นผู้ทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย ท่านแสดงถึงสีลสัมปทาของผู้นั้น ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อาตาปี ท่านแสดงถึงความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ขวนขวายในสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา โดยแสดงถึงการเผากิเลสโดยนัยนี้.

อนึ่ง ความเพียรตามที่กล่าวแล้ว เว้นเสียจากศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา จะมีไม่ได้ เพราะเหตุนั้น อินทรีย์อันมีศรัทธาครบ ๕ ทำวิมุตติให้แก่กล้า เป็นอันท่านกล่าวโดยอรรถเท่านั้น

ในความสำเร็จเหล่านั้น สัญญาอันเป็นนิพเพธภาคี (ส่วนแห่งการตรัสรู้) ๖ อย่างคือ

สัญญาในสิ่งไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ๑

สัญญาในสิ่งไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ ๑

สัญญาในทุกข์ว่าเป็นอนัตตา ๑

สัญญาในการละทุกข์ ๑

สัญญาในความสิ้นกำหนัด ๑

สัญญาในนิโรธ ๑

เป็นความสำเร็จนั่นเอง.

พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงถึงความเป็นผู้ควรเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะศีลสมาธิปัญญาอันเป็นโลกิยะของผู้ประกอบด้วยธรรมสองเหล่านี้สำเร็จ จึงตรัสว่า อาตาปี จ โข ฯเปฯ อธิคมาย ภิกษุผู้มีความเพียร มีโอตตัปปะ ควรเพื่อจะตรัสรู้ ควรเพื่อนิพพาน ควรเพื่อจะบรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ดังนี้.

ในคาถาทั้งหลาย มีอธิบายดังต่อไปนี้

บทว่า กุสีโต ความว่า ชื่อว่ากุสีตะ เพราะจม พัวพัน เกี่ยวข้องด้วยธรรมอันลามกซึ่งน่าเกลียด ได้แก่กามวิตก พยาบาทวิตกและวิหิงสาวิตก เพราะมากไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ หรือซ่านไปสู่ความน่าเกลียด พ้นไปจากการปฏิบัติชอบ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่ากุสีตะ แปลง ทอักษรเป็น ตอักษร.

บทว่า หีนวีรโย ได้แก่ ไม่มีความเพียร คือเว้นจากการทำความเพียรในอิริยาบถ ๔ เป็นผู้มากไปด้วยถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน)เพราะถีนะอันเป็นความเกียจคร้านทางจิต มีสภาพหงอยเหงาเพราะไร้ความอุตสาหะ และมิทธะอันเป็นความเกียจคร้านทางกาย ไม่มีความองอาจ มีความคับแค้นเป็นสภาวะเป็นไปบ่อยๆ.

ชื่อว่าไม่มีหิริ เพราะไม่มีหิริอันมีลักษณะเกลียดความชั่ว และเพราะประกอบด้วยความไม่มีหิริอันเป็นปฏิปักษ์ต่อหิรินั้น.

ชื่อว่าไม่เอื้อเฟื้อ เพราะไม่มีความเอื้อเฟื้อในการปฏิบัติชอบ เพราะไม่มีหิริ โอตตัปปะ วิริยะ.

อนึ่ง ชื่อว่าไม่เอื้อเฟื้อ เพราะไม่กระทำกิริยาสองอย่าง โดยธรรมและบุคคลแม้โดยไม่มีหิริและโอตตัปปะทั้งสองอย่าง.

บทว่า ผุฏฺฐุํ คือ เพื่อถูกต้อง.

บทว่า สมฺโพธิมุตฺตมํ ความว่า ไม่ควรเพื่อบรรลุพระอรหัตอันสูงสุด กล่าวคือสัมโพธิญาณ.

บทว่า สติมา ได้แก่ มีสติโดยประกอบด้วยสติปัฏฐาน ๔ พร้อมกับมีความจำดี สามารถระลึกถึงสิ่งที่ทำ คำที่พูดไว้นานแล้วได้.

บทว่า นิปโก ได้แก่ มีปัญญารักษาตน เพราะประกอบด้วยความเฉลียวฉลาด กล่าวคือรู้สึกตัวในฐานะ ๗ อย่าง และกล่าวคือเข้าใจการรักษากรรมฐาน.

บทว่า ฌายี ได้แก่ มีฌานด้วยฌาน ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่งอารมณ์) ๑ ลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ) ๑.

บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ ไม่ประมาทด้วยกรรมฐานภาวนา โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุย่อมชำระจิตจากอาวรณียธรรม (ธรรมป้องกันไม่ให้บรรลุความดี) ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน.

____________________________

อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๖๐๙

บทว่า สํโยชนํ ชาติชราย เฉตฺวา ได้แก่ ตัดกิเลส ๑๐ อย่างมีกามราคะเป็นต้น อันได้ชื่อว่าสังโยชน์ เพราะประกอบสัตว์ไว้ด้วยชาติ และชราจากมูลรากด้วยการถอนอนุสัย (กิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน) ขาดแล้ว.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สํโยชนํ ชาติชราย เฉตฺวา ได้แก่ ตัดกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ด้วยชาติชราขาดแล้ว.

อันที่จริง ผู้ที่ยังตัดสังโยชน์ขาดไม่ได้ ก็ยังตัดและถอนชาติชราไม่ได้ แต่ผู้ที่ตัดสังโยชน์ได้ ก็ตัดชาติชราขาดได้ เพราะถอนเหตุเสียได้ ฉะนั้น เมื่อตัดสังโยชน์ขาด ก็ชื่อว่าตัดชาติชราขาดได้ สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สํโยชนํ ชาติชราย เฉตฺวา ดังนี้.

บทว่า อิเธว สมฺโพธิมนุตฺตรํ ผุเส ได้แก่ พึงถูกต้อง คือพึงบรรลุพระอรหัตอันล้ำเลิศได้ในอัตภาพนี้แล.

จบอรรถกถาอาตาปีสูตรที่ ๗ -----------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา