๕. ชิณณสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๕. ชิณณสูตร
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน ฯเปฯ อถ โข อายสฺมา มหากสฺสโป เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
ข้าพเจ้าสดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ฯลฯ เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ ภควา เอตทโวจ ชิณฺโณสิทานิ ตฺวํ กสฺสป ครุกานิ จ เต อิมานิ สาณานิ ปํสุกูลานิ นิพฺพสนานิ ตสฺมาติห ตฺวํ กสฺสป คหปตานิ เจว จีวรานิ ธาเรหิ นิมนฺตนานิ จ ภุญฺชาหิ มม สนฺติเก วิหราหีติ ฯ อหํ โข ภนฺเต ทีฆรตฺตํ อารญฺญิโก เจว อารญฺญิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที ปิณฺฑปาติโก เจว ปิณฺฑปาติกตฺตสฺส จ วณฺณวาที ปํสุกูลิโก เจว ปํสุกูลิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที เตจีวริโก เจว เตจีวริกตฺตสฺส จ วณฺณวาที อปฺปิจฺโฉ เจว อปฺปิจฺฉตาย จ วณฺณวาที สนฺตุฏฺโฐ เจว สนฺตุฏฺฐิยา จ วณฺณวาที ปวิวิตฺโต เจว ปวิเวกสฺส จ วณฺณวาที อสํสฏฺโฐ เจว อสํสคฺคสฺส จ วณฺณวาที อารทฺธวิริโย เจว วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาทีติ ฯ
เมื่อพระมหากัสสปะนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัส ดังนี้ว่า กัสสป บัดนี้เธอชราแล้ว ผ้าป่านบังสุกุลเหล่านี้ของเธอหนัก ไม่น่านุ่งห่ม เพราะเหตุนั้นแล เธอจงทรงคฤหบดีจีวร จงบริโภคโภชนะที่เขานิมนต์แลจงอยู่ในสำนักของเราเถิด ฯ ท่านพระมหากัสสปะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นเวลานานมาแล้ว ข้าพระองค์เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้มีความมักน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย เป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษ เป็นผู้สงัดจากหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลี เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ดังนี้ ฯ
กิมฺปน ตฺวํ กสฺสป อตฺถวสํ สมฺปสฺสมาโน ทีฆรตฺตํ อารญฺญิโก เจว อารญฺญิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที ฯ [เอวํ เปยฺยาโล] ปิณฺฑปาติโก เจว ... ปํสุกูลิโก เจว ... เตจีวริโก เจว ... อปฺปิจฺโฉ เจว ... สนฺตุฏฺโฐ เจว ... ปวิวิตฺโตเจว ... อสํสฏฺโฐ เจว ... อารทฺธวิริโย เจว วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาทีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรกัสสป ก็เธอเล็งเห็นอำนาจ ประโยชน์อย่างไร จึงเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร สิ้นกาลนาน ฯ [เปยยาลอย่างเดียวกัน] เป็นผู้เที่ยวไปบิณฑบาตเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... เป็นผู้มักน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ดังนี้ ฯ
เทฺว ขฺวาหํ ภนฺเต อตฺถวเส สมฺปสฺสมาโน ทีฆรตฺตํ อารญฺญิโก เจว อารญฺญิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที ฯเปฯ ปิณฺฑปาติโก เจว ... ปํสุกูลิโก เจว ... เตจีวริโก เจว ... อปฺปิจฺโฉ เจว ... สนฺตุฏฺโฐ เจว ... ปวิวิตฺโต เจว ... อสํสฏฺโฐ เจว ... อารทฺธวิริโย เจว วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาที อตฺตโน จ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ สมฺปสฺสมาโน ปจฺฉิมญฺจ ชนตํ อนุกมฺปมาโน อปฺเปวนาม ปจฺฉิมา ชนตา ทิฏฺฐานุคตึ อาปชฺเชยฺย เย กิร เต อเหสุํ พุทฺธานุพุทฺธสาวกา เต ทีฆรตฺตํ อารญฺญิกา เจว อเหสุํ อารญฺญิกตฺตสฺส จ วณฺณวาทิโน ฯเปฯ ปิณฺฑปาติกา เจว อเหสุํ ... ปํสุกูลิกา เจว อเหสุํ ... เตจีวริกา เจว อเหสุํ ... อปฺปิจฺฉา เจว อเหสุํ ... สนฺตุฏฺฐา เจว อเหสุํ ... ปวิวิตฺตา เจว อเหสุํ ... อสํสฏฺฐา เจว อเหสุํ ... อารทฺธวิริยา เจว อเหสุํ วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาทิโนติ เต ตถตฺตาย ปฏิปชฺชิสฺสนฺติ เตสนฺตํ ภวิสฺสติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ อิเม โข อหํ ภนฺเต เทฺว อตฺถวเส สมฺปสฺสมาโน ทีฆรตฺตํ อารญฺญิโก เจว อารญฺญิกตฺตสฺส จ วณฺณวาที ปิณฺฑปาติโก เจว ... ปํสุกูลิโก เจว ... เตจีวริโก เจว ... อปฺปิจฺโฉ เจว ... สนฺตุฏฺโฐ เจว ... ปวิวิตฺโต เจว ... อสํสฏฺโฐ เจว ... อารทฺธวิริโย เจว วิริยารมฺภสฺส จ วณฺณวาทีติ ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ จึงอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรสิ้นกาลนาน ฯลฯ เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... มีความปรารถนาน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความปรารภความเพียร เล็งเห็นการอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม และอนุเคราะห์ประชุมชนในภายหลังว่า ทำไฉน ประชุมชนในภายหลังพึงถึงทิฏฐานุคติว่า ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าและพระสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า ที่ได้มีมาแล้ว ท่านเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความอยู่ป่าเป็นวัตรสิ้นกาลนาน ฯลฯ เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... เป็นผู้มักน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียรมาแล้วสิ้นกาลนาน ท่านเหล่านั้นจักปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ข้อปฏิบัติของท่านเหล่านั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข สิ้นกาลนานดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เล็งเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการเหล่านี้ จึงอยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความอยู่ป่าเป็นวัตร เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... มีความปรารถนาน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... เป็นผู้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียรสิ้นกาลนาน ฯ
สาธุ สาธุ กสฺสป พหุชนหิตาย กิร ตฺวํ กสฺสป ปฏิปนฺโน พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ตสฺมาติห ตฺวํ กสฺสป สาณานิ เจว ปํสุกูลานิ ธาเรหิ นิพฺพสนานิ ปิณฺฑาย จราหิ อรญฺเญว วิหราหีติ ฯ ปญฺจมํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีละ ดีละ กัสสป ได้ยินว่า เธอปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรกัสสป เพราะเหตุนั้นแล เธอจงทรงผ้าป่านบังสุกุลอันไม่น่านุ่งห่ม จงเที่ยวบิณฑบาต และจงอยู่ในป่าเถิด ฉะนี้ ฯ จบสูตรที่ ๕
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๕. กัสสปสังยุต] ๕. ชิณณสูตร ๕. ชิณณสูตร ว่าด้วยความแก่
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ฯลฯ ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระมหากัสสปะดังนี้ว่า “กัสสปะ บัดนี้เธอแก่แล้ว ผ้าป่านบังสุกุลเหล่านี้ของเธอหนัก ไม่น่านุ่งห่มเพราะฉะนั้น เธอจงใช้สอยคหบดีจีวร จงบริโภคโภชนะที่เขานิมนต์ และจงอยู่ในสำนักของเราเถิด” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตรและกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการทรงไตรจีวรเป็นวัตร เป็นผู้มักน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความมักน้อย เป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสันโดษ สงัดจากหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดจากหมู่ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ตลอดกาลนาน” “เธอพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์อะไรจึงเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการอยู่ป่าเป็นวัตร ตลอดกาลนาน [ข้อความที่ละไว้เป็นอย่างเดียวกัน] @เชิงอรรถ : @ คหบดีจีวร ในที่นี้หมายถึงผ้าจีวรที่พวกคหบดีถวายแก่ภิกษุเพื่อใช้เป็นผ้าบังสุกุลสำหรับนุ่งห่ม@(สํ.นิ.อ. ๒/๑๔๘/๑๙๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๔๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๕. กัสสปสังยุต] ๕. ชิณณสูตร เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... เป็นผู้มักน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร” “ข้าพระองค์พิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ จึงเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตรและกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... เป็นผู้มักน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... เป็นผู้ปรารภความเพียรและกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร ตลอดกาลนาน คือ พิจารณาเห็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของตน และอนุเคราะห์หมู่ชนในภายหลังว่า ทำอย่างไรหมู่ชนในภายหลังพึงถึงการประพฤติตามแบบอย่างว่า ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกที่ได้มีมาแล้ว ท่านเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการอยู่ป่าเป็นวัตร ตลอดกาลนาน ฯลฯ เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ... เป็นผู้มักน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร อย่างนี้ ท่านเหล่านั้นจักปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ข้อปฏิบัติของท่านเหล่านั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขตลอดกาลนาน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้จึงเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการอยู่ป่าเป็นวัตร ... เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ... เป็นผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ... เป็นผู้ทรงไตรจีวร@เชิงอรรถ : @ การอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของตน ในที่นี้หมายถึงการอยู่ป่าเป็นวัตรอันเป็นสถานที่สัปปายะแก่การ@ประพฤติธรรม เพราะไม่มีเสียงรบกวนเหมือนอยู่ในบ้าน (สํ.นิ.อ. ๒/๑๔๘/๑๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๔๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๕. กัสสปสังยุต] ๖. โอวาทสูตร เป็นวัตร ... เป็นผู้มักน้อย ... เป็นผู้สันโดษ ... เป็นผู้สงัดจากหมู่ ... ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ... เป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียรตลอดกาลนาน” “ดีละ ดีละ กัสสปะ ได้ยินว่า เธอปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เธอจงนุ่งห่มผ้าป่านบังสุกุลที่ใช้แล้ว จงเที่ยวบิณฑบาต และจงอยู่ในป่าเถิด” ชิณณสูตรที่ ๕ จบ ๖. โอวาทสูตร ว่าด้วยการให้โอวาท
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระเวฬุวัน ... เขตกรุงราชคฤห์ ... ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาท แล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระมหากัสสปะดังนี้ว่า “กัสสปะ เธอจงกล่าวสอนภิกษุ จงแสดงธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด เราหรือเธอพึงกล่าวสอน พึงแสดงธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในบัดนี้ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทน ไม่รับคำพร่ำสอนโดยเคารพ ข้าพระองค์ได้เห็นภิกษุชื่อภัณฑะ สัทธิวิหาริกของพระอานนท์ และภิกษุชื่ออาภิชชิกะ สัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธะ ในพระธรรมวินัยนี้ กล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะว่า ‘มาเถิดภิกษุใครจักกล่าวได้มากกว่ากัน ใครจักกล่าวได้ดีกว่ากัน และใครจักกล่าวได้นานกว่ากัน”@เชิงอรรถ : @ ผ้าป่านบังสุกุลที่ใช้แล้ว ในที่นี้หมายถึงผ้าที่พระพุทธเจ้าทรงเคยใช้นุ่งห่มมาก่อน (สํ.นิ.อ. ๒/๑๔๘/๑๙๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๒๔๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาชิณณสูตรที่ ๕
พึงทราบวินิจฉัยในชิณณสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ชิณฺโณ ได้แก่ พระเถระแก่.
บทว่า ครุกานิ ความว่า ผ้าป่านเป็นผ้าหลายชั้น เป็นของหนักด้วยเย็บด้วยด้ายและด้วยผ้าดามในที่ที่ชำรุดๆ จำเดิมแต่เวลาที่ท่านได้ผ้านั้นจากสำนักของพระศาสดา.
บทว่า นิพฺพสนานิ ความว่า ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งมาก่อนแล้วเลิกไป.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเธอชราและทรงผ้าบังสุกุลหนัก.
บทว่า คหปตานิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเลิกทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ทรงจีวรอันคฤหบดีถวายเถิด.
บทว่า นิมนฺตนานิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเลิกองค์ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร บริโภคภัตรที่เขานิมนต์มีสลากภัตรเป็นต้น.
บทว่า มม สนฺติเก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเลิกองค์ผู้อยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านเถิด.
ถามว่า ก็พระราชาทรงตั้งเสนาบดีในตำแหน่งเสนาบดี เมื่อเสนาบดีนั้นให้พระราชาทรงยินดีด้วยหน้าที่ของตน มีความจงรักภักดีต่อพระราชาเป็นต้น ทรงเอาตำแหน่งนั้นไปพระราชทานแก่คนอื่น ชื่อว่าทรงกระทำไม่สมควรฉันใด พระศาสดาก็ฉันนั้น เสด็จไปสิ้นทาง ๓ คาวุตเพื่อไปต้อนรับพระมหากัสสปเถระ ประทับที่โคนต้นพหุปุตตะ ระหว่างกรุงราชคฤห์กับนาลันทา ทรงให้โอวาท ๓ ข้อ ทรงเปลี่ยนจีวรของพระองค์กับพระมหากัสสปเถระนั้น ได้ทรงทำพระเถระให้อยู่ในป่าตามธรรมชาติเป็นวัตร และให้ทรงผ้าบังสุกุลตามธรรมชาติเป็นวัตร. เมื่อท่านยังพระทัยของพระศาสดาให้ทรงยินดีอยู่ด้วยกัตตุกัมยตาฉันทะ พระศาสดาพระองค์นั้นทรงให้เลิกธุดงค์มีองค์ผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรเป็นต้น ทรงชักชวนในการรับคหบดีจีวรเป็นต้น ชื่อว่าทรงกระทำไม่สมควรมิใช่หรือ.
ตอบว่า ทรงไม่กระทำ.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะเป็นอัธยาศัยของตน.
แท้จริง พระศาสดาจะทรงให้พระเถระเลิกธุดงค์ก็หามิได้. เปรียบเหมือนกลองยังไม่ได้ตีเป็นต้น ย่อมไม่ดังฉันใด ทรงประสงค์จะให้พระเถระบันลือสีหนาทด้วยทรงดำริว่า คนเห็นปานนี้ยังไม่ถูกกระทบ ย่อมไม่บันลือสีหนาทฉันนั้น จึงตรัสอย่างนี้ โดยอัธยาศัยแห่งสีหนาท.
แม้พระเถระบันลือสีหนาทโดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นผู้อยู่ป่าตลอดกาลนาน ดังนี้ โดยสมควรแด่พระอัธยาศัยของพระศาสดาเท่านั้น.
บทว่า ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ ความว่า ชื่อว่าทิฏฐธรรมสุขวิหารธรรม ย่อมได้แก่ภิกษุผู้อยู่ป่าเท่านั้น หาได้แก่ภิกษุผู้อยู่ในละแวกบ้านไม่. เพราะภิกษุผู้อยู่ในละแวกบ้าน ได้ยินเสียงเด็ก เห็นรูปไม่เป็นที่สบาย ได้ยินเสียงไม่เป็นที่สบาย. ด้วยเหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงเกิดความไม่ยินดี.
ส่วนภิกษุผู้อยู่ป่า เมื่ออยู่เลยไปคาวุตหนึ่ง หรือหรือกึ่งโยชน์ หยั่งลงสู่ป่า ได้ยินเสียงเสือดาว เสือโคร่งและราชสีห์เป็นต้น ความยินดีในเสียงมิใช่เสียงมนุษย์ ย่อมเกิดขึ้นเพราะฟังเสียงเป็นปัจจัย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความยินดีในเสียง ตรัสว่า
ความยินดีอันมิใช่ของหมู่มนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุ
ผู้เข้าไปสู่สุญญาคาร มีจิตสงบ ผู้เห็นธรรมแจ่ม
แจ้งโดยชอบ เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ
ความเสื่อมแห่งขันธ์ทั้งหลายแต่อารมณ์ใดๆ
เมื่อเธอรู้แจ้งอารมณ์อันเป็นอมตะ ย่อมได้ปีติ
ปราโมทย์ ถ้าผู้อื่นอีกไม่มีข้างหน้า หรือข้างหลัง
ความผาสุก ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ยินดีอยู่ในป่ารูปหนึ่ง
ในที่นั้นแล.
สำหรับภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเท่านั้น ก็ย่อมได้อย่างนั้นเหมือนกัน.
สำหรับภิกษุผู้ไม่เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร หาได้ไม่.
ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่เที่ยวบิณฑบาตเป็นผู้เที่ยวไปในกาลมิใช่เวลา รีบไปรีบกลับ ไปอย่างผู้มีความห่วงใย มีความสงสัยมากในความห่วงใยนั้น. ก็ภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตรไม่เที่ยวไปในกาลมิใช่เวลา ไม่รีบไป ไม่รีบกลับ ไปอย่างผู้ไม่มีความห่วงใยไม่มีความสงสัยมากในความห่วงใยนั้น.
ถามว่า อย่างไร.
ตอบว่า ภิกษุผู้ไม่บิณฑบาตเป็นวัตร อยู่ในวิหารไกลจากบ้านคิดว่า เราจะได้ข้าวยาคูหรือภัตรเพื่อภิกษุผู้อยู่ปริวาส ก็หรือว่าภัตรอะไรในบรรดาอุเทสภัตรเป็นต้นในโรงฉันจักถึงแก่เรา ดังนี้ ต่อกาลเท่านั้น เมื่อตัดใยแมงมุม ให้โคที่นอนลุกขึ้นแล้ว ไปอยู่แต่เช้า ชื่อว่าเที่ยวไปในเวลามิใช่กาล. ครั้นมนุษย์ออกไปจากเรือน เพื่อทำการงานในนาเป็นต้น เธอก็ไปโดยเร็ว เหมือนติดตามเนื้อเพื่อให้ทันกัน ชื่อว่ารีบไป.
ในระหว่างทาง ครั้นพบเห็นใครๆ เข้า ก็ถามว่า อุบาสกคนโน้นหรืออุบาสิกาคนโน้นอยู่ที่บ้านหรือไม่ หรือว่าไม่อยู่ที่บ้าน ครั้นทราบว่า อุบาสกหรืออุบาสิกาไม่อยู่ที่บ้าน ก็วิ่งพล่าน เหมือนกับถูกไฟไหม้ ด้วยคิดว่า บัดนี้ เราจะได้ภัตแต่เรือนไหน.
เธอเองเป็นผู้ใคร่เพื่อจะไปสู่ทิศปัจฉิม กลับได้สลากในทิศปาจีน จึงเข้าไปหาภิกษุอื่นผู้ได้สลากในทิศปัจฉิม แล้วกล่าวชวนแลกเปลี่ยนสลากกันว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักไปยังทิศปัจฉิม ขอท่านจงรับสลากของข้าพเจ้าไว้ โดยให้สลากของท่านแก่ข้าพเจ้า.
ก็หรือว่า เมื่อเธอนำสลากภัตที่หนึ่งมาบริโภคอยู่. ครั้นพวกมนุษย์กล่าวว่า ขอท่านจงให้บาตรเพื่อสลากภัตแม้อื่นอีก จึงให้ภิกษุอื่นมอบบาตรให้ด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอจงให้บาตรของท่าน ข้าพเจ้าจักใส่ภัตของข้าพเจ้าในบาตรแล้วคืนบาตรให้แก่ท่าน ดังนี้ ครั้นให้บาตรแก่ภิกษุอื่นแล้ว เมื่อภัตอันบุคคลนำมาแล้ว จึงใส่ในบาตรของตน เมื่อมอบบาตรคืน ชื่อว่าเปลี่ยนบาตรกัน.
พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้นถวายมหาทานแก่พระภิกษุในวิหาร. และพระมหาทานนี้ ภิกษุได้สลากเป็นอันมากในบ้านไกลยิ่ง. เมื่อภิกษุไม่ไปที่วิหารนั้น ก็จะไม่ได้สลากอีกตลอด ๗ วัน ฉะนั้น จีงไปเพราะเกรงจะไม่ได้สลาก. เมื่อเธอไปอย่างนี้ จึงชื่อว่าเป็นผู้มีความห่วงใยจึงไป.
ก็เธอไปเพื่อประโยชน์แก่สลากภัตเป็นต้นของผู้ใด แต่กลับมีความสงสัยเป็นอันมากให้ผู้นั้นอย่างนี้ว่า คนทั้งหลายจะถวายสลากภัตนั้นแก่เราหรือหนอแล หรือว่าจะไม่ถวาย. จะถวายภัตที่ประณีตหรือหนอแล หรือว่าจะถวายภัตที่เลว. จะถวายภัตเล็กน้อยหรือหนอแล หรือว่าจะถวายมาก. จะถวายภัตเย็นชืดหรือหนอแล หรือว่าจะถวายภัตที่ยังร้อนอยู่ ดังนี้.
ส่วนภิกษุผู้บิณฑบาตเป็นวัตร ลุกขึ้นตามเวลา ทำวัตรปฏิบัติชำระสรีระเข้าไปที่อยู่ ทำในใจถึงกัมมัฏฐาน กำหนดเวลา ย่อมไปในเวลาที่มหาชนถวายภิกษากระบวยหนึ่งเป็นต้นเพียงพอ ดังนั้น จึงไม่ชื่อว่าก็เที่ยวไปในเวลามิใช่กาล. เธอแบ่งย่างเท้าแต่ละย่างเท้าแยกเป็น ๖ ส่วนเดินพิจารณาไป ดังนั้นจึงไม่ชื่อว่ารีบไป. ไม่ถามว่า คนชื่อโน้นอยู่ในเรือนหรือไม่อยู่ในเรือน เพราะความให้แน่นอนของตน. ย่อมไม่ได้รับสลากภัตเป็นต้น. เมื่อไม่ได้รับจักสับเปลี่ยนอะไร. ไม่มีความห่วงใยในอำนาจของผู้อื่น.
เมื่อทำในใจถึงกัมมัฏฐาน ย่อมไม่ได้ตามชอบใจ ความสงสัยมากไม่มี เหมือนภิกษุนอกนี้. ไม่ติดใจในบ้านหรือในถนนหนึ่ง เที่ยวไปในที่อื่นได้. เมื่อไม่ติดใจในบ้านเป็นต้น เที่ยวไปในที่อื่นสำรวมฉัน เหมือนน้ำอมฤตแล้วไป.
สำหรับภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรเท่านั้นได้ ผู้ไม่ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรหาได้ไม่.
ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เที่ยวแสวงหาผ้าจำนำพรรษา ไม่แสวงหาเสนาสนะสัปปายะ. ส่วนภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ไม่เที่ยวแสวงหาผ้าจำนำพรรษา. แสวงหาแต่เสนาสนะสัปปายะเท่านั้น.
ภิกษุผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตรย่อมได้ นอกนี้หาได้ไม่.
ด้วยว่า ภิกษุผู้ไม่ทรงไตรจีวรเป็นวัตร มีสิ่งของมาก มีบริขารมาก เพราะเหตุนั้น เธอจึงไม่มีผาสุวิหารธรรม. ผาสุวิหารธรรมย่อมได้แก่พวกภิกษุผู้มักน้อยเป็นต้นเท่านั้น พวกนอกนี้หาได้ไม่. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งความเป็นสุขในทิฏฐธรรมของตน ดังนี้.
จบอรรถกถาชิณณสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------