อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๕

๘. สังคามชิสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๘. สังคามชิสูตร

ข้อ ๔๕

๘ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สงฺคามชิ สาวตฺถึ อนุปฺปตฺโต โหติ ภควนฺตํ ทสฺสนาย ฯ อสฺโสสิ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกา อยฺโย กิร สงฺคามชิ สาวตฺถึ อนุปฺปตฺโตติ ฯ สา ทารกํ อาทาย เชตวนํ อคมาสิ ฯ {๔๕.๑} เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สงฺคามชิ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหาเร นิสินฺโน โหติ อถ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกา เยนายสฺมา สงฺคามชิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สงฺคามชึ เอตทโวจ ขุทฺทปุตฺตํ หิ สมณ โปส มนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สงฺคามชิ ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกา อายสฺมนฺตํ สงฺคามชึ เอตทโวจ ขุทฺทปุตฺตํ หิ สมณ โปส มนฺติ ฯ ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา สงฺคามชิ ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกา อายสฺมนฺตํ สงฺคามชึ เอตทโวจ ขุทฺทปุตฺตํ หิ สมณ โปส มนฺติ ฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา สงฺคามชิ ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกา ตํ ทารกํ อาทาย อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุรโต นิกฺขิปิตฺวา ปกฺกามิ เอโส เต สมณ ปุตฺโต โปส นนฺติ ฯ {๔๕.๒} อถ โข อายสฺมา สงฺคามชิ ตํ ทารกํ เนว โอโลเกสิ นาปิ อาลปิ ฯ อถ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกา อวิทูเร คนฺตฺวา อปโลเกตี อทฺทสายสฺมนฺตํ สงฺคามชึ ตํ ทารกํ เนว โอโลเกนฺตํ นาปิ อาลปนฺตํ ทิสฺวานสฺสา เอตทโหสิ น จายํ สมโณ ปุตฺเตนปิ อปโลเกนฺตี ฯ ตโต ปฏินิวตฺติตฺวา ทารกํ อาทาย ปกฺกามิ ฯ อทฺทสา โข ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกาย เอวรูปมฺปิ วิปฺปการํ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อายนฺตึ นาภินนฺทติ ปกฺกามนฺตึ น โสจติ สงฺคา สงฺคามชึ มุตฺตํ ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณนฺติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชิถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ เพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิได้ฟังข่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าสังคามชิถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นางได้อุ้มทารกไปยังพระวิหารเชตวัน ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชินั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้น ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิ เข้าไปหาท่านพระสังคามชิถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระสังคามชิว่า ข้าแต่สมณะ ก็ท่านจงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีบุตรน้อยเถิด เมื่อภริยาเก่ากล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสังคามชิก็นิ่งเสีย แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิก็ได้กล่าวกะท่านพระสังคามชิว่า ข้าแต่สมณะ ก็ท่านจงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีบุตรน้อยเถิดท่านพระสังคามชิก็ได้นิ่งเสีย ลำดับนั้นแล ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิอุ้มทารกนั้นไปวางไว้ข้างหน้าท่านพระสังคามชิ กล่าวว่า ข้าแต่สมณะ นี้บุตรของท่านท่านจงเลี้ยงดูบุตรนั้นเถิด ดังนี้แล้วหลีกไป ลำดับนั้นแล ท่านพระสังคามชิไม่ได้แลดูทั้งไม่ได้พูดกะทารกนั้นเลย ลำดับนั้น ภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิไปคอยดูอยู่ในที่ไม่ไกล ได้เห็นท่านพระสังคามชิผู้ไม่แลดูทั้งไม่ได้พูดกะทารกครั้นแล้วจึงได้คิดว่า สมณะนี้แลไม่มีความต้องการแม้ด้วยบุตร นางกลับจากที่นั้นแล้วอุ้มทารกหลีกไป พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นการกระทำอันแปลกแม้เห็นปานนี้ แห่งภริยาเก่าของท่านพระสังคามชิ ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า เรากล่าวผู้ไม่ยินดีภริยาเก่าผู้มาอยู่ ผู้ไม่เศร้าโศกถึงภริยาเก่า ผู้หลีกไปอยู่ ผู้ชนะสงคราม พ้นแล้วจากธรรมเป็นเครื่อง ข้องว่าเป็นพราหมณ์ ฯ จบสูตรที่ ๘

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘. สังคามชิสูตร ว่าด้วยพระสังคามชิเถระ

ข้อ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระสังคามชิเดินทางมาถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับเพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาค อดีตภรรยาของท่านพระสังคามชิได้ฟังข่าวว่า“ทราบว่าพระคุณเจ้าสังคามชิถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว” นางจึงอุ้มลูกน้อยไปยังพระเชตวัน สมัยนั้น ท่านพระสังคามชินั่งพักกลางวันอยู่ใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้น อดีต ภรรยาของท่านพระสังคามชิเข้าไปหาถึงที่พัก ได้กล่าวกับท่านพระสังคามชิ ดังนี้ว่า@เชิงอรรถ : @ ปีศาจ ในที่นี้หมายถึงยักษ์เนรมิตรูปร่างใหญ่โตน่ากลัว ยืนเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาค@(ขุ.อุ.อ. ๗/๗๑) @ พุทธอุทานนี้ ทรงเปล่งแสดงธรรมานุภาพที่เป็นเหตุให้ไม่ทรงคำนึงถึงการกระทำน่ากลัวใดๆ (ขุ.อุ.อ. ๗/๗๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๘๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๑. โพธิวรรค] ๘. สังคมชิสูตร “ข้าแต่สมณะ ขอท่านจงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีลูกน้อยเถิด” เมื่อนางกล่าวอย่างนี้แล้วท่านพระสังคามชิได้นิ่งอยู่ แม้ครั้งที่ ๒ นางก็ได้กล่าวกับท่านพระสังคามชิดังนี้ว่า “ข้าแต่สมณะ ขอท่าน จงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีลูกน้อยเถิด” ท่านพระสังคามชิก็ได้นิ่งอยู่ แม้ครั้งที่ ๓ นางก็ได้กล่าวกับท่านพระสังคามชิดังนี้ว่า “ข้าแต่สมณะ ขอท่าน จงเลี้ยงดูดิฉันผู้มีลูกน้อยเถิด” ท่านพระสังคามชิก็ได้นิ่งอยู่ ครั้งนั้น อดีตภรรยาของท่านพระสังคามชิจึงอุ้มลูกน้อยนั้นไปวางไว้ข้างหน้า ท่านพระสังคามชิแล้วเดินหนีไปโดยพูดว่า “สมณะ นั่นลูกของท่าน จงเลี้ยงดูลูกนั้นด้วยเถิด” ครั้งนั้น ท่านพระสังคามชิทั้งไม่แลดูและไม่พูดกับเด็กน้อยนั้นเลย ขณะนั้น อดีตภรรยาของท่านพระสังคามชิไปแอบดูอยู่ในที่ไม่ไกลนัก ได้เห็นท่านทั้งไม่แลดูและไม่พูดกับเด็กน้อยนั้น จึงคิดว่า “สมณะนี้ คงไม่ต้องการลูกน้อย” จึงกลับออกจากที่นั้นแล้วอุ้มลูกน้อยเดินไป พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นอดีตภรรยาของท่านพระสังคามชิแสดง อาการแปลกอย่างนั้นด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๘๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๑. โพธิวรรค] ๙. ชฏิลสูตร พุทธอุทาน ผู้ไม่ใยดีอดีตภรรยาผู้มาหา ไม่เศร้าโศกถึงอดีตภรรยาผู้จากไป เราเรียกผู้ชนะสงคราม ผู้พ้นจากกิเลสเครื่องข้องแล้ว ว่าพราหมณ์ สังคามชิสูตรที่ ๘ จบ ๙. ชฏิลสูตร ว่าด้วยพวกชฎิล

