วัตถุกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ปญฺจโม ปารายนวคฺโค วตฺถุกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สุตตนิบาต ปารายนวรรคที่ ๕ วัตถุกถา
|๔๒๔.๑๔๐๔| โกสลานํ ปุรา รมฺมา อคฺคมา ทกฺขิณาปถํ อาจิญฺญํ ปตฺถยาโน พฺราหฺมโณ มนฺตปารคู ฯ |๔๒๔.๑๔๐๕| โส อสฺสกสฺส วิสเย มุฬกสฺส สมาสเน วสี โคธาวรีกุเล อุญฺเฉน จ ผเลน จ ฯ |๔๒๔.๑๔๐๖| ตสฺเสว อุปนิสฺสาย คาโม จ วิปุโล อหุ ตโต ชาเตน อาเยน มหายญฺญมกปฺปยิ |๔๒๔.๑๔๐๗| มหายญฺญํ ยชิตฺวาน ปุน ปาวิสิ อสฺสมํ ฯ ตสฺมึ ปติปวิฏฺฐมฺหิ อญฺโญ อาคญฺฉิ พฺราหฺมโณ |๔๒๔.๑๔๐๘| อุคฺฆฏฺฏปาโท ตสิโต ปงฺกทนฺโต รชสฺสิโร โส จ นํ อุปสงฺกมฺม สตานิ ปญฺจ ยาจติ ฯ |๔๒๔.๑๔๐๙| ตเมนํ พาวรี ทิสฺวา อาสเนน นิมนฺตยิ สุขญฺจ กุสลํ ปุจฺฉิ อิทํ วจนมพฺรวิ |๔๒๔.๑๔๑๐| ยํ โข มมํ เทยฺยธมฺมํ สพฺพํ วิสชฺชิตมฺมยา อนุชานาหิ เม พฺรเหฺม นตฺถิ ปญฺจ สตานิ เม ฯ |๔๒๔.๑๔๑๑| สเจ เม ยาจมานสฺส ภวํ นานุปทสฺสติ สตฺตเม ทิวเส ตุยฺหํ มุทฺธา ผลตุ สตฺตธา ฯ |๔๒๔.๑๔๑๒| อภิสงฺขริตฺวา กุหโก เภรวํ โส อกิตฺตยิ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา พาวรี ทุกฺขิโต อหุ |๔๒๔.๑๔๑๓| อุสฺสุสฺสติ อนาหาโร โสกสลฺลสมปฺปิโต อโถปิ เอวํจิตฺตสฺส ฌาเน น รมตี มโน ฯ |๔๒๔.๑๔๑๔| อุตฺรสตํ ทุกฺขิตํ ทิสฺวา เทวตา อตฺถกามินี พาวรึ อุปสงฺกมฺม อิทํ วจนมพฺรวิ |๔๒๔.๑๔๑๕| น โส มุทฺธํ ปชานาติ กุหโก โส ธนตฺถิโก มุทฺธนิ มุทฺธาธิปาเต จ ญาณํ ตสฺส น วิชฺชติ ฯ |๔๒๔.๑๔๑๖| โภตี จรหิ ชานาติ ตมฺเม อกฺขาหิ ปุจฺฉิตา มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ ตํ สุโณม วโจ ตว ฯ |๔๒๔.๑๔๑๗| อหมฺเปตํ น ชานามิ ญาณเมตฺถ น วิชฺชติ มุทฺธํ มุทฺธาธิปาโต จ ชินานํ เหต ทสฺสนํ ฯ |๔๒๔.๑๔๑๘| อถ โก จรหิ ชานาติ อสฺมึ ปฐวิมณฺฑเล มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ ตํ เม อกฺขาหิ เทวเต ฯ |๔๒๔.๑๔๑๙| ปุรา กปิลวตฺถุมฺหา นิกฺขนฺโต โลกนายโก อปจฺโจ โอกฺกากราชสฺส สกฺยปุตฺโต ปภงฺกโร ฯ |๔๒๔.๑๔๒๐| โส หิ พฺราหฺมณ สมฺพุทฺโธ สพฺพธมฺมาน ปารคู สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺโต สพฺพธมฺเมสุ จกฺขุมา สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต วิมุตฺโต อุปธิกฺขเย |๔๒๔.๑๔๒๑| พุทฺโธ โส ภควา โลเก ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา ตํ ตฺวํ คนฺตฺวาน ปุจฺฉสฺสุ โส เต ตํ พฺยากริสฺสติ ฯ |๔๒๔.๑๔๒๒| สมฺพุทฺโธติ วโจ สุตฺวา อุทคฺโค พาวรี อหุ โสกสฺส ตนุโก อาสิ ปีติญฺจ วิปุลํ ลภิ ฯ |๔๒๔.๑๔๒๓| โส พาวรี อตฺตมโน อุทคฺโค ตํ เทวตํ ปุจฺฉติ เวทชาโต กตมมฺหิ คาเม นิคมมฺหิ วา ปน กตมมฺหิ วา ชนปเท โลกนาโถ ยตฺถ คนฺตฺวา นมสฺเสมุ สมฺพุทฺธํ ทิปทุตฺตมํ ฯ |๔๒๔.๑๔๒๔| สาวตฺถิยํ โกสลมนฺทิเร ชิโน ปหูตปญฺโญ วรภูริเมธโส โส สกฺยปุตฺโต วิธุโร อนาสโว มุทฺธาธิปาตสฺส วิทู นราสโภ ฯ |๔๒๔.๑๔๒๕| ตโต อามนฺตยิ สิสฺเส พฺราหฺมเณ มนฺตปารเค เอถ มาณวา อกฺขิสฺสํ สุโณถ วจนํ มม |๔๒๔.๑๔๒๖| ยสฺเสโส ทุลฺลโภ โลเก ปาตุภาโว อภิณฺหโส สฺวาชฺช โลกมฺหิ อุปฺปนฺโน สมฺพุทฺโธ อิติ วิสฺสุโต ขิปฺปํ คนฺตฺวาน สาวตฺถึ ปสฺสโวฺห ทิปทุตฺตมํ ฯ |๔๒๔.๑๔๒๗| กถํ จรหิ ชาเนมุ ทิสฺวา พุทฺโธติ พฺราหฺมณ อชานตํ โน ปพฺรูหิ ยถา ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ |๔๒๔.๑๔๒๘| อาคตานิ หิ มนฺเตสุ มหาปุริสลกฺขณา ทฺวตฺตึสา จ พฺยกฺขฺยาตา สมตฺตา อนุปุพฺพโส ฯ |๔๒๔.๑๔๒๙| ยสฺเสเต โหนฺติ คตฺเตสุ มหาปุริสลกฺขณา ทุเวว ตสฺส คติโย ตติยา หิ น วิชฺชติ |๔๒๔.๑๔๓๐| สเจ อคารํ อาวสติ วิเชยฺย ปฐวึ อิมํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน มนุสาสติ |๔๒๔.๑๔๓๑| สเจ จ โส ปพฺพชติ อคารา อนคาริยํ วิวฏจฺฉโท สมฺพุทฺโธ อรหา ภวติ อนุตฺตโร ฯ |๔๒๔.๑๔๓๒| ชาติโคตฺตญฺจ ลกฺขณํ มนฺเต สิสฺเส ปุนาปเร มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ มนสา เยว ปุจฺฉถ ฯ |๔๒๔.๑๔๓๓| อนาวรณทสฺสาวี ยทิ พุทฺโธ ภวิสฺสติ มนสา ปุจฺฉิเต ปเญฺห วาจาย วิสชฺเชสฺสติ ฯ |๔๒๔.๑๔๓๔| พาวริสฺส วโจ สุตฺวา สิสฺสา โสฬส พฺราหฺมณา อชิโต ติสฺสเมตฺเตยฺโย ปุณฺณโก อถ เมตฺตคู |๔๒๔.๑๔๓๕| โธตโก อุปสีโว จ นนฺโท จ อถ เหมโก โตเทยฺยกปฺปา ทุภโย ชตุกณฺณี จ ปณฺฑิโต |๔๒๔.๑๔๓๖| ภทฺราวุโธ อุทโย จ โปสาโล จาปิ พฺราหฺมโณ โมฆราชา จ เมธาวี ปิงฺคิโย จ มหาอิสิ |๔๒๔.๑๔๓๗| ปจฺเจกคณิโน สพฺเพ สพฺพโลกสฺส วิสฺสุตา ฌายี ฌานรตา ธีรา ปุพฺพวาสนวาสิตา |๔๒๔.๑๔๓๘| พาวรึ อภิวาเทตฺวา กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ ชฏาชินธรา สพฺเพ ปกฺกามุํ อุตฺตรามุขา |๔๒๔.๑๔๓๙| มุฬกสฺส ปติฏฺฐานํ ปุรํ มาหิสฺสตึ ตทา อุชฺเชนึ จาปิ โคนทฺธํ เวทิสํ วนสวฺหยํ |๔๒๔.๑๔๔๐| โกสมฺพึ วาปิ สาเกตํ สาวตฺถิญฺจ ปุรุตฺตมํ เสตพฺยํ กปิลวตฺถุํ กุสินารญฺจ มนฺทิรํ |๔๒๔.๑๔๔๑| ปาวญฺจ โภคนครํ เวสาลึ มาคธํ ปุรํ ปาสาณกํ เจติยญฺจ รมณียํ มโนรมํ |๔๒๔.๑๔๔๒| ตสิโตว อุทกํ สีตํ มหาลาภํว วาณิโช ฉายํ ฆมฺมาภิตตฺโต จ ตุริตา ปพฺพตมารุหุํ ฯ |๔๒๔.๑๔๔๓| ภควา จ ตมฺหิ สมเย ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขโต ภิกฺขูนํ ธมฺมํ เทเสติ สีโหว นทตี วเน ฯ |๔๒๔.๑๔๔๔| อชิโต อทฺทส สมฺพุทฺธํ วีตรํสึว ภาณุมํ จนฺทํ ยถา ปณฺณรเส ปาริปูรึ อุปาคตํ ฯ |๔๒๔.๑๔๔๕| อถสฺส คตฺเต ทิสฺวาน ปริปูรํ วิยญฺชนํ เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ มโนปเญฺห อปุจฺฉถ |๔๒๔.๑๔๔๖| อาทิสฺส ชมฺมนํ พฺรูหิ โคตฺตํ พฺรูหิ สลกฺขณํ มนฺเตสุ ปารมึ พฺรูหิ กตี วาเจติ พฺราหฺมโณ ฯ |๔๒๔.๑๔๔๗| วีสํ วสฺสสตํ อายุ โส จ โคตฺเตน พาวรี ตีณิสฺส ลกฺขณา คตฺเต ติณฺณํ เวทานปารคู |๔๒๔.๑๔๔๘| ลกฺขเณ อิติ หาเส จ สนิฆณฺฑุสเกฏุเภ ปญฺจ สตานิ วาเจติ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต ฯ |๔๒๔.๑๔๔๙| ลกฺขณานํ ปวิจยํ พาวริสฺส นรุตฺตม ตณฺหจฺฉิท ปกาเสหิ มา โน กงฺขายิตํ อหุ ฯ |๔๒๔.๑๔๕๐| มุขํ ชิวฺหาย ฉาเทติ อุณฺณาสฺส ภมุกนฺตเร โกโสหิตํ วตฺถคุยฺหํ เอวํ ชานาหิ มาณว ฯ |๔๒๔.๑๔๕๑| ปุจฺฉํ หิ กญฺจิ อสุณนฺโต สุตฺวา ปเญฺห พฺยากเต วิจินฺเตติ ชโน สพฺโพ เวทชาโต กตญฺชลี |๔๒๔.๑๔๕๒| โก นุ เทโว วา พฺรหฺมา วา อินฺโท วาปิ สุชมฺปติ มนสา ปุจฺฉิเต ปเญฺห กเมตํ ปฏิภาสติ ฯ |๔๒๔.๑๔๕๓| มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ พาวรี ปริปุจฺฉติ ตํ พฺยากโรหิ ภควา กงฺขํ วินย โน อิเส ฯ |๔๒๔.๑๔๕๔| อวิชฺชา มุทฺธาติ วิชานาหิ วิชฺชา มุทฺธาธิปาตนี สทฺธาสติสมาธีหิ ฉนฺทวิริเยน สํยุตา ฯ |๔๒๔.๑๔๕๕| ตโต เวเทน มหตา สณฺฐมฺเภตฺวาน มาณโว เอกํสํ อชินํ กตฺวา ปาเทสุ สิรสา ปติ |๔๒๔.๑๔๕๖| พาวรี พฺราหฺมโณ โภโต สห สิสฺเสหิ มาริส อุทคฺคจิตฺโต สุมโน ปาเท วนฺทติ จกฺขุม ฯ |๔๒๔.๑๔๕๗| สุขิโต พาวรี โหตุ สห สิสฺเสหิ พฺราหฺมโณ ตฺวํ วาปิ สุขิโต โหหิ จิรํ ชีวาหิ มาณว ฯ |๔๒๔.๑๔๕๘| พาวริสฺส จ ตุยฺหํ วา สพฺเพสํ สพฺพสํสยํ กตาวกาสา ปุจฺฉโวฺห ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉถ |๔๒๔.๑๔๕๙| สมฺพุทฺเธน กโตกาโส นิสีทิตฺวาน ปญฺชลี อชิโต ปฐมํ ปญฺหํ ตตฺถ ปุจฺฉิ ตถาคตนฺติ ฯ วตฺถุคาถา นิฏฺฐิตา ฯ --------------
พราหมณ์พาวรีผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ ปรารถนาซึ่งความเป็นผู้ไม่มี กังวล ได้จากบุรีอันเป็นที่รื่นรมย์แห่งชาวโกศล ไปสู่ทักขิณา- ปถชนบท พราหมณ์นั้นอยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ใกล้ พรมแดนแห่งแคว้นอัสสกะและแคว้นมุฬกะ ด้วยการแสวง หาผลไม้ ชาวบ้านที่อาศัยพราหมณ์พาวรีนั้น ก็เป็นผู้ ไพบูลย์ พราหมณ์พาวรีได้บูชามหายัญ ด้วยส่วยอันเกิดแต่ กสิกรรมเป็นต้นในบ้านนั้น ครั้นบูชามหายัญแล้วได้กลับ เข้าไปสู่อาศรม เมื่อพราหมณ์พาวรีนั้นกลับเข้าไปสู่อาศรม แล้ว พราหมณ์อื่นเดินเท้าเสียดสีกัน ฟันเขลอะ ศีรษะ เกลือกกลั้วด้วยธุลี ได้มาทำให้พราหมณ์พาวรีสะดุ้ง ก็พราหมณ์ นั้นเข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้วขอทรัพย์ ๕๐๐ พราหมณ์พาวรี เห็นพราหมณ์นั้นแล้ว ได้เชื้อเชิญด้วยอาสนะไต่ถามถึงสุข และทุกข์ แล้วได้กล่าวว่า ไทยธรรมวัตถุอันใดของเรา ไทยธรรมวัตถุทั้งปวงนั้น เราสละเสียสิ้นแล้ว ดูกรพราหมณ์ ท่านจงเชื่อเราเถิด ทรัพย์ ๕๐๐ ของเราไม่มี ฯ พราหมณ์นั้นกล่าวว่า เมื่อเราขออยู่ ถ้าท่านไม่ให้ไซร้ ในวันที่ ๗ ศีรษะของท่าน จะแตก ๗ เสี่ยง พราหมณ์ผู้หลอกลวงนั้นกระทำกลอุบาย แล้ว ได้กล่าวคำจะให้เกิดความกลัว ฯ พราหมณ์พาวรีฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีทุกข์ ซูบซีด ไม่บริโภคอาหาร เพรียบพร้อมด้วยลูกศรคือความโศก อนึ่ง เมื่อพราหมณ์พาวรีคิดอยู่อย่างนี้ ใจก็ไม่ยินดีในฌาน ฯ เทวดาผู้ปรารถนาประโยชน์ เห็นพราหมณ์พาวรีมีทุกข์ สะดุ้งหวาดหวั่น จึงเข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้วได้กล่าวว่า พราหมณ์นั้นไม่รู้จักศีรษะ เป็นผู้หลอกลวง ต้องการทรัพย์ ไม่มีความรู้ในธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะ ตกไป ฯ พราหมณ์พาวรีถามว่า บัดนี้ ท่านรู้จักข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถามท่านแล้วขอท่านจงบอก ธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป แก่ ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะฟังคำของท่าน ฯ เทวดาตอบว่า แม้เราก็ไม่รู้ธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะ ตกไป เราไม่มีความรู้ในธรรมทั้ง ๒ นี้ ปัญญาเป็นเครื่อง เห็นธรรมอันเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ย่อม มีแก่พระชินเจ้าทั้งหลาย ฯ พราหมณ์พาวรีถามว่า ก็บัดนี้ ใครเล่าในปฐพีมณฑลนี้ ย่อมรู้ ดูกรเทวดา ขอท่านจงบอกบุคคลผู้รู้ธรรมเป็นศีรษะ และธรรมเป็นเหตุ ให้ศีรษะตกไปนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด ฯ เทวดาตอบว่า ดูกรพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคผู้ศากยบุตรลำดับพระวงศ์ของ พระเจ้าโอกกากราช มีพระรัศมีรุ่งเรือง เป็นนายกของโลก เสด็จออกผนวชจากพระนครกบิลพัสดุ์ เป็นผู้ตรัสรู้ด้วย พระองค์เอง ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ทรงบรรลุอภิญญา และทศพลญาณครบถ้วน ทรงมีพระจักษุในสรรพธรรม ทรง บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง ทรงน้อมไปใน ธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว ในโลก มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรม ท่านจงไปทูลถาม พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด พระองค์จักตรัสพยากรณ์ ข้อความนั้นแก่ท่าน ฯ พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า สัมพุทโธ เป็นผู้มีใจเฟื่องฟู มีความโศกเบาบาง และได้ปีติอันไพบูลย์ พราหมณ์พาวรี นั้นมีใจชื่นชมเบิกบาน เกิดความโสมนัส จึงถามเทวดานั้น ว่า พระโลกนาถประทับอยู่ในคามนิคมหรือในชนบทไหน ข้าพเจ้าจะพึงไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์ได้ ในที่ใด ฯ เทวดาตอบว่า พระชินเจ้าผู้ศากยบุตร ทรงมีพระปัญญามาก มีพระปัญญา ประเสริฐ กว้างขวาง ทรงปราศจากธุระ หาอาสวะมิได้ องอาจกว่านระ ทรงรู้ธรรมเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ ศีรษะตกไป ประทับอยู่ในมันทิรสถานของชนชาวโกศล ในพระนครสาวัตถี ฯ ลำดับนั้น พราหมณ์พาวรี เรียกพราหมณ์ทั้งหลายผู้ถึงฝั่งแห่ง มนต์ซึ่งเป็นศิษย์มาสั่งว่าดูกรมาณพทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจง มาเถิด เราจักบอกแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟังคำ ของเรา ความปรากฏแห่งพระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดอันสัตว์ ได้ยากเนืองๆ ในโลกนี้ วันนี้ พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ปรากฏว่าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ท่านทั้งหลายจงรีบไป เมืองสาวัตถี เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์เถิด ฯ พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ทั้งหลายซักถามด้วยคาถาว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เห็นแล้วจะพึง รู้ว่า ท่านผู้นี้เป็นพระสัมพุทธเจ้าด้วยอุบายอย่างไรเล่า ขอ ท่านจงบอกอุบายที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะพึงรู้จักพระสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ไม่รู้เถิด ฯ พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า ก็มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มาแล้วในมนต์ทั้งหลาย อันพราหมณาจารย์ทั้งหลายพยากรณ์ไว้บริบูรณ์แล้วตามลำดับ ว่ามหาปุริสลักษณะทั้งหลาย มีอยู่ในวรกายของพระมหา- บุรุษใด พระมหาบุรุษนั้น มีคติเป็น ๒ เท่านั้น คติที่ ๓ ไม่มีเลย คือ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นอยู่ครองเรือน จะพึงชนะ ทั่วปฐพีนี้ จะทรงปกครองโดยธรรม ด้วยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา ถ้าออกบวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม มีหลังคาคือกิเลส อันเปิดแล้ว ท่านทั้งหลายจงถามถึงชาติ โคตร ลักษณะ มนต์ และศิษย์เหล่าอื่นอีกและถามถึงศีรษะและธรรมเป็นเหตุ ให้ศีรษะตกไปด้วยใจเทียว ถ้าว่าท่านนั้นจักเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมอันหาเครื่องกางกั้นมิได้ไซร้ จักวิสัชนา ปัญหาอันท่านทั้งหลายถามด้วยใจด้วยวาจาได้ ฯ พราหมณ์มาณพผู้เป็นศิษย์ ๑๖ คน คือ อชิตะ ๑ ติสส- เมตเตยยะ ๑ ปุณณกะ ๑ เมตตคู ๑ โธตกะ ๑ อุปสีวะ ๑ นันทะ ๑ เหมกะ ๑ โตเทยยะ ๑ กัปปะ ๑ ชตุกัณณี ผู้เป็นบัณฑิต ๑ ภัทราวุธะ ๑ อุทยะ ๑ โปสาลพราหมณ์ ๑ โมฆราชผู้มีเมธา ๑ ปิงคิยะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ๑ พราหมณ์ มาณพทั้งปวง คนหนึ่งๆ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ปรากฏแก่ โลกทั้งปวง เป็นผู้เพ่งฌาน มีปัญญาทรงจำ อันวาสนา ในก่อนอบรมแล้ว ทรงชฏาหนังเสือเหลือง ได้ฟังคำของ พราหมณ์พาวรีแล้ว อภิวาทพราหมณ์พาวรี กระทำประทักษิณ แล้ว บ่ายหน้าต่อทิศอุดร มุ่งไปยังที่ตั้งแห่งแว่นแคว้นมุฬกะ เมืองมาหิสสติ ในคราวนั้น เมืองอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสะ เมืองวนนคร เมืองโกสัมพี เมืองสาเกต เมืองสาวัตถีอันเป็นเมืองอุดม เมืองเสตพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ เมืองกุสินารามันทิรสถาน (เมืองมันทิระ) เมืองปาวาโภคนคร เมืองเวสาลี เมืองราชคฤห์ และปาสาณกเจดีย์อันเป็น รมณียสถานที่น่ารื่นรมย์ใจ พราหมณ์มาณพทั้งหลายพากัน ยินดีได้รีบด่วนขึ้นสู่เจติยบรรพต เหมือนบุคคลผู้กระหายน้ำ ยินดีน้ำเย็น เหมือนพ่อค้ายินดีลาภใหญ่ และเหมือนบุคคล ถูกความร้อนแผดเผายินดีร่มเงา ฉะนั้น ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ทรงแสดงธรรม แก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ ประหนึ่งราชสีห์บันลืออยู่ในป่า ฉะนั้น อชิตมาณพได้เห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระรัศมีเรื่อเรือง เหลืองอ่อน ถึงความบริบูรณ์ดังดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ลำดับนั้น อชิตมาณพได้เห็นพระอวัยวะอันบริบูรณ์ ในพระกายของ พระผู้มีพระภาคนั้น มีความร่าเริงยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้ทูลถามปัญหาด้วยใจว่าขอพระองค์จงตรัสบอกอ้าง (ชาติ) อายุ โคตร พร้อมทั้งลักษณะ และขอได้ตรัสบอกการถึง ความสำเร็จในมนต์ทั้งหลายแห่งอาจารย์ของข้าพระองค์เถิด พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ย่อมบอกมนต์กะศิษย์มี ประมาณเท่าไร พระเจ้าข้า ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ก็พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของท่านนั้น มีอายุร้อยยี่สิบปี ชื่อพาวรีโดยโคตร ลักษณะในกายของพราหมณ์พาวรีนั้น มี ๓ ประการ พราหมณ์พาวรีนั้นเรียนจบไตรเพท ในตำรา ทำนายมหาปุริสลักษณะ คือ คัมภีร์อิติหาสพร้อมทั้งคัมภีร์ นิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์ ถึงซึ่งความสำเร็จในธรรม แห่งพราหมณ์ของตนย่อมบอกมนต์กะมาณพ ๕๐๐ ฯ อชิตมาณพทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ขอพระองค์จงค้นคว้าลักษณะ ทั้งหลายของพราหมณ์พาวรี ขอทรงประกาศตัดความทะเยอ ทะยาน อย่าให้ข้าพระองค์มีความสงสัยเถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมาณพ พราหมณ์พาวรีนั้น ย่อมปกปิดมุขมณฑล (หน้า) ด้วยชิวหาได้ มีอุณาโลมชาติในระหว่างคิ้ว มี คุยหฐานอยู่ในฝักท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ฯ ชนทั้งปวงไม่ได้ยินใครๆ ผู้ถามเลย ได้ฟังปัญหาที่พระผู้มี- พระภาคทรงพยากรณ์แล้ว (นึกคิดอยู่) คิดพิศวงอยู่ เกิด ความโสมนัสประนมอัญชลี (สรรเสริญ) ว่า พระผู้มีพระภาค เป็นอะไรหนอ เป็นเทวดาหรือเป็นพรหม หรือเป็นท้าว สุชัมบดีจอมเทพ เมื่อปัญหาอันผู้ถามถามแล้วด้วยใจ ข้อ ปัญหานั้นไฉนมาแจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคได้ ฯ อชิตมาณพทูลถามด้วยใจต่อไปว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ท่านพราหมณ์พาวรีถามถึงธรรมเป็น ศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ขอพระองค์ตรัส พยากรณ์ข้อนั้นกำจัดความสงสัยของพวกข้าพระองค์ผู้เป็นฤาษี เสียเถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ท่านจงรู้เถิดว่า อวิชชาชื่อว่าธรรมเป็นศีรษะ วิชชาประกอบ ด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ ชื่อว่าเป็น ธรรมเครื่องให้ศีรษะตกไป ลำดับนั้น อชิตมาณพมีความ โสมนัสเป็นอันมาก เบิกบานใจ กระทำหนังเสือเหลือง เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง หมอบลงแทบพระบาทยุคลด้วยเศียร เกล้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พราหมณ์พาวรีผู้เจริญ มีจิตเบิกบาน ดีใจ พร้อมด้วยศิษย์ ทั้งหลายขอไหว้พระบาทยุคล (ของพระผู้มีพระภาค) ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาณพ พราหมณ์พาวรีพร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลาย จงเป็น ผู้ถึงความสุขเถิด แม้ถึงท่านก็จงเป็นผู้ถึงความสุข จงเป็น อยู่สิ้นกาลนานเถิด ก็ท่านทั้งหลายมีโอกาสอันเราได้กระทำ แล้ว ปรารถนาในใจเพื่อจะถามปัญหาข้อใดข้อหนึ่ง ก็จง ถามความสงสัยทุกๆ อย่างของพราหมณ์พาวรีหรือของท่าน ทั้งปวงเถิด อชิตมาณพมีโอกาสอันพระสัมพุทธเจ้ากระทำแล้ว นั่งลงประนมอัญชลี ทูลถามปัญหาทีแรกกะพระตถาคต ณ ที่นั้น ฉะนี้แล ฯ จบวัตถุกถา
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา ๕. ปารายนวรรค หมวดว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง วัตถุกถา พราหมณ์พาวรีส่งศิษย์ไปทูลถามปัญหา
เรื่องพราหมณ์พาวรีผู้เรียนจบมนตร์ ปรารถนาความเป็นผู้ไม่มีกังวล จึงเดินทางออกจากแคว้นโกศลอันรื่นรมย์ ไปสู่ทักขิณาปถชนบท
ท่านอาศัยอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี อันเป็นพรมแดนแคว้นอัสสกะและแคว้นมุฬกะต่อกัน (เลี้ยงชีพ) อยู่ด้วยการเที่ยวภิกษาและผลไม้
เพราะอาศัยพราหมณ์นั้นนั่นเอง หมู่บ้านจึงได้เจริญไพบูลย์ ท่านได้ประกอบพิธีมหายัญขึ้น ด้วยรายได้ที่เกิดจากหมู่บ้านนั้น
ท่านบูชาพิธีมหายัญเสร็จแล้ว ก็กลับเข้าอาศรม เมื่อท่านกลับเข้าอาศรมแล้ว พราหมณ์อีกคนหนึ่งก็เดินทางมาถึง
พราหมณ์ที่มาพบนั้น มีเท้าเดินเสียดสีกัน ท่าทางน่ากลัวมีฟันเขลอะ ศีรษะเกลือกกลั้วด้วยสิ่งสกปรก เข้าไปหาพราหมณ์พาวรีแล้ว ขอทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑-๕๖/๑-๑๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา
พราหมณ์พาวรีเห็นเขานั้นแล้วก็เชิญให้นั่ง ไต่ถามถึงความสุขความสบาย จึงกล่าวคำนี้ว่า
สิ่งของที่ควรให้ซึ่งเป็นของเราทั้งหมด เราบริจาคไปแล้ว พราหมณ์เอ๋ย ท่านจงเชื่อเราเถิด เราไม่มีทรัพย์ ๕๐๐ เลย
(ปังกทันตพราหมณ์กล่าวว่า) ถ้าเมื่อเราขอ ท่านไม่ให้สิ่งที่มีอยู่ ในวันที่ ๗ ขอให้ศีรษะท่านแตกเป็น ๗ เสี่ยง
พราหมณ์นั้นเป็นคนโกหก แสดงท่าทาง(หลอกลวง)กล่าวคำทำให้น่ากลัว พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำพูดของเขาแล้วก็เป็นทุกข์
(พราหมณ์พาวรี) ถูกลูกศรคือความโศกเสียบแทงแล้ว ไม่บริโภคอาหาร ซูบผอม เมื่อท่านมีความคิดอย่างนั้น ใจก็ไม่ยินดีในฌาน
เทวดา ผู้ปรารถนาประโยชน์ เห็นพราหมณ์พาวรีหวาดกลัว เป็นทุกข์อยู่ จึงเข้าไปหาท่านแล้วกล่าวคำนี้ว่า
พราหมณ์ผู้ต้องการทรัพย์นั้น เป็นคนโกหก เขาไม่รู้จักศีรษะ ไม่มีความรู้เรื่องศีรษะ และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป
พราหมณ์พาวรีคิดว่า เทวดาผู้เจริญนี้คงจะรู้ (จึงกล่าวไปว่า) ข้าพเจ้าขอถามเรื่องศีรษะ และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป @เชิงอรรถ : @ เทวดา ผู้สิงสถิตอยู่ในอาศรมของพราหมณ์พาวรี (ขุ.สุ.อ. ๒/๙๙๓/๔๒๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา ขอท่านจงบอกเรื่องนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าขอฟังคำตอบของท่าน
(เทวดากล่าวว่า) แม้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักเรื่องศีรษะ และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ เรื่องศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป เป็นวิสัยของพระชินเจ้าเท่านั้น
(พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า) เทวดา ก็ใครเล่าในปฐพีมณฑลนี้ รู้จักเรื่องศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ขอท่านจงบอกผู้นั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
(เทวดากล่าวว่า) พระโอรสของเจ้าศากยะ เป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าโอกกากะ เสด็จออกผนวชจากกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก เป็นผู้ก่อความสว่างไสว
(เทวดากล่าวว่า) พราหมณ์ เจ้าศากยบุตรพระองค์นั้น เป็นพระสัมพุทธเจ้า ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง บรรลุกำลังแห่งอภิญญาทั้งหมดแล้ว มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงถึงธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงน้อมพระทัยไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๓๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา
พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระพุทธเจ้าในโลก มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรม ท่านจงไปทูลถามพระองค์เถิด พระองค์จักตรัสตอบปัญหานั้นแก่ท่านได้
พราหมณ์พาวรีได้ฟังคำว่า พระสัมพุทธเจ้า ก็มีความเบิกบานใจ มีความโศกเบาบางและได้รับปีติเปี่ยมล้น
พราหมณ์พาวรีนั้นดีใจ เบิกบานใจ เกิดความปลาบปลื้มใจ จึงไต่ถามเทวดาถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น (และประกาศว่า) พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ประทับอยู่ ณ ที่ไหน จะเป็นบ้าน นิคม หรือชนบทใดก็ตาม พวกเราพึงไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้า ผู้สูงสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
(เทวดากล่าวว่า) เจ้าศากยบุตรพระองค์นั้น ทรงชนะมาร มีพระปัญญากว้างขวาง มีพระปัญญาล้ำเลิศแผ่ไพศาลยิ่ง ทรงปราศจากธุระ ไม่มีอาสวะ ทรงเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องศีรษะและธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป ทรงเป็นผู้องอาจกว่านรชน ประทับอยู่ ณ มณเฑียรสถานของชนชาวโกศล เขตกรุงสาวัตถี
ลำดับนั้น พราหมณ์พาวรีได้เรียกพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เป็นศิษย์ ซึ่งเรียนจบมนตร์มากล่าวว่า มาณพทั้งหลาย มานี่เถิด เราจักบอก ขอพวกเธอจงฟังคำของเรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๓๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา
(พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า) ความที่พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดปรากฏเนืองๆ ในโลก นั่นหาได้ยาก วันนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ปรากฏพระนามว่า พระสัมพุทธเจ้า เธอทั้งหลายจงรีบไปกรุงสาวัตถี เข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ผู้สูงสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
(มาณพทั้งหลายถามว่า) ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าข้าพเจ้าทั้งหลายพบแล้ว จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพระพุทธเจ้า ขอท่านจงบอกวิธีที่จะรู้จักพระองค์ แก่พวกข้าพเจ้าผู้ไม่รู้ด้วยเถิด
(พราหมณ์พาวรีกล่าวว่า) ก็ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ อันมาแล้วในมนตร์ทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้แจ่มแจ้งครบถ้วนโดยลำดับว่า
บุคคลใดมีลักษณะมหาบุรุษเหล่านั้นอยู่ในตัว บุคคลนั้นมีคติเป็น ๒ อย่างเท่านั้น มิได้มีคติเป็นที่ ๓ เลย
คือ ถ้าบุคคลนั้นอยู่ครองเรือนจะพึงครอบครองแผ่นดินนี้ ย่อมปกครองโดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๓๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา
แต่ถ้าบุคคลนั้นออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม มีกิเลสดุจเครื่องปิดบัง อันเปิดแล้ว
พวกเธอจงทูลถามด้วยใจเท่านั้น ถึงชาติ โคตร ลักษณะ มนตร์ ศิษย์คนอื่นๆ ศีรษะ และธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป
ถ้าบุคคลนั้นเป็นพระพุทธเจ้า ผู้มีปกติเห็นธรรมหาเครื่องกางกั้นมิได้ เมื่อพวกเธอถามปัญหาด้วยใจแล้ว ก็จักทรงวิสัชนาด้วยพระวาจา
ครั้นได้ฟังคำของพราหมณ์พาวรีแล้ว พราหมณ์ ๑๖ คน ผู้เป็นศิษย์ คือ (๑) อชิตะ (๒) ติสสเมตเตยยะ (๓) ปุณณกะ (๔) เมตตคู
(๕) โธตกะ (๖) อุปสีวะ (๗) นันทะ (๘) เหมกะ (๙) โตเทยยะ (๑๐) กัปปะ (๑๑) ชตุกัณณิ ผู้เป็นบัณฑิต
(๑๒) ภัทราวุธ (๑๓) อุทัย (๑๔) โปสาละ (๑๕) โมฆราช ผู้มีปัญญา (๑๖) ปิงคิยะ ผู้เป็นมหาฤๅษี
พราหมณ์ผู้เป็นศิษย์ ๑๖ คนนั้น แต่ละคนเป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ มีชื่อปรากฏแก่ชาวโลกทั่วไป เป็นผู้บำเพ็ญฌาน ยินดีในฌาน @เชิงอรรถ : @ กิเลสดุจเครื่องปิดบัง มี ๕ อย่าง คือ ตัณหา ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต และอวิชชา (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๑๘/๓๘๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๔๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา เป็นผู้ทรงปัญญาปราดเปรื่อง เคยอบรมวาสนาแต่ชาติปางก่อน ทั้งนั้น
ทุกคนเกล้าชฎาและครองหนังเสือ อภิวาทพราหมณ์พาวรีและทำประทักษิณแล้ว ต่างออกเดินทาง มุ่งหน้าไปทางทิศอุดร
สู่สถานเป็นที่ตั้งแคว้นอุฬกะ เมืองมาหิสสติในกาลนั้น กรุงอุชเชนี เมืองโคนัทธะ เมืองเวทิสา เมืองวนสวหยะ
กรุงโกสัมพี เมืองสาเกต กรุงสาวัตถีอันอุดม เมืองเสตัพยะ กรุงกบิลพัสดุ์ กรุงกุสินารา
กรุงปาวา โภคนคร กรุงเวสาลี แคว้นมคธ และปาสาณกเจดีย์อันรื่นรมย์ น่ารื่นเริงใจ
พราหมณ์เหล่านั้นรีบขึ้นสู่ภูเขา เหมือนคนกระหายน้ำ รีบหาน้ำเย็นดื่ม เหมือนพ่อค้าได้ลาภใหญ่มาครอง และเหมือนคนถูกความร้อนแผดเผารีบหาร่มเงา ฉะนั้น
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ ประหนึ่งว่าราชสีห์บันลือสีหนาทอยู่ในป่า @เชิงอรรถ : @ มาณพ ๑๖ คนนี้ได้เคยบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปะ แล้วอบรมจิตเพื่อเป็นบุญ@วาสนาที่จะติดตามตัวไป (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๐๑๓-๑๐๑๘/๔๓๐) @ วนสวหยะ มีชื่อ ๒ ชื่อ คือ (๑) ปวนนคร (๒) วนสาวัตถี (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๐๑๓-๑๐๑๘/๔๓๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๔๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา
อชิตมาณพได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นดุจดวงอาทิตย์อันมีรัศมีเจิดจ้า และดุจดวงจันทร์เต็มดวงในวันเพ็ญ ฉะนั้น
ลำดับนั้น อชิตมาณพยืนอยู่ ณ ที่สมควร รื่นเริงใจเพราะได้เห็นอนุพยัญชนะ บริบูรณ์ในพระวรกายของพระผู้มีพระภาค จึงได้ทูลถามปัญหาด้วยใจว่า
(อชิตมาณพทูลถามปัญหาทางใจว่า) ขอพระองค์ตรัสระบุให้แน่ชัด ถึงชาติ โคตรพร้อมด้วยลักษณะ ขอจงตรัสบอกความสำเร็จในมนตร์ทั้งหลายว่า พราหมณ์สอนมาณพเท่าไร
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) พราหมณ์นั้นมีอายุ ๑๒๐ ปี ชื่อพาวรีโดยโคตร มีลักษณะ ๓ อย่างอยู่ในตัว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท
พราหมณ์พาวรีนั้นถึงความสำเร็จ ในลักษณะมนตร์ และประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ และเกฏุภศาสตร์ @เชิงอรรถ : @ ประวัติศาสตร์ คือ พงศาวดารเล่าเรื่องเก่าๆ มักจะมีคำว่า สิ่งนี้ได้เป็นมาอย่างนี้@ นิฆัณฑุศาสตร์ คัมภีร์ประเภทศัพท์มูลวิทยา (Etymology) คลังศัพท์ (lexicon) หรือภิธานศัพท์ (Glossary)@ที่รวบรวมคำศัพท์ ในพระเวทซึ่งเป็นคำยาก หรือคำที่เลิกใช้แล้ว นำมาอธิบายความหมายเป็นส่วนหนึ่ง@ของนิรุกติ ซึ่งเป็น ๑ ในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ (ที.สี.อ. ๑/๒๕๖/๒๒๒, ขุ.จู.อ. ๑๕/๑๔)@ เกฏุภศาสตร์ คัมภีร์ว่าด้วยกฎเกณฑ์การใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมแก่การประกอบพิธีกรรมต่างๆ เป็นส่วน@หนึ่งของกัลปะ ซึ่งเป็น ๑ ในเวทางคศาสตร์ ๖ ของศาสนาพราหมณ์ (ที.สี.อ. ๑/๒๕๖/๒๒๒, ขุ.จู.อ. ๑๕/๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๔๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา ชื่อว่าถึงความสำเร็จในหลักธรรมของตน กล่าวสอนมนตร์แก่ศิษย์จำนวน ๕๐๐ คน
(อชิตมาณพทูลถามว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน ผู้ตัดตัณหาเสียได้ ขอพระองค์จงทรงประกาศความเด่นชัด แห่งลักษณะของพราหมณ์พาวรี อย่าให้พวกข้าพระองค์มีความสงสัยเลย
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) พราหมณ์นั้นย่อมใช้ลิ้นปิดหน้าได้ มีอุณาโลมอยู่ระหว่างคิ้ว มีคุยหฐานซ่อนอยู่ในฝัก มาณพ เธอจงรู้อย่างนี้เถิด
ชนทั้งปวงไม่ได้ยินใครถามปัญหาอะไร ได้ยินแต่ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงตอบ ก็ปลาบปลื้มใจประนมอัญชลีแล้วพากันคิดไปต่างๆ ว่า
ใครหนอ เป็นเทพ เป็นพระพรหม หรือเป็นพระอินทร์ผู้สุชัมบดี เมื่อถามปัญหาด้วยใจ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหานั้นกับใครเล่า
(อชิตมาณพกราบทูลว่า) พราหมณ์พาวรีถามเรื่องศีรษะ และธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๕. ปารายนวรรค] วัตถุกถา ขอพระองค์ตรัสตอบปัญหานั้น กำจัดความสงสัยของพวกข้าพระองค์ด้วยเถิด
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) เธอจงรู้เถิดว่า อวิชชาเป็นศีรษะ วิชชาที่ประกอบด้วยสัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ และวิริยะ เป็นธรรมที่ทำให้ศีรษะตกไป
ลำดับนั้น อชิตมาณพมีความปลาบปลื้มใจมากล้น สนับสนุนแล้ว ทำหนังเสือเฉวียงบ่า ซบศีรษะลงแทบพระยุคลบาท
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ผู้มีพระจักษุ พราหมณ์พาวรีพร้อมด้วยเหล่าศิษย์มีจิตเบิกบาน ดีใจ ขอถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระองค์
(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ขอพราหมณ์พาวรีพร้อมด้วยเหล่าศิษย์ จงมีความสุข และแม้เธอเองก็ขอให้มีความสุข มีชีวิตอยู่ยืนนานเถิด มาณพ
เราให้โอกาสแก่พราหมณ์พาวรี แก่เธอและมาณพทั้งหมดถามข้อสงสัยทั้งปวง พวกเธอปรารถนาจะถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จงถามเถิด
อชิตมาณพได้รับโอกาสจากพระสัมพุทธเจ้าแล้ว นั่งประคองอัญชลี ทูลถามปฐมปัญหากับพระตถาคต ณ ปาสาณกเจดีย์นั้น วัตถุกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๔๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาขุททกนิกาย สุตตนิบาต อรรถกถาวัตถุคาถา แห่งปารายนวรรค
____________________________
บาลีใช้ว่า วัตถุกถา
วัตถุคาถา แห่งปารายนวรรคมีคำเริ่มต้นว่า โกสลานํ ปุรา รมฺมา ดังนี้.
วัตถุคาถานี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
มีเรื่องอยู่ว่า ครั้งอดีตกาล มีช่างไม้คนหนึ่งชาวกรุงพาราณสี. ไม่มีใครเป็นสองในสำนักอาจารย์ของตน. ช่างไม้นั้นมีศิษย์ ๑๖ คน ศิษย์คนหนึ่งๆ มีอันเตวาสิกคนละ ๑,๐๐๐ คน. อาจารย์และอันเตวาสิกเหล่านั้นรวมเป็น ๑๖,๐๑๗ คนอย่างนี้. ทั้งหมดนั้นอาศัยกรุงพาราณสีเลี้ยงชีพ ได้ไปใกล้ภูเขาเอาไม้มาสร้างปราสาทชนิดต่างๆ ณ ที่นั้นขาย แล้วผูกแพนำมากรุงพาราณสีทางแม่น้ำคงคา หากพระราชาทรงต้องการก็จะสร้างปราสาทชั้นเดียว หรือเจ็ดชั้นถวาย หากไม่ทรงต้องการ ก็จะขายคนอื่นเลี้ยงบุตรภรรยา.
ลำดับนั้นวันหนึ่ง อาจารย์ของอันเตวาสิกเหล่านั้นคิดว่า เราไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเป็นช่างไม้ตลอดไป เพราะถึงคราวแก่ กรรมนี้ทำได้ยาก จึงเรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาบอกว่า นี่แน่ะท่านทั้งหลาย พวกท่านจงไปนำต้นไม้ที่มีแก่นน้อย มีต้นมะเดื่อเป็นต้นมา.
อันเตวาสิกเหล่านั้นรับคำแล้วต่างก็ไปนำมา.
อาจารย์นั้นเอาไม้ทำเป็นนกแล้วใส่เครื่องยนต์เข้าไปภายในนกนั้น. นกไม้กระโดดขึ้นสู่อากาศดุจพญาหงส์ เที่ยวไปเบื้องบนป่าแล้วลงเบื้องหน้าอันเตวาสิกทั้งหลาย.
ลำดับนั้น อาจารย์จึงถามศิษย์ทั้งหลายว่า นี่แน่ะท่านทั้งหลาย เราทำพาหนะไม้เช่นนี้ได้ ก็จะสามารถยึดราชสมบัติในชมพูทวีปได้ทั้งสิ้น แม้พวกท่านก็จงทำพาหนะไม้นั้น เราจะยึดราชสมบัติดำรงชีพ การเลี้ยงชีพด้วยศิลปะการเป็นช่างไม้ลำบาก.
ศิษย์เหล่านั้นได้ทำตามนั้นแล้วแจ้งให้อาจารย์ทราบ.
ลำดับนั้น อาจารย์จึงกล่าวกะพวกศิษย์ว่า เรายึดราชสมบัติที่ไหนก่อน. พวกศิษย์ตอบว่า ยึดราชสมบัติกรุงพาราณสีซิ ท่านอาจารย์. อาจารย์กล่าวว่า อย่าเลยพวกท่าน ไม่ดีดอก เพราะพวกเรายึดราชสมบัติกรุงพาราณสีได้ก็จะไม่พ้นจากการพูดถึงช่างไม้ว่า พระราชาช่างไม้ พระยุพราชช่างไม้ ชมพูทวีปออกใหญ่โต เราไปที่อื่นกันเถิด.
ลำดับนั้น พวกศิษย์พร้อมด้วยลูกเมียขึ้นพาหนะไม้ สอดอาวุธมุ่งหน้าไปหิมวันตประเทศ เข้าไปยังนครหนึ่งในหิมวันต์ไปปรากฏในพระราชมณเฑียรนั่นเอง. ศิษย์เหล่านั้นยึดราชสมบัติในนครนั้นอภิเษกอาจารย์ไว้ในราชสมบัติ.
อาจารย์นั้นได้ปรากฏชื่อว่า พระเจ้ากัฏฐวาหนะ แม้นครนั้นก็ได้ชื่อว่ากัฏฐวาหนนครเหมือนกัน เพราะพระเจ้ากัฏฐวาหนะยึดได้. แม้รัฐทั้งสิ้นก็มีชื่ออย่างนั้น.
พระราชากัฏฐาวหนะได้ทรงดำรงอยู่ในธรรม. อนึ่ง ทรงตั้งพระยุพราชและทรงตั้งศิษย์ ๑๖ คนไว้ในตำแหน่งอาจารย์. พระราชาทรงสงเคราะห์ศิษย์เหล่านั้นด้วยสังคหวัตถุ ๔ จึงเป็นแคว้นที่มั่งคั่งสมบูรณ์และไม่มีอันตรายทั้งชาวเมืองชาวชนบทนับถือพระราชาและข้าราชการเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเราได้พระราชาที่ดี ข้าราชบริพารก็เป็นคนดี.
อยู่มาวันหนึ่ง พวกพ่อค้าจากมัชฌิมประเทศนำสินค้ามาสู่กัฏฐวาหนนคร และนำเครื่องบรรณาการไปเฝ้าพระราชา. พระราชาตรัสถามว่า พวกท่านมาจากไหน. ทูลว่า ขอเดชะ มาจากกรุงพาราณสี พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามเรื่องราวทั้งหมด ณ กรุงพาราณสีนั้นแล้วตรัสว่า พวกท่านจงนำมิตรภาพของเราไปทูลกับพระราชาของพวกท่านเถิด. พ่อค้าเหล่านั้นรับพระราชดำรัสแล้ว. พระราชาพระราชทานเสบียงแก่พวกพ่อค้าเหล่านั้น เมื่อถึงเวลาไปยังตรัสชี้แจงด้วยความใส่พระทัย. พวกพ่อค้ากลับไปกรุงพาราณสีได้กราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ.
พระราชาตรัสว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะงดเก็บส่วยของพ่อค้าที่มาจากแคว้นกัฏฐวาหนะ แล้วทรงให้ป่าวประกาศว่า พระราชากัฏฐวาหนะจงเป็นพระสหายของเรา. พระราชาทั้งสองได้เป็นมิตรกันโดยไม่ได้เห็นกันเลย. แม้พระราชากัฏฐวาหนะก็ทรงให้ป่าวประกาศไปทั่วนครว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านจงงดเก็บส่วยของพ่อค้าที่มาจากกรุงพาราณสี และควรให้เสบียงแก่พวกเขาด้วย.
ลำดับนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงส่งพระราชสารไปถวายแด่พระเจ้ากัฏฐวาหนะว่า หากมีอะไรแปลกๆ อันสมควรเพื่อจะเห็นเพื่อจะฟังในชนบทนั้นเกิดขึ้น ให้ข้าพระองค์ได้เห็นและได้ฟังบ้าง. พระราชากัฏฐวาหนะทรงส่งพระราชสารตอบถวายพระราชาพาราณสีเหมือนกัน.
เมื่อพระราชาทั้งสองทรงกระทำกติกากันอยู่อย่างนี้ คราวหนึ่ง พระราชากัฏฐวาหนะได้ผ้ากัมพลเนื้อละเอียดยิ่งนัก มีค่ามากเหลือเกินมีสีคล้ายรัศมีพระอาทิตย์อ่อนๆ. พระราชากัฏฐวาหนะทอดพระเนตรเห็นผ้ากัมพลเหล่านั้น ทรงดำริว่าเราจักส่งไปให้สหายของเรา จึงให้ช่างทำงาสลักผอบงา ๘ ใบเอาผ้ากัมพลใส่ลงในผอบเหล่านั้น ให้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับครั่งทำก้อนครั่งกลมหุ้มข้างนอก เอาครั่งเป็นก้อนกลม ๘ ก้อนใส่ไว้ในสมุกเอาผ้าพันไว้ประทับตราแล้ว ทรงส่งอำมาตย์ไปรับสั่งว่า พวกท่านจงนำไปถวายพระราชาพาราณสี และทรงจารึกพระอักษรว่า บรรณาการนี้อันหมู่อำมาตย์ท่ามกลางพระนครพึงสนใจ.
พวกอำมาตย์พากันไปได้ถวายแด่พระเจ้าพาราณสี.
พระเจ้าพาราณสีทรงอ่านคำจารึกแล้วรับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์ แกะตราประทับคลี่ผ้าพันออก เปิดสมุกทรงเห็นก้อนครั่งกลม ๘ ก้อน ทรงเขินว่าสหายของเราส่งก้อนครั่งกลมให้เรา คล้ายกับให้เด็กอ่อนเล่นก้อนครั่งกลมจึงทรงทุบก้อนครั่งก้อนหนึ่ง ณ พระที่นั่งของพระองค์ ทันใดนั้นเอง ครั่งก็ตกมา ผอบงาแยกออกเป็นสองส่วนทอดพระเนตรเห็นผ้ากัมพลอยู่ข้างใน จึงทรงเปิดผอบอื่นๆ ในผอบทั้งหมดได้มีเหมือนๆ กัน. ผ้ากัมพลผืนหนึ่งๆ ยาว ๑๖ ศอก กว้าง ๘ ศอก.
มหาชนเห็นดังนั้นต่างก็ดีดนิ้วมือยกท่อนผ้าโบก ได้มีความพอใจว่า พระราชากัฏฐวาหนะ พระอทิฏฐสหาย (สหายที่ไม่เคยเห็นกัน) ของพระราชาของเราทรงส่งบรรณาการเช่นนี้มาถวาย การทำไมตรีเช่นนี้สมควรแล้ว.
พระราชารับสั่งให้เรียกพ่อค้ามาตีราคาผ้ากัมพลผืนหนึ่งๆ ผ้ากัมพลทั้งหลายหาค่ามิได้เลย. ลำดับนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงดำริว่า การส่งบรรณาการภายหลัง ควรจะส่งให้เหนือกว่าบรรณการที่ส่งมาครั้งแรก สหายของเราส่งบรรณาการหาค่ามิได้มาให้เรา เราควรจะส่งอะไรให้สหายดีหนอ.
ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะทรงอุบัติขึ้นแล้ว ประทับอยู่ ณ กรุงพาราณสี. ครั้งนั้น พระราชาได้มีพระราชดำริว่า สิ่งอื่นจะสูงสุดยิ่งกว่าพระรัตนตรัยไม่มี เอาเถิด เราจะส่งข่าวว่าพระรัตนตรัยเกิดขึ้นแล้วแก่สหาย.
พระเจ้าพาราณสีนั้นตรัสให้จารึกคาถานี้ว่า
พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นพร้อมแล้วในโลก
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง พระธรรมเกิด
ขึ้นพร้อมแล้วในโลก เพื่อความสุขแก่สัตว์ทั้งปวง
พระสงฆ์เกิดขึ้นพร้อมแล้วในโลก เป็นบุญเขตที่
ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า ดังนี้.
และให้จารึกการปฏิบัติของภิกษุรูปหนึ่งตราบเท่าถึงพระอรหัตด้วยชาดสีแดงลงบนแผ่นทอง ใส่ลงในสมุกทำด้วยแก้ว ๗ ประการ ใส่สมุกนั้นลงในสมุกทำด้วยแก้วมณีใส่สมุกทำด้วยแก้วมณีลงในสมุกแก้วตาแมว ใส่สมุกแก้วตาแมว ลงในสมุกทับทิม ใส่สมุกทับทิมลงในสมุกทองคำ ใส่สมุกทองคำลงในสมุกเงิน ใส่สมุกเงินลงในสมุกงาช้าง ใส่สมุกงาช้างลงในสมุกไม้แก่น ใส่สมุกไม้แก่นลงในหีบ เอาผ้าพันหีบประทับตรา ทรงให้นำช้างเมามันตัวประเสริฐมีธงทองคำประดับด้วยทองคำคลุมด้วยตาข่ายทองให้ตกแต่งบัลลังก์บนช้างนั้น แล้วยกหีบวางไว้บนบัลลังก์ กั้นเศวตฉัตร บูชาด้วยของหอมและดอกไม้ทุกชนิด ขับเพลงสรรเสริญหนึ่งร้อยด้วยกังสดาลทุกชนิดเคลื่อนไป ให้ตกแต่งทางจนถึงเขตรัชสีมาของพระองค์ แล้วทรงนำไปด้วยพระองค์เอง. เสด็จประทับอยู่ ณ ทางนั้นแล้ว ทรงส่งบรรณาการไปถึงเจ้าประเทศราชทั้งหลายว่า อันพวกเราผู้เคารพอย่างนี้ควรส่งบรรณาการนี้ไป.
พระราชาเหล่านั้นได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงเสด็จมาต้อนรับ ทรงนำไปจนถึงเขตรัชสีมาของพระราชากัฏฐวาหนะ.
แม้พระราชากัฏฐวาหนะได้ทรงสดับแล้วก็เสด็จมาต้อนรับทรงบูชาเหมือนอย่างนั้น ทูลเชิญเข้าพระนครรับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์ และพวกชาวพระนคร ทรงเปลื้องผ้าพันออกณ พระลานหลวง ทรงเปิดหีบทอดพระเนตรเห็นสมุกในหีบ แล้วทรงเปิดหีบทั้งหมดตามลำดับ ทอดพระเนตรเห็นจารึกบนแผ่นทองคำ ทรงพอพระทัยว่า สหายของเราทรงส่งรัตนบรรณาการซึ่งหาได้ยากอย่างยิ่งตลอดแสนกัป พวกเราได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟังว่า พุทฺโธ โลเก อุปปนฺโน พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้วในโลกดังนี้
ทรงดำริว่า ถ้ากระไร เราควรจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและฟังพระธรรม ดังนี้แล้วตรัสเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมารับสั่งว่า ได้ยินว่า พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะและพระสังฆรัตนะ อุบัติแล้วในโลกพวกท่านนึกว่าควรจะทำอะไร.
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ประทับอยู่ ณ ที่นี้แหละ พวกข้าพระองค์จักไปฟังข่าวดู พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น อำมาตย์ ๑๖ คนพร้อมด้วยบริวาร ๑๖,๐๐๐ คน ถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่าผิว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก ก็คงไม่มีการกลับมาเห็นอีก ผิว่า ไม่ทรงอุบัติ พวกข้าพระพุทธเจ้าจักกลับมา แล้วพากันไป.
ฝ่ายพระเจ้าหลานเธอของพระราชา ถวายบังคมพระราชาในภายหลังกราบทูลว่า แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จะไป.
พระราชาตรัสว่า เมื่อเจ้ารู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ ณ ที่นั้นแล้ว จงกลับมาบอกเราด้วย. พระเจ้าหลานเธอรับพระบัญชาแล้วจึงได้ไป.
พวกเขาแม้ทั้งหมดไปตลอดทางพักเพียงราตรีเดียว ก็ถึงพระนครพาราณสี. เมื่อพวกอำมาตย์ยังไปไม่ถึงนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเสียแล้ว. พวกเขาเที่ยวไปจนทั่ววิหารเห็นสาวกอยู่กันพร้อมหน้า จึงถามว่า ใครเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน.
สาวกเหล่านั้นจึงบอกแก่พวกเขาว่า พระพุทธเจ้านิพพานเสียแล้ว.
พวกอำมาตย์เหล่านั้นพากันคร่ำครวญว่า โอ เรามาไกล แต่ไม่ได้แม้เพียงเห็น จึงถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า พระโอวาทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานไว้ยังมีอยู่หรือ.
พระสาวกเหล่านั้นกล่าวว่า มีอยู่อุบาสก คือพึงตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย พึงสมาทานศีล ๕ พึงเข้าอยู่จำอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ พึงให้ทาน พึงปฏิบัติธรรม.
อำมาตย์เหล่านั้นครั้นได้ฟังแล้วพากันบวชทั้งหมด เว้นอำมาตย์ผู้เป็นพระเจ้าหลานเธอนั้น. อำมาตย์ผู้เป็นพระเจ้าหลานเธอ ถือเอาบริโภคธาตุ มุ่งหน้ากลับไปยังแคว้นกัฏฐวาหนะ. ต้นโพธิ บาตรและจีวรเป็นต้น ชื่อว่า บริโภคธาตุ. พระเจ้าหลานเธอนี้ถือเอาธมกรก (หม้อกรองน้ำ) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และพาพระเถระรูปหนึ่งผู้ทรงธรรมและวินัยไปยังพระนครโดยลำดับได้กราบทูลพระราชาว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลกและเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้กราบทูลถึงโอวาทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานไว้.
พระราชาเสด็จเข้าไปหาพระเถระฟังธรรมแล้วรับสั่งให้สร้างวิหารประดิษฐานพระเจดีย์ ปลูกต้นโพธิ ทรงดำรงอยู่ในพระรัตนตรัย และศีล ๕ เป็นนิจ ทรงเข้าอยู่จำอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ทรงให้ทาน ทรงดำรงอยู่ตราบเท่าอายุแล้วไปบังเกิดในกามาวจรเทวโลก. แม้อำมาตย์ ๑๖,๐๐๐ คนก็พากันบวชถึงมรณภาพเยี่ยงปุถุชน ได้ไปเป็นบริวารของพระราชานั้นนั่นเอง.
อำมาตย์เหล่านั้นอยู่ในเทวโลกสิ้นไปพุทธันดรหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรายังไม่ทรงอุบัติ ได้เคลื่อนจากเทวโลกอาจารย์เกิดเป็นบุตรของปุโรหิตผู้เป็นพระชนกของพระเจ้าปเสนทิ มีชื่อว่า พาวรี ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓ ประการ ถึงฝั่งแห่งไตรเพท เมื่อบิดาล่วงลับไปได้ดำรงตำแหน่งปุโรหิตแทน.
แม้อำมาตย์ที่เหลืออีก ๑๖,๐๐๐ คนได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ที่กรุงสาวัตถีนั้นนั่นเอง. บรรดาอันเตวาสิก ๑๖,๐๐๐ คนเหล่านั้น อันเตวาสิกผู้ใหญ่ ๑๖ คนได้เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์. อันเตวาสิก ๑๖,๐๐๐ คนนอกนั้นก็ได้เรียนศิลปะในสำนักของอันเตวาสิก ๑๖ คนนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ทั้งหมดจึงมาประชุมกันอีก.
แม้พระราชามหาโกศลก็ได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว. จึงได้อภิเษกพระเจ้าปเสนทิขึ้นครองราชสมบัติ. พาวรีพราหมณ์ก็ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทินั้น. พระราชาได้พระราชทานสิ่งของที่พระชนกพระราชทานไว้ และสมบัติอื่นแก่พาวรีปุโรหิต. แม้พระราชานั้นเมื่อยังทรงพระเยาว์ ก็ได้เรียนศิลปะในสำนักของพาวรีปุโรหิตเหมือนกัน.
ลำดับนั้น พาวรีได้ทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์จักบวช. พระราชาตรัสว่า ท่านอาจารย์ เมื่อท่านดำรงอยู่ก็เหมือนบิดาของข้าพเจ้ายังอยู่ท่านอย่าบวชเลย. พาวรีทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์จักบวชแน่พระเจ้าข้า. พระราชาไม่ทรงสามารถห้ามได้ จึงทรงขอร้องว่า ขอท่านจงบวชอยู่ในพระราชอุทยานนี้เถิด ข้าพเจ้าจะได้เห็นทุกเย็นและเช้า. อาจารย์พร้อมด้วยศิษย์ ๑๖ คนกับบริวารอีก ๑๖,๐๐๐ คนได้บวชเป็นดาบสอยู่ในพระราชอุทยาน. พระราชาทรงบำรุงด้วยปัจจัย ๔ เสด็จไปทรงอุปัฏฐากอาจารย์นั้นทุกเวลาเย็นและเวลาเช้า.
อยู่มาวันหนึ่ง อันเตวาสิกทั้งหลายกล่าวกะอาจารย์ว่า การอยู่ใกล้พระนครมีเครื่องพัวพันมาก ท่านอาจารย์ เราไปหาโอกาสที่ไม่มีชนรบกวนเถิด ชื่อว่าการอยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นประโยชน์มากแก่บรรพชิตทั้งหลาย.
อาจารย์รับว่า ดีละ จึงไปทูลพระราชา. พระราชาตรัสห้ามถึง ๓ ครั้งก็ไม่สามารถจะห้ามได้ จึงพระราชทานกหาปณะ ๒๐๐,๐๐๐ กหาปณะ รับสั่งกะอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกเจ้าทรงสร้างอาศรมถวายในที่ที่คณะฤาษีปรารถนาจะอยู่เถิด. แต่นั้น อาจารย์พร้อมด้วยชฎิล ๑๖,๐๐๐ เป็นบริวารได้รับอนุเคราะห์จากพวกอำมาตย์ จึงออกจากอุตตรชนบท มุ่งหน้าไปทักษิณชนบท.
ท่านพระอานนท์ถือเอาความนั้นในเวลาทำสังคายนาได้ยกนิทานแห่งปารายนวรรคขึ้นได้กล่าวคาถาเหล่านี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โกสลานํ ปุรา ได้แก่ จากพระนครโกศล. อธิบายว่า จากกรุงสาวัตถี. บทว่า อากิญฺจญฺญํ คือ ความเป็นผู้ไม่มีกังวล. อธิบายว่า วิเวกอันเป็นอุปกรณ์แห่งการกำหนด.
บทว่า โส อสฺสกสฺส วิสเย มุฬกสฺส สมาสเน คือ พราหมณ์นั้นอยู่ในแคว้นใกล้พรมแดนในระหว่างสองแคว้น คือแคว้นอัสสกะและแคว้นมุฬกะ. อธิบายว่าในท่ามกลางแคว้นทั้งสอง.
บทว่า โคธาวรีกุเล ได้แก่ ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี. อธิบายว่า แม่น้ำโคธาวรีแยกออกเป็นสองสายได้กระทำเกาะในระหว่างประมาณ ๓ โยชน์ เกาะทั้งหมดปกคลุมไปด้วยป่ามะขวิด เมื่อก่อน ณ ประเทศนั้น สรภังคดาบสเป็นต้นอาศัยอยู่.
ได้ยินว่า อาจารย์เห็นประเทศนั้นแล้วจึงแจ้งแก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า ประเทศนี้เป็นที่อยู่ของสมณะมาก่อน ประเทศนี้สมควรแก่นักบวช. พวกอำมาตย์ได้ให้ทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ แก่พระเจ้าอัสสกะ อีก ๑๐๐,๐๐๐ ให้แก่พระเจ้ามุฬกะ เพื่อถือเอาภูมิประเทศนั้น. พระราชาทั้งสองนั้นได้พระราชทานประเทศนั้นและประเทศอื่นประมาณ ๒ โยชน์ รวมประเทศทั้งหมดประมาณ ๕ โยชน์.
นัยว่า ประเทศนั้นอยู่ในระหว่างเขตรัชสีมาของพระราชาเหล่านั้น. พวกอำมาตย์สร้างอาศรม ณ ที่นั้นแล้วและให้นำแม้ทรัพย์อื่นมาจากกรุงสาวัตถี จัดตั้งเป็นโคจรคามเสร็จแล้วพากันกลับไป.
บทว่า อุญฺเฉน จ ผเลน จ ได้แก่ ด้วยที่เที่ยวแสวงหาอาหารและด้วยรากไม้และผลไม้ในป่า. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตสฺเสว อุปนิสฺสาย คาโม จ วิปุโล อหุ ชาวบ้านที่อาศัยพราหมณ์พาวรีนั้นก็เป็นผู้ไพบูลย์.
บทว่า ตสฺส ได้แก่ ฝั่งแม่น้ำโคธาวรีนั้นหรือพราหมณ์นั้น. บทว่า ตสฺส นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. อธิบายว่า อาศัยซึ่งพราหมณ์นั้น.
บทว่า ตโต ชาเตน อาเยน มหายญฺญมกปฺปยิ พราหมณ์พาวรีได้บูชามหายัญด้วยส่วนอันเกิดแต่บ้านนั้น คือพราหมณ์พาวรีนั้นได้บูชามหายัญด้วยส่วยแสนหนึ่ง อันเกิดแต่กสิกรรมเป็นต้นในบ้านนั้น กุฏุมพีทั้งหลายถือเอาส่วยนั้นไปเฝ้าพระเจ้าอัสสกะทูลว่า ขอพระองค์ทรงรับส่วยนี้เถิดพระเจ้าอัสสกะตรัสว่า เราไม่รับ พวกท่านจงนำไปถวายอาจารย์เถิด. แม้อาจารย์ก็ไม่รับส่วยนั้นเป็นของตนได้บูชามหายัญ. อาจารย์นั้นได้ให้ทานทุกๆ ปี ด้วยประการฉะนี้.
พึงทราบความแห่งคาถาว่า มหายญฺญํ ดังต่อไปนี้.
อาจารย์นั้นบูชามหายัญคือทานทุกๆ ปีอย่างนี้ ครั้นบูชามหายัญนั้นทุกปีแล้วได้ออกจากบ้าน กลับเข้าไปสู่อาศรมอีก ครั้นกลับเข้าไปแล้วก็ไปยังบรรณศาลา นั่งพิจารณาถึงทานว่าเราให้ทานด้วยดีแล้วเมื่อพราหมณ์พาวรีกลับเข้าไปแล้ว พราหมณ์อื่นที่ถูกพราหมณีรุ่นๆ ประสงค์จะทำการงานอันไม่ชอบธรรมส่งไปว่าพราหมณ์ ท่านจงมา พาวรีพราหมณ์สละทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ ตลอดปีที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ท่านจงไปขอมาสัก ๕๐๐ แล้วนำทรัพย์ที่ท่านให้แล้วมา ก็เข้ามา.
บทว่า อุคฺฆฏฺฏปาโท เท้าเสียดสีกัน คือฝ่าเท้าเสียดสีด้วยการก้าวไปตามทาง หรือเท้าเสียดสี เพราะส้นกับส้น ข้อเท้ากับข้อเท้า เข่ากับเข่า.
บทว่า สุขญฺจ กุสลํ ปุจฺฉิ พราหมณ์พาวรีถามถึงสุขและกุศลว่า พราหมณ์ท่านสบายดีหรือ ท่านทำกุศลบ้างหรือ.
บทว่า อนุชานาหิ คือ ท่านจงเชื่อเราเถิด.
บทว่า สตฺตธา ศีรษะของท่านจะแตก ๗ เสี่ยง.
บทว่า อภิสงฺขริตฺวา ทำกลอุบาย. ท่านอธิบายว่า พราหมณ์ถือเอามูลโค ดอกไม้ หญ้าคาในป่า แล้วรีบไปยังประตูอาศรมของพราหมณ์พาวรี เอามูลโคเช็ดพื้นเกลี่ยดอกไม้ปูหญ้า เอาน้ำในคนโทล้างเท้าซ้าย เดินไปประมาณ ๗ ก้าว ลูบคลำฝ่าเท้าของตน ทำอุบายหลอกลวงอย่างนี้.
บทว่า เภรวํ โส อกิตฺตยิ คือ พราหมณ์นั้นได้กล่าวคำจะให้เกิดความกลัว. อธิบายว่า พราหมณ์นั้นได้กล่าวว่า หากเมื่อเราขออยู่ ท่านไม่ให้ดังนี้.
บทว่า ทุกฺขิโต พราหมณ์พาวรีเกิดโทมนัส.
บทว่า อุสฺสุสฺสติ ซูบซีด คือพราหมณ์พาวรีสำคัญว่า คำพูดของพราหมณ์นั้นบางครั้งพึงเป็นความจริง จึงซูบซีด.
บทว่า เทวตา ได้แก่ เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ อาศรมนั่นเอง.
บทว่า มุทฺธนิ มุทฺธาธิปาเต ว คือ ในธรรมเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป.
____________________________
อรรถกถาว่า มุทฺธปตเน วา.
บทว่า โภตี จรหิ ชานาหิ คือ ถ้าท่านรู้จักข้าพเจ้า.
บทว่า มุทฺธาธิปาตญฺจ ได้แก่ ธรรมเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป.
บทว่า ญาณมฺเมตฺถ ตัดบทเป็น ญาณํ เม เอตฺถ เราไม่มีความรู้ในธรรมทั้งสองอย่างนี้.
บทว่า ปุรา จากเมือง ความว่า เมื่อพาวรีพราหมณ์อาศัยอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำโคธาวรีล่วงไป ๘ ปี พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์เสด็จออกผนวชจากกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระชนม์ได้ ๒๙ พรรษา.
บทว่า อปจฺโจ คือ ลำดับพระวงศ์.
บทว่า สพฺพาภิญฺญาพลปฺปตฺโต คือ ทรงบรรลุอภิญญาและทศพลญาณครบถ้วน หรือทรงบรรลุอภิญญาทั้งหมดและพละ.
บทว่า วิมุตฺโต ทรงน้อมไป คือมีพระทัยน้อมไปในการทำอารมณ์ให้เป็นไป.
บทว่า โสกสฺส ตัดเป็น โสโก อสฺส มีความโศกเบาบาง.
บทว่า ปหูตปญฺโญ คือ มีปัญญามาก.
บทว่า วรภูริเมธโส มีพระปัญญาประเสริฐคือมีพระปัญญาอุดมไพบูลย์หรือมีปัญญาประเสริฐยินดียิ่งในความเป็นจริง.
บทว่า วิธุโร คือ ปราศจากธุระ ท่านอธิบายว่า ไม่มีที่เปรียบ.
บทว่า มนฺตปวรเค คือ ถึงฝั่งแห่งเวท.
บทว่า ปสฺสวโห คือ ท่านทั้งหลายจงดู.
บทว่า อชานตํ คือ ไม่รู้.
บทว่า ลกฺขณา คือ ลักษณะทั้งหลาย.
บทว่า พฺยกฺขาตา คือ กล่าวแล้ว. อธิบายว่าทำให้กว้างขวาง.
บทว่า สมฺตตา คือ จบแล้ว อธิบายว่าบริบูรณ์แล้ว.
บทว่า ธมฺเมน มนุสาสติ คือ พร่ำสอนโดยธรรม.
บทว่า ชาติโคตฺตญฺจ ลกฺขณํ ได้แก่ ชาติโคตรและลักษณะของเราว่าเกิดมานานเท่าไร.
บทว่า มนฺเต สิสฺเส จ ได้แก่ เวทที่เราบอกและศิษย์ของเรา.
บทว่า มนสาเยว ปุจฺฉถ คือ ท่านทั้งหลายจงถามปัญหา ๗ ข้อเหล่านี้ด้วยใจ.
บทว่า ติสฺสเมตฺเตยฺโย เป็นคนเดียวกันโดยกล่าวทั้งชื่อและโคตร.
บทว่า ทุภโย คือ สองคน.
บทว่า ปจฺเจกคณิโน คือเป็นเจ้าคณะคนละคณะ.
บทว่า ปุพฺพวาสนวาสิตา อันวาสนาในก่อนอบรมแล้ว คือมีใจอันบุญวาสนา คือคตปัจจาคตวัตรที่เคยบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ อบรมแล้ว.
บทว่า ปุรํ มาหิสฺสตึ คือ เมืองมาหิสสตี. อธิบายว่า เข้าไปยังเมืองนั้น.
ในบททั้งปวงก็อย่างนั้น.
บทว่า โคนทฺธํ เป็นชื่อของเมืองโคนัทธะ.
บทว่า วนสวฺหยํ คือ ชื่อว่า วนนคร ท่านเรียกว่า ปวนนคร. อาจารย์บางคนกล่าวว่า วนสาวัตถี
มีเรื่องเล่าว่า บริษัทของชฎิล ๑๖ คนเหล่านั้นออกจากวนสาวัตถีถึงเมืองโกสัมพี จากเมืองโกสัมพีถึงเมืองสาเกตตามลำดับมีประมาณ ๖ โยชน์.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า พวกชฎิลของพราหมณ์พาวรีพามหาชนมามาก อินทรีย์ของชฎิลเหล่านั้นยังไม่ถึงความแก่กล้าก่อน ทั้งถิ่นนี้ก็ยังไม่เป็นที่สบายปาสาณกเจดีย์ในเขตมคธเป็นที่สบายของชฎิลเหล่านั้น ก็เมื่อเราแสดงธรรมในที่นั้น มหาชนก็จักบรรลุธรรม พวกชฎิลเข้าไปยังนครทั้งปวงแล้วพากันมาจักมาพร้อมด้วยชนมากขึ้นไปอีก จึงทรงแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จจากกรุงสาวัตถีบ่ายพระพักตร์ไปยังกรุงราชคฤห์.
พวกชฎิลเหล่านั้นก็มากรุงสาวัตถี เข้าไปสู่วิหารตรวจตราดูว่า ใครเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ไหน พากันเข้าไปถึงพระคันธกุฎีที่อาศัย เห็นรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ปลงใจว่า เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าแน่แล้ว เพราะ
เท้าของผู้กำหนัดกระหย่ง ฯลฯ
เท้าเช่นนี้เป็นเท้าของผู้มีกิเลส
เพียงดังหลังคาเปิดแล้ว ดังนี้.
แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จเข้าสู่พระนครมีเสตัพยนครและกรุงกบิลพัสดุ์เป็นต้นตามลำดับ เพิ่มมหาชนขึ้นอีก เสด็จไปปาสาณกเจดีย์. แม้พวกชฎิลก็พากันออกจากกรุงสาวัตถีทันทีทันใด เข้าไปยังนครเหล่านั้นทั้งหมดแล้วได้ไปยังปาสาณกเจดีย์เหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า เมืองโกสัมพี เมืองสาเกต เมืองเสตัพยะ เมืองกบิลพัสดุ์ ล้วนเป็นเมืองอุดม.
ในบทเหล่านั้นบทว่า มาคธํ ปุรํ เมืองมคธ. อธิบายว่า เมืองราชคฤห์.
บทว่า ปาสาณกํ เจติยํ คือ ปาสาณกเจดีย์ เมื่อก่อนได้มีเทวสถานอยู่ ข้างบนแผ่นหินเป็นอันมาก. แต่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้น มีวิหารเกิดขึ้น วิหารนั้นท่านเรียกว่า ปาสาณกเจดีย์ ตามคำเรียกเดิมนั่นเอง.
บทว่า ตสิโตว อุทกํ เหมือนบุคคลผู้กระหายน้ำ คือชฎิลเหล่านั้นรีบติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้า พากันไปแต่เช้าสู่ทางที่เสด็จไปในตอนเย็น และไปตอนเย็นสู่ทางที่เสด็จไปในตอนเช้า ครั้นได้ฟังว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ ณ ที่นี้ ก็เกิดปีติปราโมทย์พากันขึ้นไปสู่พระเจดีย์นั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า รีบพากันขึ้นภูเขา.
บทว่า เอกมนฺตํ ฐิโต หฏฺโฐ มีความร่าเริงยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ความว่า อชิตมาณพผู้เป็นหัวหน้าอันเตวาสิก เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ มหามณฑปที่ท้าวสักกะสร้าง ณ ปาสาณกเจดีย์นั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำสัมโมทนียกถาตอบโดยนัยมีอาทิว่า กจฺจิ อิสโย ขมนียํ สบายดีหรือ ฤาษีทั้งหลาย จึงกระทำปฏิสัณฐานแม้ด้วยตนเองว่า ขมนียํ โภ โคตม ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สบายดีพระเจ้าข้า เป็นต้น มีใจร่าเริงยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลถามปัญหาด้วยใจ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อาทิสฺส อ้าง คืออ้างอย่างนี้ว่า ติสสะ ปุสสะ.
บทว่า ชมฺมนํ คือ อชิตมาณพถามว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกชาติของอาจารย์ของพวกข้าพระองค์เถิด.
บทว่า ปารมึ คือ ถึงความสำเร็จ. บทว่า วีสํ วสฺสสตํ คือ มีอายุ ๑๒๐ บี.
บทว่า ลกฺขเณ ได้แก่ มหาปุริสลักษณะ. อธิบายว่า สืบต่อกันมาในมหาปุริสลักษณะนี้ และในคัมภีร์อิติหาสเป็นต้นอื่นจากมหาปุริสลักษณะนี้. อีกอย่างหนึ่ง พึงนำบทอื่นมาประกอบว่า ถึงความสำเร็จในมนต์ทั้งหลายเหล่านั้น.
บทว่า ปญฺจสตานิ วาเจติ ย่อมบอกมนต์กะมาณพ ๕๐๐ คือ พาวรีพราหมณ์ย่อมบอกมนต์ด้วยตนเองกะมาณพผู้เกียจคร้านปัญญาทรามเป็นปรกติ ๕๐๐ คน.
บทว่า สธมฺเม ในธรรมของตน คือในธรรมแห่งพราหมณ์ของตน. อธิบายว่า ในปาพจน์อันได้แก่วิชชา ๓.
บทว่า ลกฺขณานํ ปวิจยํ จงค้นคว้าลักษณะทั้งหลาย คือความพิสดารของลักษณะทั้งหลาย. อชิตมาณพทูลถามว่าลักษณะ ๓ ในตัวของพราหมณ์พาวรีนั้นคืออะไร.
บทว่า ปุจฺฉญฺหิ แปลว่า ถามอยู่.
บทว่า กเมตํ ปฏิภาสติ ข้อปัญหานั้นแจ่มแจ้งกะใคร คือคำถามนั้นย่อมแจ่มแจ้งกะบุคคลไรในบรรดาเทวดาเป็นต้น.
พราหมณ์ครั้นได้สดับการพยากรณ์ปัญหา ๕ ข้อแล้ว เมื่อจะทูลถามปัญหาสองข้อที่เหลือ จึงกราบทูลว่า มุทฺธํ มุทฺธาธิปาตญฺจ ธรรมเป็นศีรษะและธรรมเป็นเหตุให้ศีรษะตกไป.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้น จึงตรัสคาถามีอาทิว่า อวิชฺชา มุทฺธา อวิชชา ชื่อว่าธรรมเป็นศีรษะ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น เพราะอวิชชาเป็นความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ เป็นศีรษะแห่งสังสารวัฏ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อวิชชาชื่อว่าธรรมเป็นศีรษะ.
อนึ่ง เพราะอรหัตมรรควิชชา (วิชชาในอรหัตมรรค) ประกอบด้วยศรัทธาสติสมาธิกัตตุกัมยตาฉันทะ (ความพอใจใคร่เพื่อจะทำ) และวิริยะอันเกิดร่วมกับตนยังศีรษะให้ตกไป เพราะเข้าถึงธรรมเป็นศีรษะด้วยความตั้งอยู่ในรสอันเดียวกันของอินทรีย์ทั้งหลาย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิชฺชา มุทฺธาธิปาตนี วิชชาเป็นธรรมเครื่องให้ศีรษะตกไป.
บทว่า ตโต เวเทน มหตา ด้วยพระเวทอันยิ่งใหญ่.
ความว่า ลำดับนั้น อชิตมาณพได้ฟังการพยากรณ์ปัญหานี้ เกิดมหาปีติเป็นล้นพ้นเบิกบานใจ ถึงความเป็นผู้ไม่หดหู่ทางกายและจิตมีความยินดียิ่ง.
อชิตมาณพกล่าวคาถานี้ว่า ปติตฺวา จ พาวรี พราหมณ์พาวรีขอหมอบลงแทบพระบาท.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงอนุเคราะห์พาวรีนั้น จึงตรัสคาถาว่า สุขิโต ขอพราหมณ์พาวรีจงมีความสุขเถิด. ครั้นตรัสแล้วจึงทรงปวารณาเป็นการปวารณาของพระสัพพัญญูว่า พาวริสฺส จ ความว่า จงถามความสงสัยทุกๆ อย่างของพราหมณ์พาวรี หรือของท่านเถิด.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สพฺเพสํ ทั้งหมด ได้แก่อันเตวาสิก ๑๖,๐๐๐ ไม่มีเหลือ.
บทว่า ตตฺถ ปุจฺฉิ ตถาคตํ อชิตมาณพทูลถามปัญหาแรกกะพระตถาคต ณ ที่นั้น คือ อชิตะทูลถามปัญหาแรก ณ ปาสาณกเจดีย์นั้น ณ บริษัทนั้น หรือ ณ ที่พระองค์ทรงปวารณาไว้นั้น.
บทที่เหลือในคาถาทั้งหมดชัดดีอยู่แล้ว.
จบอรรถกถาวัตถุกถา แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา เพียงนี้ก่อน -----------------------------------------------------