๕. สัมปชานมุสาวาทสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๕. สัมปชานมุสาวาทสูตร
๕ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ เอกธมฺมํ อตีตสฺส ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคลสฺส นาหํ ตสฺส กิญฺจิ ปาปกมฺมํ อกรณียนฺติ วทามิ กตมํ เอกธมฺมํ ยถยิทํ ภิกฺขเว สมฺปชาน- มุสาวาโทติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ เอกธมฺมํ อตีตสฺส มุสาวาทิสฺส ชนฺตุโน วิติณฺณปรโลกสฺส นตฺถิ ปาปํ อการิยนฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ ปญฺจมํ ฯ
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลล่วงธรรมอย่างหนึ่งแล้ว เรากล่าวว่า บาปกรรมไรๆอันเขาจะไม่พึงทำไม่มีเลย ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน คือ สัมปชานมุสาวาท ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า ฯ บาปกรรม ที่สัตว์ผู้เป็นคนมักพูดเท็จ ล่วงธรรมอย่างหนึ่งแล้ว ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว จะไม่พึงทำ ไม่มีเลย ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๕
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. มุสาวาทสูตร ว่าด้วยการกล่าวเท็จ
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลล่วงละเมิดธรรมอย่างหนึ่งแล้ว เราขอบอกว่าบาปกรรมอะไรๆ อย่างอื่นที่เขาจะไม่ทำนั้นย่อมไม่มี ธรรมอย่างหนึ่ง คืออะไร คือ สัมปชานมุสาวาท (การกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่)”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๑. เอกกนิบาต] ๓. ตติยวรรค ๖. ทานสูตร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า คนที่ล่วงละเมิดธรรมอย่างหนึ่ง มักกล่าวเท็จเสมอ ปฏิเสธปรโลก จะไม่ทำบาปนั้นไม่มี แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แลมุสาวาทสูตรที่ ๕ จบ ๖. ทานสูตร ว่าด้วยการให้
แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์ กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลแห่งทานเจตนาและการจำแนกทานเหมือนอย่างที่เรารู้ สัตว์เหล่านั้นไม่ให้ทานเสียก่อน ก็จะไม่บริโภค และมลทินคือความตระหนี่ก็จะไม่พึงครอบงำจิตของสัตว์เหล่านั้นได้ แม้คำข้าวคือก้อนข้าวของสัตว์เหล่านั้นจะพึงเหลืออยู่คำสุดท้ายก็ตาม ถ้าปฏิคาหกของพวกเขายังมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นยังไม่ได้แบ่งคำข้าวคำสุดท้ายแม้นั้น(ให้แก่ปฏิคาหก) ก็จะไม่บริโภค ภิกษุทั้งหลาย แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ผล@เชิงอรรถ : @ ดูธรรมบทข้อ ๑๗๖ หน้า ๘๘ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๓๗๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสัมปชานมุสาวาทสูตร
ในสัมปชานมุสาวาทสูตรที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อะไรเป็นเหตุให้เกิด บทว่า เอกธมฺมํ อตีตสฺส เรื่องมีอยู่ว่า
ลาภสักการะเป็นอันมากเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ เสื่อมจากพวกเดียรถีย์. พวกเดียรถีย์เมื่อเสื่อมจากลาภสักการะก็อับเฉา หมดฤทธิ์เดช เกิดริษยา จึงพากันไปชักชวนปริพาชิกาชื่อจิญจมาณวิกาว่า นี่แน่น้องสาวเธอจงกล่าวตู่พระสมณโคดม ด้วยคำไม่จริงทีเถิด.
นางจิญจมานวิกาก็เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งกำลังทรงแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ได้กล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง. ท้าวสักกะได้ประกาศความไม่จริงของนางในท่ามกลางบริษัท. มหาชนพากันแช่งด่าว่า อีหญิงกาลกิณี แล้วฉุดกระชากออกจากวิหารแผ่นดินได้แยกออกเป็นช่อง นางจิญจมาณวิกาเป็นดุจฟืนติดเปลวไฟนรกไปบังเกิดในอเวจีมหานรก. พวกเดียรถีย์ยิ่งเสื่อมจากลาภสักการะมากขึ้น.
ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย นางจิญจมาณวิกาด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นทักษิไณยบุคคลผู้เลิศ ทรงคุณยิ่งด้วยคำไม่จริง ได้ถึงความพินาศยิ่งใหญ่ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยเหตุนั้น จึงตรัสมหาปทุมชาดกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางจิญจมาณวิกาได้ด่าเราด้วยคำไม่จริง แล้วถึงความพินาศยิ่งใหญ่ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็เหมือนกัน. เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสพระสูตรนี้ด้วยบทว่า เอกธมฺมมตีตสฺส ดังนี้. เพื่อให้เรื่องนี้เกิดขึ้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอกธมฺมํ ได้แก่ ธรรม คือวจีสัจอย่างหนึ่ง.
บทว่า อตีตสฺส ความว่า เมื่อบุคคลล่วงเลยมารยาทอันพระอริยะทั้งหลายเว้นโวหารอันมิใช่อริยะ ๘ ประการแล้วเพื่อดำรงมั่นอยู่ในโวหารอันเป็นอริยะ ๘ ประการ จึงยึดมั่นอยู่ด้วยบทว่า สจฺจํ ภเณ น อลิกํ ควรพูดความจริง ไม่ควรพูดเหลาะแหละดังนี้ เป็นต้นบุคคลคือบุรุษ ชื่อว่าบุรุษ บุคคลอันบุรุษบุคคลนั้น.
บทว่า อกรณียํ ได้แก่ ไม่อาจเพื่อจะทำ.
จริงอยู่ บุคคลพูดเท็จทั้งๆ รู้ กระทำบาปกรรมไรๆ ไว้ เมื่อเขาพูดว่า ท่านทำกรรมนี้ ยังจักยืนยันด้วยคำเท็จว่า เราไม่ได้ทำดังนี้. ก็เมื่อปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ยังทำบาปกรรมเรื่อยๆ ไป ย่อมไม่ละอายในบาปกรรมนั้น เพราะล่วงเลยคำสัจอันเป็นมารยาทที่ดี. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กตมํ เอกธมฺมํ ยทิทํ ภิกฺขเว สมฺปชานมุสาวาโทดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งเป็นไฉน คือสัมปชานมุสาวาท ดังนี้
พึงทราบอธิบายความในคาถาดังต่อไปนี้.
บทว่า มุสาวาทิสฺส ได้แก่ มักพูดเท็จ ไม่จริง ไม่แท้ เพื่อให้คนอื่นรู้. คำพูด ๑๐ คำไม่มีคำพูดจริงแม้แต่คำเดียว.
บทว่า ชนฺตุโน ได้แก่ สัตว์. จริงอยู่ สัตว์ท่านเรียกว่า ชนฺตุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้เกิด.
บทว่า วิติณฺณปรโลกสฺส ได้แก่ สละโลกหน้าเสีย เพราะบุคคลเช่นนี้ย่อมไม่เห็นสมบัติแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ มนุษย์สมบัติ เทวโลกสมบัติ นิพพานสมบัติในที่สุด.
บทว่า นตฺถิ ปาปํ ได้แก่ บาป ชื่อนี้ที่คนเช่นนั้นจะไม่พึงทำ ไม่มี.
จบอรรถกถาสัมปชานมุสาวาทสูตรที่ ๕ ---------------------------------------------