ข้อ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ คยาสีสบรรพต ใกล้หมู่บ้านคยา สมัยนั้น เป็นฤดูหนาว มีหิมะตก ๘ วัน ในช่วงกลางคืนอากาศหนาวเหน็บชฎิลจำนวนมาก ผุดขึ้นบ้าง ดำลงบ้าง ทั้งผุดขึ้นและดำลงบ้าง รดน้ำบ้าง บูชาไฟบ้างที่แม่น้ำคยาด้วยคิดว่า “ด้วยวิธีนี้จะบริสุทธิ์” พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นชฎิลจำนวนมากผุดขึ้นบ้าง ดำลงบ้าง ทั้งผุดขึ้นและดำลงบ้าง รดน้ำบ้าง บูชาไฟบ้างที่แม่น้ำคยาด้วยคิดว่า “ด้วยวิธีนี้จะบริสุทธิ์” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า @เชิงอรรถ : @ พุทธอุทานนี้ ทรงเปล่งแสดงความเป็นผู้มั่นคงในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ (ขุ.อุ.อ. ๘/๗๗)@ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๑๔๙ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๘๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสังคามชิสูตร

สังคามชิสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า สงฺคามชิ ได้แก่ มีชื่ออย่างนี้.

จริงอยู่ ท่านผู้มีอายุนี้ เป็นบุตรของเศรษฐีมีสมบัติมากท่านหนึ่งในเมืองสาวัตถี เวลาเจริญวัย มารดาบิดาให้มีเหย้าเรือนโดยสมควร มอบทรัพย์สมบัติให้ ให้อยู่ครองเรือน. วันหนึ่ง เขาเห็นอุบาสกชาวกรุงสาวัตถีกำลังถวายทาน สมาทานศีลตอนเช้า นุ่งห่มผ้าขาว ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ตรงไปยังพระเชตวันเพื่อฟังธรรมตอนเย็นจึงถามว่า ท่านทั้งหลายไปไหนกัน เมื่อเขาตอบว่า ไปสำนักพระศาสดาในพระเชตวันเพื่อฟังธรรม จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น แม้ฉันก็จะไป จึงได้ไปกับพวกเหล่านั้น.

สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์ที่เขาบรรจงจัดไว้ ณ มณฑปสำหรับฟังพระสัทธรรม แสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท ๔ เหมือนไกรสรราชสีห์บันลือสีหนาทในถ้ำทอง.

ครั้งนั้นแล อุบาสกเหล่านั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายสังคามชิกุลบุตรนั่งฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัทนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุปุพพิกถาประกาศสัจจะ ๔ ในเวลาจบสัจจะ สัตว์หลายพันได้ตรัสรู้ธรรม.

ฝ่ายสังคามชิกุลบุตรก็บรรลุโสดาปัตติผล เมื่อบริษัทออกไปแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วทูลขอบรรพชาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์บรรพชาเถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็มารดาบิดาอนุญาตให้เธอบรรพชาแล้วหรือ.

เขากราบทูลว่า ยังไม่ได้รับอนุญาต พระเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สังคามชิ พระตถาคตเจ้าทั้งหลายไม่ยอมบวชบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต. เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นจักกระทำโดยที่มารดาบิดาอนุญาตให้ข้าพระองค์บวช ดังนี้แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วเข้าไปหามารดาบิดากล่าวว่า คุณแม่คุณพ่อ โปรดอนุญาตให้กระผมบวชเถิด. แต่นั้นพึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในรัฏฐปาลสูตร.

ลำดับนั้น เขาปฏิญญาว่า บวชแล้วจักแสดงตน ครั้นมารดาบิดาอนุญาต แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอบรรพชา. และเขาก็ได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ก็แล ท่านอุปสมบทได้ไม่นาน เพียรพยายามเพื่อมรรคสูงๆ อยู่จำพรรษาในอรัญญวาสแห่งหนึ่งได้อภิญญา ๖ ออกพรรษาแล้วไปยังกรุงสาวัตถีเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และปลดเปลื้องที่รับคำมารดาบิดาไว้.

เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สงฺคามชิ สาวตฺถึ อนุปฺปตฺโต โหติ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสังคามชิถึงกรุงสาวัตถีแล้ว.

ก็ท่านสังคามชินั้นเที่ยวบิณฑบาตในธูรคาม กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัต เข้าไปยังพระเชตวันเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ก็ได้ทำปฏิสันถารแล้ว พยากรณ์อรหัตผล ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก แล้วทำประทักษิณ ออกไปนั่งพักผ่อนกลางวันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง.

ลำดับนั้น มารดาบิดาและญาติมิตรของท่านทราบว่าท่านมา ร่าเริงยินดีว่า ข่าวว่า ท่านพระสังคามชิมาในที่นี้ จึงรีบด่วนไปยังวิหารค้นหาอยู่ เห็นท่านนั่งในที่นั้นเข้าไปหาทำปฏิสันถารแล้วอ้อนวอนว่า พระราชาอย่าได้ริบสมบัติของผู้ไม่มีบุตร ทายาทพึงได้รับ พอแล้วละด้วยการบรรพชา มาสึกเถิดพ่อ.

พระเถระฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าเราไม่ต้องการด้วยกามทั้งหลาย ปรารถนาจะให้ติดอยู่ในกามเท่านั้น เหมือนคนหาบคูถต้องการก้อนคูถฉะนั้น ใครๆ ไม่อาจจะให้คนเหล่านี้เข้าใจธรรมกถาได้ จึงนั่งทำเป็นเหมือนไม่ได้ยิน.

คนเหล่านั้นอ้อนวอนโดยประการต่างๆ เห็นท่านไม่เชื่อคำของตน จึงเข้าไปเรือนสั่งภรรยาของท่านพร้อมด้วยบุตรและบริวาร พลางกล่าวว่า พวกเราถึงจะอ้อนวอนต่างๆ ก็เอาใจท่านไม่ได้ จึงพากันมา ไปเถิดแม่ จงอ้อนวอนภัสดาของเจ้าให้ยินยอมโดยเห็นแก่บุตร.

ได้ยินว่า เมื่อนางตั้งครรภ์ ท่านผู้นี้บวช. นางรับคำแล้วจึงได้พาเด็กพร้อมด้วยบริวารมากไปยังพระเชตวัน ที่ท่านหมายกล่าวคำมีอาทิว่า อสฺโสสิ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุราณทุติยิกา ความว่า เมื่อก่อน คือในเวลาเป็นคฤหัสถ์ นางได้เป็นภรรยาเก่าโดยเป็นคู่บำเรอ. อธิบายว่า เป็นภรรยา.

ด้วยคำว่า อยฺโย เมื่อจะพูดว่าพระลูกเจ้า แต่พูดโดยโวหารอันเหมาะแก่บรรพชิต.

ศัพท์ว่า กิร เป็นนิบาต ใช้ในอนุสสวนัตถะ ได้ยินมา. พึงทราบสัมพันธ์ว่า ได้ยินว่า เมื่อท่านมาถึง.

บทว่า ขุทฺทปุตฺตํ หิ สมณ โปส มํ ความว่า นางกล่าวว่า ท่านทิ้งฉันกำลังตั้งครรภ์ทีเดียวบวช บัดนี้ ฉันนั้นมีลูกคนเล็กจะรุ่นหนุ่ม การที่ท่านทิ้งดิฉันผู้เป็นเช่นนั้นแล้วทำสมณธรรม ไม่สมควร เพราะฉะนั้น สมณะ ท่านจงเลี้ยงดิฉันผู้มีบุตรเป็นเพื่อนสองด้วยอาหารและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้น. ฝ่ายท่านพระสังคามชิสำรวมอินทรีย์ไม่มองดูทั้งไม่เจรจากับนาง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สงฺคามชิ ตุณฺหี อโหสิ เมื่อนางกล่าวอย่างนั้น ท่านพระสังคามชิก็ได้นิ่งเสีย.

นางกล่าวเช่นนั้นถึง ๓ ครั้ง เห็นท่านนิ่งอย่างเดียวจึงสำคัญว่า ขึ้นชื่อว่าพวกผู้ชายไม่อาลัยในพวกภรรยา แต่ยังมีความอาลัยในบุตร ความสิเนหาในบุตรตั้งจดเยื่อกระดูกของบิดา ฉะนั้น เธอยังอยู่ในอำนาจของฉัน แม้เพราะรักบุตร จึงวางบุตรบนตักของพระเถระแล้วหลีกไปส่วนข้างหนึ่ง กล่าวว่า ท่านสมณะ นี้บุตรของท่าน ท่านจงเลี้ยงเขาเถิด แล้วไปเสียหน่อยหนึ่ง.

ได้ยินว่า นางไม่อาจยืนตรงหน้าท่านด้วยเดชสมณะ. แม้เด็ก พระเถระก็ไม่มองดูทั้งไม่พูดด้วย. ทีนั้น นางแม้เป็นสตรียืนอยู่ในที่ไม่ไกล เหลียวหน้ามองดูรู้อาการพระเถระ ย้อนกลับมาอุ้มเด็กด้วยหวังว่า สมณะนี้ไม่ต้องการบุตร แล้วก็หลีกไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อถ โข อายสฺมโต สงฺคามชิสฺส ปุราณทุติยิกา ครั้งนั้นแล ท่านพระสังคามชิมีภรรยาเก่า.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺเตนปิ ความว่า สมณะนี้ไม่ต้องการบุตรแม้ที่เกิดแต่อกตน. อธิบายว่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้อื่นเล่า.

ชื่อว่า ทิพย์ ในบทว่า ทิพฺเพน นี้ เพราะเป็นเหมือนทิพย์.

จริงอยู่ เทวดาทั้งหลายมีจักขุประสาทเป็นทิพย์ อันเกิดแต่กรรมไม่เปื้อนด้วยน้ำดี เสมหะและเลือดเป็นต้น สามารถรับอารมณ์ได้แม้ในที่ไกล. อภิญญาจักขุแม้นี้เกิดจากจตุตถฌานสมาธิ ก็เป็นเช่นนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเหมือนของทิพย์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิพย์ เพราะได้ด้วยการอาศัยทิพวิหารธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิพย์ เพราะมีความโชติช่วงมากหรือมีคติใหญ่ด้วยทิพย์นั้น.

บทว่า วิสุทฺเธน ได้แก่ ชื่อว่าบริสุทธิ์ด้วยดี เพราะปราศจากสังกิเลสมีนิวรณ์เป็นต้น.

บทว่า อติกฺกนฺตมานุสเกน ได้แก่ ล่วงวิสัยของพวกมนุษย์.

บทว่า อิมํ เอวรูปํ วิปฺปการํ ความว่า มีความแปลกนี้ คืออย่างนี้ ได้แก่กิริยาอันผิดรูป กล่าวคือวางบุตรบนตัก อันไม่สมควรในหมู่บรรพชิตตามที่กล่าวแล้ว.

บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า รู้อรรถนี้ กล่าวคือความที่ท่านพระสังคามชิหมดความอาลัยในสัตว์ทุกจำพวกมีบุตรและภรรยาเป็นต้น โดยอาการทั้งปวง.

บทว่า อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า ทรงเปล่งอุทานนี้ คืออันแสดงอานุภาพของท่านสังคามชินั้น เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์เป็นต้น.

บทว่า อายนฺตึ อธิบายว่า ภรรยาเก่าผู้กำลังมา.

บทว่า นาภินนฺทติ ความว่า ไม่เพลิดเพลินไม่ยินดีว่านางจะมาดูเรา.

บทว่า ปกฺกมนฺตึ ความว่า ผู้เห็นแล้วไปด้วยคิดว่า ผู้นี้ไม่เยื่อใยเราไปเสีย.

บทว่า น โสจติ ได้แก่ ไม่ถึงความเดือดร้อนใจ.

แต่เพื่อแสดงเหตุที่พระเถระไม่ยินดีไม่เศร้าโศกอย่างนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สงฺคา สงฺคามชึ มุตฺตํ ผู้ชนะถึงความพ้นจากธรรมเป็นเครื่องข้อง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคา ความว่า ภิกษุผู้ชื่อสังคามชิ ผู้พ้นจากธรรมเครื่องข้อง ๕ อย่างคือ เครื่องข้องคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ ด้วยสมุจเฉทวิมุตติและปฏิปัสสัทธิวิมุตติ.

บทว่า ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ ความว่า เรากล่าวผู้นั้น คือผู้ถึงความคงที่ ผู้สิ้นอาสวะว่าเป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปโดยประการทั้งปวงแล.

จบอรรถกถาสังคามชิสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา