อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๒๑

๖. ธรรมจริยสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๒๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 10 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนิปาเต ทุติยสฺส จูฬวคฺคสฺส ฉฏฺฐํ ธมฺมจริยสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ธรรมจริยสูตรที่ ๖

ข้อ ๓๒๑

|๓๒๑.๗๐๐| ๖ ธมฺมจริยํ พฺรหฺมจริยํ เอตทาหุ วสุตฺตมํ ปพฺพชิโตปิ เจ โหติ อคารสฺมา อนคาริยํ ฯ |๓๒๑.๗๐๑| โส เจ มุขรชาติโก วิเหสาภิรโต มิโค ชีวิตํ ตสฺส ปาปิโย รชํ วฑฺเฒติ อตฺตโน ฯ |๓๒๑.๗๐๒| กลหาภิรโต ภิกฺขุ โมหธมฺเมน อาวุโต อกฺขาตมฺปิ น ชานาติ ธมฺมํ พุทฺเธน เทสิตํ ฯ |๓๒๑.๗๐๓| วิเหสํ ภาวิตตฺตานํ อวิชฺชาย ปุรกฺขโต สงฺกิเลสํ น ชานาติ มคฺคํ นิรยคามินํ |๓๒๑.๗๐๔| วินิปาตํ สมาปนฺโน คพฺภา คพฺภํ ตมา ตมํ ส เว ตาทิสโก ภิกฺขุ เปจฺจ ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ฯ |๓๒๑.๗๐๕| คูธกูโป ยถา อสฺส สมฺปุณฺโณ คณวสฺสิโก โย จ เอวรูโป อสฺส ทุพฺพิโสโธ หิ สงฺคโณ ฯ |๓๒๑.๗๐๖| ยํ เอวรูปํ ชานาถ ภิกฺขโว เคหนิสฺสิตํ ปาปิจฺฉํ ปาปสงฺกปฺปํ ปาปอาจารโคจรํ ฯ |๓๒๑.๗๐๗| สพฺเพ สมคฺคา หุตฺวาน อภินิพฺพิชฺชิยาถ นํ กรณฺฑํ ว นิทฺธมถ กสมฺพุํ อวกสฺสถ |๓๒๑.๗๐๘| ตโต ปลาเส วาเหถ อสฺสมเณ สมณมานิเน ฯ นิทฺธมิตฺวาน ปาปิจฺเฉ ปาปอาจารโคจเร |๓๒๑.๗๐๙| สุทฺธา สุทฺเธหิ สํวาสํ กปฺปยโวฺห ปติสฺสตา ตโต สมคฺคา นิปกา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถาติ ฯ ธมฺมจริยสุตฺตํ ฉฏฺฐํ ฯ

พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวความประพฤติทั้งที่เป็นโลกิยและ โลกุตระทั้งสองนี้ คือ ความประพฤติธรรม พรหมจรรย์ ว่าเป็น (แก้วอันสูงสุด) ธรรมเครื่องอยู่อันสูงสุด ถึงแม้ บุคคลออกบวชเป็นบรรพชิต ถ้าบุคคลนั้นเป็นชาติปากกล้า ยินดีแล้วในความเบียดเบียนดุจเนื้อไซร้ ความเป็นอยู่ของ บุคคลนั้นเลวทราม ย่อมยังกิเลสธุลีมีราคะเป็นต้นของตนให้ เจริญ ภิกษุผู้ยินดีแล้วในความทะเลาะ ถูกธรรมคือโมหะ หุ้มห่อแล้ว ย่อมไม่รู้ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว แม้ อันเหล่าภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักบอกแล้ว ภิกษุผู้ถูกอวิชชา หุ้มห่อแล้ว ทำตนที่อบรมแล้วให้ลำบากอยู่ ย่อมไม่รู้ความ เศร้าหมอง ย่อมไม่รู้ทางอันให้ถึงนรก เมื่อไม่รู้ก็เข้าถึง วินิบาต เข้าถึงครรภ์จากครรภ์ เข้าถึงที่มืดจากที่มืด ภิกษุผู้ เช่นนั้นแล ละไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความทุกข์ ก็บุคคลใดผู้ มีการงานเศร้าหมองเห็นปานนี้ตลอดกาลนาน พึงเป็นผู้เต็ม แล้วด้วยบาป เหมือนหลุมคูถที่เต็มอยู่นานปี พึงเป็นหลุม เต็มด้วยคูถ ฉะนั้น บุคคลนั้นเป็นผู้มีกิเลสเครื่องยียวน หมดจดได้โดยยาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงรู้จัก บุคคลผู้อาศัยเรือน ผู้มีความปรารถนาลามก ผู้มีความดำริ ลามก ผู้มีอาจาระและโคจรลามกเห็นปานนี้ เธอทั้งปวงพึง เป็นผู้พร้อมเพรียงกันเว้นบุคคลนั้นเสีย จงกำจัดบุคคลผู้เป็น เพียงดังแกลบ จงคร่าบุคคลผู้เป็นเพียงดังหยากเยื่อออกเสีย แต่นั้นจงขับบุคคลลีบผู้ไม่ใช่สมณะแต่มีความสำคัญว่าเป็น สมณะไปเสีย ครั้นกำจัดบุคคลผู้มีความปรารถนาลามก มี อาจาระและโคจรลามกออกไปแล้ว เธอทั้งหลายผู้บริสุทธิ์ แล้ว มีความเคารพกันและกัน จงสำเร็จการอยู่ร่วมด้วย บุคคลผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย แต่นั้น เธอทั้งหลายผู้พร้อมเพรียง กัน มีปัญญาเครื่องรักษาตน จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ฯ จบธรรมจริยสูตรที่ ๖

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๖. ธัมมจริยสูตร ว่าด้วยการประพฤติธรรม (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายดังนี้)

ข้อ ๒๗๗

พระอริยะทั้งหลายกล่าวการประพฤติธรรม และการประพฤติพรหมจรรย์ ทั้ง ๒ นี้ว่า เป็นรัตนะอันสูงสุด ถ้าบุคคลออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต

ข้อ ๒๗๘

หากผู้ที่บวชแล้วนั้นเป็นคนปากร้าย ชอบเบียดเบียนผู้อื่นดุจสัตว์ป่า ชีวิตของเขาชื่อว่าต่ำทรามที่สุด เพราะมีแต่จะทำให้ธุลีคือกิเลสพอกพูนในใจของตน

ข้อ ๒๗๙

ภิกษุผู้ชอบทะเลาะ ถูกโมหะปิดบัง แม้เพื่อนพรหมจารีผู้มีศีลตักเตือนแล้ว ก็ไม่ยอมรับรู้ธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว

ข้อ ๒๘๐

ภิกษุผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ชอบเบียดเบียนพระอริยะผู้อบรมตนแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นความเศร้าหมองและเป็นหนทางให้ตกนรก @เชิงอรรถ : @ การประพฤติธรรม หมายถึงการประพฤติสุจริต มีกายสุจริต เป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๗๗/๑๒๑)@ พรหมจรรย์ หมายถึงมัคคพรหมจรรย์ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๗๗/๑๒๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๖๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๒. จูฬวรรค] ๖. ธัมมจริยสูตร

ข้อ ๒๘๑

ภิกษุเมื่อไม่รู้เช่นนั้น ก็ต้องเกิดในอบาย ออกจากครรภ์สู่ครรภ์ ออกจากที่มืดสู่ที่มืด ภิกษุผู้เช่นนั้นเมื่อตายไปย่อมได้รับทุกข์

ข้อ ๒๘๒

บุคคลใดมีความประพฤติเสียหายเช่นนี้ตลอดกาลนาน พึงเป็นผู้เต็มด้วยบาป เหมือนหลุมคูถที่เต็มอยู่นานปี บุคคลนั้นเป็นผู้มีกิเลสเพียงดังเนิน ชำระให้หมดจดได้ยาก

ข้อ ๒๘๓

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงรู้จักบุคคลผู้อาศัยเรือน มีความปรารถนาชั่ว มีความดำริชั่ว มีอาจาระและโคจรชั่ว เช่นนี้

ข้อ ๒๘๔

เธอทั้งหลายพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เลิกคบบุคคลนั้น จงกำจัดผู้ที่ไม่มีคุณธรรมในใจเหมือนแกลบออกเสีย จงคร่าผู้ทุศีลออกจากหมู่ เหมือนคนกำจัดหยากเยื่อออกจากบ้าน ฉะนั้น

ข้อ ๒๘๕

ต่อจากนั้น เธอทั้งหลายจงขับไล่ผู้ที่มิใช่สมณะ แต่แต่งกายเลียนแบบสมณะออกไปจากสงฆ์ เหมือนคนคัดข้าวลีบทิ้ง ฉะนั้น ครั้นกำจัดพวกปรารถนาชั่ว มีอาจาระและโคจรชั่วออกได้แล้ว

ข้อ ๒๘๖

เธอทั้งหลายผู้มีศีลบริสุทธิ์ จงเคารพยำเกรงกันอยู่ร่วมกับท่านผู้บริสุทธิ์ หลังจากนั้น เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สามัคคีกัน มีปัญญารักษาตน จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ธัมมจริยสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ อาศัยเรือน ในที่นี้หมายถึงอาศัยกามคุณ ๕ ประการ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๘๓/๑๒๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๕๖๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากปิลสูตร ที่ ๖

บาลีว่า ธรรมจริยสูตร

กปิลสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺมจริยํ ดังนี้.

ถามว่า พระสูตรนี้มีการอุบัติขึ้นเป็นอย่างไร?

ตอบว่า พระสูตรนี้มีการอุบัติขึ้นดังต่อไปนี้ :-

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะเสด็จปรินิพพานแล้ว โดยนัยที่กล่าวแล้วในเหมวตสูตรนั่นแล. กุลบุตร ๒ พี่น้องออกบวชในสำนักแห่งสาวกทั้งหลาย ผู้พี่ชื่อว่าโสธนะ ผู้น้องชื่อว่ากปิละท่านทั้งสองมีมารดาชื่อว่าสาธนี มีน้องสาวชื่อว่าตาปนา ทั้งมารดาและน้องสาวนั้นบวชในสำนักนางภิกษุณี.

ต่อแต่นั้น ภิกษุแม้ทั้งสองเหล่านั้นก็เรียนถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในพระศาสนามีธุระอยู่กี่อย่าง ดังนี้ ฟังคำตอบแล้วโดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วในเหมวตสูตรนั้นแล.

ในบรรดาพระภิกษุทั้งสองนั้น พระผู้พี่คิดว่า เราจะบำเพ็ญวาสธุระ (ธุระเป็นเครื่องอบรมตน) ดังนี้แล้วก็อยู่ในสำนักของอุปัชฌาย์และอาจารย์ทั้งหลายเป็นเวลา ๕ ปีมีพรรษา ๕ ฟังกรรมฐานจนถึงอรหัตแล้วจึงเข้าไปสู่ป่าพยายามอยู่ก็ได้บรรลุพระอรหัต.

พระกปิละคิดว่า เรายังหนุ่มอยู่ก่อน ในเวลาแก่แล้วเราจะบำเพ็ญแม้วาสธุระดังนี้แล้ว ก็เริ่มคันถธุระได้เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกแล้ว พระกปิละนั้นมีบริวาร เพราะอาศัยปริยัติ เพราะอาศัยบริวาร ลาภก็เกิดขึ้น. พระกปิละนั้นเมาด้วยการเมาในการที่ตนเป็นพาหุสัจจะ สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต มีความสำคัญว่าตนรู้ แม้ในสิ่งที่ตนยังไม่รู้กล่าวสิ่งที่เป็นกัปปิยะที่ภิกษุเหล่าอื่นกล่าวแล้วว่าเป็นอกัปปิยะ แม้สิ่งที่เป็นอกัปปิยะเป็นกัปปิยะ แม้สิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ แม้สิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ.

ต่อแต่นั้น พระกปิละนั้นอันภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักโอวาทอยู่โดยนัยว่าคุณกปิละ คุณอย่าได้พูดอย่างนี้ ดังนี้เป็นต้น ก็เที่ยวขู่ตะคอกภิกษุทั้งหลายด้วยคำทั้งหลายว่าพวกท่านเหมือนกับคนมีกำมือเปล่า จะรู้อะไร ดังนี้เป็นต้นอยู่นั้นแล.

ภิกษุทั้งหลายได้บอกเรื่องนี้ แม้แก่พระโสธนเถระผู้เป็นพี่ชายของท่าน แม้พระโสธนเถระนั้นก็ได้เข้าไปหาพระกปิละนั้นแล้วพูดว่า คุณกปิละ การปฏิบัติชอบของภิกษุทั้งหลายเช่นคุณเป็นอายุของพระศาสนาดูก่อนอาวุโส คุณอย่าได้พูดแม้สิ่งที่เป็นกัปปิยะ ฯลฯ สิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ. พระกปิละนั้นก็ไม่สนใจคำของพระโสธนเถระผู้เป็นพี่ชายแม้นั้น.

ลำดับนั้น พระโสธนเถระได้กล่าวกะพระกปิละขึ้น ๒-๓ ครั้งว่า

เอกวาจมฺปิ ทฺวิวาจํ ภเณยฺย อนุกมฺปโก

ตตุตฺตรึ น ภาเสยฺย ทาโส วยฺยสฺส สนฺติเกติ

ผู้อนุเคราะห์จะพึงพูดคำหนึ่งหรือ ๒ คำ

ไม่พึงพูดให้มากไปกว่านั้น (เพราะว่าถ้าท่านผู้

อนุเคราะห์จะพึงกล่าวให้มากไปกว่านั้น) ก็จะ

พึงมีโทษในสำนักของพระอริยะได้ ดังนี้

แล้วก็งดเว้นเสีย (หยุดพูด) แล้วจึงกล่าวว่า อาวุโส คุณนั้นเองจะปรากฏด้วยกรรมของคุณ ดังนี้แล้วก็หลีกไป. จำเดิมแต่นั้นมา ภิกษุทั้งหลายที่มีศีลเป็นที่รักก็ทอดทิ้งพระกปิละนั้นเสีย.

____________________________

ขุ. ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๗๖

พระกปิละนั้นเป็นผู้ประพฤติชั่ว มีภิกษุประพฤติชั่วแวดล้อมอยู่ วันหนึ่งคิดว่า เราจะลงอุโบสถ แล้วก็ขึ้นสู่อาสนะอันประเสริฐ จับพัดอันวิจิตร พอนั่งลงก็พูดขึ้น ๓ ครั้งว่าอาวุโสทั้งหลาย ปาติโมกข์ย่อมควรแก่ภิกษุทั้งหลายในที่นี้หรือ. ครั้งนั้น แม้ภิกษุรูปหนึ่งก็ไม่ได้พูดว่า ปาติโมกข์ย่อมควรแก่ข้าพเจ้า ทั้งก็ไม่ได้พูดว่าปาติโมกข์ย่อมควรแก่พระกปิละนั้นหรือแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น. ลำดับนั้น พระกปิละนั้นก็พูดว่า เมื่อปาติโมกข์พวกเราฟังก็ดี ไม่ฟังก็ดี ชื่อว่าวินัยไม่มีหรอก ดังนี้แล้วก็ลุกขึ้นจากอาสนะ. พระกปิละนั้นทำพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะให้เสื่อมถอย คือให้พินาศแล้วด้วยประการฉะนี้.

ครั้งนั้น พระโสธนเถระก็ได้ปรินิพพานในวันนั้นนั่นเอง. พระกปิละแม้นั้นทำศาสนานั้นให้เสื่อมถอยลงไปอย่างนี้แล้ว เมื่อถึงแก่กรรมก็บังเกิดในอเวจีมหานรกมารดาและน้องสาวของท่านแม้นั้นถึงทิฏฐานุคติของพระกปิละนั้นนั่นเอง ด่าบริภาษภิกษุทั้งหลายที่มีศีลเป็นที่รัก ทำกาละแล้วก็บังเกิดในนรก.

ก็ในกาลครั้งนั้นนั่นแล บุรุษประมาณ ๕๐๐ คนทำบาปกรรมทั้งหลายมีการฆ่าชาวบ้านเป็นต้นเลี้ยงชีวิตด้วยความเป็นโจร ถูกมนุษย์ชาวชนบทติดตาม หนีไปอยู่ได้เข้าไปสู่ป่าไม่เห็นที่กำบังหรือที่นั่งอะไรในป่านั้น ได้เห็นภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งซึ่งอยู่ในประเทศไม่ไกลไหว้แล้วก็กล่าวว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวกกระผม.

พระเถระกล่าวว่า ที่พึ่งเช่นกับศีลสำหรับท่านทั้งหลายไม่มี ขอให้ท่านทุกคนจงสมาทานเบญจศีล. โจรเหล่านั้นรับคำแล้วก็สมาทานศีล.

พระเถระกล่าวว่า บัดนี้ พวกท่านเป็นผู้มีศีลแล้ว เมื่อท่านทั้งหลายแม้ถูกปลงชีวิตของตนให้พินาศอยู่ท่านทั้งหลายอย่าได้ประทุษร้ายใจ (อย่าโกรธ). พวกโจรเหล่านั้นรับคำแล้ว.

ครั้งนั้น ชาวชนบทเหล่านั้นมาถึงแล้วก็มองหาอยู่ข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้างก็ได้พบโจรเหล่านั้นแล้วพากันปลงชีวิตเสียสิ้นทุกคน. โจรเหล่านั้นกระทำกาละแล้วบังเกิดในกามาวจรเทวโลก.

บรรดาโจรเหล่านั้น โจรผู้เป็นหัวหน้าได้เป็นเทพบุตรผู้เป็นหัวหน้า โจรนอกนี้ได้เป็นบริวารของเทพบุตรผู้เป็นหัวหน้านั่นเอง ท่านเหล่านั้นท่องเที่ยวกลับไปกลับมาอยู่ ให้พุทธันดรหนึ่งสิ้นไปในเทวโลก แล้วเคลื่อนจากเทวโลกในกาลแห่งพระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เทพบุตรผู้เป็นหัวหน้าได้ถือปฏิสนธิในท้องแห่งภรรยาของชาวประมงผู้เป็นหัวหน้าสกุล ๕๐๐ สกุลในบ้านชาวประมงซึ่งมีอยู่ที่ประตูเมืองสาวัตถีเทพบุตรพวกนี้ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของภรรยาของชาวประมงที่เหลือทั้งหลาย เขาเหล่านั้นได้ถือปฏิสนธิและออกจากครรภ์ในวันเดียวกันนั้นเองด้วยประการฉะนี้.

ต่อมา หัวหน้าชาวประมงคิดอยู่ว่า ในบ้านนี้เด็กทั้งหลายแม้เหล่าอื่นซึ่งเกิดในวันนี้มีอยู่หรือหนอแลได้พบทารกเหล่านั้นแล้วก็คิดว่า เด็กเหล่านี้จักเป็นสหายของบุตรของเรา แล้วจึงได้ให้วัตถุที่ควรเลี้ยงดูแก่เด็กเหล่านั้นทุกคน. เด็กเหล่านั้นทั้งหมดเป็นสหายเล่นฝุ่นด้วยกันได้ถึงความเจริญวัยโดยลำดับ เด็กชื่อว่าโสชะเป็นผู้เลิศกว่าเด็กเหล่านั้น.

ครั้งนั้น แม้ภิกษุชื่อว่ากปิละก็มาเกิดเป็นปลาเหมือนทอง แต่ปากเหม็นในแม่น้ำอจิรวดีด้วยเศษกรรมที่เหลือลงในนรก. ต่อมาวันหนึ่ง เด็กชาวประมงเหล่านั้นทั้งหมดถือเอาแห (อวน) แล้วคิดว่า เราจักฆ่าปลาทั้งหลายแล้วจึงไปที่แม่น้ำเหวี่ยงแหลงไปปลานั้นเข้าไปสู่แหของชาวประมงเหล่านั้น หมู่บ้านชาวประมงทั้งหมดเห็นปลานั้นแล้วก็พากันพูดเสียงดังลั่น พากันพูดว่า บุตรของพวกเราจับปลาทั้งหลายครั้งแรกๆ ก็จับได้ปลาทอง ความเจริญจักมีแก่เด็กๆ เหล่านั้นและบัดนี้พระราชาคงพระราชทานทรัพย์มากแก่เราทั้งหลาย.

ครั้งนั้น สหายทั้ง ๕๐๐ คนแม้เหล่านั้นเอาปลาลงใส่ในเรือแล้วยกเรือขึ้นได้ไปสู่สำนักของพระราชา. พระราชาทอดพระเนตรแล้วตรัสว่า นั่นอะไร สหาย. พวกเขาทูลว่า ปลา พระเจ้าข้า.

พระราชาทอดพระเนตรเห็นปลาสีทองก็ทรงดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงทราบเหตุที่ปลานี้มีสีทองดังนี้แล้วจึงรับสั่งให้ถือปลาแล้วได้เสด็จไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในเวลาที่ปลาอ้าปากขึ้น พระเชตวันก็มีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่ง.

พระราชาทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร ปลาจึงเกิดเป็นปลามีสีทอง และเพราะเหตุไร กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของปลานั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มหาบพิตร ปลานี้เป็นภิกษุพหูสูต ผู้เรียนจบปริยัติ ชื่อว่ากปิละในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เป็นผู้ด่าบริภาษภิกษุทั้งหลายซึ่งไม่เชื่อถ้อยคำของตน เป็นผู้ทำศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เสื่อมไปเพราะกรรมที่เธอทำพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นให้เสื่อมไป เธอจึงบังเกิดในอเวจีมหานรก และก็มาเกิดเป็นปลาในบัดนี้ด้วยเศษแห่งวิบากด้วยผลอันไหลออกแห่งกรรมที่เธอได้กล่าวพุทธพจน์ สรรเสริญพระพุทธเจ้าเป็นเวลานาน เธอจึงได้วรรณะเช่นนี้เพราะเหตุที่เธอได้ด่าบริภาษภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของปลานั้น. มหาบพิตร ตถาคตจะให้ปลานั้นพูด.

พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระพุทธเจ้าข้า

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามปลานั้นว่า เจ้าคือกปิละหรือ.

ปลาตอบว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกแล้วพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อว่ากปิละ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า เธอมาจากไหน.

ปลาตอบว่า ข้าพระองค์มาจากอเวจีมหานรกพระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า พระโสธนะไปไหน.

ปลาตอบว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระโสธนะปรินิพพานแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า นางสาธนีไปไหน.

ปลาตอบว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นางสาธนีเกิดในนรก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า นางตาปนาไปไหน.

ปลาทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นางตาปนาเกิดในมหานรก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า บัดนี้ เจ้าจักไปไหน.

ปลาตอบว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จักไปสู่มหานรก.

ในทันใดนั่นเองปลานั้นอันความวิปฏิสารครอบงำ ใช้ศีรษะฟาดเรือแล้วก็ตายไปเกิดในมหานรก มหาชนเกิดความสังเวช ขนลุกชูชัน.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมอันสมควรแก่ขณะนั้น ในบริษัทซึ่งมีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตที่มาพร้อมกัน ได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว.

การประพฤติธรรมมีกายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า ธมฺมจริยํ ในพระคาถานั้น. มรรคพรหมจรรย์ ชื่อว่า พรฺหฺมจริยํ.

บาทพระคาถาว่า เอตทาหุ วสุตฺตมํ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวถึงการประพฤติสุจริตทั้งที่เป็นโลกีย์และโลกุตระแม้ทั้งสองนี้ว่าเป็นสมบัติสูงสุด เพราะยังสัตว์ให้ประสบความสุขในสวรรค์และนิพพาน. อธิบายว่า รัตนะอันอุดมคือรัตนะที่ไม่ทั่วไปแก่ชนทั้งหลายมีพระราชาเป็นต้น เพราะเป็นรัตนะที่สามารถติดตามชนทั้งหลายผู้สั่งสมบุญไว้ ชื่อว่า วสุตตมะ.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงว่าการปฏิบัติชอบเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของคฤหัสถ์และบรรพชิตได้ด้วยคำมีประมาณเท่านี้บัดนี้ เมื่อจะทรงติเตียนพระภิกษุชื่อกปิละหรือภิกษุผู้เช่นนั้นเหล่าอื่น ด้วยการแสดงความไม่มีสาระในบรรพชาที่เว้นจากการปฏิบัติจึงตรัสว่าปพฺพชิโตปิ เจ โหติ เป็นต้น.

ในคำว่า ปพฺพชิโตปิ เจ โหติ นี้มีการพรรณนาเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

ก็ผู้ใดผู้หนึ่งสละเพศคฤหัสถ์ ถ้าแม้บวชด้วยการบวชไม่มีเรือนจากเรือน มีเนื้อความตามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในตอนต้น ด้วยการเข้าถึงเหตุสักว่าการปลงผมและการนุ่งผ้าย้อมฝาดเป็นต้นถ้าหากว่าเป็นคนปากกล้า คือว่าเป็นผู้พูดคำหยาบ ยินดีในการเบียดเบียน เพราะพอใจในการเบียดเบียนอันมีประการต่างๆ เป็นผู้ประดุจเนื้อร้ายเพราะเป็นผู้เช่นกับเนื้อร้าย เพราะไม่มีหิริ โอตตับปะ.

บาทคาถาว่า ชีวิตํ ตสฺส ปาปิโย ความว่า ชีวิตของบุคคลนั้น คือผู้เห็นปานนั้นเป็นบาปยิ่ง คือเลวยิ่ง.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะทำธุลีมีประการต่างๆ มีราคะเป็นต้นของตนให้เจริญขึ้นด้วยการปฏิบัติผิดนี้. ก็ชีวิตของบุคคลนั้นจะเป็นชีวิตที่ชั่ว ด้วยเหตุนี้อย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ แต่โดยที่แท้บุคคลเห็นปานนี้ นี้ได้แก่ภิกษุที่ยินดีในการทะเลาะ เพราะเป็นคนมีปากจัด ถูกโมหะธรรมรึงรัดแล้ว เพราะถึงความงมงายในการที่จะรู้แจ้งซึ่งอรรถแห่งสุภาษิต ย่อมไม่ทราบแม้ซึ่งคำที่ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักกล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านกปิละผู้มีอายุ ท่านอย่าได้พูดอย่างนี้. จงยึดถือเรื่องนั้นโดยปริยายนี้ไม่รู้จักพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ คือไม่รู้จักพระธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้แม้ตนจะกล่าวอยู่โดยประการต่างๆ แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ชีวิตของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นชีวิตชั่ว (เพราะว่า) ในครั้งนั้น ภิกษุเห็นปานนี้นั้น เพราะเหตุที่ตนพอใจในการเบียดเบียน เมื่อเบียดเบียนอยู่ซึ่งตนที่อบรมแล้วคือว่าเบียดเบียนอยู่ซึ่งภิกษุขีณาสพผู้มีตนอันอบรมแล้วมีพระโสธนเถระเป็นต้น โดยนัยเป็นต้นว่า “ท่านทั้งหลายซึ่งบวชเมื่อแก่เฒ่า ย่อมไม่รู้พระวินัย ไม่รู้พระสูตร ไม่รู้พระอภิธรรม” ดังนี้.

ก็คำว่า วิเหฐยํ นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติ.

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบถึงพระบาลีที่เหลือว่า วิเหสํ ภาวิตตฺตานํ กโรนฺโต โดยนัยที่กล่าวแล้ว ฉัฏฐีวิภัตติย่อมสำเร็จโดยนิปปริยายอย่างนี้.

บาทคาถาว่า อวิชฺชาย ปุรกฺขโต ความว่า ผู้ถูกอวิชชามีการปกปิดการเห็นโทษเป็นต้น ในการเบียดเบียนตนที่อบรมแล้วกระทำไว้ในเบื้องหน้า จึงไม่รู้จักสังกิเลส โดยการพิฆาตจิตในปัจจุบันอันเป็นไปแล้ว โดยการเบียดเบียนตนที่อบรมแล้วของบรรพชิตที่เหลือทั้งหลายและไม่รู้จักทางที่จะไปสู่นรก โดยกระทำตนให้เข้าถึงนรกต่อไป ก็เมื่อไม่รู้ก็เข้าถึงวินิบาตอันต่างด้วยอบายทั้ง ๔ โดยทางนั้นและในวินิบาตนั้น เข้าสู่ครรภ์จากครรภ์สู่ที่มืดจากที่มืด คืออยู่ในครรภ์มารดาในหมู่สัตว์หนึ่งๆ สิ้นร้อยครั้งบ้างพันครั้งบ้าง และจากความมืดคืออสุรกายสู่ความมืด แม้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ไม่อาจขจัดได้ ภิกษุเช่นนั้นนั่นแหละไปแล้ว คือไปจากโลกนี้สู่ปรโลกแล้ว ก็เข้าถึงทุกข์มีประการต่างๆ ดุจปลาชื่อว่ากปิละนี้.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เหมือนหลุมคูถพึงเป็นหลุมหมักหมมอยู่นานปีเต็มเปี่ยมด้วยคูถนั้น (คือว่า) เปรียบเหมือนหลุมคูถในวัจจกุฎี หมักหมมอยู่นานปี คือสิ้นปีเป็นอเนก พึงเต็มบริบูรณ์อยู่ด้วยคูถถึงขอบปากเป็นเวลาหลายปีหลุมคูถนั้นแม้อันบุคคลล้างอยู่ด้วยน้ำตั้งร้อยหม้อ ตั้งพันหม้อ ก็ล้างให้สะอาดได้ยาก เพราะขจัดกลิ่นเหม็นและสีน่าเกลียดให้ปราศจากไปได้ยากฉันใด

บุคคลเห็นปานนี้ใด พึงเป็นผู้มีการงานเศร้าหมอง สิ้นกาลนานเหมือนหลุมคูถเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยบาป เพราะเพียบพร้อมไปด้วยคูถคือบาป ก็บุคคลเห็นปานนี้นั้นผู้มีการงานอันเศร้าหมอง เป็นผู้ชำระให้สะอาดได้โดยยากแม้จะเสวยวิบากแห่งกิเลส (เพียงดังนั้น) นั้นสิ้นกาลนาน ก็หาบริสุทธิ์ได้ไม่ฉันนั้นเหมือนกันเพราะฉะนั้น ภิกษุเช่นนั้นนั่นแลละไปแล้วย่อมเข้าถึงทุกข์สิ้นกาลนาน แม้ประมาณมิได้โดยการนับปี.

อีกอย่างหนึ่ง ในคาถานี้มีสัมพันธ์ดังต่อไปนี้.

ในบาทพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุผู้เช่นนั้นแลละไปแล้วย่อมเข้าถึงทุกข์ดังนี้ จะพึงมีคำถามสอดเข้ามาว่า ก็ภิกษุนี้ ท่านทั้งหลายสามารถจะกระทำโดยประการที่ละไปแล้วจะไม่เข้าถึงทุกข์ได้หรือไม่

ตอบว่า ไม่สามารถ

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะภิกษุนี้เปรียบเหมือนหลุมคูถที่เต็มอยู่นานปี ก็พึงเป็นหลุมที่เต็มอยู่ด้วยคูถ ดังนี้.

เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงไว้ก่อนทีเดียวว่า

ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรู้จักบุคคลเห็นปานนั้นผู้อาศัยเรือน คือว่าพึงทราบบุคคลเห็นปานนั้นผู้อาศัยกามคุณทั้ง ๕ผู้ชื่อว่ามีความปรารถนาลามก เพราะประกอบด้วยความปรารถนาลามกอันเป็นไปโดยอาการคือการปรารถนาคุณที่ไม่มีจริง. ผู้ชื่อว่ามีความดำริชั่ว เพราะประกอบด้วยความดำริทั้งหลายมีกามวิตกเป็นต้น. ผู้ชื่อว่ามีความประพฤติชั่ว เพราะประกอบด้วยความประพฤติชั่ว มีการประพฤติล่วงศีลอันเป็นไปทางกายเป็นต้นและอันต่างด้วยประเภทมีการให้ไม้ไผ่เป็นต้น (เพื่อประจบชาวบ้าน). ผู้ชื่อว่ามีการโคจรอันชั่ว เพราะการท่องเที่ยวไปในที่ไม่ดี ในที่ไม่สมควรมีสำนักหญิงแพศยาเป็นต้น.

ท่านทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้สามัคคีกัน เว้นบุคคลนั้นเสีย และอย่าถึงความขวนขวายน้อย ด้วยเหตุสักว่าการเว้นภิกษุนั้นเท่านั้น แต่โดยที่แท้แล ท่านทั้งหลายจงกำจัดบุคคลนั้นผู้เป็นเพียงดังแกลบ จงคร่าบุคคลผู้เป็นดังหยากเยื่อออกเสีย คือว่าจงคร่าบุคคลผู้เป็นเพียงดังหยากเยื่อนั้นโดยไม่ต้องไยดีประดุจหยากเยื่อ และจงคร่าบุคคลผู้เป็นดังแกลบ ประดุจราชบุรุษคร่าคนจัณฑาลซึ่งเป็นโรคเรื้อนมีแผลแตกไหลออก ผู้เข้าไปในท่ามกลางแห่งกษัตริย์เป็นต้นคือว่าท่านทั้งหลายจงจับบุคคลนั้นที่มือหรือที่ศีรษะแล้วคร่าออกไป เหมือนอย่างท่านพระมหาโมคคัลลานะจับปาปบุคคลนั้นที่แขนดึงออกไปจากซุ้มประตูภายนอกแล้วใส่ลูกดาล (กุญแจ) เสียแม้ฉันใดท่านทั้งหลายก็จงคร่าบุคคลนั้นเสียฉันนั้น.

ถามว่า เพราะเหตุไร ?

ตอบว่า ชื่อว่าสังฆารามเขาสร้างไว้สำหรับผู้มีศีลทั้งหลาย ไม่ได้สร้างไว้สำหรับภิกษุทั้งหลายที่ทุศีล. ต่อแต่นั้นไป ท่านทั้งหลายจงขับบุคคลลีบผู้ไม่ใช่สมณะซึ่งถือตัวว่าเป็นสมณะออกไปเสีย เหมือนอย่างว่า ข้าวลีบทั้งหลายแม้ปราศจากข้าวสารในภายใน แต่ก็ปรากฏเหมือนข้าวเปลือก เพราะมีแกลบอยู่ข้างนอกฉันใด ปาปภิกษุทั้งหลายก็ฉันนั้น แม้เว้นจากคุณสมบัติมีศีลเป็นต้นในภายใน แต่ก็ปรากฏเหมือนกับภิกษุด้วยบริขารมีผ้ากาสาวะเป็นต้นในภายนอกพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ปลาปา คนลีบ ท่านทั้งหลายจงคร่าบุคคลลีบเหล่านั้นเสีย คือจงโปรยไป ได้แก่จงกำจัดบุคคลลีบเหล่านั้นเสียซึ่งไม่ใช่สมณะโดยปรมัตถ์แต่สำคัญตนว่าเป็นสมณะในภาวะสักว่าเพศ ครั้นกำจัดผู้มีความปรารถนาลามกผู้มีอาจาระและโคจรอันลามกได้แล้วอย่างนี้ เธอทั้งหลายผู้บริสุทธิ์แล้ว มีความเคารพกันและกัน จงสำเร็จการอยู่ร่วมด้วยบุคคลผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปฺปยฺวโห ความว่า จงสำเร็จ มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายว่า จงกระทำ.

บทว่า ปฏิสฺสตา ได้แก่ มีความเคารพ มีความยำเกรงกันและกัน.

บาทคาถาว่า ตโต สมคฺคา นิปกา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายผู้บริสุทธิ์แล้วอย่างนี้ สำเร็จอยู่ซึ่งการอยู่ร่วมกับผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกันโดยความเป็นผู้มีทิฏฐิและศีลเสมอกัน เป็นผู้มีปัญญารักษาตนด้วยปัญญาที่ถึงความแก่รอบโดยลำดับ ท่านทั้งหลายก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ มีทุกข์ในวัฏฏะเป็นต้นนี้ได้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้เทศนาจบลงด้วยยอดคือพระอรหัตทีเดียวแล.

ในที่สุดแห่งพระเทศนา บุตรชาวประมงจำนวน ๕๐๐ เหล่านั้นถึงความสังเวชเมื่อปรารถนาจะทำที่สุดทุกข์ ได้บรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อกาลไม่นานเลย ก็ทำที่สุดทุกข์ได้ ได้เป็นผู้มีการบริโภคเป็นอันเดียวกันกับพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการบริโภคธรรมคืออาเนญชวิหารสมาบัติ.

ก็อาเนญชวิหารสมาบัตินั้น ชื่อว่าเป็นสมาบัติที่มีการบริโภคเป็นอันเดียวกันกับพระผู้มีพระภาคเจ้าของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นอย่างนี้.

ก็สมาบัตินั้น พึงทราบด้วยสามารถแห่ง ยโสชสูตร ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในอุทานนั้นแหละ ดังนี้แล.

จบการพรรณนากปิลสูตร แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา --------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา