อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๖๕

๕. จังกมสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๖๕–๓๖๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 3 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๕. จังกมสูตร

ข้อ ๓๖๕

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมาปิ โข สารีปุตฺโต สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภควโต อวิทูเร จงฺกมติ อายสฺมาปิ โข มหาโมคฺคลฺลาโน สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภควโต อวิทูเร จงฺกมติ อายสฺมาปิ โข มหากสฺสโป สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภควโต อวิทูเร จงฺกมติ อายสฺมาปิ โข อนุรุทฺโธ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภควโต อวิทูเร จงฺกมติ อายสฺมาปิ โข ปุณฺโณ มนฺตานีปุตฺโต สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภควโต อวิทูเร จงฺกมติ อายสฺมาปิ โข อุปาลิ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภควโต อวิทูเร จงฺกมติ อายสฺมาปิ โข อานนฺโท สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภควโต อวิทูเร จงฺกมติ เทวทตฺโตปิ โข สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภควโต อวิทูเร จงฺกมติ ฯ

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ เขต พระนครราชคฤห์ ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูป ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระมหากัสสปะก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระอนุรุทธะก็จงกรมอยู่ ด้วยกันกับภิกษุหลายรูป ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระปุณณ-*มันตานีบุตรก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูป ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระอุบาลีก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูป ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระอานนท์ก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูป ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค แม้พระเทวทัตต์ก็จงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูป ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ฯ

ข้อ ๓๖๖

อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว สารีปุตฺตํ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ จงฺกมนฺตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู มหาปญฺญา ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว มหาโมคฺคลฺลานํ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ จงฺกมนฺตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู มหิทฺธิกา ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว มหากสฺสปํ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ จงฺกมนฺตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ธุตวาทา ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว อนุรุทฺธํ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ จงฺกมนฺตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ทิพฺพจกฺขุกา ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว ปุณฺณํ มนฺตานีปุตฺตํ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ จงฺกมนฺตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ธมฺมกถิกา ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว อุปาลึ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ จงฺกมนฺตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู วินยธรา ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว อานนฺทํ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ จงฺกมนฺตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู พหุสฺสุตา ปสฺสถ โน ตุเมฺห ภิกฺขเว เทวทตฺตํ สมฺพหุเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ จงฺกมนฺตนฺติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ปาปิจฺฉา ฯ

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นสารีบุตรกำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่ ฯ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนมีปัญญามาก พวกเธอเห็นมหาโมคคัลลานะกำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนมีฤทธิ์มาก พวกเธอเห็นมหากัสสปะกำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นธุตวาท พวกเธอเห็นอนุรุทธะ กำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผู้มีทิพยจักษุ พวกเธอเห็นปุณณมันตานีบุตรกำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นธรรมกถึก พวกเธอเห็นอุบาลีกำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นผู้ทรงวินัย พวกเธอเห็นอานนท์ กำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่ ฯ ภิ. เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นพหูสูต พวกเธอเห็นเทวทัตต์กำลังจงกรมอยู่ด้วยกันกับภิกษุหลายรูปหรือไม่ ภิ. เห็น พระเจ้าข้า ฯ พ. ภิกษุทั้งหมดนี้ ล้วนมีความปรารถนาลามก ฯ

ข้อ ๓๖๗

ธาตุโสว ภิกฺขเว สตฺตา สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ หีนาธิมุตฺติกา หีนาธิมุตฺติเกหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ กลฺยาณาธิมุตฺติกา กลฺยาณาธิมุตฺติเกหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ อตีตมฺปิ ภิกฺขเว อทฺธานํ ธาตุโสว สตฺตา สํสนฺทึสุ สมึสุ หีนาธิมุตฺติกา หีนาธิมุตฺติเกหิ สทฺธึ สํสนฺทึสุ สมึสุ กลฺยาณาธิมุตฺติกา กลฺยาณาธิมุตฺติเกหิ สทฺธึ สํสนฺทึสุ สมึสุ ฯ อนาคตมฺปิ ภิกฺขเว อทฺธานํ ธาตุโสว สตฺตา สํสนฺทิสฺสนฺติ สเมสฺสนฺติ หีนาธิมุตฺติกา หีนาธิมุตฺติเกหิ สทฺธึ สํสนฺทิสฺสนฺติ สเมสฺสนฺติ กลฺยาณาธิมุตฺติกา กลฺยาณาธิมุตฺติเกหิ สทฺธึ สํสนฺทิสฺสนฺติ สเมสฺสนฺติ ฯ เอตรหิปิ ภิกฺขเว ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ ธาตุโสว สตฺตา สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ หีนาธิมุตฺติกา หีนาธิมุตฺติเกหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺติ กลฺยาณาธิมุตฺติกา กลฺยาณาธิมุตฺติเกหิ สทฺธึ สํสนฺทนฺติ สเมนฺตีติ ฯ ปญฺจมํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันโดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายก็ได้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้ว โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลวได้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้ว กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ได้คบค้ากันแล้ว ได้สมาคมกันแล้ว กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดีแม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายก็จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน โดยธาตุเทียวคือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี จักคบค้ากัน จักสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี แม้ในปัจจุบันกาล สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน โดยธาตุเทียว คือสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกัน กับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยเลว สัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ย่อมคบค้ากัน ย่อมสมาคมกันกับสัตว์จำพวกที่มีอัธยาศัยดี ฯ จบสูตรที่ ๕

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๓. ธาตุสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๕. จังกมสูตร ๕. จังกมสูตร ว่าด้วยการจงกรม

ข้อ ๙๙

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระมหากัสสปะก็กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระอนุรุทธะก็กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระปุณณมันตานีบุตรก็กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระอุบาลีก็กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านพระอานนท์ก็กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค แม้พระเทวทัตก็กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค บุคคลผู้มีอัธยาศัยเหมือนกันจึงคบกันได้ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นสารีบุตรกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนมีปัญญามาก เธอทั้งหลายเห็นมหาโมคคัลลานะกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนมีฤทธิ์มาก เธอทั้งหลายเห็นมหากัสสปะกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๘๗}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๓. ธาตุสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๕. จังกมสูตร “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนกล่าวเรื่องธุดงค์ เธอทั้งหลายเห็นอนุรุทธะกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนมีตาทิพย์ เธอทั้งหลายเห็นปุณณมันตานีบุตรกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนเป็นธรรมกถึก เธอทั้งหลายเห็นอุบาลีกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนทรงวินัย เธอทั้งหลายเห็นอานนท์กำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพหูสูต เธอทั้งหลายเห็นเทวทัตกำลังเดินจงกรมอยู่กับภิกษุจำนวนมากหรือไม่” “เห็น พระพุทธเจ้าข้า” “ภิกษุทั้งหมดนี้ล้วนมีความปรารถนาชั่ว @เชิงอรรถ : @ กล่าวเรื่องธุดงค์ ในที่นี้หมายถึงการไต่ถามเกี่ยวกับการรักษาธุดงค์ อานิสงส์ การสมาทาน การอธิษฐาน@และการขาดธุดงค์ (สํ.นิ.อ. ๒/๙๙/๑๕๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๖ หน้า : ๑๘๘}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค [๓. ธาตุสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๖. สคาถาสูตร สัตว์ทั้งหลายคบค้าสมาคมกันโดยธาตุอย่างเดียวกัน คือสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงามคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม แม้ในอดีต สัตว์ทั้งหลายก็ได้คบค้าสมาคมกันโดยธาตุอย่างเดียวกัน คือ สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว ได้คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลวสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม ได้คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม แม้ในอนาคต สัตว์ทั้งหลายก็จักคบค้าสมาคมกันโดยธาตุอย่างเดียวกัน คือ สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว จักคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลวสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม จักคบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม ภิกษุทั้งหลาย แม้ในปัจจุบันนี้ สัตว์ทั้งหลายคบค้าสมาคมกันโดยธาตุ อย่างเดียวกัน คือสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยเลว สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม คบค้าสมาคมกับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยงาม” จังกมสูตรที่ ๕ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาจังกมสูตรที่ ๕

พึงทราบวินิจฉัยในจังกมสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้.

บทว่า ปสฺสถ โน แปลว่า ท่านเห็นหรือไม่.

บทว่า สพฺเพ โข เอเต ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระสารีบุตรเถระไว้ในเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุผู้มีปัญญาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก คือพระสารีบุตร เป็นยอด.

พวกภิกษุผู้มีปัญญามากย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามปัญหาอันลึกซึ้งที่กำจัดไตรลักษณะได้แล้ว ในลำดับขันธ์ ธาตุ อายตนะ สติปัฏฐานและโพธิปักขิยธรรมด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้นย่อมตอบปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้วแก่พวกภิกษุเหล่านั้น เหมือนแผ่ซึ่งแผ่นดิน เหมือนยกทรายจากเชิงภูเขาสิเนรุเหมือนทำลายภูเขาจักรวาล เหมือนยกภูเขาสิเนรุขึ้น เหมือนขยายอากาศให้กว้างขวางและเหมือนให้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู มหาปญฺญา ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระมหาโมคคัลลานะไว้ในเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุผู้มีฤทธิ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์ คือโมคคัลลานะ เป็นยอด.

พวกภิกษุผู้มีฤทธิ์ย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามซึ่งบริกรรม อานิสงส์ อธิษฐาน การกระทำต่างๆ ด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้นตอบปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้วแก่ภิกษุเหล่านั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วแล. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู มหิทฺธิกา ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งแม้พระมหากัสสปะไว้ในเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุผู้ธุตวาทะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเราผู้เป็นธุตวาทะ คือมหากัสสปะ เป็นยอด.

พวกภิกษุผู้ธุตวาทะย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามซึ่งการบริหารธุดงค์ อานิสงส์ การสมาทาน การอธิษฐาน ความต่างกันด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้นได้ตอบปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้ว ให้แจ่มแจ้งอย่างนั้นเหมือนกันแก่ภิกษุเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ธุตวาทา ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งแม้พระอนุรุทธเถระไว้ในเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุผู้มีทิพยจักษุว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สาวกของเราผู้มีทิพยจักษุ คืออนุรุทธะ เป็นยอด.

พวกภิกษุผู้มีทิพยจักษุย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น คืออนุรุทธะ เป็นยอด. พวกภิกษุผู้มีทิพยจักษุย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามซึ่งบริกรรม อานิสงส์ อุปกิเลสของภิกษุผู้มีทิพยจักษุด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้นย่อมตอบปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้วอย่างนั้นเหมือนกันแก่ภิกษุเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ทิพฺพจกฺขุกา ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งแม้พระปุณณเถระไว้ในเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเราผู้ธรรมกถึก คือปุณณมันตานีบุตร เป็นยอด.

พวกภิกษุผู้ธรรมกถึกย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามอารมณ์นั้นๆ ในความย่อพิสดาร ยากง่ายและถ้อยคำไพเราะเป็นต้นแห่งธรรมกถาด้วยประการฉะนี้ แม้พระเถระนั้นย่อมบอกนัยธรรมกถานั้นอย่างนี้แก่ภิกษุเหล่านั้นว่า ผู้มีอายุ ธรรมดาพระธรรมกถึกควรเริ่มต้นการพรรณนาคุณบริษัท ในท่ามกลางควรประกาศสุญญตธรรม ที่สุดควรถือเอายอดด้วยอำนาจสัจจะ ๔ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ธมฺมกถิกา ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งแม้พระอุบาลีเถระไว้ในเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุผู้ทรงวินัยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเราผู้ทรงวินัย คืออุบาลี เป็นยอด.

พวกภิกษุผู้ทรงวินัยย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้น ด้วยคิดว่า เราจักถามอาบัติหนัก อาบัติเบา อาบัติแก้ไขได้ แก้ไขไม่ได้ อาบัติและอนาบัติด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้นย่อมตอบปัญหาที่เขาถามแล้วและถามแล้วแก่ภิกษุเหล่านั้นอย่างนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู วินยธรา ดังนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งแม้พระอานนทเถระไว้ในเอตทัคคะ ในบรรดาภิกษุผู้พหูสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสาวกของเราผู้พหูสูต คืออานนท์ เป็นยอด.

พวกภิกษุพหูสูตย่อมห้อมล้อมพระเถระนั้นด้วยคิดว่า เราจักถามความรู้ในพยัญชนะ ๑๐ อย่าง เหตุเกิด อนุสนธิ เบื้องต้นและเบื้องปลายด้วยประการฉะนี้. แม้พระเถระนั้นก็บอกเรื่องทั้งปวงแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า นี้ควรว่าอย่างนี้ นี้ควรถือเอาอย่างนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขุ พหุสฺสุตา ดังนี้.

ส่วนเทวทัตปรารถนาลามกถูกความอยากครอบงำ เพราะเหตุนั้น พวกภิกษุผู้ปรารถนาลามกห้อมล้อมเทวทัตนั้น ด้วยคิดว่าเราจักถามการปกครอง เพื่อการสงเคราะห์ตระกูล ความหลอกลวงมีประการต่างๆ กัน. แม้เทวทัตนั้นก็บอกการกำหนดนั้นแก่ภิกษุเหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สพฺเพ โข เอเต ภิกฺขเว ภิกฺขู ปาปิจฺฉา ดังนี้.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ภิกษุเหล่านั้นจงกรมแล้วในที่ไม่ไกล.

ตอบว่า เพื่อถือการอารักขาว่า เทวทัตคิดร้ายในพระศาสดา พยายามจะทำความฉิบหายมิใช่ประโยชน์.

ถามว่า ครั้งนั้น เทวทัตจงกรมแล้ว เพราะเหตุไร.

ตอบว่า เพื่อปกปิดโทษอันตนกระทำแล้ว เป็นเหตุให้ผู้อื่นรู้ว่า ผู้นี้ไม่ทำ ถ้าทำเขาก็ไม่มา ณ ที่นี้.

ถามว่า ก็เทวทัตเป็นผู้สามารถเพื่อจะทำความเสียหายต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้หรือ หน้าที่ต้องอารักขาพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่หรือ.

ตอบว่า ไม่มี.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อานนท์ ข้อที่ตถาคตพึงปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสจะมีได้.

ส่วนภิกษุทั้งหลายมาแล้วด้วยความเคารพในพระศาสดา. เพราะเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว จึงรับสั่งให้ปล่อยภิกษุเหล่านั้นไป ด้วยพระดำรัสว่า อานนท์ เธอจงปล่อยภิกษุสงฆ์เถิด ดังนี้.

จบอรรถกถาจังกมสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา