๓. ชานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๓. ชานสูตร
๓ ชานโต อหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต ฯ กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ ฯ เสกฺขสฺส สิกฺขมานสฺส อุชุมคฺคานุสาริโน ขยสฺมึ ปฐมํ ญาณํ ตโต อญฺญา อนุตฺตรา ฯ ตโต อญฺญา วิมุตฺตสฺส วิมุตฺติญาณมุตฺตมํ อุปฺปชฺชติ ขเย ญาณํ ขีณา สํโยชนา อิติ ฯ น เตฺววิทํ กุสีเตน พาเลนมวิชานตา นิพฺพานํ อธิคนฺตพฺพํ สพฺพคนฺถปโมจนนฺติ ฯ ตติยํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ของภิกษุผู้รู้เห็นอยู่ เราไม่กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ของภิกษุผู้ไม่รู้ไม่เห็น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อภิกษุรู้อะไร เห็นอะไร อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไปเมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่นี้ทุกขสมุทัย อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ว่า นี้ทุกขนิโรธอาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลายจึงสิ้นไป ฯ ปฐมญาณ (คืออนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์) ย่อมเกิดขึ้นแก่ พระเสขะผู้ศึกษาอยู่ ผู้ปฏิบัติตามทางตรง ในเพราะโสดา ปัตติมรรคอันเป็นเครื่องทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป ธรรม ชาติที่รู้ทั่วถึง (คืออัญญินทรีย์) อันยอดเยี่ยม ย่อมเกิดขึ้นใน ลำดับแต่ปฐมญาณนั้น แต่ธรรมชาติที่รู้ทั่วถึง คือ อัญญินทรีย์ นั้นไป วิมุตติญาณอันสูงสุด ย่อมเกิดขึ้นแก่พระขีณาสพ ผู้พ้นวิเศษแล้ว ญาณในอริยมรรคอันเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ และสังโยชน์ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นว่า สังโยชน์ทั้งหลายสิ้น ไปแล้ว คนพาลผู้เกียจคร้าน ไม่รู้แจ้ง ไม่พึงบรรลุนิพพาน อันเป็นที่ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงนี้ได้เลย ฯ จบสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อาสวักขยสูตร ว่าด้วยความสิ้นอาสวะ
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวถึงความสิ้นอาสวะทั้งหลายสำหรับภิกษุผู้รู้อยู่ ผู้เห็นอยู่ หากล่าวถึงความสิ้นอาสวะทั้งหลายสำหรับภิกษุผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ไม่ @เชิงอรรถ : @ คุณเครื่องความเป็นสมณะ หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ประการ สมถะ วิปัสสนา หรืออริยมรรค เมื่อว่า@โดยย่อมี ๒ ประการ คือ (๑) คุณเครื่องภายนอก ได้แก่ ธรรมเครื่องอาศัยของสัตบุรุษและการฟัง@สัทธรรม (๒) คุณเครื่องภายใน ได้แก่ โยนิโสมนสิการ(การมนสิการโดยแยบคาย) และธัมมานุธัมมปฏิบัติ@(การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) คุณเครื่องความเป็นสมณะนั้น มีธรรมที่เป็นองค์ประกอบเหล่านี้ คือ@ความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัด ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ความปรารภความเพียร เป็นต้น@(ขุ.อิติ.อ. ๑๐๑/๓๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๔. จตุกกนิบาต] ๓. อาสวักขยสูตร ภิกษุรู้อะไร เห็นอะไร จึงชื่อว่ามีความสิ้นอาสวะทั้งหลาย คือ ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า ‘นี้ทุกข’ จึงชื่อว่ามีความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า ‘นี้ทุกขสมุทัย(เหตุเกิดทุกข์)’ จึงชื่อว่ามีความสิ้นอาสวะทั้งหลายภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า ‘นี้ทุกขนิโรธ(ความดับทุกข์)’ จึงชื่อว่ามีความสิ้นอาสวะทั้งหลายภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า ‘นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)’ จึงชื่อว่ามีความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงชื่อว่ามีความสิ้นอาสวะทั้งหลาย” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ญาณในความสิ้นกิเลสย่อมเกิดขึ้นแก่พระเสขะ ผู้กำลังศึกษาและปฏิบัติตามทางสายตรงก่อน ลำดับต่อจากนั้นอัญญินทรีย์จึงเกิดขึ้น ต่อจากอัญญินทรีย์นั้น วิมุตติญาณอันสูงสุด และญาณในความสิ้นกิเลส ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านผู้หลุดพ้นด้วยอรหัตตผลว่า “สังโยชน์ทั้งหลายสิ้นไปแล้ว’ คนพาลผู้เกียจคร้าน ไม่รู้แจ้ง ไม่ควรบรรลุนิพพาน เป็นที่ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงนี้เลย แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล อาสวักขยสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ ดู อิติวุตตกะ ข้อ ๖๒ หน้า ๔๑๘ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๘๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาชานสูตร
ในชานสูตรที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ชานโต แปลว่า รู้อยู่. บทว่า ปสฺสโต แปลว่า เห็นอยู่.
ก็ถ้าว่า ทั้งสองบทนี้มีความหมายเป็นอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอาศัยลักษณะแห่งญาณ แสดงอ้างบุคคล ด้วยบทว่า ชานโต. เพราะว่า ญาณ มีการรู้เป็นลักษณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจของญาณ แสดงอ้างบุคคล ด้วยบทว่า ปสฺสโต เพราะว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยญาณ อาศัยอำนาจของการเห็น จึงจะเห็นวิวัฏฏธรรมทั้งหลายด้วยญาณ เปรียบเหมือนคนมีตาดี มองเห็นรูปทั้งหลายฉะนั้น.
อีกประการหนึ่ง บทว่า ชานโต แปลว่า รู้อยู่ด้วยอนุโพธญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้ตาม).
บทว่า ปสฺสโต แปลว่า เห็นอยู่ด้วยปฏิเวธญาณ (ญาณเครื่องแทงตลอด).
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อว่าโดยปฏิโลม ได้แก่เห็นอยู่ด้วยทัสสนมรรค รู้อยู่ด้วยภาวนามรรค. ฝ่ายอาจารย์บางพวกกล่าวว่า รู้อยู่ด้วยญาตปริญญา ติรณปริญญา และปหานปริญญา เห็นอยู่ด้วยวิปัสสนาขั้นยอด.
อีกประการหนึ่ง รู้ทุกข์โดยการรู้ด้วยการกำหนดรู้ เห็นนิโรธโดยการรู้ด้วยการทำให้แจ้ง และเมื่อญาณทั้งสองนั้นมี การรู้ด้วยการละและการเจริญก็เป็นอันสำเร็จด้วยทีเดียวดังนั้นจึงเป็นอันตรัสถึงการบรรลุสัจจะทั้ง ๔ แต่ในเรื่องนี้ เมื่อใด ท่านประสงค์เอาวิปัสสนาญาณ เมื่อนั้น พึงเห็นว่า บททั้งสอง คือ ชานโต ปสฺสโต เป็นการแสดงถึงเหตุของมรรค แต่เมื่อใด ประสงค์เอามรรคญาณ เมื่อนั้นพึงเห็นว่า บททั้งสองแสดงกิจของมรรค.
บทว่า อาสวานํ ขยํ มีอธิบายดังต่อไปนี้
การละ ความสิ้นไปอย่างเด็ดขาด ความไม่เกิดขึ้น อาการสิ้นไป ความไม่มีแห่งอาสวะทั้งหลาย เรียกว่าความสิ้นอาสวะ (ดัง) ในสัพพาสวสังวรปริยายสูตร ซึ่งมาแล้วอย่างนี้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับบุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๑ สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๒๖๐ สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๗๐๕
และ (ดัง) ในสุตตบทมีอาทิว่า เจโตวิมุตติที่ไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้ว.
ผล เรียกว่าความสิ้นอาสวะ (ดัง) ในประโยคเป็นต้นว่า บุคคล ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๘๒
นิพพาน เรียกว่าความสิ้นอาสวะ (ดัง) ในประโยคเป็นต้นว่า
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น
ผู้มีปกติตามเห็นโทษของบุคคลอื่น มีปกติยก
โทษ (ผู้อื่น) อยู่เป็นนิตย์ บุคคลนั้นชื่อว่าอยู่
ห่างไกลจากนิพพาน.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘
มรรค เรียกว่า ความสิ้นอาสวะ (ดัง) ในอินทริยสูตร
และในสูตรนี้ที่มาอย่างนี้ว่า
เมื่อเสกขบุคคลศึกษาอยู่ ฯลฯ แต่นั้น
อรหัตผลย่อมมีแก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้ว
ญาณย่อมมีแก่บุคคลผู้คงที่.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๒๕ องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๔๐
เพราะเหตุนั้น จึงมีคำอธิบายว่า เราตถาคตกล่าวถึงการบรรลุอริยมรรค สำหรับบุคคลผู้รู้อยู่เห็นอยู่ตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า โน อชานโต โน จ อปสฺสโต ความว่า ก็บุคคลใดไม่รู้ไม่เห็น เราตถาคตไม่กล่าวการบรรลุอริยมรรคไว้สำหรับบุคคลนั้น ผู้รู้เหล่าใดกล่าวความหมดจดจากสังสารวัฏไว้สำหรับบุคคลผู้ไม่รู้ไม่เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธผู้รู้เหล่านั้นด้วยบทนี้ว่า โน อชานโต โน จ อปสฺสโต.
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอุบายไว้ด้วย ๒ บทแรกตรัสปฏิเสธสิ่งที่มิใช่อุบายด้วยบทว่า โน อชานโต โน จ อปสฺสโต นี้.
อนึ่ง เมื่อว่าโดยย่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในสูตรนี้ว่า ญาณเป็นเครื่องทำอาสวะให้สิ้นไป ที่เหลือเป็นบริขารของญาณนั้น.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงญาณที่บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ เป็นเหตุให้สิ้นอาสวะ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มปุจฉาว่า กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต (รู้อะไรภิกษุทั้งหลาย) ดังนี้.
ในคำว่า กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต นั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้
ความรู้มีมากอย่าง. อธิบายว่า ภิกษุบางรูปเป็นผู้มีปัญญารู้จักทำร่ม บางรูปรู้จักทำจีวรเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อภิกษุนั้นดำรงอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติทำงานเช่นนี้ ความรู้นั้นไม่ควรกล่าวว่า ไม่เป็นปทัฏฐานของมรรคและผล.
ส่วนภิกษุใดบวชในศาสนาแล้วรู้จักทำเวชกรรมเป็นต้น อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุนั้นนั่นเองผู้รู้อยู่อย่างนี้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเฉพาะเรื่องที่รู้ เรื่องที่เห็น ซึ่งเป็นเหตุให้อาสวะทั้งหลายสิ้นไปจึงตรัสคำว่า อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้น.
ในคำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
สัจจกัมมัฏฐาน ๔ อันใดที่ควรกล่าวไว้ สัจจกัมมัฏฐานนั้นได้กล่าวไว้แล้วโดยสังเขปแล ในโยนิโสมนสิการสูตรในตอนต้น.
อนึ่ง ในคำนั้น ท่านได้ทำการขยายความไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุทำไว้ในใจโดยแยบคายว่านี้ทุกข์ เพราะ (มีหลักฐาน) มาแล้วว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อทำไว้ในใจโดยแยบคาย ย่อมละอกุศล เจริญกุศลได้.
ในที่นี้ พึงประกอบเข้าตามนัยมีอาทิว่า สำหรับภิกษุผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ โดยมรรคญาณด้วยอำนาจการแทงตลอดด้วยปริญญา คือด้วยอำนาจการตรัสรู้ด้วยปริญญาว่านี้ทุกข์ เพราะ (มีหลักฐาน) มาแล้วว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุรู้อยู่เห็นอยู่ว่านี้ทุกข์ อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป.
____________________________
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๙๔
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๗๐๕
อนึ่ง พึงทราบว่า ในอาสวะทั้งหลาย ทิฏฐาสวะสิ้นไปเพราะปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค)กามาสวะสิ้นไปเพราะตติยมรรค (อนาคามิมรรค) ภวาสวะและอวิชชาสวะสิ้นไปเพราะจตุตถมรรค.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้
บทว่า วิมุตฺติญาณํ ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณในวิมุตติ นิพพานและผล.
บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่ ชื่อว่าสูงสุด เพราะมีธรรมขั้นสูงสุดเป็นอารมณ์.
บทว่า ขเย ญาณํ ได้แก่ ญาณ (ความรู้) ในความสิ้นไปแห่งอาสวะและสังโยชน์ คือในอริยมรรคอันทำอาสวะและสังโยชน์ให้สิ้นไป ควรนำมาเชื่อมไว้ แม้ในที่นี้ว่า ญาณ ว่า สังโยชน์ทั้งหลายสิ้นแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว ด้วยบทว่า ขีณา สํโยชนา อิติ ญาณํ นั้น.
ปัจจเวกขณญาณทั้ง ๔ เป็นอันกล่าวไว้แล้วในที่นี้ดังพรรณนามาฉะนี้ แท้จริง ในสูตรนี้ไม่มีการพิจารณาถึงกิเลสที่ยังเหลืออยู่ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมุ่งถึงการบรรลุอรหัตตผล.
อนึ่ง ในบทว่า ชานโต ปสฺสโต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกิจของสัมมาทิฏฐิว่า สำคัญยิ่งในการบรรลุนิพพานฉันใด เมื่อจะทรงแสดงว่า แม้กิจของสัมมัปปธาน ก็จำต้องปรารถนาให้ยิ่งฉันนั้นเหมือนกัน จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เตววิทํ กุสีเตน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เตฺววิทํ ตัดบทเป็น น ตุ เอว อิทํ
ตุ ศัพท์ เป็นเพียงนิบาต ม อักษรในบทว่า พาเลนมวิชานตา ทำการเชื่อมบท.
ก็ในบทนี้มีความย่อดังนี้ว่า
นิพพานนี้เป็นเครื่องเปลื้องคัณฐะ (กิเลสเครื่องร้อยรัด) ทั้งหมดมีอภิชฌากายคัณฐะเป็นต้น คือเป็นนิมิต (เครื่องหมาย) แห่งการเปลื้องการพ้น ซึ่งจะพึงบรรลุได้ด้วยเสกขมรรคและอเสกขมรรค อันบุคคลผู้ไม่รู้แจ้งสัจจะ ๔ตามความเป็นจริงโดยนัยเป็นต้นว่านี้ทุกข์ ผู้ชื่อว่าเป็นคนโง่ คือผู้ไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้แจ้งนั้นนั่นแล ไม่สามารถบรรลุได้ฉันใด แม้บุคคลผู้เกียจคร้านไม่มีความเพียร ก็ไม่สามารถบรรลุได้ฉันนั้นเพราะเหตุนั้น จึงต้องปรารภความเพียรเพื่อบรรลุนิพพานนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ธรรมนี้เป็นธรรมของบุคคลผู้ปรารภความเพียร
ไม่ใช่ของบุคคลผู้เกียจคร้าน.
ขอเธอทั้งหลายจงปรารภ จงบากบั่น จงประกอบ
อยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าเถิด. ขอเธอทั้งหลายจง
ทำลายเสนามฤตยู ให้เหมือนช้างทำลายเรือนไม้อ้อ
ฉะนั้นเถิด.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๕๑
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๖๑๗
จบอรรถกถาชานสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------