๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ตติยํ ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓
|๔๑๐.๑๒๐๘| ๓ วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เอเก อโถปิ เว สจฺจมนา วทนฺติ วาทญฺจ ชาตํ มุนิ โน อุเปติ ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ ฯ |๔๑๐.๑๒๐๙| สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย ฉนฺทานุนีโต รุจิยา นิวิฏฺโฐ สยํ สมตฺตานิ ปกุพฺพมาโน ยถา หิ ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย ฯ |๔๑๐.๑๒๑๐| โย อตฺตโน สีลวตานิ ชนฺตุ อนานุปุฏฺโฐ จ ปเรส ปาวา อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมว ปาวา ฯ |๔๑๐.๑๒๑๑| สนฺโต จ ภิกฺขุ อภินิพฺพุตตฺโต อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ฯ |๔๑๐.๑๒๑๒| ปกปฺปิตา สงฺขตา ยสฺส ธมฺมา ปุรกฺขตา สนฺติ อวีวทาตา ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตํ นิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจ สนฺตึ ฯ |๔๑๐.๑๒๑๓| ทิฏฺฐีนิเวสา น หิ สฺวาติวตฺตา ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมํ ฯ |๔๑๐.๑๒๑๔| โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสุ มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโน ส เกน คจฺเฉยฺย อนูปโย โส ฯ |๔๑๐.๑๒๑๕| อุปโย หิ ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพนฺติ ฯ ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตํ ตติยํ ฯ ----------
เดียรถีย์บางพวก มีใจประทุษร้าย ย่อมติเตียนโดยแท้ แม้อนึ่ง พวกชนที่ฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ปลงใจ เชื่อจริง ก็ติเตียน แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงการติเตียนที่เกิดขึ้น แล้ว เพราะเหตุนั้น มุนีย่อมไม่มีหลักตอ คือ ราคะ โทสะ และโมหะ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้ถูกความพอใจครอบงำ แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในความชอบใจ จะพึงล่วงทิฐิของตนได้ อย่างไรเล่า บุคคลกระทำทิฐิเหล่านั้นให้บริบูรณ์ด้วยตนเอง รู้อย่างใด ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ผู้ใดไม่ถูกเขาถามเลย กล่าว อวดอ้างศีลและวัตรของตนแก่ผู้อื่น ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าว ผู้นั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม ผู้ใดกล่าวอวดตนด้วยตนเอง ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการอวดของผู้นั้นว่า ผู้นี้ไม่มีอริยธรรม ส่วนภิกษุผู้สงบ มีตนดับแล้ว ไม่กล่าวอวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุ นั้นว่า มีอริยธรรม ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลก ไหนๆ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการไม่กล่าวอวดของภิกษุ นั้นว่า ภิกษุนี้มีอริยธรรม ธรรม คือ ทิฐิอันปัจจัยกำหนด ปรุงแต่งแวดล้อม ไม่ผ่องแผ้ว ย่อมมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นเป็น อย่างนี้ เพราะเหตุที่ผู้นั้นเห็นอานิสงส์ มีคติวิเศษเป็นต้นใน ตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัยทิฐินั้นอันละเอียด อาศัยความกำเริบ นรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดมั่นแล้วในธรรมทั้งหลาย ไม่พึง ล่วงการยึดมั่นด้วยทิฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น นรชน ย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม ในเพราะความยึดมั่นด้วยทิฐิ เหล่านั้น ก็บุคคลผู้มีปัญญา ไม่มีทิฐิอันปัจจัยกำหนดแล้ว ในภพและมิใช่ภพ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้น ละมายาและมานะได้แล้ว จะพึงถึงการนับเข้าในคติพิเศษใน ในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร บุคคลผู้มีปัญญานั้น ไม่มีตัณหาและทิฐิ ก็บุคคลผู้มีตัณหาและทิฐิ ย่อมเข้าถึง วาทะในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าวกะพระขีณาสพผู้ไม่มี ตัณหาและทิฐิว่า ผู้กำหนัดหรือว่าผู้ประทุษร้ายได้อย่างไร ด้วยความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร ความเห็นว่า เป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญ ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ นั้นเลย เพราะพระขีณาสพนั้น ละทิฐิได้ทั้งหมดในอัตภาพ นี้ ฉะนี้แล ฯ จบทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร ว่าด้วยเรื่องเดียรถีย์กับมุนี (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระอานนท์ดังนี้)
เดียรถีย์บางพวกมีใจชั่วกล่าวร้าย บุคคลเหล่าอื่นเข้าใจว่าจริงก็กล่าวร้ายด้วย แต่มุนีย่อมไม่ใส่ใจคำกล่าวร้ายที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น มุนีจึงไม่มีกิเลสเครื่องตรึงจิตในที่ไหนๆ
ผู้ไปตามความพอใจ ตั้งอยู่ในความชอบใจ พึงก้าวล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า แต่เมื่อทำตนให้เพียบพร้อม รู้อย่างไรก็พึงพูดอย่างนั้น
สัตว์เกิดใดไม่มีใครถาม ก็บอกศีลและวัตรของตนแก่บุคคลเหล่าอื่น สัตว์เกิดใดกล่าวถึงตัวเองเท่านั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกสัตว์เกิดนั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม
ส่วนภิกษุผู้สงบ ดับกิเลสแล้ว ไม่โอ้อวดในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นดังนี้ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคำแปลพร้อมทั้งอธิบายใน ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕-๒๒/๗๔-๑๐๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร อนึ่ง ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูในที่ไหนๆ ในโลก ผู้ฉลาดทั้งหลายเรียกภิกษุนั้นว่า ผู้มีอริยธรรม
เจ้าลัทธิใด มีธรรมที่กำหนดไว้ อันปัจจัยปรุงแต่งเชิดชูไว้ (แต่)ไม่ขาวสะอาด เจ้าลัทธินั้นเห็นอานิสงส์ใดในตน อาศัยอานิสงส์นั้น และสันติ ที่กำเริบซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น
ความถือมั่นด้วยอำนาจทิฏฐิ มิใช่ก้าวล่วงได้ง่ายๆ การปลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่น ก็มิใช่ก้าวล่วงได้ง่าย เพราะฉะนั้น ในความถือมั่นเหล่านั้น นรชนย่อมสลัดทิ้งธรรมบ้าง ยึดถือธรรมไว้บ้าง
ทิฏฐิที่กำหนด(เพื่อเกิด)ในภพน้อยภพใหญ่ ของผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดไม่มีในที่ไหนๆ ในโลก เพราะผู้มีปัญญาเครื่องกำจัดนั้น ละความหลอกลวงและความถือตัวได้แล้ว ไม่มีความถือมั่น จะพึงไปด้วยเหตุอะไรเล่า
เพราะว่า ผู้มีความถือมั่นย่อมเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย จะพึงกล่าวคำติเตียนผู้ไม่มีความถือมั่นด้วยเหตุอะไรเล่า เพราะทิฏฐิว่ามีอัตตา ทิฏฐิว่าไม่มีอัตตา ไม่มีแก่ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น ผู้ไม่มีความถือมั่นนั้น สลัดแล้วซึ่งทิฏฐิทั้งปวงในอัตภาพนี้แหละ ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ สันติ หมายถึงความสงบ มี ๓ อย่าง คือ (๑) อัจจันตสันติ (ความสงบอย่างสิ้นเชิง) หมายถึงอมตนิพพาน@(๒) ตทังคสันติ (ความสงบด้วยองค์นั้นๆ) หมายถึงผู้บรรลุรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ (๓) สมมุติสันติ@(ความสงบโดยสมมติ) หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ ในที่นี้หมายถึงสันติโดยสมมติ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๙/๘๘-๘๙)@ ทิฏฐิว่ามีอัตตา หมายถึงสัสสตทิฏฐิ ทิฏฐิว่าไม่มีอัตตา หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ ดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๒/@๙๘-๑๐๐, ๙๓/๒๘๘-๒๘๙ และดู สุตตนิบาต ข้อ ๘๖๕ หน้า ๗๐๗ ในเล่มนี้ประกอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๖๙๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓
ทุฏฐัฏฐกสูตร มีคำเริ่มต้นว่า วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เดียรถีย์บางพวกมีใจประทุษร้ายย่อมติเตียนโดยแท้ ดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการเกิดแห่งคาถาต้นไว้ในพระสูตรแล้ว.
พวกเดียร์ถีย์ทนไม่ได้ที่เห็นลาภสักการะเกิดขึ้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ จึงส่งนางสุนทรีปริพาชิกาไป.
นัยว่า นางสุนทรีปริพาชิกานั้นเป็นนางงามประจำชนบท ได้เป็นปริพาชิกาเพราะนุ่งห่มผ้าขาว. นางอาบน้ำชำระร่างกายแล้วตกแต่งด้วยผ้าสะอาดและทัดทรงดอกไม้ ประพรมด้วยของหอมเครื่องลูบไล้ ในเวลาที่ชาวกรุงสาวัตถีฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วออกจากพระเชตวัน นางก็ออกจากกรุงสาวัตถีมุ่งหน้าไปพระเชตวัน เมื่อชนทั้งหลายถามว่า จะไปไหน. นางก็ตอบว่าไปเพื่อให้พระสมณโคดมและสาวกของพระองค์อภิรมย์ แล้วเดินผ่านไปทางซุ้มประตูพระเชตวัน เมื่อซุ้มประตูพระเชตวันปิด จึงเข้าไปยังเมือง พอสว่างนางก็ไปพระเชตวันอีกเดินเตร่ทำเป็นเหมือนจะเก็บดอกไม้ใกล้พระคันธกุฎี. ก็เมื่อนางถูกชนทั้งหลายที่มาอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าถามว่า มาทำไม ก็ตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมาอยู่อย่างนั้นแหละ.
พอล่วงไปครึ่งเดือน พวกเดียรถีย์จึงฆ่านางสุนทรีปริพาชิกาเสียแล้วเอาไปฝังไว้ที่คูเมือง พอสว่าง ก็ทำไปเอะอะว่า พวกเราไม่เห็นนางสุนทรี จึงไปทูลพระราชา พระราชาทรงอนุญาตแล้วจึงเข้าไปยังพระเชตวัน ทำเป็นเหมือนค้นหาอยู่ แล้วยกนางสุนทรีขึ้นจากที่ที่ฝั่งไว้ เอาใส่เตียงนำเข้าไปยังพระนคร พากันด่าว่าติเตียน.
พึงทราบเรื่องทั้งหมดโดยนัยที่มาแล้วในบาลี นั่นแล.
____________________________
ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๐๒
วันนั้นตอนใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงทราบว่า วันนี้พวกเดียรถีย์จักทำให้เกิดความเสื่อมยศ ทรงดำริว่า มหาชนเชื่อเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วจะพากันโกรธเคืองเรา อย่าไปอบายกันเสียเลย จึงทรงปิดประตูพระคันธกุฎีประทับอยู่ภายในพระคันธกุฎีนั่นเอง ไม่เสด็จเข้าพระนครเพื่อบิณฑบาต. ฝ่ายภิกษุทั้งหลายเห็นประตูปิดจึงเข้าไปเช่นคราวก่อนๆ.
ชนทั้งหลายเห็นพวกภิกษุจึงพากันด่าว่าอย่างเสียหาย.
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเดียรถีย์ทำความเสื่อมยศใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถจะอยู่ในที่นี้ได้ ชมพูทวีปกว้างขวาง โปรดเสด็จไปที่อื่นเถิดพระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอานนท์ ก็เมื่อโทษเกิดในที่นั้นอีกเธอจะไปไหนเล่า. กราบทูลว่า ไปเมืองอื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ รอดูไปก่อน เสียงนี้จักมีอยู่ได้ ๗ วันเท่านั้น ครั้นเลย ๗ วันไปแล้ว ผู้ใดทำความเสื่อมยศไว้ ความเสื่อมยศนั้นก็จักตกไปบนผู้นั้นนั่นแหละ เพื่อจะทรงแสดงธรรมแก่พระอานนทเถระจึงได้ตรัสคาถานี้ว่า วทนฺติ เว ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วทนฺติ คือ พวกเดียรถีย์พากันติเตียนพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์.
บทว่า ทุฏฺฐมนาปิ เอเก อโถปิ เว สจฺจมนาปิ อนึ่ง พวกชนที่ฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้วปลงใจเชื่อว่าจริงก็ติเตียน. ความว่า พวกชนบางพวกมีใจประทุษร้าย บางพวกสำคัญว่าเป็นจริง พวกเดียรถีย์มีใจประทุษร้ายแล้ว. อธิบายว่า ชนเหล่าใดฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ชนเหล่านั้นเข้าใจว่าเป็นจริงก็พากันเชื่อ.
บทว่า วาทญฺจ ชาตํ วาทะเกิดขึ้นแล้ว คือวาทะด่าเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้.
บทว่า มุนิ โน อุเปติ มุนีไม่เข้าถึง คือพุทธมุนีไม่เข้าถึงการติเตียน เพราะไม่ได้ทำและเพราะไม่โกรธ.
บทว่า ตสฺมา มุนิ นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ เพราะฉะนั้น มุนีย่อมไม่มีหลักตอในที่ไหนๆ คือ ด้วยเหตุนั้น พึงทราบว่ามุนีนี้ย่อมไม่มีหลักตอด้วยหลักตอคือราคะเป็นต้นในโลกไหนๆ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสคาถานี้แล้ว จึงรับสั่งถามพระอานนทเถระว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุทั้งหลายถูกด่าว่าเย้ยหยันอย่างนี้แล้วพูดอย่างไร. กราบทูลว่า มิได้พูดอะไรเลย พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เราเป็นผู้มีศีลมิใช่หรือ เพราะฉะนั้นควรนิ่งในเรื่องทั้งหมด แม้รู้อยู่ก็ไม่พูด เพราะคนพาลกับบัณฑิตเข้ากันไม่ได้.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๔๘
เพื่อประโยชน์ในการแสดงธรรมว่า ดูก่อนอานนท์ ภิกษุทั้งหลายจงโต้ตอบพวกชนเหล่านั้นอย่างนี้ ได้ตรัสคาถานี้ว่า อภูตวาที นิรยํ อุเปติ คนพูดไม่จริงย่อมตกนรก ดังนี้.
พระเถระรับพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว จึงกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า พวกท่านควรโต้ตอบชนทั้งหลายด้วยคาถานี้.
ภิกษุทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้นแล้ว.
ชนผู้เป็นบัณฑิตได้นิ่งเฉย. แม้พระราชาก็ทรงส่งพวกราชบุรุษไปทุกแห่งหน จับคาดคั้นพวกนักเลงที่เดียรถีย์ให้ค่าจ้างฆ่านางสุนทรี ครั้นทรงทราบเรื่องราวแล้วได้ทรงบริภาษพวกเดียรถีย์. แม้ชนทั้งหลายเห็นพวกเดียรถีย์ต่างก็เอาก้อนดินขว้างปา เอาฝุ่นโรย ด้วยโกรธว่าพวกเดียรถีย์ทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสื่อมยศ.
พระอานนทเถระเห็นดังนั้น จึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถานี้ว่า สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย จะพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้.
ทิฏฐิของชนเดียรถีย์ว่า เราจักฆ่านางสุนทรีปริพาชิกา แล้วประกาศโทษของสมณศากยบุตร ก็จักได้รับสักการะได้โดยอุบายนี้ บุคคลจะพึงล่วงทิฏฐินั้นได้อย่างไร ที่แท้โทษนั้นจะกลับมาถึงชนเดียรถีย์นั้นผู้ไม่สามารถจะล่วงทิฏฐินั้นได้.
อีกอย่างหนึ่ง ชนเดียรถีย์ผู้มีวาทะว่าเที่ยงเป็นต้น ถูกความพอใจในทิฏฐินั้นครอบงำแล้ว และตั้งมั่นอยู่ในความชอบใจในทิฏฐิ จะพึงล่วงทิฏฐิของตนได้อย่างไรเล่า ที่แท้บุคคลนั้นกระทำทิฏฐิเหล่านั้นให้บริบูรณ์ด้วยตนเอง รู้อย่างใด พึงกล่าวอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อล่วงไป ๗ วัน รับสั่งให้เอาศพของนางสุนทรีนั้นไปทิ้งเสีย ตอนเย็นเสด็จไปยังพระวิหารถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อความเสื่อมยศเช่นนี้เกิดขึ้น ควรจะบอกข้าพระองค์บ้าง.
เมื่อพระราชากราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าถวายพระพรว่า มหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้มีศีล มีคุณสมบัติมิใช่หรือ แล้วตรัสต่อไปว่า การบอกแก่ผู้อื่นเป็นการสมควรแก่พระอริยเจ้าละหรือดังนี้ เพื่อให้เกิดเรื่องนั้นขึ้น จึงได้ตรัสคาถาที่เหลือว่า โย อตฺตโน สีลวตานิ เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตานิ ผู้มีศีล คือศีลมีปาติโมกข์เป็นต้นและธุดงค์มีอารัญญิกธุดงค์เป็นต้น.
บทว่า อนานุปุฏฺโฐ คือ ไม่ถูกถามเลย.
บทว่า ปาถา คือ กล่าวอวดอ้าง.
บทว่า อนริยธมฺมํ กุสสา ตมาหุ โย อาตุมานํ สยเมว ปาถา คือ ผู้ใดกล่าวอวดอ้างตนด้วยตนเอง ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่มีอริยธรรม.
บทว่า สนฺโต ผู้สงบ คือชื่อว่าเป็นผู้สงบเพราะสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น เสมือนเป็นผู้มีตนผ่องแผ้วแล้วฉะนั้น.
บทว่า อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน คือ ไม่กล่าวอวดอ้างในศีลทั้งหลายว่า เราเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล. ท่านอธิบายว่า ไม่กล่าววาจาแนะนำตนว่ามีศีล.
บทว่า ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่าเป็นผู้มีอริยธรรม คือผู้ฉลาดในขันธ์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวภิกษุผู้ไม่อวดอ้างนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีอริยธรรม.
บทว่า ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลกไหนๆ.
พึงทราบการเชื่อมความว่า ภิกษุผู้เป็นขีณาสพใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น ๗ อย่างมีราคะเป็นต้นในโลกไหนๆ ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวภิกษุผู้ไม่โอ้อวดนั้นว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีอริยธรรม ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงถึงการปฏิบัติของพระขีณาสพอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงการปฏิบัติของพวกเดียรถีย์เจ้าทิฏฐิแด่พระราชา จึงตรัสว่า ปกปฺปิตา สงฺขตา ธรรมอันปัจจัยกำหนด ปรุงแต่งแล้ว ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปกปฺปิตา คือ อันปัจจัยกำหนดแล้ว.
บทว่า สงฺขตา คือ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว.
บทว่า ยสฺส แก่ผู้ใด คือแก่เจ้าทิฏฐิใดๆ.
บทว่า ธมฺมา คือ ทิฏฐิ.
บทว่า ปุรกฺขตา แวดล้อมแล้ว คือทำแล้วแต่ก่อน.
บทว่า สนฺติ แปลว่า มีอยู่.
บทว่า อวีวทาตา แปลว่า ไม่ผ่องแผ้ว.
บทว่า ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตนฺนิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺตึ เพราะเหตุที่ผู้นั้นเห็นอานิสงส์ในตน ฉะนั้น จึงเป็นผู้อาศัยทิฏฐิ อาศัยความกำเริบที่มีอยู่นั้น.
ความว่า ธรรมคือทิฏฐิอันปัจจัยแวดล้อมไม่ผ่องแผ้ว ย่อมมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นเป็นอย่างนี้. เพราะเหตุที่เขาเห็นสักการะเป็นต้นอันเป็นไปในปัจจุบันและอานิสงส์มีคติวิเศษเป็นต้นอันเป็นไปในสัมปรายภพแห่งทิฏฐินั้นในตนฉะนั้น จึงเป็นผู้อาศัยอานิสงส์นั้นและทิฏฐินั้นอันมีอยู่ อาศัยความกำเริบ เพราะความกำเริบ เพราะอาศัยกันเกิดขึ้นและเพราะมีอยู่โดยสมมติ ผู้นั้นพึงยกตนหรือพึงข่มผู้อื่น เพราะอาศัยทิฏฐินั้นด้วยคุณและโทษแม้ไม่เป็นจริง และด้วยการอาศัยอย่างนี้นรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดมั่นแล้วในธรรมทั้งหลาย ไม่พึงล่วงการยึดมั่นด้วยทิฏฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น นรชนย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม ในเพราะความยึดมั่นด้วยทิฏฐิเหล่านั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐินิเวสา ยึดมั่นด้วยทิฏฐิ คือยึดมั่นด้วยทิฏฐิ อันได้แก่ยึดมั่นว่านี้เป็นของจริง.
บทว่า น หิ สฺวาติวตฺตา ได้แก่ ไม่พึงล่วงไปโดยง่ายนัก.
บทว่า ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหิตํ นรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดมั่นแล้วในธรรมทั้งหลาย. ความว่า นรชนตัดสินธรรมนั้นๆ ที่ตนถือ คือยึดมั่นแล้วในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒.
ท่านอธิบายว่าไม่พึงล่วงการยึดมั่นด้วยทิฏฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเป็นไปแล้ว.
เพราะฉะนั้น นรชนย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม ในเพราะความยึดมั่นเหล่านั้น.
อธิบายว่า เพราะไม่ล่วงการยึดมั่นด้วยทิฏฐิได้โดยง่าย ฉะนั้น นรชนย่อมยึดถือ ถือมั่น เสพและนับถือ ศาสดาจำพวกถือศีลแพะ ศีลโค ศีลสุนัข ตบะห้า เทวดาบอกเหตุ ทำความเพียรด้วยการนั่งกระโหย่งและนอนบนหนามเป็นต้นและธรรมนั้นๆ ประเภทคณะบอกธรรมเป็นต้น.
ท่านอธิบายว่า เหมือนลิงป่าจับกิ่งไม้นั้นๆ ฉะนั้น. เมื่อยึดถือและถือมั่นอยู่อย่างนี้ เพราะค่าที่มีจิตไม่มั่นคง จึงทำให้ยศและมิใช่ยศเกิดแก่ตนหรือแก่ผู้อื่น ด้วยคุณและโทษแม้ไม่มีอยู่.
ก็บุคคลใดชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา เพราะประกอบด้วยปัญญากำจัดโทษมีถือทิฏฐิทั้งปวงเป็นต้น บุคคลผู้มีปัญญานั้น ไม่มีทิฏฐิอันปัจจัยกำหนดแล้วในภพน้อยภพใหญ่ในโลกไหนๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้นละมายาและมานะได้แล้ว จะพึงถึงการนับเข้าในคติพิเศษในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร.
ท่านอธิบายไว้ดังนี้ บุคคลผู้มีปัญญาเพราะประกอบด้วยโธนธรรม (ธรรมทำให้ฉลาด) เป็นผู้ไกลจากกิเลสกำจัดบาปทั้งปวงได้ ไม่มีทิฏฐิอันปัจจัยกำหนดแล้วในภพทั้งหลายนั้นๆ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้น เพราะไม่มีทิฏฐินั้น จึงละมายาและมานะ ที่พวกเดียรถีย์ปกปิดกรรมชั่วที่ตนทำไว้ด้วยอคติใด เข้าถึงอคตินั้นด้วยมายาหรือมานะ จะพึงเข้าถึงการนับในคติพิเศษมีนรกเป็นต้น ในทิฏฐธรรมหรือสัมปรายภพด้วยคติพิเศษอะไร
จริงอยู่ บุคคลผู้มีปัญญานั้นๆ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ เพราะไม่มีตัณหาและทิฏฐิสองอย่างอาศัย. ก็อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดชื่อว่าเป็นผู้มีตัณหาและทิฏฐิ เพราะมีทั้งสองอย่างเหล่านั้น บุคคลนั้นเป็นผู้มีตัณหาและทิฏฐิ ย่อมเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าวกะผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิว่า ผู้กำหนัดหรือผู้ประทุษร้ายได้อย่างไร ด้วยความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร ความเห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญ ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเลย เพราะผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น ละทิฏฐิได้ทั้งหมดในอัตภาพนี้ฉะนี้แล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปโย คือ อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยแล้ว.
บทว่า ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ เข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย คือเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลายนั้นๆ อย่างนี้ว่า กำหนัดแล้วดังนี้ หรือประทุษร้ายแล้ว ดังนี้.
บทว่า อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย ความว่า จะพึงกล่าวกะพระขีณาสพผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ เพราะละตัณหาและทิฏฐิได้แล้วว่าผู้กำหนัด หรือผู้ประทุษร้ายได้อย่างไร ด้วยความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร.
อธิบายว่า จะว่ากล่าวว่าผู้มีปัญญานั้น จักเป็นผู้ปกปิดสิ่งที่กระทำแล้ว เหมือนพวกเดียรถีย์ได้อย่างไร.
บทว่า อตฺตํ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ ความเห็นว่าเป็นตนหรือความเห็นว่าขาดสูญย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นเลย. ความว่า ความเห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น หรือแม้การถือและการปล่อยที่รู้กันว่าเป็นความกำหนัดในตนก็ไม่มี.
หากถามว่า เพราะเหตุไรจึงไม่มี.
ตอบว่า เพราะผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้นละทิฏฐิได้ทั้งหมดในอัตภาพนี้.
อธิบายว่า เพราะผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น เลิกละ ปล่อยทิฏฐิได้ทั้งหมดด้วยลมคือญาณในอัตภาพนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว พอพระทัย กราบถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเสด็จกลับ.
จบอรรถกถาทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------