๑. ปริวีมังสนสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุกฺขวคฺโค ฉฏฺโฐ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ทุกขวรรคที่ ๖ ๑. ปริวีมังสนสูตร
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กิตฺตาวตา นุ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปริวีมํสมาโน ปริวีมํเสยฺย สพฺพโส สมฺมา ทุกฺขกฺขยายาติ ฯ ภควํมูลกา โน ภนฺเต ธมฺมา ภควํเนตฺติกา ภควํปฏิสรณา สาธุ วต ภนฺเต ภควนฺตํเยว ปฏิภาตุ เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ ภิกฺขเว สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระ-*พุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุเท่าไรหนอแลภิกษุเมื่อพิจารณา พึงพิจารณาเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวงภิกษุเหล่านั้นทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่ตั้ง มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง ได้โปรดเถิดพระพุทธเจ้าข้า ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิดภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ
ภควา เอตทโวจ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปริวีมํสมาโน ปริวีมํสติ ยํ โข อิทํ อเนกวิธํ นานปฺปการกํ ทุกฺขํ โลเก อุปฺปชฺชติ ชรามรณํ อิทํ นุ โข ทุกฺขํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวํ กิสฺมึ สติ ชรามรณํ โหติ กิสฺมึ อสติ ชรามรณํ น โหตีติ ฯ โส ปริวีมํสมาโน เอวํ ปชานาติ ยํ โข อิทํ อเนกวิธํ นานปฺปการกํ ทุกฺขํ โลเก อุปฺปชฺชติ ชรามรณํ อิทํ โข ทุกฺขํ ชาตินิทานํ ชาติสมุทยํ ชาติชาติกํ ชาติปฺปภวํ ชาติยา สติ ชรามรณํ โหติ ชาติยา อสติ ชรามรณํ น โหตีติ ฯ โส ชรามรณญฺจ ปชานาติ ชรามรณสมุทยญฺจ ปชานาติ ชรามรณนิโรธญฺจ ปชานาติ ยา จ ชรามรณนิโรธสารุปฺปคามินี ปฏิปทา ตญฺจ ปชานาติ ตถา ปฏิปนฺโน จ โหติ อนุธมฺมจารี ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺพโส สมฺมา ทุกฺขกฺขยาย ปฏิปนฺโน ชรามรณนิโรธาย ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ทุกข์คือชราและมรณะมีประการต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในโลก ทุกข์นี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดหนอแล เมื่ออะไรมี ชราและมรณะจึงมี เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ทุกข์คือชราและมรณะมีประการต่างๆ มากมาย เกิดขึ้นในโลก ทุกข์นี้แลมีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นสมุทัย มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมีเมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์ชราและมรณะ ย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิดชราและมรณะ ย่อมรู้ประจักษ์ความดับแห่งชราและมรณะ ย่อมรู้ประจักษ์ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประพฤติธรรมอันสมควร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง เพื่อความดับแห่งชราและมรณะ ฯ
อถาปรํ ปริวีมํสมาโน ปริวีมํสติ ชาติ ปนายํ กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวา กิสฺมึ สติ ชาติ โหติ กิสฺมึ อสติ ชาติ น โหตีติ ฯ โส ปริวีมํสมาโน เอวํ ปชานาติ ชาติ ภวนิทานา ภวสมุทยา ภวชาติกา ภวปฺปภวา ภเว สติ ชาติ โหติ ภเว อสติ ชาติ น โหตีติ ฯ โส ชาติญฺจ ปชานาติ ชาติสมุทยญฺจ ปชานาติ ชาตินิโรธญฺจ ปชานาติ ยา จ ชาตินิโรธสารุปฺปคามินี ปฏิปทา ตญฺจ ปชานาติ ตถา ปฏิปนฺโน จ โหติ อนุธมฺมจารี ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺพโส สมฺมา ทุกฺขกฺขยาย ปฏิปนฺโน ชาตินิโรธาย ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ก็ชาตินี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ชาติจึงมี เมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี ภิกษุนั้นพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ว่า ชาติมีภพเป็นเหตุ มีภพเป็นสมุทัย มีภพเป็นกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิดเมื่อภพมี ชาติจึงมี เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์ชาติ ย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิดแห่งชาติ ย่อมรู้ประจักษ์ความดับแห่งชาติ ย่อมรู้ประจักษ์ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับแห่งชาติ และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประพฤติธรรมอันสมควร ภิกษุนี้เราเรียกว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวง เพื่อความดับแห่งชาติ ฯ
อถาปรํ ปริวีมํสมาโน ปริวีมํสติ ภโว ปนายํ กึนิทาโน ฯเปฯ อุปาทานํ ปนิทํ กึนิทานํ ... ตณฺหา ปนายํ กึนิทานา ... เวทนา ปนายํ กึนิทานา ... ผสฺโส ปนายํ กึนิทาโน ... สฬายตนํ ปนิทํ กึนิทานํ ... นามรูปํ ปนิทํ กึนิทานํ ... วิญฺญาณํ ปนิทํ กึนิทานํ ... สงฺขารา ปนิเม กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวา กิสฺมึ สติ สงฺขารา โหนฺติ กิสฺมึ อสติ สงฺขารา น โหนฺตีติ ฯ โส ปริวีมํสมาโน เอวํ ปชานาติ สงฺขารา อวิชฺชานิทานา อวิชฺชาสมุทยา อวิชฺชาชาติกา อวิชฺชาปภวา อวิชฺชาย สติ สงฺขารา โหนฺติ อวิชฺชาย อสติ สงฺขารา น โหนฺตีติ ฯ {๑๙๑.๑} โส สงฺขาเร จ ปชานาติ สงฺขารสมุทยญฺจ ปชานาติ สงฺขารนิโรธญฺจ ปชานาติ ยา จ สงฺขารนิโรธสารุปฺปคามินี ปฏิปทา ตญฺจ ปชานาติ ตถา ปฏิปนฺโน จ โหติ อนุธมฺมจารี ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺพโส สมฺมา ทุกฺขกฺขยาย ปฏิปนฺโน สงฺขารนิโรธาย ฯ อวิชฺชาคโต ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล ปุญฺญญฺเจ สงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ปุญฺญูปคํ โหติ วิญฺญาณํ อปุญฺญญฺเจ สงฺขารํ อภิสงฺขโรติ อปุญฺญูปคํ โหติ วิญฺญาณํ ฯ อเนชญฺเจ สงฺขารํ อภิสงฺขโรติ อเนชูปคํ โหติ วิญฺญาณํ ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ก็ภพนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็อุปาทานนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็ตัณหานี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็เวทนานี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็สฬายตนะนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็วิญญาณนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ ก็สังขารนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี สังขารจึงมี เมื่ออะไรไม่มี สังขารจึงไม่มี ภิกษุนั้นเมื่อพิจารณาย่อมรู้ประจักษ์ว่า สังขารมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นสมุทัย มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด เมื่ออวิชชามี สังขารจึงมี เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารจึงไม่มี ภิกษุนั้นย่อมรู้ประจักษ์สังขาร ย่อมรู้ประจักษ์เหตุเกิดแห่งสังขารย่อมรู้ประจักษ์ความดับแห่งสังขาร ย่อมรู้ประจักษ์ปฏิปทาอันสมควรที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร และย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นผู้ประพฤติธรรมอันสมควรภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ โดยประการทั้งปวงเพื่อความดับแห่งสังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฯ
ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อวิชฺชา ปหีนา โหติ วิชฺชา อุปฺปนฺนา ฯ โส อวิชฺชาวิราคา วิชฺชุปฺปาทา เนว ปุญฺญาภิสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ น อปุญฺญาภิสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ น อเนชาภิสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ อนภิสงฺขโรนฺโต อนภิสญฺเจตยนฺโต น กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ อนุปาทิยํ น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ ปจฺจตฺตํเยว ปรินิพฺพายติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ {๑๙๒.๑} โส สุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ สา อนิจฺจาติ ปชานาติ อนชฺโฌสิตาติ ปชานาติ อนภินนฺทิตาติ ปชานาติ ฯ ทุกฺขญฺเจ เวทนํ เวทยติ สา อนิจฺจาติ ปชานาติ อนชฺโฌสิตาติ ปชานาติ อนภินนฺทิตาติ ปชานาติ ฯ อทุกฺขมสุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ สา อนิจฺจาติ ปชานาติ อนชฺโฌสิตาติ ปชานาติ อนภินนฺทิตาติ ปชานาติ ฯ โส สุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ วิสญฺญุตฺโต นํ เวทยติ ทุกฺขญฺเจ เวทนํ เวทยติ วิสญฺญุตฺโต นํ เวทยติ อทุกฺขมสุขญฺเจ เวทนํ เวทยติ วิสญฺญุตฺโต นํ เวทยติ ฯ {๑๙๒.๒} โส กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยมาโน กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ฯ ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยมาโน ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ฯ กายสฺส เภทา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา อิเธว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีตีภวิสฺสนฺติ สรีรานิ อวสิสิสฺสนฺตีติ ปชานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอกอวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหาอันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหาถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยอทุกขมสุข-*เวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้วจักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต เพราะความแตกแห่งกาย ฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส กุมฺภการปากา อุณฺหํ กุมฺภํ อุทฺธริตฺวา สเม ภูมิภาเค ปติฏฺฐเปยฺย ตตฺร ยายํ อุสฺมา สา ตตฺเถว วูปสเมยฺย กปลฺลานิ อวสิเสยฺยุํ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยมาโน กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ฯ ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยมาโน ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ฯ กายสฺส เภทา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา อิเธว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีตีภวิสฺสนฺติ สรีรานิ อวสิสิสฺสนฺตีติ ปชานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษยกหม้อที่ยังร้อนออกจากเตาเผาหม้อวางไว้ที่พื้นดินอันเรียบ ไออุ่นที่หม้อนั้นพึงหายไป กระเบื้องหม้อยังเหลืออยู่ที่พื้นดินนั้นนั่นแหละ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้นเบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต เพราะความแตกแห่งกาย ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
ตํ กึ มญฺญถ ภิกฺขเว อปิ นุ โข ขีณาสโว ภิกฺขุ ปุญฺญาภิสงฺขารํ วา อภิสงฺขเรยฺย อปุญฺญาภิสงฺขารํ วา อภิสงฺขเรยฺย อเนญฺชาภิสงฺขารํ วา อภิสงฺขเรยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน สงฺขาเรสุ อสติ สงฺขารนิโรธา อปิ นุ โข วิญฺญาณํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน วิญฺญาเณ อสติ วิญฺญาณนิโรธา อปิ นุ โข นามรูปํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน นามรูเป อสติ นามรูปนิโรธา อปิ นุ โข สฬายตนํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน สฬายตเน อสติ สฬายตนนิโรธา อปิ นุ โข ผสฺโส ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน ผสฺเส อสติ ผสฺสนิโรธา อปิ นุ โข เวทนา ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน เวทนาย อสติ เวทนานิโรธา อปิ นุ โข ตณฺหา ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน ตณฺหาย อสติ ตณฺหานิโรธา อปิ นุ โข อุปาทานํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน อุปาทาเน อสติ อุปาทานนิโรธา อปิ นุ โข ภโว ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน ภเว อสติ ภวนิโรธา อปิ นุ โข ชาติ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สพฺพโส วา ปน ชาติยา อสติ ชาตินิโรธา อปิ นุ โข ชรามรณํ ปญฺญาเยถาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ภิกษุ ผู้ขีณาสพพึงทำกรรมเป็นบุญบ้าง ทำกรรมเป็นบาปบ้าง ทำกรรมเป็นอเนญชาบ้างหรือหนอ ฯ ภิกษุทั้งหลายทูลว่า ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสังขารไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะสังขารดับวิญญาณพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิญญาณไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะวิญญาณดับ นามรูปพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนามรูปไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะนามรูปดับสฬายตนะพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสฬายตนะไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อผัสสะไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะผัสสะดับเวทนาพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับตัณหาพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะตัณหาดับอุปาทานพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุปาทานไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะอุปาทานดับ ภพพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อภพไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะภพดับ ชาติพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติดับ ชรา-*และมรณะพึงปรากฏหรือหนอ ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
สาธุ สาธุ ภิกฺขเว เอวเมตํ ภิกฺขเว มญฺญถ สทฺทหถ เอวเมตํ ภิกฺขเว อธิมุจฺจถ นิกฺกงฺขา เอตฺถ โหถ นิพฺพิจิกิจฺฉา เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺสาติ ฯ ปฐมํ ฯ
ดีละๆ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงสำคัญ จงเชื่อซึ่งข้อนั้นไว้ อย่างนั้นเถิด พวกเธอจงน้อมใจไปสู่ข้อนั้นอย่างนั้นเถิด จงหมดความเคลือบแคลงสงสัยในข้อนั้นเถิด นั่นเป็นที่สุดทุกข์ ฯ จบสูตรที่ ๑
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๖. ทุกขวรรค ๑. ปริวีมังสนสูตร ๖. ทุกขวรรค หมวดว่าด้วยทุกข์ ๑. ปริวีมังสนสูตร ว่าด้วยการพิจารณา
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุเมื่อพิจารณา จึงชื่อว่าพิจารณาเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ ทุกประการ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาค เป็นหลัก มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส เฉพาะพระผู้มีพระภาคเท่านั้นที่จะทรงอธิบายเนื้อความแห่งภาษิตนั้นให้แจ่มแจ้งได้ ภิกษุทั้งหลายฟังต่อจากพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้” “ถ้าเช่นนั้น เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ‘ชรา และมรณะนี้ใด มีทุกข์หลายอย่างนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นในโลก ชราและมรณะที่เป็นทุกข์นี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิดหนอ เมื่ออะไรมี ชราและมรณะจึงมี เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี’ เธอพิจารณาอยู่จึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ชราและมรณะนี้ใด มีทุกข์หลายอย่างนับไม่ถ้วนเกิดขึ้นในโลก ทุกข์นี้มีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นเหตุเกิด มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด เมื่อชาติมี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๙๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๖. ทุกขวรรค ๑. ปริวีมังสนสูตร ชราและมรณะจึงมี เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี” เธอรู้ชัดชราและมรณะรู้ชัดความเกิดแห่งชราและมรณะ รู้ชัดความดับแห่งชราและมรณะ รู้ชัดปฏิปทาอันเหมาะสมที่ให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ และเธอเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น ชื่อว่าผู้มีปกติประพฤติตามธรรม เราเรียกภิกษุนี้ว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ เพื่อความดับแห่งชราและมรณะโดยชอบ ทุกประการ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ‘ชาตินี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี ชาติจึงมีเมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี’ เธอพิจารณาอยู่ จึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘ชาติมีภพเป็นเหตุมีภพเป็นเหตุเกิด มีภพเป็นกำเนิด มีภพเป็นแดนเกิด เมื่อภพมี ชาติจึงมี เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี’ เธอรู้ชัดชาติ รู้ชัดความเกิดแห่งชาติ รู้ชัดความดับแห่งชาติรู้ชัดปฏิปทาอันเหมาะสมที่ให้ถึงความดับแห่งชาติ และเธอผู้ปฏิบัติอย่างนั้น ชื่อว่าผู้มีปกติประพฤติตามธรรม เราเรียกภิกษุนี้ว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์เพื่อความดับชาติโดยชอบ ทุกประการ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ‘ภพนี้มีอะไรเป็นเหตุ ฯลฯ อุปาทานนี้มีอะไรเป็นเหตุ ... ตัณหานี้มีอะไรเป็นเหตุ ... เวทนานี้มีอะไรเป็นเหตุ ... ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ ... สฬายตนะนี้มีอะไรเป็นเหตุ ... นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ ... วิญญาณนี้มีอะไรเป็นเหตุ ... อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณาว่า ‘สังขารเหล่านี้มีอะไร เป็นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่ออะไรมี สังขารทั้งหลายจึงมี เมื่ออะไรไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี’ เธอพิจารณาอยู่ จึงรู้ชัดอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๐๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๖. ทุกขวรรค ๑. ปริวีมังสนสูตร ว่า ‘สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นเหตุเกิด มีอวิชชาเป็นกำเนิดมีอวิชชาเป็นแดนเกิด เมื่ออวิชชามี สังขารทั้งหลายจึงมี เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารทั้งหลายจึงไม่มี’ ภิกษุนั้นรู้ชัดสังขารทั้งหลาย จึงรู้ชัดความเกิดแห่งสังขาร รู้ชัดความดับแห่ง สังขาร รู้ชัดปฏิปทาอันเหมาะสมที่ให้ถึงความดับแห่งสังขาร และเธอผู้ปฏิบัติ อย่างนั้น ชื่อว่าผู้มีปกติประพฤติตามธรรม ภิกษุทั้งหลาย เราเรียกภิกษุนี้ว่า เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ เพื่อความดับ แห่งสังขารโดยชอบ ทุกประการ บุรุษบุคคล นี้ตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็ ประกอบด้วยบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาปปรุงแต่ง วิญญาณก็ประกอบด้วยบาป ถ้าสังขารที่เป็นอาเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็ประกอบด้วยอาเนญชา ในกาลใด ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้น ในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ปรุงแต่งปุญญาภิสังขารอปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร เพราะกำจัดอวิชชาได้ เพราะมีวิชชา เกิดขึ้น เมื่อไม่ปรุงแต่ง ไม่จงใจ ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’@เชิงอรรถ : @ บุรุษบุคคล ในที่นี้เป็นพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกตามสมมติของชาวโลก เพราะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์@มีกถา ๒ อย่าง คือ (๑) สมมติกถา ถ้อยคำสมมติ ตรัสตามที่โลกสมมติ เช่น ตรัสว่า สัตว์ นระ บุรุษ ติสสะ@นาคเป็นต้น (๒) ปรมัตถกถา ถ้อยคำโดยปรมัตถ์ตรัสตามสภาวธรรม เช่นตรัสว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ@เป็นต้น พระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงแสดงปรมัตถกถา ก็ไม่ทรงลืมที่จะตรัสสมมติกถา ทั้งนี้เพื่อให้เวไนยสัตว์@ได้เข้าใจธรรมะนั่นเอง (สํ.นิ.อ. ๒/๕๑/๘๘) @ ปุญญาภิสังขาร คืออภิสังขารที่เป็นบุญ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจร@และรูปาวจร (สํ.นิ.อ. ๒/๕๑/๘๙, ขุ.ม.อ. ๒๕/๒๑๖) @ อปุญญาภิสังขาร คืออภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่@อกุศลเจตนาทั้งหลาย (สํ.นิ.อ. ๒/๕๑/๘๙, ขุ.ม.อ. ๒๕/๒๑๖) @ อาเนญชาภิสังขาร คืออภิสังขารที่เป็นอาเนญชา สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศล-@เจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๔ หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน (สํ.นิ.อ. ๒/๕๑/๘๙,@ขุ.ม.อ. ๒๕/๒๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๐๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๖. ทุกขวรรค ๑. ปริวีมังสนสูตร ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ‘สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง’ รู้ชัดว่า ‘ไม่น่าหมกมุ่น’ รู้ชัดว่า ‘ไม่น่าเพลิดเพลิน’ ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ‘ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง’ รู้ชัดว่า ‘ไม่น่าหมกมุ่น’ รู้ชัดว่า ‘ไม่น่าเพลิดเพลิน’ ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ‘อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง’ รู้ชัดว่า ‘ไม่น่าหมกมุ่น’รู้ชัดว่า ‘ไม่น่าเพลิดเพลิน’ ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจาก(กิเลส) เสวยสุขเวทนานั้น ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจาก(กิเลส) เสวยทุกขเวทนานั้น ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็เป็นผู้ปราศจาก(กิเลส) เสวยอทุกขมสุขเวทนานั้นภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยเวทนาที่มีกาย เป็นที่สุด’ เมื่อเสวยเวทนาที่มีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยเวทนาที่มีชีวิตเป็นที่สุด’ รู้ชัดว่า ‘หลังจากตายแล้ว การเสวยอารมณ์ทั้งหมด ไม่น่าเพลิดเพลินจักเย็น จักเหลืออยู่เพียงสรีรธาตุในโลกนี้เท่านั้น’ เปรียบเหมือนบุรุษยกหม้อที่ร้อนออกจากเตาเผาหม้อ วางบนพื้นที่เรียบ ไออุ่นที่หม้อนั้นพึงหายไป เหลืออยู่เพียงกระเบื้องหม้อเท่านั้น อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น ภิกษุเมื่อเสวยเวทนาที่มีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยเวทนาที่มีกายเป็นที่สุด’ เมื่อเสวยเวทนาที่มีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยเวทนาที่มีชีวิตเป็นที่สุด’ รู้ชัดว่า ‘หลังจากตายแล้ว การเสวยอารมณ์ทั้งหมด ไม่น่าเพลิดเพลิน จักเย็น จักเหลืออยู่เพียงสรีรธาตุในโลกนี้เท่านั้น’ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ภิกษุผู้ขีณาสพพึงปรุงแต่ง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขารบ้างหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสังขารทั้งหลายไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะสังขารดับวิญญาณพึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๐๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๖. ทุกขวรรค ๑. ปริวีมังสนสูตร “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิญญาณไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะวิญญาณดับ นามรูปพึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนามรูปไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะนามรูปดับ สฬายตนะพึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสฬายตนะไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะพึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อผัสสะไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะผัสสะดับ เวทนาพึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับ ตัณหา พึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะตัณหาดับ อุปาทาน พึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุปาทานไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะอุปาทานดับ ภพ พึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๐๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๑. นิทานสังยุต] ๖. ทุกขวรรค ๒. อุปาทานสูตร “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อภพไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะภพดับ ชาติพึง ปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “อีกอย่างหนึ่ง เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติดับ ชราและมรณะพึงปรากฏหรือ” “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงสำคัญ จงเชื่อ น้อมใจเชื่อข้อความ นั้นอย่างนั้นเถิด จงหมดความเคลือบแคลงสงสัยในข้อนั้นเถิด นั่นแลคือที่สุด แห่งทุกข์” ปริวีมังสนสูตรที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุกขวรรคที่ ๖ อรรถกถาปริวีมังสนสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในปริวีมังสนสูตรที่ ๑ แห่งทุกขวรรคต่อไป.
บทว่า ปริวีมํสมาโน แปลว่า เมื่อพิจารณา.
บทว่า ชรามรณํ ชราและมรณะ ความว่า หากถามว่า เพราะเหตุไร ชราและมรณะข้อเดียวเท่านั้น จึงมีประการต่างๆ หลายอย่าง.
ตอบว่า เพราะเมื่อจับชรามรณะนั้นได้แล้ว ก็จะเป็นอันจับทุกข์ทั้งปวงได้ เหมือนอย่างว่า เมื่อบุรุษถูกจับที่ผมจุก บุรุษนั้นย่อมชื่อว่าถูกจับโดยแท้ฉันใดเมื่อจับชราและมรณะได้แล้ว ธรรมที่เหลือย่อมชื่อว่าเป็นอันจับได้โดยแท้ ฉันนั้น. เมื่อจับชราและมรณะได้แล้วเช่นนี้ ทุกข์ทั้งปวงย่อมชื่อว่าเป็นอันจับได้โดยแท้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทุกข์นี้มีประการต่างๆ หลายอย่างเกิดขึ้นในโลก ดังนี้ ทรงแสดงทุกข์ทั้งปวง เหมือนบุรุษผู้อาบน้ำแล้วยืนอยู่ ชื่อว่าทรงจับชราและมรณะ เหมือนจับบุรุษนั้นที่ผมจุก.
บทว่า ชรามรณนิโรธสารุปฺปคามินี ความว่า ปฏิปทาชื่อว่าเป็นเช่นกันนั้นเทียว เพราะความไม่มีกิเลส คือบริสุทธิ์ เป็นเครื่องให้ถึงโดยภาวะสมควรแก่ความดับแห่งชราและมรณะ.
บทว่า ตถา ปฏิปนฺโน จ โหติ ความว่า ภิกษุอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นผู้ปฏิบัติตามนั้นอย่างใด ก็ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติอย่างนั้น.
บทว่า อนุธมฺมจารี เป็นผู้ประพฤติธรรมอันสมควร ความว่า ประพฤติ คือบำเพ็ญธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติที่ไปตามธรรม คือพระนิพพาน.
บทว่า ทุกฺขกฺขยาย ปฏิปนฺโน เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นทุกข์ ได้แก่ เป็นผู้ทำศีลให้เป็นเบื้องต้น แล้วปฏิบัติเพื่อความดับแห่งทุกข์ คือชราและมรณะ.
บทว่า สงฺขารนิโรธาย เพื่อความดับแห่งสังขาร ได้แก่ เพื่อความดับแห่งทุกข์คือสังขาร. พระเทศนาจึงถึงพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยข้อความเพียงเท่านี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงการพิจารณาอรหัตผล และธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นนิจแล้วจึงกลับเทศนาอีก.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำอย่างนั้น แต่ทรงถือเอาคำว่า อวิชฺชาคโต บุคคลตกอยู่ในอวิชชานี้ เพราะเหตุไร.
ตอบว่า ทรงถือเอาเพื่อทรงแสดงวัฏฏทุกข์อันพระขีณาสพก้าวล่วงแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปรารถวัฏฏะตรัสถึงวิวัฏฏะ (พระนิพพาน) อยู่ ก็จะมีสัตว์ผู้จะตรัสรู้อยู่ในเรื่องนี้. พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาคำนี้ด้วยอำนาจอัธยาศัยของสัตว์นั้น.
ในพระบาลีนั้น บทว่า อวิชฺชาคโต ตกอยู่ในอวิชชา ได้แก่ เข้าถึง คือประกอบด้วยอวิชชา.
บทว่า ปุริสปุคฺคโล บุรุษบุคคล ได้แก่ บุคคลคือบุรุษ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมมติกถา ด้วยคำทั้งสองนั้น.
ก็พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงมีกถา (การกล่าว) อยู่ ๒ อย่าง คือ สมมติกถา ๑ ปรมัตถกถา ๑.
ในกถาทั้ง ๒ นั้น กถาที่เป็นไปอย่างนี้คือ สัตว์ นระ ปุริสะ ปุคคละ ติสสะ นาคะ ชื่อว่าสมมติกถา. กถาที่เป็นไปอย่างนี้คือ ขันธ์ทั้งหลาย ธาตุทั้งหลาย อายตนะทั้งหลาย ชื่อว่าปรมัตถกถา. พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจะทรงกล่าวปรมัตถกถา ย่อมทรงกล่าวไม่ทิ้งสมมติทีเดียว. พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เมื่อทรงกล่าวสมมติก็ดี เมื่อทรงกล่าวปรมัตถ์ก็ดี ย่อมทรงกล่าวเรื่องจริงเท่านั้น.
ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเมื่อจะตรัส (เรื่องใดๆ)
ได้ตรัสสัจจะ (ความจริง) ๒ คือ สมมติสัจจะ ๑ ปรมัตถ
สัจจะ ๑. ใครๆ ย่อมไม่ได้สัจจะที่ ๓ (เพราะไม่มี).
การกล่าวถึงสิ่งที่รู้ ชื่อสมมติสัจจะ เพราะเหตุที่เป็นโลก
สมมติ (สิ่งที่ชาวโลกรู้). ส่วนการกล่าวถึงประโยชน์อย่าง
ยิ่งอันเป็นลักษณะจริงของธรรมทั้งหลาย ชื่อปรมัตถสัจจะ.
บทว่า ปุญฺญญฺเจ สงฺขารํ ถ้าสังขารที่เป็นบุญ ได้แก่ ปุญญาภิสังขารอันต่างด้วยเจตนา ๑๓.
บทว่า อภิสงฺขโรติ ปรุงแต่ง ได้แก่ กระทำ.
ข้อว่า ปุญฺญูปคํ โหติ วิญฺญาณํ วิญญาณย่อมเข้าถึงบุญ ได้แก่ กัมมวิญญาณย่อมเข้าถึง คือ ประกอบพร้อมด้วยกุศลกรรม. แม้วิปากวิญญาณก็ย่อมเข้าถึง คือประกอบพร้อมด้วยกุศลวิบาก.
บทว่า อปุญฺญญฺเจ สงฺขารํ ถ้าสังขารที่เป็นบาป" ได้แก่ อปุญญาภิสังขารอันต่างด้วยเจตนา ๑๒.
บทว่า อาเนญฺชญฺเจ สงฺขารํ ถ้าสังขารที่เป็นอเนญชา ได้แก่ อเนญชาภิสังขารอันต่างด้วยเจตนา ๔.
บทว่า อาเนญฺชูปคํ โหติ วิญฺญาณํ วิญญาณย่อมเข้าถึงอเนญชา ได้แก่ กัมมวิญญาณย่อมเข้าถึง คือประกอบพร้อมด้วยกรรมที่เป็นอเนญชา วิปากวิญญาณย่อมเข้าถึง ด้วยวิบากที่เป็นอเนญชา. ปัจจยาการซึ่งมี ๑๒ บท ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วแล เพราะค่าที่ได้ทรงถือเอากัมมาภิสังขาร ๓ ในพระสูตรนี้. วัฏฏะเป็นอันทรงแสดงแล้วด้วยข้อความเพียงเท่านี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏะคือพระนิพพาน จึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล" เป็นอาทิ.
ในพระบาลีนั้น บทว่า อวิชฺชา แปลว่า ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔.
บทว่า วิชฺชา ได้แก่ อรหัตมรรคญาณ.
และในพระบาลีนี้ มีอธิบายว่า "เมื่อละอวิชชาได้ก่อนแล้วนั่นแหละ วิชชาจึงเกิดขึ้น. เหมือนอย่างเมื่อมีความมืดอันประกอบด้วยองค์ ๔ จะละความมืดได้ก็ด้วยการจุดประทีปให้ลุกโชติช่วงฉันใด เมื่อวิชชาเกิดขึ้น ก็พึงทราบว่าเป็นอันละอวิชชาได้ ฉันนั้น.
บทว่า ไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก ได้แก่ ไม่ยึดมั่น คือถือมั่นธรรมอะไรๆ ในโลก.
บทว่า เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว อธิบายว่า เมื่อไม่ยึดมั่น เมื่อไม่ถือมั่น ก็ย่อมไม่สะดุ้งเพราะตัณหา ไม่สะดุ้งเพราะกลัว. ความว่า ย่อมไม่อยาก ไม่กลัว.
บทว่า เฉพาะตัวเท่านั้น ได้แก่ ย่อมปรินิพพานด้วยตนเองเท่านั้นแหละ ไม่ปรินิพพานเพราะอานุภาพของผู้อื่น.
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำนี้ว่า ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา.
ตอบว่า ทรงเริ่มเพื่อแสดงการพิจารณาของพระขีณาสพแล้วแสดงธรรมเครื่องอยู่เนืองนิจ.
บทว่า อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา คือ อันตนไม่กล้ำกลืนเก็บยึดถือไว้ด้วยตัณหา.
ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุใด จึงตรัสถึงทุกขเวทนา. ผู้ที่เพลิดเพลินทุกขเวทนานั้นยังมีอยู่หรือไร.
ตอบว่า ใช่ ยังมีอยู่ เพราะผู้ที่เพลิดเพลินความสุขอยู่นั่นแหละ ชื่อว่าย่อมเพลิดเพลินทุกข์ เพราะผู้ถึงทุกข์ปรารถนาความสุข และความสุขก็กลายเป็นทุกข์เพราะปรวนแปร.
บทว่า ที่ปรากฏทางกาย คือ กำหนดได้ด้วยกาย. อธิบายว่า กายคือทวาร ๕ ยังเป็นไปอยู่ตราบใด บุคคลย่อมเสวยเวทนาทางทวาร ๕ ที่เป็นไปแล้วอยู่ตราบนั้น.
บทว่า ที่ปรากฏทางชีวิต ได้แก่ กำหนดได้ด้วยชีวิต. อธิบายว่า ชีวิตยังเป็นไปอยู่ตราบใด บุคคลย่อมเสวยเวทนาทางมโนทวารที่เป็นไปแล้วอยู่ตราบนั้น.
บรรดาเวทนาทั้งสองนั้น เวทนาที่เป็นไปทางทวาร ๕ เกิดขึ้นทีหลัง แต่ดับก่อน. เวทนาที่เป็นไปทางมโนทวาร เกิดขึ้นก่อน แต่ดับทีหลัง. ก็ในขณะปฏิสนธิ เวทนาที่เป็นไปทางมโนทวารนั้น ย่อมตั้งอยู่ในวัตถุรูปเท่านั้น. ในปวัตติกาล เวทนาที่เป็นไปทางทวาร ๕ เป็นไปอยู่ด้วยอำนาจทวาร ๕, ในเวลาที่คนมีอายุ ๒๐ ปีเป็นต้นในปฐมวัยย่อมมีกำลังแรงยิ่ง ด้วยอำนาจความรัก ความโกรธและความหลง, ในเวลาที่คนมีอายุ ๕๐ ปีย่อมคงที่ จำเดิมแต่เวลาที่คนมีอายุ ๖๐ ปี ก็จะเสื่อมลง,
ครั้นถึงเวลาที่คนมีอายุได้ ๘๐-๙๐ ปี ก็จะอ่อนลง (ในที่สุด) ในครั้งนั้น (คือในเวลาที่มีอายุ ๘๐-๙๐ ปี) เมื่อพวกชนกล่าวว่า พวกเรานั่งนอนรวมกันเป็นเวลานาน สัตว์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่รู้สึก คือย่อมกล่าวถึงอารมณ์มีรูปเป็นต้นแม้มีประมาณยิ่งว่า เราไม่เห็น ไม่ได้ยิน คือไม่รู้ว่ากลิ่นหอมหรือกลิ่นเหม็น ดีหรือไม่ดี แข็งหรืออ่อน.
เวทนาอันเป็นไปทางทวาร ๕ ของชนเหล่านั้นย่อมเป็นอันแตกแล้วอย่างนี้.
ส่วนเวทนาที่เป็นไปทางมโนทวารยังเป็นไปอยู่. เวทนาแม้นั้น เมื่อเสื่อมไปโดยลำดับ ย่อมอาศัยที่สุดแห่งหทัยนั่นแหละเป็นไปในเวลามรณะ. อนึ่ง เวทนานั้น ยังเป็นไปอยู่ตราบใด ก็พูดได้ว่า สัตว์ยังมีชีวิตอยู่ตราบนั้น. เมื่อใดเวทนานั้นไม่เป็นไป เมื่อนั้นเรียกว่าสัตว์ตายคือดับ.
ความข้อนี้ พึงแสดง (เปรียบเทียบ) ด้วยสระ.
เหมือนอย่างบุรุษก่อสร้างสระให้สมบูรณ์ด้วยทางน้ำ ๕ สาย. เมื่อฝนตกลงมาครั้งแรก น้ำพึงไหลไปตามทางน้ำทั้ง ๕ สายจนเต็มบ่อภายในสระ ครั้งฝนตกอยู่บ่อยๆ น้ำพึงขังเต็มทางน้ำ ไหลลงสู่ทางประมาณคาวุตหนึ่งบ้าง กึ่งโยชน์บ้าง น้ำที่หลากมาแต่ที่นั้นๆ.
ครั้นเขาเปิดท่อสำหรับไขน้ำ ทำการงานในนา น้ำก็ไหลออกไป. ในเวลาที่ข้าวกล้าแก่ น้ำก็ไหลออก. น้ำแห้งถึงการที่ควรกล่าวว่า เราจะจับปลา. จากนั้นอีก ๒-๓ วัน น้ำก็ขังอยู่ในบ่อนั่นเอง. และถ้าในบ่อยังมีน้ำขังอยู่ตราบใด ก็ย่อมจะนับได้ว่า ในสระใหญ่มีน้ำอยู่ตราบนั้น. แต่ถ้าน้ำในบ่อนั้นแห้งเมื่อใด เมื่อนั้นก็พูดได้ว่าในสระไม่มีน้ำฉันใด พึงทราบข้อเปรียบเทียบฉันนั้น.
เวลาที่เวทนาอันเป็นไปทางมโนทวาร ตั้งอยู่ในวัตถุรูปในขณะปฏิสนธิครั้งแรกนั่นเอง เหมือนเวลาเมื่อฝนตกอยู่ครั้งแรก น้ำไหลเข้าไปตามทาง ๕ สาย บ่อก็เต็ม. เมื่อเจตนาทางมโนทวารเป็นไปแล้ว ความเป็นไปแห่งเวทนาทางทวาร ๕ เหมือนเวลาเมื่อฝนตกอยู่บ่อยๆ ทาง ๕ สายก็เต็ม. ภาวะที่เวทนาอันเป็นไปทางทวาร ๕ นั้นมีกำลังมากยิ่งด้วยอำนาจความรักเป็นต้นในเวลาที่คนมีอายุ ๒๐ ปี ในปฐมวัย เหมือนน้ำที่ท่วมท้นทางตั้งคาวุตหนึ่งหรือกึ่งโยชน์ น้ำยังไม่ไหลออกจากสระตราบใดเวลาที่เวทนานั้นตั้งอยู่ในเวลาที่คนมีอายุ ๕๐ ปี เหมือนเวลาที่น้ำยังขังอยู่ในสระเก่าตราบนั้น.
ความเสื่อมแห่งเวทนานั้น จำเดิมแต่เวลาที่คนมีอายุ ๖๐ ปี เหมือนเวลาที่เขาเปิดท่อสำหรับไขน้ำทำการงานอยู่ น้ำก็ไหลออก. เวลาที่เวทนาอันเป็นไปทางทวาร ๕ อ่อนลง ในเวลาที่คนมีอายุ ๘๐-๙๐ ปี เหมือนเวลาเมื่อฝนตกแล้ว น้ำทรงอยู่โดยรอบในทางน้ำ. เวลาที่เวทนาอันเป็นไปทางมโนทวาร อาศัยที่สุดแห่งหทยวัตถุเป็นไป เหมือนเวลาที่น้ำทรงอยู่ในบ่อนั่นเอง. ความเป็นไปนั่นเหมือนเวลาเมื่อในสระมีน้ำอยู่แม้เพียงนิดหน่อย ก็ควรกล่าวว่า ในสระมีน้ำอยู่ตราบใด เมื่อเวทนาอันเป็นไปทางมโนทวารยังเป็นไปอยู่ ก็ย่อมกล่าวได้ว่า สัตว์ยังมีชีวิตอยู่ตราบนั้น.
อนึ่ง เมื่อน้ำในบ่อแห้งขาดไป ย่อมกล่าวได้ว่าไม่มีน้ำในสระฉันใด เมื่อเวทนาอันเป็นไปทางมโนทวารไม่เป็นไปอยู่ สัตว์ก็เรียกว่าตายแล้วฉันนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเวทนานี้ (เวทนาที่เป็นไปทางมโนทวาร) จึงตรัสว่า ภิกษุเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ.
คำว่า กายสฺส เภทา เพราะความแตกแห่งกาย ได้แก่ เพราะความแตกแห่งกาย.
บทว่า ชีวิตปริยาทานา อุทฺธํ ได้แก่ หลังจากการสิ้นชีวิต.
บทว่า อิเธว ในโลกนี้แล คือในโลกนี้แหละ เพราะมาข้างหน้าด้วยอำนาจปฏิสนธิ.
บทว่า สีตีภวิสฺสนฺติ จักเป็นสิ่งที่เย็น ความว่า เป็นสิ่งที่เว้นจากความดิ้นรนและความกระวนกระวาย จึงชื่อว่า เป็นสิ่งที่เย็น คือมีความไม่เป็นไปเป็นธรรมดา.
บทว่า สรีรานิ ได้แก่ สรีรธาตุ.
บทว่า อวสิสฺสนฺติ จักเหลืออยู่ ได้แก่ จักเป็นสิ่งที่เหลืออยู่.
บทว่า กุมฺภการปากา จากเตาเผาหม้อ ได้แก่ จากที่เป็นที่เผาภาชนะของช่างหม้อ.
บทว่า ปติฏฺฐเปยฺย วางไว้ ได้แก่ ตั้งไว้.
บทว่า กปลฺลานิ กระเบื้องหม้อ ได้แก่ กระเบื้องหม้อที่เนื่องเป็นอันเดียวกันพร้อมทั้งขอบปาก.
บทว่า อวสิสฺเสยฺยุํ พึงเหลืออยู่ ได้แก่ พึงตั้งอยู่.
ในคำว่า เอวเมว โข นี้ มีข้อเปรียบเทียบด้วยอุปมาดังนี้.
ภพ ๓ พึงเห็นเหมือนเตาเผาหม้อที่ไฟติดทั่วแล้ว. พระโยคาวจรเหมือนช่างหม้อ. อรหัตมรรคญาณเหมือนไม้ขอที่ใช้เกี่ยวภาชนะของช่างหม้อออกมาจากเตาเผา. พื้นพระนิพพานที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เหมือนภาคพื้นที่เรียบเสมอ. เวลาที่พระโยคาวจรผู้ปรารภวิปัสสนา เห็นแจ้งหมวด ๗ แห่งรูปและหมวด ๗ แห่งอรูป เมื่อกัมมัฎฐานปรากฏคล่องแคล่วแจ่มแจ้งอยู่ ได้อุตุสัปปายะเป็นต้นเห็นปานนั้น นั่งอยู่บนอาสนะเดียว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตอันเป็นผลเลิศยกตนขึ้นจากอบาย ๔ แล้วดำรงอยู่ในพระนิพพานอันเป็นอมตะ อันไม่มีปัจจัยปรุงแต่งด้วยอำนาจผลสมาบัติ พึงเห็นเหมือนเวลาที่ช่างหม้อเอาไม้ขอเกี่ยวหม้อที่ร้อนมาแล้ว วางหม้อไว้บนพื้นที่เรียบเสมอ.
ส่วนพระขีณาสพไม่ปรินิพพานในวันบรรลุพระอรหัต เหมือนหม้อที่ยังร้อนฉะนั้น แต่เมื่อจะสืบต่อประเพณีแห่งศาสนาก็ดำรงอยู่ถึง ๕๐-๖๐ ปี ย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะความแตกแห่งอุปาทินนกขันธ์ เพราะถึงจิตดวงสุดท้าย เมื่อนั้น สรีระที่ไม่มีใจครองของพระขีณาสพนั้น จักเหลืออยู่ เหมือนกระเบื้องหม้อแล.
ก็คำว่า สรีรานิ อวสิสฺสนฺตีติ ปชานาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อยกความพยายามของพระขีณาสพขึ้น.
บทว่า วิญฺญาณํ ปญฺญาเยถ วิญญาณพึงปรากฏ ได้แก่ปฏิสนธิวิญญาณพึงปรากฏ.
บทว่า สาธุ สาธุ ดีละๆ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชื่นชมการพยากรณ์ของพระเถระ.
บทว่า เอวเมตํ ความว่า คำว่า เมื่ออภิสังขาร ๓ อย่างไม่มี ปฏิสนธิวิญญาณก็ไม่ปรากฏเป็นต้น.
คำนั้นก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน.
บทว่า อธิมุจฺจถ ได้แก่ จงได้ความน้อมใจเชื่อ กล่าวคือความตกลงใจ.
ข้อว่า เอเสวนฺโต ทุกฺขสฺส นั่นเป็นที่สุดทุกข์ ได้แก่ นี้แหละเป็นที่สุดทุกข์ในวัฏฏะ คือนี้เป็นข้อกำหนด ได้แก่พระนิพพาน.
จบอรรถกถาปริวีมังสนสูตรที่ ๑ -----------------------------------------------------