อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๒๑

๖. อชาตสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๒๑1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๖. อชาตสูตร

ข้อ ๒๒๑

๖ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ อตฺถิ ภิกฺขเว อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ โน เจตํ ภิกฺขเว อภวิสฺส อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ นยิธ ชาตสฺส ภูตสฺส กตสฺส สงฺขตสฺส นิสฺสรณํ ปญฺญาเยถ ฯ ยสฺมา จ โข ภิกฺขเว อตฺถิ อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ ตสฺมา ชาตสฺส ภูตสฺส กตสฺส สงฺขตสฺส นิสฺสรณํ ปญฺญาเยถาติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ ชาตํ ภูตํ สมุปฺปนฺนํ กตํ สงฺขตมทฺธุวํ ชรามรณสงฺขตํ โรคนิทฺธํ ปภงฺคุณํ อาหารเนตฺติปฺปภวํ นาลํ ตทภินนฺทิตุํ ตสฺส นิสฺสรณํ สนฺตํ อตกฺกาวจรํ ธุวํ อชาตํ อสมุปฺปนฺนํ อโสกํ วิรชํ ปทํ นิโรโธ ทุกฺขธมฺมานํ สงฺขารูปสโม สุโขติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ

จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้ มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยไม่ทำแล้วไม่ปรุงแต่งแล้วมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยไม่ทำแล้ว ไม่ปรุงแต่งแล้ว จักไม่ได้มีแล้วไซร้ การสลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว อันปัจจัยทำแล้ว ปรุงแต่งแล้ว จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่ธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยไม่ทำแล้ว ไม่ปรุงแต่งแล้วมีอยู่ ฉะนั้นการสลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว อันปัจจัยทำแล้ว ปรุงแต่งแล้ว จึงปรากฏ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้นพระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ธรรมชาติอันเกิดแล้ว มีแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว อันปัจจัย ทำแล้ว ปรุงแต่งแล้ว ไม่ยั่งยืน ระคนแล้วด้วยชราและ มรณะ เป็นรังแห่งโรค ผุผัง มีอาหารและตัณหา เป็น แดนเกิด ไม่ควรเพื่อยินดีธรรมชาตินั้น การสลัดออกซึ่ง ธรรมชาตินั้น เป็นบทอันระงับ จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ยั่งยืน ไม่เกิด ไม่เกิดขึ้นพร้อม ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี ความดับแห่งทุกขธรรมทั้งหลาย คือ ความที่สังขารสงบระงับ เป็นสุข ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๖

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖. อชาตสูตร ว่าด้วยธรรมชาติที่ไม่เกิด

ข้อ ๔๓

แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ปรากฏ อันปัจจัยไม่ทำ อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง มีอยู่จริง ภิกษุทั้งหลาย หากธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ปรากฏ อันปัจจัยไม่ทำอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง จะไม่มีอยู่จริงไซร้ ในโลกนี้ก็จะไม่ปรากฏภาวะที่สลัดออกจากธรรมชาติที่เกิด ที่ปรากฏ อันปัจจัยทำ อันปัจจัยปรุงแต่งได้เลย ภิกษุทั้งหลายก็เพราะธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ปรากฏ อันปัจจัยไม่ทำ อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง มีอยู่จริงฉะนั้น จึงปรากฏภาวะที่สลัดออกจากธรรมชาติที่เกิด ที่ปรากฏ อันปัจจัยทำอันปัจจัยปรุงแต่ง” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๐๘๒/๕๑๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๒. ทุกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๗. นิพพานธาตุสูตร ธรรมชาติที่เกิด ที่ปรากฏ ที่เกิดขึ้นพร้อมแล้ว อันปัจจัยทำ อันปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ยั่งยืน ระคนด้วยชราและมรณะ เป็นรังแห่งโรค มีความเสื่อมโทรมเป็นปกติ มีอาหารและตัณหาเป็นแดนเกิด บุคคลจึงไม่ควรยินดีธรรมชาติดังกล่าวนั้น ความสลัดออกจากธรรมชาติดังกล่าวนั้นได้ เป็นความสงบ มิใช่วิสัยแห่งการคาดคะเน เป็นภาวะที่ยั่งยืน ธรรมชาติที่ไม่เกิด ที่ไม่เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ไม่มีความโศก ปราศจากธุลีคือกิเลส เป็นภาวะควรเข้าถึงแท้จริง ความดับแห่งธรรมชาติที่เป็นทุกข์ทั้งหลาย คือความสงบระงับแห่งสังขาร เป็นความสุข แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลอชาตสูตรที่ ๖ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอชาตสูตร

ในอชาตสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อตฺถิ ภิกฺขเว

ถามว่า เกิดอะไรขึ้น.

ตอบว่า ได้ยินว่า วันหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศโทษในสงสารโดยอเนกปริยายแล้ว ทรงแสดงพระธรรมปฏิสังยุตด้วยพระนิพพานด้วยการชี้แจงเป็นต้น.

ภิกษุทั้งหลายได้เกิดปริวิตกว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสงสารนี้พร้อมด้วยเหตุด้วยการณะทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น แต่มิได้ตรัสถึงการณะไรๆ แห่งนิพพานอันเข้าไปสงบสงสารนั้น ข้อนี้นั้นมิใช่เหตุ ย่อมได้โดยทางสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรืออย่างไร.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงกำจัดความสงสัยของภิกษุเหล่านั้น เพื่อทำลายวาทะอันผิดของสมณพราหมณ์ในโลกนี้ ผู้มีทิฏฐิมากในภายนอกผู้ปฏิบัติผิดดุจโลกายติกะเป็นต้นว่า จริงอยู่ โดยปรมัตถ์ชื่อว่านิพพาน ย่อมไม่มีเพียงกล่าวว่านิพพาน นิพพานเท่านั้น เพราะมีสภาวะที่ตนยังไม่ได้เพื่อแสดงความมีแห่งอมตมหานิพพานโดยปรมัตถ์ และเพื่อแสดงถึงความมีอานุภาพมีการออกไปแห่งอมตมหานิพพานเป็นต้น จึงได้ทรงภาษิตสูตรนี้ด้วยอุทานอันเป็นกำลังแห่งปีติ.

เป็นความจริง พระสูตรนี้สงเคราะห์เข้าในอุทานด้วย.

____________________________

ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๖๐

ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ ได้แก่ มีอยู่ คือได้โดยปรมัตถ์.

บทแม้ทั้งหมดว่า อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ เป็นไวพจน์ของกันและกัน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อชาตํ เพราะไม่เกิด คือไม่บังเกิดโดยความพร้อมเพรียงแห่งเหตุ กล่าวคือการประชุมแห่งเหตุปัจจัย ดุจเวทนาเป็นต้น.

ชื่อว่า อภูตํ เพราะเว้นเหตุแล้วจะไม่เป็น ไม่ปรากฏ ไม่เกิดเอง.

ชื่อว่า อกตํ เพราะอันปัจจัยไม่กระทำแล้วด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะไม่เกิดและเพราะไม่เป็นอย่างนี้.

อนึ่ง ท่านกล่าวว่า อสงฺขตํ (อันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้ว) เพื่อแสดงว่า สภาพอันเกิดแล้ว เป็นแล้ว ย่อมมีแก่สังขตธรรมมีนามรูปเป็นต้น หาได้มีแก่นิพพาน อันมีสภาพเป็นอสังขตะไม่.

ชื่อว่า สงฺขตํ เพราะอันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว.

อนึ่ง ชื่อว่า อสงฺขตํ เพราะอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งแล้ว และเว้นจากลักษณะอันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว.

ท่านกล่าวว่า อกตํ (อันปัจจัยไม่ทำแล้ว) เพื่อแสดงว่า อันปัจจัยไรๆ ไม่ทำแล้วด้วยความสงสัยว่า เมื่อเสร็จสิ้นสภาพแห่งการเกิดด้วยเหตุไม่น้อยอย่างนี้ จะพึงมีทำด้วยเหตุหนึ่งเท่านั้นหรือหนอ.

ท่านกล่าวว่า อภูตํ (ไม่เป็นแล้ว) เพื่อกลับความสงสัยเท่านั้นว่า ธรรมชาตินี้ แม้ไม่มีปัจจัยก็ยังเป็นแล้ว ปรากฏแล้วเองหรือหนอ.

ท่านกล่าวว่า อชาตํ เพื่อแสดงว่า ความที่ธรรมชาตินี้อันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ไม่กระทำ ไม่เป็น นี้ เพราะความเป็นธรรมชาติที่ไม่เกิดทุกสิ่งทุกอย่าง.

พึงทราบความที่บทแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ มีเนื้อความอย่างนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความที่นิพพานมีอยู่โดยปรมัตถ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยไม่ทำแล้ว ไม่ปรุงแต่งแล้ว มีอยู่.

เพื่อจะทรงแสดงเหตุในธรรมชาตินั้น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า โน เจตํ ภิกฺขเว ดังนี้.

พึงทราบความสังเขปแห่งบทนั้นดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผิว่า อสังขตธาตุมีสภาพไม่เกิดเป็นต้น จักไม่ได้มีคำ ไม่พึงมี การสลัดออก คือการเข้าไปสงบวัฏฏะโดยไม่เหลือแห่งสังขาร กล่าวคือขันธบัญจกมีรูปเป็นต้นอันมีความเกิดเป็นสภาพ จะไม่พึงปรากฏ คือไม่พึงได้ ไม่พึงมีในโลกนี้. เพราะธรรมคืออริยมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ เป็นไปอยู่ ย่อมตัดขาดกิเลสทั้งหลายโดยไม่เหลือ ด้วยเหตุนั้น ความไม่เป็นไป ความไปปราศ การสลัดออกซึ่งวัฏฏทุกข์แม้ทั้งหมดย่อมปรากฏในนิพพานนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงถึงความที่นิพพานมีอยู่ โดยแย้งกัน บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึงนิพพานนั้นโดยคล้อยตามกัน จึงตรัสคำมีอาทิว่า ยสฺมา จ โข ดังนี้.

คำนั้นมีความดังได้กล่าวแล้ว

อนึ่ง ในข้อนี้เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งปวง ทรงแสดงความความเป็นเองโดยปรมัตถ์แห่งนิพพานธาตุด้วยสูตรแม้นี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติอันไม่เกิดแล้วมีอยู่ ด้วยบทพระสูตรไม่น้อยมีอาทิว่า

ธรรมไม่เป็นปัจจัย ธรรมเป็นอสังขตะมีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นไม่ใช่แผ่นดิน. ฐานะแม้นี้แลเห็นได้ยาก คือการสงบสังสารทั้งปวง การสละกิเลสทั้งปวง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมอันเป็นอสังขตะ และปฏิปทาให้ถึงอสังขตะแก่พวกเธอ. ฉะนั้นจึงไม่ควรคัดค้าน ความสงสัยหรือความเคลือบแคลง มิได้มีแก่ผู้รู้ทั้งหลาย ผู้ยังไม่ประจักษ์ในข้อนั้น การวิจารณ์ข้อยุติโดยยกหัวข้อขึ้นอธิบายในเรื่องนี้ เพื่อบรรเทาความสงสัยของบุคคลผู้ไม่มีปัญญาการสลัดออกอันมีสภาพไกลจากนั้นซึ่งเป็นปฏิปักษ์แห่งกามและรูปทั้งหลายอันยิ่ง เพราะความเป็นผู้กำหนดรู้ ย่อมปรากฏ ฉันใด อันการสลัดออกซึ่งมีสภาพไกลไปจากนั้น อันเป็นปฏิปักษ์แห่งสังขตธรรมทั้งปวงซึ่งมีปัจจัยนั้นเป็นสภาพพึงมีฉันนั้น.

____________________________

ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๕๘

วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๗ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๒๑

สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๖๗๔

การสลัดออกนั้นเป็นอสังขตธาตุ.

พึงทราบบางอย่างยิ่งๆ ขึ้นไป

วิปัสสนาญาณหรืออนุโลมญาณมีสังขตธรรมเป็นอารมณ์ ไม่สามารถจะละกิเลสทั้งหลายได้ด้วยการละเด็ดขาด.

อนึ่ง ญาณในปฐมฌานเป็นต้น อันมีสมมติสัจเป็นอารมณ์ ย่อมละกิเลสทั้งหลายได้ด้วยการข่มไว้เท่านั้น ละไม่ได้ด้วยเด็ดขาด อารมณ์อันมีสภาพผิดไปจากทั้งสองนั้น พึงมีได้แก่ญาณอันมีสังขตธรรมเป็นอารมณ์ และมีสมมติสัจเป็นอารมณ์ เพราะไม่สามารถละกิเลสทั้งหลายได้เด็ดขาด แต่อริยมรรคญาณอันทำการละกิเลสเหล่านั้นได้เด็ดขาด นั่นคืออสังขตธาตุ.

บทว่า อตฺถิ ภิกฺขเว อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงฺขตํ นี้เป็นคำสอนถึงความที่นิพพานมีอยู่โดยปรมัตถ์ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ไม่ผิด.

จริงอยู่ คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ไม่ผิดเป็นปรมัตถ์เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ดังนี้.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐ ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๑๓๑ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๓๔๒

อนึ่ง นิพพานศัพท์เป็นปรมัตถวิสัยตามที่เป็นจริง ในวิสัยไหนๆ เพราะมีความเป็นไปใกล้เคียง เหมือนสีหศัพท์ฉะนั้น พึงทราบความที่อสังขตธาตุมีอยู่โดยปรมัตถ์แม้โดยยุติ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า อสังขตธาตุมีอยู่โดยปรมัตถ์ เพราะมีสภาพพ้นจากความวิปริตนอกนั้นเหมือนคำว่า ปฐวีธาตุ เวทนาเป็นต้น ดังนี้.

ในคาถาทั้งหลายพึงทราบอธิบายต่อไปนี้

บทว่า ชาตํ ได้แก่ ชื่อ ชาตํ เพราะอรรถว่า เกิด อธิบายว่า ถึงลักษณะแห่งชาติ.

บทว่า ภูตํ ชื่อว่า ภูตํ เพราะอรรถว่า เป็น. อธิบายว่า ไม่เป็นแล้วเป็น.

บทว่า สมุปฺปนฺนํ ได้แก่ เกิดขึ้นแล้วด้วยความมีประโยชน์และเกิดขึ้นแล้วด้วยธรรมอันมีประโยชน์.

บทว่า กตํ ได้แก่ เกิดด้วยปัจจัยอันเป็นเหตุ.

บทว่า สงฺขตํ ได้แก่ ชื่อว่า สงฺขตํ เพราะอันปัจจัยนั่นแลปรุงแต่งแล้ว

คำนั้นทั้งหมดเป็นชื่อของการเกิดแห่งปัจจัย.

ชื่อว่า อทฺธุวํ (ไม่ยั่งยืน) เพราะเว้นจากสิ่งที่มีสาระอันเป็นของเที่ยงเป็นต้น.

ชื่อว่า ชรามรณสงฺฆาฏํ (ระคนแล้วด้วยชราและมรณะ) เพราะระคน คือเกี่ยวข้องด้วยชราและมรณะโดยส่วนเดียวเท่านั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชรามรณสงฺฆาฏํ บ้าง. อธิบายว่า ถูกชราและมรณะเบียดเบียนคือบีบคั้น.

ชื่อว่า โรคนิทฺธํ (เป็นรังแห่งโรค) เพราะเป็นรังแห่งโรคหลายอย่างมีโรคตาเป็นต้น.

ชื่อว่า ปภงฺคุณํ (ผุพัง) เพราะมีปกติผุพังเป็นอย่างยิ่ง โดยการแสดง โดยความพยายาม.

ชื่อว่า อาหารเนตฺติปฺปภวํ (มีอาหารและตัณหาเป็นแดนเกิด) เพราะมีอาหาร ๔ อย่าง และเนตติ คือตัณหาเป็นแดนเกิด คือเป็นสมุฏฐาน ปัจจัยแม้ทั้งหมดเป็นอาหาร.

แต่ในบัดนี้พึงทราบว่า โทษทั้งหลายชื่อว่าตัณหา เพราะตัณหาท่านใช้ศัพท์ว่าเนตติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า อาหารเนตฺติภวํ เพราะมีอาหารและตัณหาเป็นแดนเกิด หรือชื่อว่าอาหาร เพราะอรรถว่า นำไป. ชื่อตัณหา เพราะอรรถว่า เป็นไป. แม้อย่างนี้ก็ชื่อว่า อาหารเนตฺติปฺปภวํ.

บทว่า นาลํ ตทภินนฺทิตุํ ได้แก่ ไม่ควรยินดี พอใจอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นไปยิ่งด้วยปัจจัยอย่างนี้ จากนั้นก็เป็นของไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ด้วยตัณหาและทิฏฐิ.

บทว่า ตสฺส นิสฺสรณํ ความว่า การสลัดออก คือการออกไปแห่งสักกายะนั้นดังได้กล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ชาตํ ภูตํ เกิดแล้ว เป็นแล้วดังนี้ ชื่อว่าเป็นบท เพราะควรเข้าถึงด้วยการล่วงสังสารทุกข์ อันชื่อว่าระงับ เพราะไม่มีกิเลสมีราคะเป็นต้น และสังขารทั้งปวงอันมีสภาพไม่สงบเพราะความสงบแห่งกิเลสและสังขารนั่นแล เพราะมีความสรรเสริญ.

ชื่อว่าจะคาดคะเนเอาไม่ได้ เพราะไม่มีอารมณ์แห่งในการคาดคะเน. ชื่อว่าเป็นของยั่งยืน เพราะอรรถว่าเที่ยง จากนั้นก็ไม่เกิด ไม่เกิดพร้อม. ชื่อว่าไม่มีความโศก เพราะไม่มีเหตุให้โศก. ชื่อว่าปราศจากธุลี เพราะธุลีมีราคะเป็นต้นปราศจากแล้ว. ชื่อว่าความดับ เพราะเป็นเหตุดับแห่งทุกขธรรมมีชาติเป็นต้น. ชื่อว่าเป็นความสงบแห่งสังขาร เพราะเป็นเหตุสงบแห่งสังขารทั้งปวงอันเป็นทุกขธรรม.

จากนั้นก็ชื่อว่าเป็นความสุข เพราะเป็นความสุขโดยส่วนเดียว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องอมตมหานิพพานเท่านั้นด้วยบททั้งหมด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังนิพพานให้แจ่มแจ้งด้วยแย้งกันในคาถาที่ ๑ ด้วยการคล้อยตามด้วยคาถาที่ ๒ ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาอชาตสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา