๒. จักขุสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๒. จักขุสูตร
๒ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตีณีมานิ ภิกฺขเว จกฺขูนิ กตมานิ ตีณิ มํสจกฺขุ ทิพฺพจกฺขุ ปญฺญาจกฺขุ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ จกฺขูนีติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ มํสจกฺขุ ทิพฺพจกฺขุ ปญฺญาจกฺขุ อนุตฺตรํ เอตานิ ตีณิ จกฺขูนิ อกฺขาสิ ปุริสุตฺตโม มํสจกฺขุสฺส อุปฺปาโท มคฺโค ทิพฺพสฺส จกฺขุโน ยโต ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญาจกฺขุ อนุตฺตรํ ยสฺส จกฺขุสฺส ปฏิลาภา สพฺพทุกฺขา วิมุจฺจตีติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ทุติยํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ มังสจักษุ ๑ทิพยจักษุ ๑ ปัญญาจักษุ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ๓ อย่างนี้แล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าบุรุษ ได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้ คือ มังสจักษุ ๑ ทิพยจักษุ ๑ ปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ๑ ความบังเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพยจักษุ เมื่อใด ญาณบังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น บุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะการได้เฉพาะซึ่งปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. จักขุสูตร ว่าด้วยจักษุ
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ๓ ประการนี้ จักษุ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. มังสจักษุ (ตาเนื้อ) ๒. ทิพพจักษุ (ตาทิพย์) ๓. ปัญญาจักษุ (ตาคือปัญญา) ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ๓ ประการนี้แล” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นอุดมบุรุษ ได้ตรัสจักษุ ๓ ประการนี้ คือ มังสจักษุ ทิพพจักษุ และปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๑๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๒. ทุติยวรรค ๓. อินทริยสูตร ความเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุ เป็นทางแห่งทิพพจักษุ เมื่อใด ญาณคือปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้น เมื่อนั้น บุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะได้ปัญญาจักษุ แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลจักขุสูตรที่ ๒ จบ ๓. อินทริยสูตร ว่าด้วยอินทรีย์
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๓ ประการนี้ อินทรีย์ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๒. อัญญินทรีย์ ๓. อัญญาตาวินทรีย์ ภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๓ ประการนี้แล” @เชิงอรรถ : @ ที.ปา. ๑๑/๓๐๕/๑๙๖, อภิ.ก. ๓๗/๓๗๔/๒๑๔ @ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หมายถึงอินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่า ‘เราจักรู้อมตบท (นิพพาน) หรือ@อริยสัจธรรม ๔ ที่ยังมิได้รู้ ยังมิได้บรรลุ’ คำนี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมัคคญาณ (ขุ.อิติ.อ. ๖๒/๒๓๗)@ อัญญินทรีย์ หมายถึงอินทรีย์ หรือปัญญาที่รู้โดยข้ามพ้นแดนมิจฉาทิฏฐิแล้วกำหนดรู้อริยสัจ ๔ มีทุกข์@เป็นต้น เช่นเดียวกับโสดาปัตติมัคคญาณ แต่มีลักษณะรู้ชัดกว่ากันตามลำดับ คำนี้เป็นชื่อของญาณ ๖@คือตั้งแต่โสดาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ (ขุ.อิติ.อ. ๖๒/๒๓๗-๒๓๘)@ อัญญาตาวินทรีย์ หมายถึงอินทรีย์ของท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือปัญญาของพระอรหันตขีณาสพ คำนี้@เป็นชื่อของอรหัตตผลญาณ (ขุ.อิติ.อ. ๖๒/๒๓๗-๒๓๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๑๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจักขุสูตร
ในจักขุสูตรที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จกฺขูนิ ความว่า ชื่อว่าจักษุ เพราะบอก. อธิบายว่า เป็นไปเหมือนจะบอกทางที่ราบเรียบและไม่ราบเรียบ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าชอบใจ.
ถามว่า ที่ชื่อว่าชอบนี้ คืออย่างไร?
ตอบว่า ชอบใจ. จริงอย่างที่คนทั้งหลายกล่าวว่า (ผึ้ง) ชอบน้ำหวาน (คน) ชอบกับข้าว. อีกอย่างหนึ่ง อายตนะเหล่านี้ เมื่อเสวยรสแห่งอารมณ์ย่อมเป็นเสมือนชอบใจอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าชอบใจ.
แต่จักษุเหล่านั้นโดยสังเขปมี ๒ อย่าง คือญาณจักษุและมังสจักษุ.
บรรดาจักษุทั้ง ๒ อย่างนั้น มังสจักษุได้กล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น (แต่) ในพระสูตรนี้ ญาณจักษุตรัสแยกไว้เป็น ๒ อย่าง คือทิพยจักษุและปัญญาจักษุ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพจกฺขุ ความว่า จักษุชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเหมือนทิพย์.
อธิบายว่า จักษุของเทวดาทั้งหลายที่เกิดแต่สุจริตกรรม ไม่ถูกน้ำดี เสมหะและเลือดเป็นต้นปิดบัง เป็นจักษุที่มีประสาทเป็นทิพย์ สามารถรับอารมณ์แม้ไกลได้ เพราะพ้นจากอุปกิเลส.
แม้ญาณจักษุนี้ที่เกิดด้วยพลังแห่งการเจริญวิริยะ ก็เช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะเป็นเหมือนทิพย์.
ญาณจักษุชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะได้มาด้วยสามารถแห่งทิพวิหารธรรม เพราะอาศัยทิพวิหารธรรมของตน เพราะรุ่งโรจน์มากด้วยการกำหนดอาโลกกสิณ และแม้เพราะมีการกระทำไปได้กว้างขวาง โดยการเห็นรูปที่อยู่ในที่นอกกำแพงเป็นต้น
ทิพยจักษุทั้งหมดนั้นพึงทราบตามแนวแห่งสัททศาสตร์ อายตนะ ชื่อว่าจักษุ เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนจักษุ โดยอรรถว่าเห็น คือโดยการทำกิจคือการเห็นดังนี้บ้าง. จักษุนั้นด้วยเป็นทิพย์ด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิพยจักษุ.
ธรรมชาติ ชื่อว่าปัญญา เพราะรู้ชัด.
รู้ชัดอะไร?
รู้ชัดอริยสัจ ๔ โดยนัยมีอาทิว่า นี้ทุกข์.
สมจริงตามที่ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส ธรรมชาติที่เรียกว่าปัญญา เพราะรู้ทั่วแล. รู้ทั่วอะไร? รู้ทั่วว่านี้ทุกข์ ดังนี้ เป็นต้น.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๙๔
ส่วนในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า ชื่อว่าปัญญา ด้วยสามารถแห่งการบัญญัติ. บัญญัติว่าอย่างไร? บัญญัติว่า อนิจจัง ... ทุกขัง ... อนัตตา.
ก็แลปัญญานี้นั้นโดยลักษณะเป็นต้น มีการแทงตลอดความจริงเป็นลักษณะ หรือมีการแทงตลอดโดยไม่พลาดพลั้งเป็นลักษณะ เหมือนการแทงทะลุของลูกศรที่นายขะมังธนูผู้ฉลาดยิงออกไปมีการส่องให้เห็นอารมณ์เป็นกิจ เหมือนดวงประทีป มีการไม่หลงเป็นเครื่องปรากฏ เหมือนมัคคุเทสก์ชั้นดีบอกทางแก่ผู้ไปป่า แต่โดยพิเศษแล้ว ในที่นี้ทรงประสงค์เอาปัญญา กล่าวคืออาสวักขยญาณว่า ชื่อว่าปัญญาจักษุเพราะหมายความว่า เห็นสัจจะทั้ง ๔ ซึ่งพระองค์ตรัสหมายเอาว่า จักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วดังนี้.
____________________________
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๖๖๖ วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๕
อนึ่ง บรรดาจักษุเหล่านั้น มังสจักษุเป็นของเล็ก (ปริตตัง) ทิพยจักษุเป็นของใหญ่ (มหัคคตะ) นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) หาประมาณมิได้ (อัปปมาณัง). มังสจักษุเป็นรูป สองอย่างนอกนี้เป็นอรูป. ทั้งมังสจักษุและทิพยจักษุ เป็นโลกิยะยังมีอาสวะ และมีรูปเป็นอารมณ์ นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) เป็นโลกุตระ ไม่มีอาสวะ มีสัจจะทั้ง ๔ เป็นอารมณ์มังสจักษุเป็นอัพยากฤต ทิพยจักษุเป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี ปัญญาจักษุก็เหมือนกัน (เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี) มังสจักษุเป็นกามาวจร ทิพยจักษุเป็นรูปาวจร นอกนี้ (ปัญญาจักษุ) เป็นโลกุตระ.
พึงทราบการจำแนกโดยนัยมีอาทิดังพรรณนามานี้.
พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้
บทว่า อนุตฺตรํ ตรัสหมายถึงปัญญาจักษุ. ด้วยว่าปัญญาจักษุนั้นชื่อว่า อนุตฺตรํ เพราะเป็นอาสวักขยญาณ.
บทว่า อกฺขาสิ ปุริสุตฺตโม ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดคือเลิศกว่าคนทั้งหลาย ทรงแสดงไว้. ความเป็นไปแห่งมังสจักษุ ชื่อว่าอุปปาทะ. อุบายคือเหตุแห่งทิพยจักษุ ชื่อว่ามรรค.
อธิบายว่า ทิพยจักษุเกิดขึ้นแก่ผู้มีตาดี ตามปกติเท่านั้น เพราะมีการเจริญอาโลกกสิณ แล้วเกิดทิพยจักษุญาณขึ้น และอาโลกกสิณนั้นไม่มีในมณฑลแห่งกสิณ โดยเว้นจากอุคคหนิมิต ดังนี้.
บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด.
บทว่า ญาณํ ได้แก่ อาสวักขยญาณ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปญฺญาจกฺขุ อนุตฺตรํ ปัญญาจักษุเป็นจักษุยอดเยี่ยม.
บทว่า ยสฺส จกฺขุสฺส ปฏิลาภา ความว่า บุคคลย่อมพ้น คือหลุดพ้นจากวัฏฏะทั้งปวงได้ด้วยภาวนา เพราะปัญญาจักษุที่ประเสริฐใดเกิดขึ้น.
จบอรรถกถาจักขุสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------