๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส ทฺวาทสมํ ทฺวยตานุปสฺสนาสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒
๑๒ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุ ปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส ปุณฺณาย ปุณฺณมาย รตฺติยา ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โข ภควา ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ {๓๙๐.๒๑๔} เย เต ภิกฺขเว กุสลา ธมฺมา อริยา นิยฺยานิกา สมฺโพธิคามิโน เตสํ โว ภิกฺขเว กุสลานํ ธมฺมานํ อริยานํ นิยฺยานิกานํ สมฺโพธิคามีนํ กา อุปนิสา สวนายาติ อิติ เจ ภิกฺขเว ปุจฺฉิตาโร อสฺสุ เต เอวมสฺสุ วจนียา ยาวเทว ทฺวยตานํ ธมฺมานํ ยถาภูตํ ญาณายาติ กิญฺจ ทฺวยตํ วเทถ {๓๙๐.๒๑๕} อิทํ ทุกฺขํ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ อยเมกานุปสฺสนา อยํ ทุกฺขนิโรโธ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต ทฺวินฺนํ ผลานํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล เมื่อราตรีเพ็ญมีพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถที่ ๑๕ ค่ำ พระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่ในอัพโภกาส ทรงชำเลืองเห็นภิกษุสงฆ์สงบนิ่ง จึงตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า จะมีประโยชน์อะไร เพื่อการฟังกุศลธรรมอันเป็นอริยะ เป็นเครื่องนำออกไป อันให้ถึงปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ แก่ท่านทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงตอบเขาอย่างนี้ว่า มีประโยชน์เพื่อรู้ธรรมเป็นธรรม ๒อย่างตามความเป็นจริง ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า ท่านทั้งหลายกล่าวอะไรว่าเป็นธรรม ๒อย่าง พึงตอบเขาอย่างนี้ว่า การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตตผลในปัจจุบันนี้ หรือเมื่อยังมีความถือมั่นเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
|๓๙๑.๑๑๕๑| เย ทุกฺขํ นปฺปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ยตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ ตญฺจ มคฺคํ น ชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ |๓๙๑.๑๑๕๒| เจโตวิมุตฺติหีนา เต อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา อภพฺพา เต อนฺตกิริยาย เต เว ชาติชรูปคา ฯ |๓๙๑.๑๑๕๓| เย จ ทุกฺขํ ปชานนฺติ อโถ ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ยตฺถ จ สพฺพโส ทุกฺขํ อเสสํ อุปรุชฺฌติ ตญฺจ มคฺคํ ปชานนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ |๓๙๑.๑๑๕๔| เจโตวิมุตฺติสมฺปนฺนา อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา ภพฺพา เต อนฺตกิริยาย น เต ชาติชรูปคาติ ฯ
ชนเหล่าใดไม่รู้ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ ดับทุกข์ไม่มีส่วนเหลือ โดยประการทั้งปวง และไม่รู้มรรค อันให้ถึงความเข้าไประงับทุกข์ ชนเหล่านั้นเสื่อมแล้วจาก เจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่ง ทุกข์ได้ เป็นผู้เข้าถึงชาติและชราแท้ ส่วนชนเหล่าใดรู้ทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ไม่มีส่วนเหลือ โดยประการทั้งปวง และรู้มรรคอันให้ถึงความเข้าไประงับทุกข์ ชนเหล่านั้น ถึงพร้อมแล้วด้วยเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ เป็น ผู้ควรที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ และเป็นผู้ไม่เข้าถึงชาติและ ชรา ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน สมฺมาทฺวยตานุปสฺสนาติ อิติ เจ ภิกฺขเว ปุจฺฉิตาโร อสฺสุ สิยาติสฺสุ วจนียา กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อุปธิปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อุปธีนํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๒.๑๑๕๕| อุปธินิทานา ปภวนฺติ ทุกฺขา เย เกจิ โลกสฺมึ อเนกรูปา โย เว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ปุนปฺปุนํ ทุกฺขมุเปติ มนฺโท ตสฺมา ปชานํ อุปธึ น กยิรา ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า การพิจารณาเห็นธรรม เป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ จะพึงมีโดยปริยายอย่างอื่นบ้างไหม พึงตอบเขาว่าพึงมี ถ้าเขาพึงถามว่า พึงมีอย่างไรเล่า พึงตอบว่า การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอุปธิปัจจัย นี้เป็นข้อ ๑การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอุปธิทั้งหลายนี้เองดับไป เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่าง โดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีเป็นอันมากในโลก ย่อมเกิดเพราะ อุปธิเป็นเหตุ ผู้ใดแลไม่รู้ย่อมกระทำอุปธิ ผู้นั้นเป็นผู้เขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ เพราะเหตุนั้น ผู้พิจารณาเห็นเหตุเกิด แห่งทุกข์เนืองๆ ทราบชัดอยู่ ไม่พึงทำอุปธิ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน สมฺมาทฺวยตานุปสฺสนาติ อิติ เจ ภิกฺขเว ปุจฺฉิตาโร อสฺสุ สิยาติสฺสุ วจนียา กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อวิชฺชาปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯ ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๓.๑๑๕๖| ชาติมรณสํสารํ เย วชนฺติ ปุนปฺปุนํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ อวิชฺชาเยว สา คติ ฯ |๓๙๓.๑๑๕๗| อวิชฺชา หายํ มหาโมโห ยทิทํ สสฺสตํ จิรํ วิชฺชาคตา จ เย สตฺตา น เต คจฺฉนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า การพิจารณาเห็นธรรม เป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ พึงมีโดยปริยายอย่างอื่นบ้างไหม ควรตอบเขาว่า พึงมี ถ้าเขาถามว่า พึงมีอย่างไรเล่า พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอวิชชานั่นเองดับไปเพราะสำรอกโดยไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า อวิชชานั้นเอง เป็นคติของสัตว์ทั้งหลายผู้เข้าถึงชาติมรณะ และสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่น บ่อยๆ อวิชชา คือ ความหลงใหญ่นี้ เป็นความเที่ยงอยู่สิ้น กาลนาน สัตว์ทั้งหลายผู้ไปด้วยวิชชาเท่านั้น ย่อมไม่ไปสู่ ภพใหม่ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ สงฺขารปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา สงฺขารานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๔.๑๑๕๘| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ สงฺขารปจฺจยา สงฺขารานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๓๙๔.๑๑๕๙| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ สงฺขารปจฺจยา สพฺพสงฺขารสมถา สญฺญานํ อุปโรธนา เอวํ ทุกฺขกฺขโย โหติ เอตํ ญตฺวา ยถาตถํ ฯ |๓๙๔.๑๑๖๐| สมฺมทฺทสา เวทคุโน สมฺมทญฺญาย ปณฺฑิตา อภิภุยฺย มารสํโยคํ น คจฺฉนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะสังขารเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะสังขารทั้งหลายนั่นเองดับไปเพราะสำรอกโดยไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่าง โดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะสังขารเป็น ปัจจัย เพราะสังขารทั้งหลายดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุรู้โทษนี้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย ทุกข์จึงเกิดขึ้น เพราะความสงบแห่งสังขารทั้งมวล สัญญาทั้งหลายจึงดับ ความสิ้นไปแห่งทุกข์ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุรู้ความ สิ้นไปแห่งทุกข์นี้โดยถ่องแท้ บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นชอบ ผู้ถึงเวทย์ รู้โดยชอบแล้ว ครอบงำกิเลสเป็นเครื่องประกอบ ของมารได้แล้ว ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ วิญฺญาณปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา วิญฺญาณสฺส เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๕.๑๑๖๑| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ วิญฺญาณปจฺจยา วิญฺญาณสฺส นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๓๙๕.๑๑๖๒| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ วิญฺญาณปจฺจยา วิญฺญาณูปสมา ภิกฺขุ นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโตติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะวิญญาณนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็น ปัจจัย เพราะวิญญาณดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุ รู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยดังนี้ แล้ว ย่อมเป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้วเพราะความเข้าไปสงบ แห่งวิญญาณ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ ผสฺสปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา ผสฺสสฺส เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๖.๑๑๖๓| เตสํ ผสฺสปเรตานํ ภวโสตานุสารินํ กุมฺมคฺคํ ปฏิปนฺนานํ อารา สํโยชนกฺขโย ฯ |๓๙๖.๑๑๖๔| เย จ ผสฺสํ ปริญฺญาย ปญฺญาย อุปสเม รตา เตปิ ผสฺสาภิสมยา นิจฺฉาตา ปรินิพฺพุตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะผัสสะนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ของชนทั้งหลายผู้อันผัสสะ ครอบงำแล้ว ผู้แล่นไปตามกระแสแห่งภวตัณหา ผู้ดำเนิน ไปแล้วสู่หนทางผิด ย่อมอยู่ห่างไกล ส่วนชนเหล่าใด กำหนดรู้ผัสสะด้วยปัญญา ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่เข้าไปสงบ ชนแม้เหล่านั้น เป็นผู้หายหิวดับรอบแล้ว เพราะการดับไป แห่งผัสสะ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ เวทนาปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา เวทนานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๗.๑๑๖๕| สุขํ วา ยทิ วา ทุกฺขํ อทุกฺขมสุขํ สห อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ ยงฺกิญฺจิ อตฺถิ เวทิตํ |๓๙๗.๑๑๖๖| เอตํ ทุกฺขนฺติ ญตฺวาน โมสธมฺมํ ปโลกินํ ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสํ เอวํ ตตฺถ วิชานติ ฯ เวทนานํ ขยา เยว นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะเวทนาเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะเวทนานั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า ภิกษุรู้เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุขเวทนา หรือทุกขเวทนา กับอทุกขมสุขเวทนา ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอกว่า เวทนานี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ มีความสาปสูญไปเป็นธรรมดา มีความทรุดโทรมไปเป็นธรรมดา ถูกต้องด้วยอุทยัพพยญาณ แล้ว เห็นความเสื่อมไปอยู่ ย่อมรู้แจ่มแจ้ง ความเป็นทุกข์ ในเวทนานั้นอย่างนี้ เพราะเวทนาทั้งหลายสิ้นไปนั้นเอง ทุกข์จึงไม่เกิด ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ ตณฺหาปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา ตณฺหาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๘.๑๑๖๗| ตณฺหาทุติโย ปุริโส ทีฆมทฺธาน สํสรํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ |๓๙๘.๑๑๖๘| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ วีตตโณฺห อนาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะตัณหาเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะตัณหานั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนาน ย่อม ไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่น ไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เป็นผู้ มีตัณหาปราศจากไปแล้ว ไม่ถือมั่น มีสติ พึงเว้นรอบ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อุปาทานปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อุปาทานสฺส เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๓๙๙.๑๑๖๙| อุปาทานปจฺจยา ภโว ภูโต ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ชาตสฺส มรณํ โหติ เอโส ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๓๙๙.๑๑๗๐| ตสฺมา อุปาทานกฺขยา สมฺมทญฺญาย ปณฺฑิตา ชาติกฺขยํ อภิญฺญาย น คจฺฉนฺติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอุปาทานนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย สัตว์ผู้เกิดแล้วย่อมเข้าถึง ทุกข์ ต้องตาย นี้เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้แล้วโดยชอบ รู้ยิ่งความสิ้นไปแห่งชาติแล้ว ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่ เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทาน ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อารมฺภปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อารมฺภานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๐.๑๑๗๑| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อารมฺภปจฺจยา อารมฺภานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๔๐๐.๑๑๗๒| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ อารมฺภปจฺจยา สพฺพารมฺภํ ปฏินิสฺสชฺช อนารมฺเภ วิมุตฺติโน |๔๐๐.๑๑๗๓| อุจฺฉินฺนภวตณฺหสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร นตฺถิ ตสฺส ปุนพฺภโวติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความริเริ่มเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะการริเริ่มนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความริเริ่ม เป็นปัจจัย เพราะความริเริ่มดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความริเริ่มเป็นปัจจัย ดังนี้แล้ว สละคืนความริเริ่มได้ทั้งหมดแล้ว น้อมไปใน นิพพานทีไม่มีความริเริ่ม ถอนภวตัณหาขึ้นได้แล้ว มีจิตสงบ มีชาติสงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีภพใหม่ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อาหารปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อาหารานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๑.๑๑๗๔| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อาหารปจฺจยา อาหารานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๔๐๑.๑๑๗๕| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ อาหารปจฺจยา สพฺพาหาเร ปริญฺญาย สพฺพาหารมนิสฺสิโต |๔๐๑.๑๑๗๖| อาโรคฺยํ สมฺมทญฺญาย อาสวานํ ปริกฺขยา สงฺขาย เสวี ธมฺมฏฺโฐ สงฺขยนฺโนเปติ เวทคูติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัยนี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอาหารทั้งหมดนั่นเองดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็น ปัจจัย เพราะอาหารทั้งหลายดับโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้ถึงเวทย์ รู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้น เพราะอาหารเป็นปัจจัย ดังนี้แล้ว กำหนดรู้อาหารทั้งปวง เป็นผู้อันตัณหาไม่อาศัยในอาหารทั้งหมด รู้โดยชอบซึ่ง นิพพานอันไม่มีโรค พิจารณาแล้วเสพปัจจัย ๔ ย่อมไม่เข้า ถึงการนับว่า เป็นเทวดาหรือมนุษย์ เพราะอาสวะทั้งหลาย หมดสิ้นไป ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อิญฺชิตปจฺจยาติ อยเมกานุปสฺสนา อิญฺชิตานํ เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโวติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๒.๑๑๗๗| ยงฺกิญฺจิ ทุกฺขํ สมฺโภติ สพฺพํ อิญฺชิตปจฺจยา อิญฺชิตานํ นิโรเธน นตฺถิ ทุกฺขสฺส สมฺภโว ฯ |๔๐๒.๑๑๗๘| เอตมาทีนวํ ญตฺวา ทุกฺขํ อิญฺชิตปจฺจยา ตสฺมา หิ เอชํ โวสฺสชฺช สงฺขาเร อุปรุนฺธิยา อเนโช อนุปาทาโน ตโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความหวั่นไหวเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะความหวั่นไหวทั้งหลายนั่นเองดับไปเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมด ย่อมเกิดขึ้นเพราะความ- หวั่นไหวเป็นปัจจัย เพราะความหวั่นไหวดับไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเพราะความ หวั่นไหวเป็นปัจจัย ดังนี้ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุสละตัณหา แล้ว ดับสังขารทั้งหลายได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว ไม่ถือมั่น แต่นั้นพึงเว้นรอบ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา นิสฺสิตสฺส จลิตํ โหตีติ อยเมกานุปสฺสนา อนิสฺสิโต น จลตีติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯ ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๓.๑๑๗๙| อนิสฺสิโต น จลติ นิสฺสิโต จ อุปาทิยํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ นาติวตฺตติ ฯ |๔๐๓.๑๑๘๐| เอตมาทีนวํ ญตฺวา นิสฺสเยสุ มหพฺภยํ อนิสฺสิโต อนุปาทาโน สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า ความดิ้นรนย่อมมีแก่ผู้อันตัณหา ทิฐิ และมานะอาศัยแล้ว นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ผู้ที่ตัณหา ทิฐิ และมานะไม่อาศัยแล้ว ย่อมไม่ดิ้นรน นี้เป็นข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ผู้อันตัณหา ทิฐิ และมานะไม่อาศัยแล้ว ย่อมไม่ดิ้นรน ส่วน ผู้อันตัณหา ทิฐิ และมานะอาศัยแล้ว ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่ล่วงพ้น สงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่นไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้ว่า เป็นภัยใหญ่ในเพราะนิสสัย คือ ตัณหา ทิฐิและมานะทั้งหลายแล้ว เป็นผู้อันตัณหา ทิฐิและมานะไม่ อาศัยแล้ว ไม่ถือมั่น มีสติ พึงเว้นรอบ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา รูเปหิ ภิกฺขเว อรูปา สนฺตตราติ อยเมกานุปสฺสนา อรูเปหิ นิโรโธ สนฺตตโรติ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๔.๑๑๘๑| เย จ รูปูปคา สตฺตา เย จ อรูปฏฺฐายิโน นิโรธํ อปฺปชานนฺตา อาคนฺตาโร เต ปุนพฺภวํ |๔๐๔.๑๑๘๒| เย จ รูเป ปริญฺญาย อรูเปสุ สุสณฺฐิตา นิโรเธ เยว มุจฺจนฺติ เต ชนา มจฺจุหายิโนติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า การพิจารณาเห็น เนืองๆ ว่า อรูปภพละเอียดกว่ารูปภพ นี้เป็นข้อที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่านิโรธละเอียดกว่าอรูปภพ นี้เป็นข้อ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า สัตว์เหล่าใดผู้เข้าถึงรูปภพ และตั้งอยู่ในอรูปภพ สัตว์ เหล่านั้นเมื่อยังไม่รู้ชัดซึ่งนิพพานก็ยังเป็นผู้จะต้องมาสู่ภพใหม่ ส่วนชนเหล่าใดกำหนดรู้รูปภพแล้ว (ไม่) ดำรงอยู่ด้วยดี ในอรูปภพ ชนเหล่านั้นน้อมไปในนิพพานทีเดียว เป็นผู้ละ มัจจุเสียได้ ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน ฯเปฯ กถญฺจ สิยา ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อิทํ สจฺจนฺติ อุปนิชฺฌายิตํ ตทมริยานํ เอตํ มุสาติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อยเมกานุปสฺสนา ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย อิทํ มุสาติ อุปนิชฺฌายิตํ ตทมริยานํ เอตํ สจฺจนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อยํ ทุติยานุปสฺสนา เอวํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน ฯเปฯ อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๕.๑๑๘๓| อนตฺตนิ อตฺตมานี ปสฺส โลกํ สเทวกํ นิวิฏฺฐํ นามรูปสฺมึ อิทํ สจฺจนฺติ มญฺญติ ฯ |๔๐๕.๑๑๘๔| เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถา ตญฺหิ ตสฺส มุสา โหติ โมสธมฺมญฺหิ อิตฺตรํ ฯ |๔๐๕.๑๑๘๕| อโมสธมฺมํ นิพฺพานํ ตทริยา สจฺจโต วิทู เต เว สจฺจาภิสมยา นิจฺฉาตา ปรินิพฺพุตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ พึงตอบเขาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย นามรูปที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นามรูปนี้เป็นของจริง พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นามรูปนั่นเป็นของเท็จ นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นิพพานนี้เป็นของเท็จ พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นิพพานนั้นเป็นของจริง นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นธรรม ๒อย่างโดยชอบอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ท่านผู้มีความสำคัญในนามรูป อันเป็นของมิใช่ตนว่าเป็นตน จงดูโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้ยึดมั่นแล้วในนามรูป ซึ่งสำคัญ นามรูปนี้ว่า เป็นของจริง ก็ชนทั้งหลายย่อมสำคัญ (นามรูป) ด้วยอาการใดๆ นามรูปนั้น ย่อมเป็นอย่างอื่นไปจากอาการ ที่เขาสำคัญนั้นๆ นามรูปของผู้นั้นแล เป็นของเท็จ เพราะ นามรูป มีความสาปสูญไปเป็นธรรมดา นิพพานมีความ ไม่สาปสูญไปเป็นธรรมดา พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้นิพพานนั้น โดยความเป็นจริง พระอริยเจ้าเหล่านั้นแล เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้ว เพราะตรัสรู้ของจริง ฯ
สิยา อญฺเญนปิ ปริยาเยน สมฺมาทฺวยตานุปสฺสนาติ อิติ เจ ภิกฺขเว ปุจฺฉิตาโร อสฺสุ สิยาติสฺสุ วจนียา กถญฺจ สิยา ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อิทํ สุขนฺติ อุปนิชฺฌายิตํ ตทมริยานํ เอตํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อยเมกานุปสฺสนา ยํ ภิกฺขเว สเทวกสฺส โลกสฺส ฯเปฯ สเทวมนุสฺสาย อิทํ ทุกฺขนฺติ อุปนิชฺฌายิตํ ตทมริยานํ เอตํ สุขนฺติ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อยํ ทุติยานุปสฺสนา อยํ สมฺมาทฺวยตานุปสฺสิโน โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต ทฺวินฺนํ ผลานํ อญฺญตรํ ผลํ ปาฏิกงฺขํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา |๔๐๖.๑๑๘๖| รูปา สทฺทา คนฺธา รสา ผสฺสา ธมฺมา จ เกวลา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา จ ยาวตตฺถีติ วุจฺจติ |๔๐๖.๑๑๘๗| สเทวกสฺส โลกสฺส เอเต โว สุขสมฺมตา ยตฺถ เจเต นิรุชฺฌนฺติ ตํ เนสํ ทุกฺขสมฺมตํ ฯ |๔๐๖.๑๑๘๘| สุขนฺติ ทิฏฺฐมริเยหิ สกฺกายสฺสุปโรธนํ ปจฺจนีกมิทํ โหติ สพฺพโลเกน ปสฺสตํ ฯ |๔๐๖.๑๑๘๙| ยํ ปเร สุขโต อาหุ ตทริยา อาหุ ทุกฺขโต ยํ ปเร ทุกฺขโต อาหุ ตทริยา สุขโต วิทู |๔๐๖.๑๑๙๐| ปสฺส ธมฺมํ ทุราชานํ สมฺปมูเฬฺหตฺถ อวิทฺทสู ฯ นิวุตานํ ตโม โหติ อนฺธกาโร อปสฺสตํ |๔๐๖.๑๑๙๑| สตญฺจ วิวฏํ โหติ อาโลโก ปสฺสตามิว สนฺติเก น วิชานนฺติ มคา ธมฺมสฺส โกวิทา ฯ |๔๐๖.๑๑๙๒| ภวราคปเรเตหิ ภวโสตานุสาริหิ มารเธยฺยานุปฺปนฺเนหิ นายํ ธมฺโม สุสมฺพุโธ ฯ |๔๐๖.๑๑๙๓| โก นุ อญฺญตฺร อริเยหิ ปทํ สมฺพุทฺธมรหติ ยํ ปทํ สมฺมทญฺญาย ปรินิพฺพนฺติ อนาสวาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่า การพิจารณาเห็นธรรม เป็นธรรม ๒ อย่างเนืองๆ โดยชอบ จะพึงมีโดยปริยายอย่างอื่นบ้างไหมพึงตอบเขาว่า พึงมี ถ้าเขาถามว่าพึงมีอย่างไรเล่า พึงตอบเขาว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายอิฏฐารมณ์ที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า เป็นสุข พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่านั่นเป็นทุกข์ นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกที่หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นี้เป็นทุกข์พระอริยะเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นสุข นี้เป็นอนุปัสสนาข้อที่ ๒ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว พึงหวังผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตตผลในปัจจุบันนี้หรือเมื่อยังมีความถือมั่นเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ฯ พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ และธรรมารมณ์ล้วนน่า- ปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีประมาณเท่าใด โลกกล่าว ว่ามีอยู่ อารมณ์ ๖ อย่างเหล่านี้ โลกพร้อมทั้งเทวโลกสมมติ กันว่าเป็นสุข แต่ว่าธรรมเป็นที่ดับอารมณ์ ๖ อย่างนี้ ชน- เหล่านั้นสมมติกันว่าเป็นทุกข์ ความดับแห่งเบญจขันธ์ พระอริยะเจ้าทั้งหลายเห็นว่าเป็นสุข ความเห็นขัดแย้งกันกับ โลกทั้งปวงนี้ ย่อมมีแก่บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอยู่ ชนเหล่าอื่น กล่าววัตถุกามใดโดยความเป็นสุข พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าววัตถุกามนั้นโดยความเป็นทุกข์ ชนเหล่าอื่นกล่าวนิพพาน ใดโดยความเป็นทุกข์ พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งกล่าว นิพพานนั้นโดยความเป็นสุข ท่านจงพิจารณาธรรมที่รู้ได้ยาก ชนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง พากันลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้ ความ มืดตื้อย่อมมีแก่ชนพาลทั้งหลายผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ผู้ไม่ เห็นอยู่ ส่วนนิพพาน เป็นธรรมชาติเปิดเผยแก่สัตบุรุษ ผู้เห็นอยู่ เหมือนอย่างแสงสว่าง ฉะนั้น ชนทั้งหลายเป็นผู้ ค้นคว้า ไม่ฉลาดต่อธรรม ย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานที่มีอยู่ในที่ ใกล้ ชนทั้งหลายผู้ถูกภวราคะครอบงำแล้ว แล่นไปตาม กระแสภวตัณหา ผู้เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมารเนืองๆ ไม่ตรัสรู้ธรรมนี้ได้โดยง่าย นอกจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย ใครหนอย่อมควรจะรู้บท คือ นิพพานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ตรัสรู้ดีแล้ว พระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีอาสวะเพราะรู้ โดยชอบ ย่อมปรินิพพาน ฯ
อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน สฏฺฐิมตฺตานํ ภิกฺขูนํ อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึสูติ ฯ ทฺวยตานุปสฺสนาสุตฺตํ ทฺวาทสมํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ สจฺจํ อุปธิ อวิชฺชา จ สงฺขารวิญฺญาณปญฺจมํ ผสฺสเวทนิยา ตณฺหา อุปาทานารมฺภอาหรา อิญฺชิตํ ผนฺทิตํ รูปํ สจฺจํ ทุกฺเขน โสฬสาติ ฯ มหาวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ ปพฺพชฺชา จ ปธานา จ สุภา จ สุนฺทรี ตถา มาฆสุตฺตสภิโย จ เสโล สลฺลํ ปวุจฺจติ วาเสฏฺโฐ จาปิ โกกาลิ นาลโก ทฺวยตานุปสฺสนํ ทฺวาทเสตานิ สุตฺตานิ มหาวคฺโคติ วุจฺจตีติ ฯ --------------
พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุ เหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็และเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุประมาณ ๖๐ รูป หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล ฯ จบทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒ -----------------------------------------------------รวมหัวข้อประจำเรื่องในพระสูตรนี้ คือ สัจจะ อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณเป็นที่ ๕ ผัสสะ เวทนาตัณหา อุปาทาน อารัมภะ อาหาร ความหวั่นไหว ความดิ้นรน รูป และสัจจะกับทุกข์ รวมเป็น ๑๖ ฯ จบมหาวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปัพพชาสูตร ๒. ปธานสูตร ๓. สุภาษิตสูตร ๔. สุนทริกสูตร๕. มาฆสูตร ๖. สภิยสูตร ๗. เสลสูตร ๘. สัลลสูตร ๙. วาเสฏฐสูตร๑๐. โกกาลิกสูตร ๑๑. นาลกสูตร ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร สูตร ๑๒สูตรเหล่านี้ ท่านเรียกว่า มหาวรรค ดังนี้แล ฯ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ว่าด้วยการพิจารณาเห็นธรรมเป็นคู่ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขา- มิคารมาตา เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้นเป็นคืนวันเพ็ญ เป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งกลางแจ้งมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ทอดพระเนตรเห็นภิกษุ- สงฆ์สงบนิ่งจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การฟังกุศลธรรมที่เป็นของ พระอริยะ เป็นเครื่องนำออกจากโลก เป็นเหตุให้ดำเนินไปสู่ความตรัสรู้ จะมี ประโยชน์อะไรแก่ท่านทั้งหลาย’ เธอทั้งหลายควรตอบเขาอย่างนี้ว่า ‘มีประโยชน์ให้ รู้จักธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่ตามความเป็นจริง’ เธอทั้งหลายควรตอบเขาถึงธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่ คือ (๑) การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ นี้เป็นคู่ ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ @เชิงอรรถ : @ บรรลุปฏิปทาของมุนี หมายถึงบรรลุอรหัตตมัคคญาณ (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๒๗-๗๒๙/๓๓๒-๓๓๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร อย่างนี้ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ พึงหวังผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือความเป็นพระอนาคามี เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์ เหลืออยู่” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้จักทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ลงได้สิ้นเชิง และไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้เสื่อมจากเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เป็นผู้เข้าถึงชาติและชราแท้
ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดรู้จักทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ลงได้สิ้นเชิง และรู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เป็นผู้ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ และเป็นผู้ไม่เข้าถึงชาติและชรา @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อิติวุตตกะ ข้อ ๑๐๓ หน้า ๔๘๑-๔๘๒ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร (๒) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การพิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ด้วยวิธีอื่นยังมีอีกบ้างไหม’ ควรตอบเขาว่า ‘มี’ หากเขาถามต่อไปอีกว่า ‘มีอย่างไร’ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอุปธิ เป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอุปธิทั้งหลายนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์หลายรูปแบบอะไรก็ตามในโลก ล้วนเกิดมาจากอุปธิเป็นต้นเหตุ ผู้ใดแล ไม่มีปัญญา ก่ออุปธิ ผู้นั้นจัดว่าเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ เพราะฉะนั้น บุคคลรู้อยู่เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นทุกข์ว่า มีชาติเป็นแดนเกิด ไม่ควรก่ออุปธิ (๓) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การพิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ด้วยวิธีอื่นยังมีอีกบ้างไหม’ ควรตอบเขาว่า ‘มี’ หากเขาถามต่อไปอีกว่า ‘มีอย่างไร’ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย’นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอวิชชานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า @เชิงอรรถ : @ อุปธิ ในที่นี้หมายถึงกรรม (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๓๓/๓๓๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
อวิชชานั่นแลเป็นคติของสัตว์ทั้งหลาย ผู้เข้าถึงชาติ มรณะ และสังสารวัฏ ซึ่งมีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น อยู่บ่อยๆ
อวิชชาคือความหลงมัวเมาอย่างใหญ่หลวงนี้ เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายจมปลักอยู่สิ้นกาลนาน สัตว์เหล่าใดทำลายอวิชชาด้วยวิชชาแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึงภพใหม่อีก (๔) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การพิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ด้วยวิธีอื่นยังมีอีกบ้างไหม’ ควรตอบเขาว่า ‘มี’ หากเขาถามต่อไปอีกว่า ‘มีอย่างไร’ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะสังขาร เป็นปัจจัย’นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะสังขารทั้งหลายนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย เพราะสังขารทั้งหลายดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะสังขารเป็นปัจจัย เพราะความสงบสังขารทั้งปวง สัญญาทั้งหลายจึงดับลง @เชิงอรรถ : @ สภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น หมายถึงสภาวะแห่งความเป็นมนุษย์และความเป็นสัตว์อื่นที่เหลือ@จากความเป็นมนุษย์ (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๓๕/๓๓๘) @ สังขาร ในที่นี้หมายถึงปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๓๖/๓๓๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ความสิ้นทุกข์ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะรู้ความสิ้นทุกข์นี้โดยถ่องแท้แล้ว
บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นชอบ เป็นผู้จบเวท รู้โดยชอบแล้ว ครอบงำกิเลสเครื่องประกอบของมารได้แล้ว ย่อมไม่เกิดอีก (๕) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า‘เพราะวิญญาณนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เพราะวิญญาณดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เป็นผู้ปราศจากตัณหา ดับกิเลสได้สิ้นเชิงแล้ว เพราะวิญญาณระงับลง (๖) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะผัสสะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒@เชิงอรรถ : @ วิญญาณเป็นปัจจัย หมายถึงอภิสังขารวิญญาณที่เกิดพร้อมกับกรรมเป็นปัจจัย (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๓๙/๓๓๙)@ ผัสสะเป็นปัจจัย หมายถึงผัสสะที่สัมปยุตด้วยอภิสังขารวิญญาณเป็นปัจจัย (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๔๑/๓๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ชนทั้งหลายผู้ถูกผัสสะครอบงำแล้ว แล่นไปตามกระแส (ตัณหา) ในภพ ดำเนินไปผิดทาง ย่อมห่างไกลจากความสิ้นสังโยชน์
ส่วนชนทั้งหลายผู้กำหนดรู้ผัสสะจนทั่วถึงแล้ว ยินดีในธรรมเป็นที่สงบระงับได้ด้วยปัญญา ย่อมเป็นผู้ปราศจากตัณหา ดับกิเลสลงได้สิ้นเชิง เพราะรู้ยิ่งถึงผัสสะ (๗) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะเวทนานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา มีอยู่ทั้งภายในและภายนอก
ภิกษุรู้ว่า เวทนานี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ ถูกต้องสัมผัสเวทนาที่มีความเสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา มีปกติทรุดโทรมไป ด้วยอุทยัพพยญาณแล้ว เห็นความเสื่อมเป็นที่สุด @เชิงอรรถ : @ เวทนาเป็นปัจจัย หมายถึงเวทนาที่สัมปยุตด้วยกรรมเป็นปัจจัย (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๔๔/๓๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ชื่อว่ารู้แจ้งเห็นจริงในเวทนานั้นอย่างนี้ เพราะเวทนาทั้งหลายสิ้นไปนั่นเอง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป (๘) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะตัณหานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
บุคคลมีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏ ที่มีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น
ภิกษุรู้โทษนี้ รู้ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ พึงเป็นผู้ไม่มีตัณหา ไม่มีความถือมั่น มีสติสัมปชัญญะอยู่ (๙) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอุปาทานนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๙/๑๕, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๙๑/๕๔๙, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๐๗/๓๖๔@และดูอิติวุตตกะ ข้อ ๑๕ หน้า ๓๕๙ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
ภพมีได้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย สัตว์เกิดมาแล้วต้องประสบทุกข์ ต้องตาย นี้เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์
เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้ด้วยปัญญาโดยชอบ รู้แจ้งภาวะที่สิ้นสุดการเกิด เพราะอุปาทานสิ้นไป จึงไม่เข้าถึงภพใหม่อีก (๑๐) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอารัมภะ เป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอารัมภะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอารัมภะเป็นปัจจัย เพราะอารัมภะทั้งหลายดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอารัมภะเป็นปัจจัย สละคืนอารัมภะได้ทั้งหมด น้อมจิตไปในนิพพานที่ปราศจากอารัมภะ @เชิงอรรถ : @ อารัมภะ ในที่นี้หมายถึงความเพียรที่สัมปยุตด้วยกรรม (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๔๙/๓๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
ภิกษุผู้ถอนภวตัณหาได้แล้ว มีจิตสงบ มีชาติและสงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีภพใหม่ (๑๑) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอาหารเป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า‘เพราะอาหารนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอาหารเป็นปัจจัย เพราะอาหารทั้งหลายดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัย กำหนดรู้อาหารทุกอย่าง จึงเป็นผู้ไม่มีตัณหาในอาหารทั้งหมด
ภิกษุรู้ความไม่มีโรค โดยชอบ พิจารณาแล้วจึงใช้สอยปัจจัย ๔ @เชิงอรรถ : @ อาหาร หมายถึงอาหารที่สัมปยุตด้วยกรรม ความจริง สัตว์ ๔ จำพวกมีอาหารเป็นปัจจัย คือ@(๑) รูปูปคา (ผู้เข้าถึงรูป) หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในกามธาตุ ๑๑ อย่าง เสพกวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว)@(๒) เวทนูปคา(ผู้เข้าถึงเวทนา) หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในรูปธาตุ ยกเว้นอสัญญีสัตว์ เสพผัสสาหาร@(๓) สัญญูปคา (ผู้เข้าถึงสัญญา) หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในอรูปธาตุ ๓ อย่าง เบื้องต่ำ เสพมโนสัญเจตนาหาร@อันเกิดแต่สัญญา (๔) สังขารูปคา (ผู้เข้าถึงสังขาร) หมายถึงสัตว์ที่อยู่ในภูมิเบื้องสูง เสพวิญญาณาหาร@อันเกิดแต่สังขาร (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๕๑/๓๔๐) @ ความไม่มีโรค ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๕๕/๓๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ดำรงอยู่ในธรรม จบเวท ย่อมไม่เข้าถึงการนับ อีกต่อไป เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป (๑๒) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอิญชิตะ (ความหวั่นไหว) เป็นปัจจัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะอิญชิตะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอิญชิตะเป็นปัจจัย เพราะดับอิญชิตะ ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอิญชิตะเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น จึงควรสละตัณหา ดับสังขารได้ ไม่มีอิญชิตะ ไม่มีความถือมั่น มีสติ สัมปชัญญะอยู่ (๑๓) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ผันทิตะ(ความดิ้นรน) ย่อมมีแก่ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจ ตัณหาทิฏฐิ และมานะ’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘ผู้ที่พ้นจาก อำนาจตัณหาทิฏฐิ และมานะ ย่อมไม่ดิ้นรน’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ @เชิงอรรถ : @ ไม่เข้าถึงการนับ ในที่นี้หมายถึงไม่เข้าถึงการนับว่า ‘เทพ’ หรือ “มนุษย์” เป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๕๕/๓๔๑)@ อิญชิตะ(ความหวั่นไหว) ในที่นี้หมายถึงตัณหา มานะ ทิฏฐิ กรรม และกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๕๕/๓๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ผู้พ้นจากอำนาจตัณหา ทิฏฐิ และมานะ ย่อมไม่ดิ้นรน ส่วนผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจตัณหาเป็นต้น ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏที่มีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่นไปได้
ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ตัณหาเป็นภัยใหญ่ พ้นจากตัณหาเป็นต้นนั้นได้แล้ว ไม่มีความถือมั่น มีสติ สัมปชัญญะอยู่ (๑๔) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘อรูปภพละเอียดกว่ารูปภพ’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นิโรธละเอียดกว่าอรูปภพ’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เข้าถึงรูปภพและที่ดำรงอยู่ในอรูปภพ เมื่อยังไม่รู้ชัดถึงความดับกิเลส ก็ยังต้องกลับมาเกิดใหม่อีก
ส่วนผู้ที่กำหนดรู้รูปภพแล้ว ไม่ดำรงอยู่ในอรูปภพ น้อมจิตไปในนิพพาน ย่อมชนะมัจจุราชได้ (๑๕) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือการพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นามรูปที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกและหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า นามรูปนี้เป็นของจริง ซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นามรูปนี้ไม่เป็นของจริง’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ‘นิพพานที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า นิพพานนี้ไม่มีอยู่จริงซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นิพพานนี้มีอยู่จริง’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ท่านมีความเข้าใจผิดในนามรูปที่มิใช่อัตตาว่าเป็นอัตตา จงดูชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ซึ่งพากันยึดมั่นในนามรูป โดยเข้าใจว่า นามรูปนี้เป็นของจริง
ความจริง นามรูปนั้นย่อมแปรผันเป็นอย่างอื่น จากอาการที่คนทั่วไปเข้าใจอยู่เสมอ นามรูปของผู้เข้าใจเช่นนั้น หาเป็นจริงตามนั้นไม่ เพราะนามรูปนั้นปรากฏชั่วครู่ก็เสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา
นิพพานมีความไม่เสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา ซึ่งพระอริยะทั้งหลายรู้แจ้งตามความเป็นจริง จึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ปรินิพพานแล้ว เพราะรู้แจ้งอริยสัจ (๑๖) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การพิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ด้วยวิธีอื่นมีบ้างไหม’ ควรตอบเขาว่า ‘มี’ หากเขาถามต่อไปอีกว่า ‘มีอย่างไร’ ก็ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า‘อิฏฐารมณ์ที่ชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า อิฏฐารมณ์นี้เป็นความสุขซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า อิฏฐารมณ์นี้เป็นความทุกข์’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นว่า ‘นิพพานที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร มนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า นิพพานนี้เป็นความทุกข์ ซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า ‘นิพพานนี้เป็นความสุข’ นี้เป็นคู่ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆอย่างนี้ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ พึงหวังผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่างคือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือความเป็นพระอนาคามี เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ล้วนน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ที่กล่าวกันว่ามีอยู่ประมาณเท่าใด
รูปเป็นต้นเหล่านั้นแลเป็นสิ่งที่ชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลกสมมติว่า เป็นสุข ถ้ารูปเป็นต้นเหล่านั้นดับในที่ใด ที่นั้น เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นก็สมมติกันว่า เป็นทุกข์
ส่วนอริยบุคคลทั้งหลายเห็นการดับสักกายะว่า เป็นสุข การเห็นของอริยบุคคลทั้งหลายผู้เห็นอยู่นี้ ย่อมขัดแย้งกับชาวโลกทั้งปวง
บุคคลเหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่า เป็นสุข อริยบุคคลทั้งหลายกล่าวสิ่งนั้นว่า เป็นทุกข์ บุคคลเหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่า เป็นทุกข์ อริยบุคคลทั้งหลายรู้แจ้งสิ่งนั้นว่า เป็นสุข
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
เธอจงเห็นธรรมที่รู้ได้ยาก คนพาลผู้หลง ไม่รู้แจ้งในนิพพานนี้ ความมืดปรากฏแก่บุคคลผู้ถูกนิวรณ์คือกิเลสหุ้มห่อไว้ (เหมือน) ความมืดปรากฏแก่บุคคลผู้ไม่เห็น ฉะนั้น
แต่นิพพานย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่สัตบุรุษ เหมือนแสงสว่างปรากฏแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ ฉะนั้น ชนทั้งหลายผู้แสวงหาทาง ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมไม่รู้แจ้ง(นิพพาน)ที่อยู่ใกล้
บุคคลผู้ถูกความกำหนัดในภพครอบงำ แล่นไปตามกระแส (ตัณหา)ในภพ ถูกบ่วงมารคล้องไว้ จะไม่รู้ธรรมนี้ได้ง่าย
เว้นอริยบุคคลทั้งหลายแล้ว ใครเล่าควรจะตรัสรู้บท ที่อริยบุคคลทั้งหลายตรัสรู้ชอบแล้ว ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ขณะที่พระผู้มีพระภาคตรัสพระภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุประมาณ ๖๐ รูปหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ทวยตานุปัสสนาสูตรที่ ๑๒ จบ @เชิงอรรถ : @ บท ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (สํ.สฬา.อ. ๓/๑๓๖/๕๓, ขุ.สุ.อ. ๒/๗๗๒/๓๔๓)@ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๑๓๖/๑๗๑-๑๗๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๓. มหาวรรค] รวมพระสูตรในวรรค รวมหัวข้อธรรมประจำเรื่องในพระสูตรนี้ คือ ๑. สัจจะ ๒. อุปธิ ๓. อวิชชา ๔. สังขาร ๕. วิญญาณ ๖. ผัสสะ ๗. เวทนา ๘. ตัณหา ๙. อุปาทาน ๑๐. อารัมภะ ๑๑. อาหาร ๑๒. อิญชิตะ ๑๓. ผันทิตะ ๑๔. รูป ๑๕. นิพพานสัจจะ ๑๖. ทุกข์ มหาวรรคที่ ๓ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปัพพัชชาสูตร ๒. ปธานสูตร ๓. สุภาสิตสูตร ๔. สุนทริกภารทวาชสูตร ๕. มาฆสูตร ๖. สภิยสูตร ๗. เสลสูตร ๘. สัลลสูตร ๙. วาเสฏฐสูตร ๑๐. โกกาลิกสูตร ๑๑. นาลกสูตร ๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๘๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทวยตานุปัสสนาที่ ๑๒
ทวยตานุปัสสนาสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
พระสูตรนี้เกิดขึ้นเพราะพระอัธยาศัยของพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้ด้วยพระอัธยาศัยของพระองค์. นี้เป็นความย่อในพระสูตรนี้. ส่วนความพิสดารของพระสูตรนี้ จักมีแจ้งในอรรถกถานั่นแล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้นมีนัยดังได้กล่าวมาแล้ว.
บทว่า ปุพฺพาราเม ปุพพาราม คืออารามด้านทิศตะวันออกของกรุงสาวัตถี.
ในบทว่า มิคารมาตุ ปาสาเท ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดานี้ มีความว่า
นางวิสาขาอุบาสิกา ท่านเรียกว่ามิคารมารดา เพราะมิคารเศรษฐีผู้เป็นพ่อผัวของนางตั้งไว้ในฐานะเป็นมารดา นางวิสาขามิคารมารดานั้น สละเครื่องประดับมหาลดามีค่าเก้าโกฏิสร้างปราสาทมีห้องบนเรือนยอดหนึ่งพันห้อง คือข้างล่าง ๕๐๐ ห้อง ข้างบน ๕๐๐ ห้อง จึงเรียกปราสาทนั้นว่า ปราสาทของมิคารมารดา.
บนปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดานั้น.
บทว่า เตน โข ปน สมเยน ภควา ความว่า สมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยกรุงสาวัตถีประทับอยู่ ณ ปุพพารามอันเป็นปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา.
บทว่า ตทหุโปสเถ คือ ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ. ท่านเรียกว่าวันอุโบสถ.
บทว่า ปณฺณรเส นี้เป็นคำปฏิเสธวันอุโบสถที่เหลือที่มาถึงด้วย อุโปสถศัพท์.
บทว่า ปุณฺณาย ปุณฺณมาย รตฺติยา เมื่อราตรีเพ็ญมีพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถที่ ๑๕ ค่ำ. ความว่า เมื่อราตรีเพ็ญเพราะเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ โดยการนับวัน เพราะเว้นจากความหมองมัวมีหมอกเป็นต้น เพราะเต็มด้วยคุณสมบัติของราตรี และเพราะมีพระจันทร์เต็มดวง.
บทว่า ภิกฺขุสงฺฆปริวุโต คือ อันหมู่ภิกษุแวดล้อมแล้ว.
บทว่า อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหติ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในอัพโภกาส (กลางแจ้ง). ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ กลางแจ้งอันเป็นบริเวณของรัตนปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา คือ ณ โอกาสที่ไม่มีอะไรปกปิดไว้ข้างบนอันเป็นบวรพุทธอาสน์ที่เขาปูไว้.
บทว่า ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ คือ ภิกษุสงฆ์สงบนิ่งแม้กายก็สงบนิ่งจากการเหลียวไปข้างโน้นข้างนี้.
บทว่า ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์.
ความว่า ทรงมองดูภิกษุสงฆ์ที่นั่งแวดล้อมพระองค์มีภิกษุประมาณหลายพันสงบนิ่งข้างโน้นข้างนี้ เพื่อทรงกำหนดพระธรรมเทศนาเป็นที่สบายว่า ในที่นี้มีพระโสดาบันประมาณเท่านี้ มีพระสกทาคามีประมาณเท่านี้ มีพระอนาคามีประมาณเท่านี้มีกัลยาณปุถุชนผู้เริ่มวิปัสสนาประมาณเท่านี้ ธรรมเทศนาเช่นไรจึงจะเป็นที่สบายของภิกษุสงฆ์นี้ ดังนี้.
บทว่า เย เต ภิกฺขเว กุสลา ธมฺมา ความว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หรือปริยัติธรรมอันส่องความโพธิปักขิยธรรมนั้น ชื่อว่าเป็นกุศลเพราะอรรถว่า ไม่มีโรค ไม่มีโทษ มีผลน่าปรารถนา เกิดแต่ความฉลาด.
บทว่า อริยา นิยฺยานิกา สมฺโพธิคามิโน เป็นอริยะ เป็นเครื่องนำออกไปให้ถึงปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้. ความว่า ชื่อว่าอริยะ เพราะควรเข้าถึง. ชื่อว่าเป็นเครื่องนำออกไป เพราะนำออกไปจากโลก. ชื่อว่าให้ถึงปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ เพราะให้ได้บรรลุพระอรหัต.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าจะพึงมีผู้ถามว่าจะมีประโยชน์อะไร เพื่อการฟังกุศลธรรมอันเป็นอริยะ เป็นเครื่องนำออกไป อันให้ถึงปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้แก่เธอทั้งหลาย.
ท่านอธิบายว่า เธอทั้งหลายฟังธรรมเหล่านั้นเพื่ออะไร.
บทว่า ยาวเทว ในบทว่า ยาวเทว ทฺวยตานํ ธมฺมานํ ยถาภูตํ ญาณาย เพื่อรู้ธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างตามความเป็นจริง นี้เป็นคำรับรองในการกำหนด. ธรรมชื่อว่า ทฺวยา เพราะมี ๒ อย่าง. ธรรม ๒ อย่างนั้นแลชื่อว่า ทฺวยตา. ธรรม ๒ อย่างเหล่านั้น. ปาฐะว่า ทฺวยานํ ก็มี.
บทว่า ยถาภูตํ ญาณาย เพื่อรู้ตามความเป็นจริง คือเพื่อรู้ไม่วิปริต.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร.
อธิบายไว้ว่า การรู้ตามความเป็นจริงอันได้แก่เห็นแจ้งธรรมที่ท่านกำหนดไว้สองอย่างเป็นโลกิยะและโลกุตระเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่การรู้ตามความเป็นจริงนั้น ไม่ยิ่งไปกว่านั้น เพราะเหตุนั้น ธรรมประมาณเท่านี้ย่อมมีด้วยการฟัง การบรรลุคุณวิเศษยิ่งกว่านั้นย่อมมีด้วยการภาวนา.
ก็ในบทว่า กิญฺจ ทฺวยตํ วเทถ เธอทั้งหลายกล่าวอะไรว่าเป็นธรรม ๒ อย่างนี้.
มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากจะมีผู้ถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายกล่าวอะไรว่าเป็นธรรม ๒ อย่าง.
มีความว่า ท่านทั้งหลายกล่าวความเป็นธรรม ๒ อย่างคืออะไร.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความเป็นธรรม ๒ อย่าง จึงตรัสคำมีอาทิอย่างนี้ว่า อิทํ ทุกฺขํ นี้ทุกข์.
ในบทนั้น ธรรมคืออริยสัจ ๔ เป็นธรรม ๒ ส่วน
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ด้วยการเห็นทุกข์พร้อมด้วยเหตุอันเป็นส่วนหนึ่งของโลกิยะอย่างนี้ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้เป็นข้อหนึ่ง.
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ด้วยการเห็นนิโรธ (ความดับทุกข์) พร้อมด้วยอุบายอันเป็นส่วนที่สองของโลกุตระเป็นข้อที่สอง.
อนึ่ง ในบทนี้ข้อที่หนึ่งสำเร็จได้ด้วยวิสุทธิที่ ๓ ที่ ๔. ข้อที่สองสำเร็จได้ด้วยวิสุทธิที่ ๕.
บทว่า เอวํ สมฺมา ทฺวยตานุปสฺสิโน ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างโดยชอบเนืองๆ อย่างนี้. ความว่า ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรมม ๒ อย่างโดยชอบตามนัยที่กล่าวแล้วนี้ เป็นผู้ไม่ประมาท เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ เป็นผู้มีความเพียรเพราะมีความเพียรเผากิเลสทางกายและทางจิต เป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยว เพราะหมดความเพ่งเล็งในกายและชีวิต.
บทว่า ปาฏิกงฺขํ คือ พึงปรารถนา.
บทว่า ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญา ได้แก่ อรหัตผลในปัจจุบันนี้.
บทว่า สติ วา อุปาทิเสเส อนาคามิตา เมื่อยังมีความยึดมั่นเหลืออยู่เป็นพระอนาคามี. ความว่า ยังมีความยึดมั่นขันธ์เหลืออยู่โดยเกิดอีก ท่านเรียกว่า อุปาทิเสสํ คือยังมีความยึดมั่นเหลืออยู่. ท่านแสดงว่า เมื่อยังมีความยึดมั่นเหลืออยู่นั้น พึงหวังความเป็นพระอนาคามี.
ในบทนั้น แม้ผลเบื้องต่ำก็ยังมีแก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างเนืองๆ อย่างนี้ก็จริง ถึงดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดในผลเบื้องสูง จึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า อิทมโวจ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสภาษิตนี้แล้วนี้ เป็นคำต้นของพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย. ในบทเหล่านั้นบทว่า อิทํ เป็นคำชี้แจงถึงบทที่พระองค์ตรัสไว้แล้วว่า เย เต ภิกฺขเว ดังนี้.
บทว่า เอตํ เป็นบทแสดงคาถาประพันธ์ที่พระองค์พึงกล่าวมีอาทิอย่างนี้ว่า เย ทุกฺขํ ชนเหล่าใดไม่รู้ทุกข์ดังนี้.
อนึ่ง คาถาเหล่านี้แสดงเนื้อความดังกล่าวแล้ว เพราะแสดงถึงอริยสัจ ๔ แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะแสดงถึงผู้ไม่เห็นแจ้งและผู้เห็นแจ้งแล้วแสดงถึงวัฏฏะ วิวัฏฏะ ที่ตัดขาดและยังตัดไม่ขาดของท่านเหล่านั้นว่าท่านกล่าวแสดงถึงเนื้อความที่ต่างกันเพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ชอบใจคาถามาภายหลัง หวังอนุเคราะห์เพราะไม่สามารถจะรู้มาก่อนได้ และแก่ผู้มีจิตฟุ้งซ่านมาก่อน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคาถานี้เพื่อแสดงเนื้อความต่างกันนั่นเอง.
ในคาถาพจน์แม้นอกจากนี้ก็มีนัยนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยตฺถ ท่านแสดงถึงนิพพาน. เพราะทุกข์ย่อมดับไปในนิพพานโดยประการทั้งปวง ทุกข์ย่อมดับไปหมดทุกประการ ทุกข์พร้อมด้วยเหตุย่อมดับ ทุกข์ย่อมดับไม่มีส่วนเหลือ.
บทว่า ตญฺจ มคฺคํ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ นั้น.
ในบทว่า เจโตวิมุตฺติหีนา เต อโถ ปญฺญาวิมุตฺติยา ชนเหล่านั้นเสื่อมแล้วจากเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตตินี้ พึงทราบว่า อรหัตผลสมาธิเป็นเจโตวิมุตติเพราะสำรอกราคะ อรหัตผลปัญญาเป็นปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา.
อีกอย่างหนึ่ง อรหัตผลอันตัณหาจริตบุคคลข่มกิเลสทั้งหลายด้วยผลแห่งอัปปนาฌานแล้วจึงบรรลุ ชื่อว่าเจโตวิมุตติ เพราะสำรอกราคะ. อรหัตผลอันทิฏฐิจริตบุคคลยังเพียงอุปจารฌานให้เกิด เห็นแจ้งแล้ว จึงบรรลุชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา.
อีกอย่างหนึ่ง อนาคามิผลชื่อว่าเจโตวิมุตติ เพราะสำรอกราคะคือกามราคะ. อรหัตผลชื่อว่าปัญญาวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชาโดยอาการทั้งปวง.
บทว่า อนฺตกิริยาย คือ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะ.
บทว่า ชาติชรูปคา ได้แก่ เข้าถึงชาติและชรา หรืออันชาติและชราเข้าถึง ย่อมไม่พ้นจากชาติและชรา พึงทราบอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.
บทที่เหลือในคาถานี้ปรากฎชัดแล้วตั้งแต่ต้น.
เมื่อคาถาจบลง ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปรับเทศนานั้นแล้วต่างเห็นแจ้ง บรรลุพระอรหัต ณ อาสนะนั้นนั่นเอง.
ในวาระทั้งหมดเหมือนในบทนี้.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทวยตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นธรรมเป็นธรรม ๒ อย่างเนืองๆ) เป็นอันมากโดยนัยมีอาทิว่า สิยา อญฺเญนาปิ ปริยาเยน จะพึงมีโดยปริยายอื่นบ้างไหมดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๒ นั้นต่อไป.
บทว่า อุปธิปฺปจฺจยา เพราะอุปธิเป็นปัจจัย คือเพราะกรรมมีอาสวะเป็นปัจจัย. จริงอยู่ กรรมมีอาสวะท่านประสงค์เอา อุปธิ ในที่นี้.
บทว่า อเสสวิราคนิโรธา ได้แก่ เพราะอุปธิทั้งหลายดับไปเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ หรือเพราะอุปธิทั้งหลายดับไป กล่าวคือสำรอกโดยไม่เหลือ.
บทว่า อุปธินิทานา เพราะอุปธิเป็นเหตุ คือเพราะกรรมเป็นปัจจัย.
บทว่า ทุกฺขสฺส ชาติปฺปภวานุปสฺสี ผู้พิจารณาเห็นเหตุเกิดแห่งทุกข์เนืองๆ คือพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า อุปธิเป็นเหตุเกิดแห่งวัฎทุกข์.
บทที่เหลือในบทนี้มีความปรากฎชัดทั้งหมดแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอริยสัจ ๔ แล้วตรัสวาระแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้แล.
วาระทั้งหมดเหมือนวาระนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๓ นั้นต่อไป.
บทว่า อวิชฺชาปจฺจยา เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย.
ความว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เพราะอวิชชาสะสมกรรมที่เป็นเหตุให้เกิดเป็นปัจจัย. แต่ทุกข์ในที่ทั้งหมดเป็นวัฏฏทุกข์เท่านั้น.
บทว่า ชาติมรณสํสารํ ชาติมรณะสงสาร. อธิบายว่า ชาติคือความเกิดแห่งขันธ์ มรณะคือความแตกไปแห่งขันธ์ สงสารคือความสืบต่อแห่งขันธ์.
บทว่า วชนฺติ ไป คือเข้าถึง.
บทว่า อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ มีความเป็นอย่างนี้และความเป็นอย่างอื่น คือความเป็นมนุษย์นี้ และความเป็นหมู่อื่นที่เหลือจากความเป็นมนุษย์นี้.
บทว่า คติ คือ ความเป็นปัจจัย.
บทว่า อวิชฺชาหยํ ตัดบทเป็น อวิชฺชา หิ อยํ อวิชชานี้.
บทว่า วิชฺชาคตา จ เย สตฺตา สัตว์ทั้งหลายผู้ไปด้วยวิชชาเท่านั้น. ความว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ทำลายกิเลสแล้วไปด้วยวิชชา (ปัญญา) ในอรหัตมรรค เป็นสัตว์ที่สิ้นอาสวะแล้ว.
บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๔.
บทว่า สงฺขารปจฺจยา เพราะสังขารเป็นปัจจัย คือเพราะปุญญาภิสังขาร (สภาพผู้ตกแต่งคือบุญ) อปุญญาภิสังขาร (สภาพผู้ตกแต่งคือบาป) อเนญชาภิสังขาร (สภาพผู้ตกแต่งคือความไม่หวั่นไหว).
บทว่า เอตมาทีนวํ ญตฺวา รู้โทษนี้ คือรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้โทษ เพราะสังขารเป็นปัจจัย.
บทว่า สพฺพสงฺขารสมถา เพราะความสงบแห่งสังขารทั้งหมด คือ ชื่อว่าสงบสังขารทั้งหลายทั้งหมดดังได้กล่าวแล้วด้วยมรรคญาณ. อธิบายว่า เพื่อความกำจัดเพราะปรารถนาผล.
บทว่า สญฺญานํ แห่งสัญญาทั้งหลาย คือเพราะสัญญามีกามสัญญาเป็นต้นดับด้วยมรรคนั่นเอง.
บทว่า เอตํ ญตฺวา ยถาตถํ คือรู้ความสิ้นไปแห่งทุกข์นี้โดยไม่วิปริต.
บทว่า สมฺมทฺทสา ผู้เห็นชอบ คือเห็นโดยชอบ.
บทว่า สมฺมทญฺญาย รู้โดยชอบ คือรู้สังขารธรรมโดยเป็นของไม่เที่ยง และรู้อสังขตธรรมโดยความเป็นของเที่ยง.
บทว่า มารสํโยคํ กิเลสเป็นเครื่องประกอบของมาร คือวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓.
บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๕ ต่อไป.
บทว่า วิญฺญาณปจฺจยา เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย คือเพราะวิญญาณปรุงแต่งให้เกิดร่วมกับกรรมเป็นปัจจัย.
บทว่า นิจฺฉาโต เป็นผู้หายหิว คือหมดอยาก.
บทว่า ปรินิพฺพุโต ดับรอบแล้ว คือเป็นผู้ดับรอบด้วยการดับกิเลส.
บทที่เหลือมีความปรากฎชัดแล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๖ ต่อไป.
บทว่า ผสฺสปจฺจยา เพราะผัสสะเป็นปัจจัย.
อธิบายว่า เพราะผัสสะสัมปยุตด้วยอภิสังขารและวิญญาณเป็นปัจจัย ในที่นี้ท่านกล่าวถึงผัสสะมิได้กล่าวถึงนามรูป สฬายตนะนั้นควรจะกล่าวตามลำดับ เพราะนามรูปและสฬายตนะเหล่านั้น มิได้สัมปยุตด้วยกรรมเท่านั้น เพราะปนกับรูป.
อนึ่ง วัฏฏทุกข์นี้พึงเกิดจากกรรม หรือจากธรรมอันสัมปยุตด้วยกรรม.
บทว่า ภวโสตานุสารินํ ผู้แล่นไปตามกระแสแห่งภวตัณหา คือแล่นไปตามตัณหา.
บทว่า ปริญฺญาย กำหนดรู้ คือกำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓.
บทว่า ปญฺญาย คือ รู้ด้วยอรหัตมรรคปัญญา.
บทว่า อุปสเม รตา ยินดีแล้วในธรรมเป็นที่เข้าไปสงบ คือยินดีแล้วในนิพพานด้วยผลสมาบัติ.
บทว่า ผสฺสาภิสมยา คือ เพราะการดับไปแห่งผัสสะ.
บทที่เหลือมีความปรากฎชัดแล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๗ ต่อไป.
บทว่า เวทนาปจฺจยา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย คือเพราะเวทนาสัมปยุตด้วยกรรมเป็นปัจจัย.
บทว่า อทุกฺขมสุขํ สห คือพร้อมด้วยอทุกขมสุขเวทนา.
บทว่า เอตํ ทุกฺขนฺติ ญตฺวาน รู้ว่านี้ทุกข์ คือรู้ว่าการเสวยอารมณ์ทั้งปวงนั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์ หรือรู้ว่าทุกข์ เพราะความปรวนแปรไปไม่คงที่ และความเป็นทุกข์เพราะไม่รู้.
บทว่า โมสธมฺมํ มีความสูญสิ้นไปเป็นธรรมดา คือมีความสูญหายไปเป็นธรรมดา.
บทว่า ปโลกินํ มีความทรุดโทรมไปเป็นธรรมดา คือมีความทรุดโทรมไปด้วยชราและมรณะเป็นธรรมดา.
บทว่า ผุสฺส ผุสฺส ถูกต้อง ถูกต้อง คือถูกต้อง ถูกต้องแล้วด้วยอุทยัพพยญาณ (ปัญญากำหนดรู้ความเกิดและความเสื่อม).
บทว่า วยํ ปสฺสํ เห็นความเสื่อม คือเห็นความแตกทำลายในที่สุดนั่นเอง.
บทว่า เอวํ ตตฺถ วิชานติ ย่อมรู้แจ่มแจ้งความเป็นทุกข์ในเวทนานั้นอย่างนี้ คือรู้แจ่มแจ้งเวทนานั้นอย่างนี้ หรือรู้แจ่มแจ้งความเป็นทุกข์ในเวทนานั้น.
บทว่า เวทนานํ ขยา เพราะเวทนาทั้งหลายสิ้นไป คือเบื้องหน้าแต่นั้น เพราะเวทนาสัมปยุตด้วยกรรมสิ้นไปด้วยมรรคญาณ.
บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๘ ต่อไป.
บทว่า ตณฺหาปจฺจยา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย คือเพราะตัณหาสะสมกรรมเป็นปัจจัย.
บทว่า เอตมาทีนวํ ญตฺวา ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ภิกษุรู้โทษนี้ว่าตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ คือรู้โทษของตัณหานั้นว่าเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์.
บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๙ ต่อไป.
บทว่า อุปาทานปฺปจฺจยา เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย คือเพราะอุปาทานสะสมกรรมเป็นปัจจัย.
บทว่า ภโว ภพได้แก่มีภพเป็นวิบาก คือความปรากฎแห่งขันธ์.
บทว่า ภูโต ทุกฺขํ สัตว์ผู้เกิดแล้วย่อมเข้าถึงทุกข์ คือสัตว์ผู้เกิดแล้วและเป็นแล้วย่อมเข้าถึงวัฏฏทุกข์.
บทว่า ชาตสฺส มรณํ เกิดแล้วต้องตาย.
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงทุกข์เท่านั้นในเมื่อคนพาลทั้งหลายสำคัญว่า เกิดแล้วย่อมเข้าถึงสุข จึงตรัสว่า ชาตสฺส มรณํ โหติ เกิดแล้วต้องตายดังนี้.
ในคาถาที่ ๒ โยชนาแก้ว่า บัณฑิตทั้งหลายรู้แล้วโดยชอบ โดยความไม่เที่ยงเป็นต้น รู้ยิ่งนิพพานว่าเป็นความสิ้นชาติ เพราะสิ้นอุปาทานแล้วย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๐ ต่อไป.
บทว่า อารมฺภปฺปจฺจยา เพราะความริเริ่มเป็นปัจจัย คือเพราะความเพียรสัมปยุตด้วยกรรมเป็นปัจจัย.
บทว่า อนารมฺเภ วิมุตฺติโน ได้แก่น้อมไปในนิพพานที่ไม่มีความริเริ่ม.
บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๑ ต่อไป.
บทว่า อาหารปฺปจฺจยา เพราะอาหารเป็นปัจจัย คือเพราะอาหารสัมปยุตด้วยกรรมเป็นปัจจัย. อาจารย์อีกพวกหนึ่ง กล่าวว่า สัตว์สี่ประเภท คือ รูปูปคา (เข้าถึงรูป) ๑ เวทนูปคา (เข้าถึงเวทนา) ๑สัญญูปคา (เข้าถึงสัญญา) ๑ สงฺขารูปคา (เข้าถึงสังขาร) ๑.
ในสัตว์สี่ประเภทนั้น สัตว์ผู้ข้องอยู่ด้วยกามธาตุ ๑๑ อย่าง ชื่อว่า รูปูปคา เพราะเสพกวฬีการาหาร. สัตว์ผู้ข้องอยู่ด้วยรูปธาตุ เว้นอสัญญีสัตว์ ชื่อว่า เวทนูปคา เพราะเสพผัสสาหาร. สัตว์ผู้ข้องอยู่ด้วยอรูปธาตุ ๓ อย่างเบื้องต่ำชื่อว่า สัญญูปคา เพราะเสพมโนสัญเจตนาหารอันเกิดแต่สัญญาสัตว์ในยอดภูมิ (เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ) ชื่อว่า สังขารูปคา เพราะเสพวิญญาหารอันเกิดแต่สังขาร.
พึงทราบว่า ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัย.
บทว่า อาโรคฺยํ ความไม่มีโรค คือนิพพาน.
บทว่า สงฺขาย เสวิ พิจารณาแล้วเสพ. ความว่า พิจารณาปัจจัยแล้วเสพปัจจัย ๔ หรือพิจารณาโลกอย่างนี้ว่าขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ดังนี้ แล้วเสพด้วยญาณว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้.
บทว่า ธมฺมฏฺโฐ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมคือตั้งอยู่ในสัจธรรม ๔.
บทว่า สงฺขฺยํ โนเปติ ย่อมไม่เข้าถึงการนับ คือไม่เข้าถึงการนับว่าเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์เป็นต้น.
บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๒ ต่อไป.
บทว่า อิญฺชิตปฺปจฺจยา เพราะความหวั่นไหวเป็นปัจจัย คือเพราะในบรรดาความหวั่นไหว คือตัณหา มานะ ทิฏฐิ กรรมและกิเลส ความหวั่นไหวอย่างใดอย่างหนึ่งสะสมกรรมเป็นปัจจัย.
บทว่า เอชํ โวสฺสชฺช สละแล้ว คือสละตัณหา.
บทว่า สงฺขาเร อุปรุนฺธิย ดับสังขารทั้งหลายได้แล้ว คือดับกรรมและสังขารสัมปยุตด้วยกรรม.
บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๓ ต่อไป.
บทว่า นิสฺสิตสฺส จลิตํ ความดิ้นรนย่อมมีแก่ผู้อันตัณหามานะและทิฏฐิอาศัยแล้ว คือความดิ้นรนเพราะความกลัว ย่อมมีแก่ผู้อันตัณหามานะและทิฏฐิอาศัยแล้วในขันธ์ ดุจความดิ้นรนเพราะความกลัวย่อมมีแก่เทวดาทั้งหลายในสีหสูตร.
____________________________
สํ. ข. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๕๕
บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๔ ต่อไป.
บทว่า รูเปหิ กว่ารูปภพทั้งหลาย คือกว่ารูปภพหรือรูปสมาบัติ.
บทว่า อารุปฺปา อรูปภพ คืออรูปภพหรืออรูปสมาบัติ.
บทว่า นิโรโธ คือ นิพพาน.
บทว่า มจฺจุหานิโย เป็นผู้ละมัจจุเสียได้ คือเป็นผู้ละมรณมัจจุ กิเลสมัจจุ และเทวปุตตมัจจุเสียได้. ท่านอธิบายว่า ละมัจจุ ๓ อย่างนั้นไปได้.
บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๕ ต่อไป.
บทว่า ยํ ทรงกล่าวหมายถึงนามรูป. เพราะนามรูปนั้นอันชาวโลกเข้าไปเพ่งเล็งเห็นว่า นี้เป็นของจริงด้วยความยั่งยืน งาม เป็นสุข.
บทว่า ตทมริยานํ ตัดบทเป็น ตํ อิทํ อริยานํ ลบนิคคหิตและอิอักษร ตํ อิทํ จึงสนธิเป็น ตท.
บทว่า เอตํ มุสา นามรูปนั้นเป็นของเท็จ คือนามรูปนั้นแม้ยึดถือด้วยเป็นของยั่งยืนเป็นต้นก็เป็นของเท็จ คือไม่เป็นอย่างนั้น.
บทว่า ปุน ยํ ทรงกล่าวหมายถึงนิพพาน. เพราะนิพพานนั้นอันชาวโลกมองเห็นว่านิพพานนี้เป็นของเท็จ ไม่มีอะไร เพราะไม่มีรูปและเวทนาเป็นต้น.
บทว่า ตทมริยานํ เอตํ สจฺจํ พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาว่านิพพานนั้นเป็นของจริง.
ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นิพพานนั้นเป็นของจริงโดยปรมัตถ์ในการไม่ปราศจากความเป็นสุข คือไม่มีกิเลส ความเป็นสุขอันเป็นปฏิปักษ์แห่งความทุกข์ ความเป็นของเที่ยงอันได้แก่ความสงบโดยส่วนเดียว.
บทว่า อนตฺตนิ อตฺตมานี มีความสำคัญในสิ่งมิใช่ตนว่าเป็นตัวตน คือมีความสำคัญในสิ่งมิใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตนโดยสภาพของนามรูปและเวทนาเป็นต้น.
บทว่า อิทํ สจฺจนฺติ มญฺญติ ย่อมสำคัญว่านามรูปที่เป็นของจริง คือย่อมสำคัญว่านามรูปนี้เป็นของจริงโดยความเป็นของยั่งยืนเป็นต้น.
บทว่า เยน เยน หิ คือ ย่อมสำคัญโดยนัยมีอาทิว่า รูปของเรา เวทนาของเราด้วยรูปหรือเวทนาใดๆ.
บทว่า ตโต ตํ คือ นามรูปนั้นย่อมเป็นอย่างอื่นไปจากอาการที่สำคัญนั้น เพราะเหตุไร เพราะนามรูปของผู้นั้นเป็นของเท็จ.
อธิบายว่า เพราะนามรูปนั้นเป็นของเท็จจากอาการตามที่สำคัญไว้ ฉะนั้นจึงเป็นอย่างอื่นไป. ก็เพราะเหตุไรจึงเป็นของเท็จเล่า. เพราะนามรูปมีความสูญสิ้นเป็นธรรมดา คือเพราะสิ่งใดปรากฎขึ้นนิดหน่อยย่อมมีความสูญสิ้นเป็นธรรมดา คือมีความย่อยยับไปเป็นธรรมดา และนามรูปก็เป็นเหมือนอย่างนั้น.
บทว่า สจฺจาภิสมยา คือ รู้นิพพานนั้นโดยความเป็นจริง.
บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในวาระที่ ๑๖ ต่อไป.
บทว่า ยํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ๖ อย่าง. เพราะอารมณ์นั้นอันชาวโลกเล็งเห็นว่า เป็นความสุขดุจตั๊กแตนปลาและลิงเล็งเห็นแสงประทีปและเบ็ดที่เขาล่อไว้ว่าเป็นความสุข.
บทว่า ตทมริยานํ เอตํ ทุกฺขํ พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นว่า นั่นเป็นทุกข์.
อธิบายว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นด้วยดีด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นทุกข์ โดยนัยมีอาทิว่า จริงอยู่ กามทั้งหลายวิจิตร อร่อย น่ารื่นรมย์ ย่อมย่ำยีจิตให้มีรูปผิดรูปไป.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๙๖ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๗๒๒
บทว่า ปุน อิทํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงนิพพานเท่านั้น. เพราะนิพพานนั้นอันชาวโลกเล็งเห็นแล้วว่าเป็นทุกข์ เพราะไม่มีกามคุณ.
บทว่า ตทมริยานํ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นแล้วด้วยดีด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า นิพพานนี้เป็นสุขโดยความเป็นปรมัตถสุข.
บทว่า เกวลา คือ ไม่มีเหลือ.
บทว่า อิฏฺฐา คือ น่าปรารถนา.
บทว่า กนฺตา น่าใคร่ คือน่ารัก.
บทว่า มนาปา น่าพอใจ คือน่าทำความเจริญให้แก่ใจ.
บทว่า ยาวตตฺถีติ วุจฺจติ โลกกล่าวว่ามีอยู่เท่าใด คือโลกกล่าวว่าอารมณ์ ๖ เหล่านี้มีอยู่เท่าใด. พึงทราบความเฉียบแหลมของถ้อยคำ.
บทว่า โว ในบทว่า เอเต โว นี้เป็นเพียงนิบาต แปลว่า อารมณ์ ๖ เหล่านี้.
บทว่า สุขนฺติ ทิฏฺฐมริเยหิ สกฺกายสฺสุปโรธนํ ได้แก่ ความดับแห่งเบญจขันธ์อันพระอริยเจ้าเห็นแล้วว่าเป็นความสุข. ท่านอธิบายว่า ได้แก่ นิพพาน.
บทว่า ปจฺจนีกมิทํ โหติ คือ ความเห็นขัดแย้งกัน.
บทว่า ปสฺสตํ คือ ผู้เห็นอยู่. ท่านอธิบายว่า ได้แก่ บัณฑิตทั้งหลาย.
บทว่า ยํ ในบทว่า ยํ ปเร นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงวัตถุกาม. ในบทว่า ปุน ยํ ปุเร นี้หมายถึงนิพพาน.
บทว่า ปสฺส จงดู พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้ฟัง.
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ธรรมคือนิพพาน.
บทว่า สมฺปมูฬฺเหตฺถ อวิทฺทสุ คือ คนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง พากันหลงในโลกนี้.
พากันหลง เพราะกระทำอะไร?
เพราะความมืดตื้อย่อมมีแก่คนพาลทั้งหลายผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้วผู้ไม่เห็นอยู่ เพราะเหตุที่ความมืดทำให้คนพาลทั้งหลายถูกอวิชชาหุ้มห่อท่วมทับเป็นคนบอด ดังนั้น คนพาลทั้งหลายจึงไม่สามารถเห็นธรรมคือนิพพาน.
บทว่า สตญฺจ วิวฏํ โหติ อาโลโก ปสฺสตามิว ความว่า ส่วนนิพพานเป็นธรรมชาติเปิดเผยแก่สัตบุรุษทั้งหลาย ผู้เห็นอยู่ด้วยปัญญาทัศนะเหมือนแสงสว่างฉะนั้น.
บทว่า สนฺติเก น วิชฺชนฺติ มคา ธมฺมสฺส โกวิทา ชนทั้งหลายเป็นผู้ค้นคว้าไม่ฉลาดต่อธรรม ย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานที่มีอยู่ในที่ใกล้.
ความว่า ชนทั้งหลายเป็นผู้ค้นคว้า ไม่ฉลาดต่อธรรมอันเป็นทางและมิใช่ทาง หรือต่อธรรมทั้งหมด ย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานนั้น แม้มีอยู่ในที่ใกล้อย่างนี้ เพราะกำหนดเพียงตจปัญจกกรรมฐาน (กรรมฐานมีหนังเป็นที่ห้า) ในร่างกายของตน แล้วพึงบรรลุเป็นลำดับไปเท่านั้น หรือเพราะเพียงดับขันธ์ของตน.
พึงทราบโดยประการทั้งปวงว่า ชนทั้งหลายผู้ถูกภวราคะครอบงำแล้ว แล่นไปตามกระแสภวตัณหา ผู้เข้าถึงวัฎฎะอันเป็นบ่วงแห่งมารเนืองๆ ไม่ตรัสรู้ธรรมนี้ได้โดยง่าย.
ในบทเหล่านั้นบทว่า มารเธยฺยานุปฺปนฺเนภิ ผู้เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมารเนืองๆ คือ เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓.
พึงทราบการเชื่อมความในคาถาหลังว่า ใครหนอ นอกจากพระอริยเจ้า ย่อมควรรู้บทคือนิพพานที่ตรัสรู้ไม่ได้ง่ายนักอย่างนี้.
บทนั้นมีอธิบายดังนี้
นอกจากพระอริยเจ้าแล้ว คนอื่นใครหนอ ควรจะรู้บทคือนิพพานอันเป็นบทที่พระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่มีอาสวะตามลำดับเพราะรู้โดยชอบด้วยอริยมรรคที่ ๔ ย่อมปรินิพพานด้วยการดับกิเลส หรือเป็นผู้ไม่มีอาสวะเพราะรู้โดยชอบย่อมปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่สุด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังเทศนาให้จบลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
บทว่า อตฺตมนา คือมีใจยินดี.
บทว่า อภินนฺทุํ คือ ชื่นชม.
บทว่า อิมสฺมึ จ ปน เวยฺยากรณสฺมึ คือ ไวยากรณ์ภาษิตที่ ๑๖ นี้.
บทว่า ภญฺญมาเน คือ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส.
บทที่เหลือปรากฎชัดแล้ว.
ในเพราะไวยากรณ์ภาษิต ๑๖ วาระแม้ทั้งหมดอย่างนี้จิตของภิกษุเก้าร้อยรูป แบ่งเป็นพวกๆ ประมาณหกสิบ หกสิบ เกินกว่าหกสิบ พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น.
ก็ในสูตรนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสัจธรรม ๑๖ ครั้ง ครั้งละ ๔ รวมเป็น ๖๔ ครั้งด้วยไวยากรณ์ภาษิต โดยประการต่างๆ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาทวยตานุปัสสนาที่ ๑๒ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------
รวมหัวข้อประจำเรื่องในพระสูตรนี้ คือ
สัจจะ อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณเป็นที่ ๕ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน อารัมภะ อาหาร ความหวั่นไหว ความดิ้นรน รูป และสัจจะ กับทุกข์ รวมเป็น ๑๖ ฯ
จบมหาวรรคที่ ๓ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปัพพชาสูตร
๒. ปธานสูตร
๓. สุภาษิตสูตร
๔. สุนทริกสูตร
๕. มาฆสูตร
๖. สภิยสูตร
๗. เสลสูตร
๘. สัลลสูตร
๙. วาเสฏฐสูตร
๑๐. โกกาลิกสูตร
๑๑. นาลกสูตร
๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร
สูตร ๑๒ สูตรเหล่านี้ ท่านเรียกว่า มหาวรรค ดังนี้แล ฯ -----------------------------------------------------