๑๐. นันทิขยสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๑๐. นันทิขยสูตรที่ ๒ ว่าด้วยการสิ้นความยินดีเป็นเหตุหลุดพ้นจากทุกข์
สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯเปฯ เอตทโวจ รูปํ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกโรถ รูปานิจฺจตญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสถ ฯ รูปํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โยนิโส มนสิกโรนฺโต รูปานิจฺจตญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสนฺโต รูปสฺมึ นิพฺพินฺทติ นนฺทิกฺขยา ราคกฺขโย ราคกฺขยา นนฺทิกฺขโย นนฺทิราคกฺขยา จิตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ วุจฺจติ ฯ เวทนํ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกโรถ เวทนานิจฺจตญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสถ ฯ เวทนํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โยนิโส มนสิกโรนฺโต เวทนานิจฺจตญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสนฺโต เวทนาย นิพฺพินฺทติ นนฺทิกฺขยา ราคกฺขโย ราคกฺขยา นนฺทิกฺขโย นนฺทิราคกฺขยา จิตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ วุจฺจติ ฯ สญฺญํ ภิกฺขเว ฯ สงฺขาเร ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกโรถ สงฺขารานิจฺจตญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสถ ฯ สงฺขาเร ภิกฺขเว ภิกฺขุ โยนิโส มนสิกโรนฺโต สงฺขารานิจฺจตญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสนฺโต สงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทติ ฯ นนฺทิกฺขยา ราคกฺขโย ราคกฺขยา นนฺทิกฺขโย นนฺทิราคกฺขยา จิตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ วุจฺจติ ฯ วิญฺญาณํ ภิกฺขเว โยนิโส มนสิกโรถ วิญฺญาณานิจฺจตญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสถ ฯ วิญฺญาณํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โยนิโส มนสิกโรนฺโต วิญฺญาณานิจฺจตญฺจ ยถาภูตํ สมนุปสฺสนฺโต วิญฺญาณสฺมึ นิพฺพินฺทติ ฯ นนฺทิกฺขยา ราคกฺขโย ราคกฺขยา นนฺทิกฺขโย นนฺทิราคกฺขยา จิตฺตํ วิมุตฺตํ สุวิมุตฺตนฺติ วุจฺจตีติ ฯ อตฺตทีปวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ อตฺตทีปา ปฏิปทา เทฺว จ โหนฺติ อนิจฺจตา สมนุปสฺสนา ขนฺธา เทฺว โสณา เทฺว นนฺทิกฺขเยน จาติ ฯ มูลปณฺณาสกํ สมตฺตํ ฯ ตสฺส มูลปณฺณาสกวคฺคสฺสุทฺทานํ นกุลปิตา อนิจฺโจ จ ภาเรน นตุมฺหาเกน จ อตฺตทีเปน ปณฺณาโส ปฐโม เตน วุจฺจตีติ ฯ -------------
พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอ ทั้งหลาย จงทำไว้ในใจซึ่งรูปโดยอุบายอันแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูป ตามความเป็นจริง. เมื่อภิกษุทำไว้ในใจซึ่งรูปโดยอุบายอันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูป ตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัดเพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จิตหลุดพ้นแล้วเรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทำไว้ในใจซึ่งเวทนาโดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ซึ่งสัญญาโดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ซึ่งสังขารโดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ซึ่งวิญญาณโดยอุบายอันแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งวิญญาณ ตามความเป็นจริง. เมื่อภิกษุทำไว้ในใจซึ่งวิญญาณโดยอุบายอันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งวิญญาณตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณ. เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จึงหลุดพ้นแล้ว เรียกว่าหลุดพ้นดีแล้ว. จบ สูตรที่ ๑๐. จบ อัตตทีปวรรคที่ ๕. -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อัตตทีปสูตร ๒. ปฏิปทาสูตร ๓. อนิจจสูตรที่ ๑ ๔. อนิจจสูตรที่ ๒ ๕. สมนุปัสสนาสูตร ๖. ปัญจขันธสูตร ๗. โสณสูตรที่ ๑ ๘. โสณสูตรที่ ๒ ๙. นันทิขยสูตรที่ ๑ ๑๐. นันทิขยสูตรที่ ๒. จบ มูลปัณณาสก์. -----------------------------------------------------รวมวรรคที่มีในมูลปัณณาสก์นี้ คือ ๑. นกุลปิตาวรรค ๒. อนิจจวรรค ๓. ภารวรรค ๔. นตุมหากวรรค ๕. อัตตทีปวรรค รวม ๕ วรรค ปฐมปัณณาสก์ก็เรียกในขันธสังยุตนั้น. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๕. อัตตทีปวรรค ๑๐. ทุติยนันทิกขยสูตร ๑๐. ทุติยนันทิกขยสูตร ว่าด้วยการสิ้นความเพลิดเพลิน สูตรที่ ๒
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมนสิการรูปโดยแยบคายและจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูปตามความเป็นจริง เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูปตามความเป็นจริง ก็ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เพราะสิ้นความเพลิดเพลินจึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัดจึงสิ้นความเพลิดเพลิน เพราะสิ้นทั้งความเพลิดเพลินและความกำหนัดจิตจึงหลุดพ้น เราเรียกว่า ‘หลุดพ้นดีแล้ว’ เธอทั้งหลายจงมนสิการเวทนาโดยแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งเวทนาตามความเป็นจริง เมื่อภิกษุมนสิการเวทนาโดยแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งเวทนาตามความเป็นจริง ก็ย่อมเบื่อหน่ายในเวทนาเพราะสิ้นความเพลิดเพลินจึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัดจึงสิ้นความเพลิดเพลิน เพราะสิ้นทั้งความเพลิดเพลินและความกำหนัด จิตจึงหลุดพ้น เราเรียกว่า ‘หลุดพ้นดีแล้ว’ เธอทั้งหลายจงมนสิการสัญญาโดยแยบคาย ฯลฯ เธอทั้งหลายจงมนสิการสังขารโดยแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งสังขารตามความเป็นจริง เมื่อภิกษุมนสิการสังขารโดยแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งสังขารตามความเป็นจริง ก็ย่อมเบื่อหน่ายในสังขาร เพราะสิ้นความเพลิดเพลินจึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัดจึงสิ้นความเพลิดเพลินเพราะสิ้นทั้งความเพลิดเพลินและความกำหนัด จิตจึงหลุดพ้น เราเรียกว่า ‘หลุดพ้นดีแล้ว’ เธอทั้งหลายจงมนสิการวิญญาณโดยแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งวิญญาณตามความเป็นจริง เมื่อภิกษุมนสิการวิญญาณโดยแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งวิญญาณตามความเป็นจริง ก็ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๗๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มูลปัณณาสก์ ๕. อัตตทีปวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค เพราะสิ้นความเพลิดเพลินจึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัดจึงสิ้นความเพลิดเพลิน เพราะสิ้นทั้งความเพลิดเพลินและความกำหนัด จิตจึงหลุดพ้น เราเรียกว่า ‘หลุดพ้นดีแล้ว’ ทุติยนันทิกขยสูตรที่ ๑๐ จบ อัตตทีปวรรคที่ ๕ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อัตตทีปสูตร ๒. ปฏิปทาสูตร ๓. อนิจจสูตร ๔. ทุติยอนิจจสูตร ๕. สมนุปัสสนาสูตร ๖. ขันธสูตร ๗. โสณสูตร ๘. ทุติยโสณสูตร ๙. นันทิกขยสูตร ๑๐. ทุติยนันทิกขยสูตร มูลปัณณาสก์ จบบริบูรณ์ รวมวรรคที่มีในมูลปัณณาสก์นี้ คือ ๑. นกุลปิตุวรรค ๒. อนิจจวรรค ๓. ภารวรรค ๔. นตุมหากวรรค ๕. อัตตทีปวรรค รวม ๕ วรรค เรียกว่า ปฐมปัณณาสก์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๗๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานันทิขยสูตรที่ ๑-๒
ในสูตรที่ ๑-๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
คำว่า นนฺทิกฺขยา ราคกฺขโย ราคกฺขยา นนฺทิกฺขโย เพราะความเพลิดเพลินสิ้นไป ราคะก็สิ้นไป. เพราะราคะสิ้นไป ความเพลิดเพลินก็สิ้นไปนี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อกระทำให้ต่างจากอรรถแห่งคำเหล่านี้ว่า นนฺทิ หรือว่า ราโค.
อนึ่ง บุคคลเมื่อเบื่อหน่ายด้วยนิพพิทานุปัสสนา ชื่อว่าย่อมละนันทิ ความเพลิดเพลิน เมื่อคลายความกำหนัดด้วยวิราคานุปัสสนา ชื่อว่าย่อมละราคะ.
ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้วิปัสสนาจบลงแล้ว ทรงแสดงมรรคจิตในที่นี้ว่า เพราะราคะสิ้นไป นันทิก็สิ้นไป ดังนี้แล้วแสดงผลจิตว่า เพราะนันทิ-ราคะสิ้น จิตหลุดพ้นแล้วแล.
จบอรรถกถานันทิขยสูตรที่ ๑-๒ จบอัตตทีปวรรค จบอรรถกถามูลปัณณาสก์ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัตตทีปสูตร
๒. ปฏิปทาสูตร
๓. อนิจจสูตรที่ ๑
๔. อนิจจสูตรที่ ๒
๕. สมนุปัสสนาสูตร
๖. ปัญจขันธสูตร
๗. โสณสูตรที่ ๑
๘. โสณสูตรที่ ๒
๙. นันทิขยสูตรที่ ๑
๑๐. นันทิขยสูตรที่ ๒. จบมูลปัณณาสก์. -----------------------------------------------------
รวมวรรคที่มีในมูลปัณณาสก์นี้ คือ
๑. นกุลปิตาวรรค
๒. อนิจจวรรค
๓. ภารวรรค
๔. นตุมหากวรรค
๕. อัตตทีปวรรค
รวม ๕ วรรค ปฐมปัณณาสก์ก็เรียกในขันธสังยุตนั้น. -----------------------------------------------------