๙. มาคันทิยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส นวมํ มาคนฺทิยสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต มาคันทิยสูตรที่ ๙ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
|๔๑๖.๑๒๖๓| ๙ ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉ ฯ |๔๑๖.๑๒๖๔| เอตาทิสญฺเจ รตนํ น อิจฺฉสิ นารึ นรินฺเทหิ พหูหิ ปตฺถิตํ ทิฏฺฐีคตํ สีลวตํ นุ ชีวิตํ ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ฯ |๔๑๖.๑๒๖๕| อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ (มาคนฺทิยาติ ภควา) ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทฺทสํ ฯ |๔๑๖.๑๒๖๖| วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ (อิติ มาคนฺทิโย) เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตํ ฯ |๔๑๖.๑๒๖๗| น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน เอเต จ นิสชฺช อนุคฺคหาย สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ฯ |๔๑๖.๑๒๖๘| โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (อิติ มาคนฺทิโย) สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ ทิฏฺฐิยา จ เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ |๔๑๖.๑๒๖๙| ทิฏฺฐิญฺจ นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน (มาคนฺทิยาติ ภควา) สมุคฺคหีเตสุ สโมหมาคา อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสิ |๔๑๖.๑๒๗๐| สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ ฯ |๔๑๖.๑๒๗๑| สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ นตฺถิ ส เกน วาทํ ปฏิสํยุเชยฺย ฯ |๔๑๖.๑๒๗๒| โอกมฺปหาย อนิเกตสารี คาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานิ กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา ฯ |๔๑๖.๑๒๗๓| เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค เอลมฺพุชํ กณฺฏกวาริชํ ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ เอวํ มุนี สนฺติวาโท อคิทฺโธ กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ฯ |๔๑๖.๑๒๗๔| น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา ส มานเมติ น หิ ตมฺมโย โส น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย อนูปนีโต ส นิเวสเนสุ ฯ |๔๑๖.๑๒๗๕| สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ เต ฆฏฺฏมานา วิจรนฺติ โลเกติ ฯ มาคนฺทิยสุตฺตํ นวมํ ฯ ------------
ความพอใจในเมถุนธรรม ไม่ได้มีแก่เราเพราะได้เห็นนาง ตัณหานางอรดีและนางราคาเลย ความพอใจในเมถุนธรรม อย่างไรจักมีเพราะได้เห็นสรีระแห่งธิดาของท่านอันเต็มไปด้วย มูตรและคูถเล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระแห่งธิดาของ ท่านนั้นแม้ด้วยเท้า ฯ มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแก้วเช่นนี้ ที่พระราชาผู้เป็น จอมนระเป็นอันมากทรงปรารถนากันแล้วไซร้ พระองค์ตรัส ทิฐิ ศีล พรต ชีวิต และการเข้าถึงภพของพระองค์เช่นไร หนอ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ กิจที่เราวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิ ๖๒ แล้วจึงยึดถือเอาว่า เรากล่าวทิฐินี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเปล่า ดังนี้ ย่อม ไม่มีแก่เราและเราเห็นโทษในทิฐิทั้งหลายอยู่ ไม่ได้ยึดถือ ทิฐิอะไรๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะทั้งหลาย ก็ได้เห็นนิพพาน กล่าวคือความสงบ ณ ภายใน ฯ มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า ทิฐิเหล่าใด ที่สัตว์ทั้งหลายได้วินิจฉัยกำหนดไว้แล้ว ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นมุนี พระองค์ไม่ได้ยึดถือทิฐิเหล่านั้นเลย ตรัส เนื้อความนี้ได้ว่า ความสงบ ณ ภายใน เนื้อความนั้นอัน นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ขอพระองค์จงตรัส บอกแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ เราไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้ง ด้วยศีลและพรต เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ก็บุคคลสละธรรม เป็นไปในฝ่ายดำมีทิฐิเป็นต้นเหล่านี้แล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยธรรมอะไรแล้วไม่พึงปรารถนาภพ ฯ มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การ ฟัง การรู้ ทั้งศีลและพรต พระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ข้าพระองค์ย่อมสำคัญธรรมเป็นที่งงงวย ทีเดียวด้วยว่า ชน บางพวกยังเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ ก็ท่านอาศัยการเห็นถามอยู่บ่อยๆ ได้ถึงความหลงใหลไปใน ทิฐิที่ท่านยึดมั่นแล้ว และท่านก็ไม่ได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อย แต่ความสงบ ณ ภายในที่เรากล่าวแล้วนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงตั้งอยู่โดยความเป็นผู้หลง ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะ หรือด้วยทิฐิว่า เราเป็นผู้เสมอเขาวิเศษกว่าเขา หรือเลวกว่า เขา ผู้นั้นพึงวิวาท เพราะมานะหรือทิฐินั้น ผู้ใดไม่หวั่นไหว ในการถือตัวว่า เสมอเขา วิเศษกว่าเขาดังนี้เป็นต้น ผู้นั้น ย่อมไม่มีการวิวาท บุคคลผู้มีมานะและทิฐิอันละได้แล้วนั้น ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ จะพึงกล่าวอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง หรือจะพึงวิวาทเพราะมานะหรือทิฐิอะไรว่า ของเราจริง ของ ท่านเท็จ อนึ่ง ความสำคัญว่าเสมอเขาหรือว่าไม่เสมอเขา ย่อมไม่มีในผู้ใด ผู้นั้นจะพึงโต้ตอบวาทะกับใครๆ มุนีละอาลัย ได้แล้ว ไม่ระลึกถึงอารมณ์เครื่องกำหนดหมาย ไม่กระทำ ความสนิทสนมในชาวบ้าน เป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย ไม่ ทำอัตภาพให้เกิดต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกับคน บุคคลผู้ประเสริฐ สงัดแล้วจากธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงถือเอาธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่านั้นขึ้น กล่าว มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ติดอยู่ในกาม และในโลก เหมือนดอกปทุม มีก้านเป็นหนาม เกิดในน้ำ โคลนตม ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม ฉะนั้น บุคคลผู้ ถึงเวทคือมรรค ๔ เป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฐิ บุคคลนั้นไม่ กลับมาสู่มานะด้วยการทราบ อันต่างด้วยอารมณ์ มีรูปที่ได้ ทราบแล้วเป็นต้น บุคคลนั้นไม่เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยตัณหา มานะ และทิฐินั้น บุคคลนั้น แม้กรรมและสุตะพึงนำไป ไม่ได้ บุคคลนั้นอันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมนำเข้าไปไม่ได้แล้ว ในนิเวศน์ คือ ตัณหาและทิฐิ กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้แล้ว ความหลงทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่าใดยึด ถือกามสัญญาและทิฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกัน เที่ยวไปอยู่ในโลก ฯ จบมาคันทิยสูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. มาคันทิยสูตร ว่าด้วยมาคันทิยพราหมณ์ (พระผู้มีพระภาคตรัสแก่มาคันทิยพราหมณ์พร้อมภรรยาดังนี้)
เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรมเลย จักมีความพอใจเพราะเห็นเรือนร่าง @เชิงอรรถ : @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๐-๘๒/๒๑๗-๒๔๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสูตร ที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและอุจจาระนี้ได้อย่างไรเล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้า (มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้)
หากท่านไม่ปรารถนานารีผู้เป็นอิตถีรัตนะเช่นนี้ ที่พระราชาผู้เป็นจอมคนจำนวนมากพากันปรารถนา ท่านจะกล่าวทิฏฐิ ศีล วัตร ชีวิต และการอุบัติขึ้นในภพว่าเป็นเช่นไร (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ)
การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรา เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน (มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้)
ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาคันทิยะ)
นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสูตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ นักปราชญ์สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว ไม่ยึดมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ (มาคันทิยพราหมณ์กราบทูลดังนี้)
หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร @เชิงอรรถ : @ ทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ (๑) ทานที่ให้แล้วมีผล (๒) ยัญที่บูชาแล้วมีผล (๓) การ@เซ่นสรวงมีผล (๔) ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ (๕) โลกนี้มี (๖) โลกหน้ามี (๗) มารดามีคุณ@(๘) บิดามีคุณ (๙) สัตว์เป็นโอปปาติกะมีอยู่ (๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งโลกนี้และ@โลกหน้า ด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งมีอยู่ในโลก (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔)@ สุตะ ในที่นี้หมายถึงเสียงจากผู้อื่น คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม@และเวทัลละ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔) @ ญาณ หมายถึงกัมมัสสกตาญาณ (ญาณที่เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน) หมายถึงสัจจานุโลมิก-@ญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ) และหมายถึงอภิญญาญาณ (ญาณคือความรู้@อย่างยิ่งยวด) มี ๖ คือ (๑) อิทธิวิธิ (๒) ทิพพโสต (๓) เจโตปริยญาณ (๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ@(๕) ทิพพจักขุ (๖) อาสวักขยญาณ และสมาปัตติญาณ (ญาณในสมาบัติ ๘) (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔)@ ศีล ในที่นี้หมายถึงปาติโมกขสังวร (สำรวมในพระปาติโมกข์) (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔)@ วัตร ในที่นี้หมายถึงธุดงค์ ๘ ข้อ คือ (๑) อารัญญิกังคธุดงค์ (สมาทานการอยู่ในป่าเป็นวัตร) (๒) ปิณฑ-@ปาติกังคธุดงค์ (สมาทานการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร) (๓) ปังสุกูลิกังคธุดงค์ (สมาทานการนุ่งห่มผ้าบังสุกุล@เป็นวัตร) (๔) เตจีวริกังคธุดงค์ (สมาทานการทรงไตรจีวรเป็นวัตร) (๕) สปทานจาริกังคธุดงค์ (สมาทาน@การเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร) (๖) ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ (สมาทานห้ามภัตที่ถวายภาย@หลังเป็นวัตร) (๗) เนสัชชิกังคธุดงค์ (สมาทานการนั่งเป็นวัตร) (๘) ยถาสันถติกังคธุดงค์ (สมาทานการอยู่@ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔-๒๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๙. มาคันทิยสูตร บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้น ก็หามิได้ ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาคันทิยะ)
เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลายท่านจึงถามเนืองๆ ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงาย
ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา ผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา (หรือด้อยกว่าเขา) จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น
บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวอะไรว่า จริง หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา (หรือด้อยกว่าเขา) ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด พระอรหันต์นั้นพึงตอบโต้วาทะด้วยเหตุอะไรเล่า
บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน
บุคคลผู้เป็นนาคะ สงัดจากทิฏฐิเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๐. ปุราเภทสูตร ดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก ฉันนั้น
มุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้ มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป มุนีนั้นไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย
มุนีผู้เว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง ชนเหล่าใดยังยึดถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลกมาคันทิยสูตรที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙
มาคันทิยสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ทิสฺวาน ตณฺหํ เพราะเห็นนางตัณหาดังนี้.
พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหัตของมาคันทิยพราหมณ์พร้อมกับภรรยาชาวกัมมาสธัมมนิคมแคว้นกุรุ ทันใดนั้นเองได้เสด็จไป ณ ที่นั้น ทรงเปล่งพระรัศมีสีทองประทับนั่ง ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่งไม่ไกลกัมมาสธัมมนิคม.
ขณะนั้นแม้มาคันทิยพราหมณ์ก็ได้ไป ณ นิคมนั้นเพื่อล้างหน้า เห็นรัศมีสีทอง คิดว่านี่อะไร มองดูข้างโน้นข้างนี้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดีใจ.
นัยว่า ธิดาของพราหมณ์นั้นก็มีผิวเหมือนทองด้วย.
บรรดาขัตติยกุมารเป็นต้นเป็นอันมากพากันขอนางนั้นก็ไม่ได้. พราหมณ์ตั้งความมุ่งหมายไว้ว่าจักยกธิดาให้แก่สมณะผู้มีผิวคล้ายทองเท่านั้น. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเกิดความคิดขึ้นว่า สมณะนี้มีผิวเหมือนธิดาของเรา เราจะยกธิดาของเราให้สมณะนี้เพราะฉะนั้น เมื่อพราหมณ์เห็นจึงดีใจ รีบไปเรือนบอกกะนางพราหมณีว่า แม่มหาจำเริญ แม่มหาจำเริญ ฉันเห็นชายผิวทองเหมือนลูกสาวแล้ว แม่นางจงแต่งตัวลูกสาวเถิด เราจะยกให้สมณะนั้น.
เมื่อนางพราหมณีเอาน้ำหอมอาบลูกสาวแล้วตกแต่งด้วยผ้าดอกไม้และเครื่องประดับเป็นต้นอยู่นั้นเอง จนถึงเวลาภิกขาจารของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกัมมาสธัมมนิคม. พราหมณ์และพราหมณีก็พาธิดาไปถึงโอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้นนางพราหมณีไม่เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ได้เห็นแต่เครื่องลาดหญ้าที่ปูไว้เป็นที่ประทับนั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โอกาสที่ประทับนั่งและรอยพระบาทไม่อากูล.
นางพราหมณีจึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์ นี่เครื่องลาดหญ้าปูไว้สำหรับสมณะนั้นหรือ. พราหมณ์ตอบว่า ถูกแล้ว แม่นาง.
นางพราหมณีกล่าวว่า พ่อพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น การมาของเราไม่สำเร็จสมประสงค์เสียแล้ว. พราหมณ์ถามว่า เพราะอะไรเล่า แม่นาง.
นางพราหมณีตอบว่า พ่อพราหมณ์จงดูซิ ปูหญ้ายังเรียบร้อย นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคกามจะใช้สอย. พราหมณ์กล่าวว่า แม่นางเมื่อเราแสวงหาสิ่งเป็นมงคล แม่นางอย่าได้พูดถึงสิ่งไม่เป็นมงคลเลย. นางพราหมณีเที่ยวเดินไปข้างโน้นข้างนี้อีก เห็นรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์จงดูรอยเท้านั้นซิ ผู้นี้ไม่ใช่ผู้หมกมุ่นในกามเลย. พราหมณ์ถามว่า แม่นางรู้ได้อย่างไรเล่า.
นางเมื่อจะแสดงความรู้ของตน จึงกล่าวว่า
เป็นความจริง เท้าของคนกำหนัดเป็น
เท้ากระโหย่ง เท้าของคนโทสะเป็นเท้าขย่ม
เท้าของคนโมหะลงส้น เท้าเช่นนี้เป็นเท้า
ของผู้มีกิเลสเพียงดังหลังคาเปิดแล้ว.
กถานี้ยังไม่ชัดเจนแก่พราหมณ์และนางพราหมณีนั้น. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ได้เสด็จมายังไพรสณฑ์นั้น. นางพราหมณีเห็นพระรูปของพระผู้มีพระภาคเจ้างดงามด้วยพระลักษณะอันเลิศแวดวงด้วยพระรัศมีวาหนึ่งจึงกล่าวกะพราหมณ์ว่า พ่อพราหมณ์ เห็นสมณะนั้นหรือยัง. พราหมณ์ตอบว่า เห็นแล้วแม่นาง.
นางพราหมณีกล่าวว่า สมณะนี้จักไม่บริโภคกามเป็นแน่ เรามาเสียเวลาเสียแล้ว ผู้มีลักษณะอย่างนี้จักบริโภคกามข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. เมื่อพราหมณ์และนางพราหมณีสนทนากันอยู่อย่างนี้นั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนเครื่องลาดที่เป็นหญ้า.
ลำดับนั้น พราหมณ์จูงธิดามาด้วยมือซ้าย ถือคนโทน้ำด้วยมือขวา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า บรรพชิตผู้เจริญ ท่านก็มีผิวคล้ายทองทาริกานี้ก็มีผิวทอง ทาริกานี้จึงสมควรแก่ท่าน ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอยกทาริกานี้ให้เป็นภรรยาเพื่อจะได้เลี้ยงดูกัน แล้วเดินตรงไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าประสงค์จะยกธิดาให้ ได้ยืนอยู่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทำเป็นดุจมิได้สนทนากะพราหมณ์ แต่สนทนากับคนอื่น ได้ตรัสคาถานี้ว่า ทิสฺวาน ตณฺหํ เพราะเห็นนางตัณหา ดังนี้เป็นต้น.
บทนี้มีความดังต่อไปนี้
แม้เพียงความพอใจในเมถุนมิได้มีแก่เรา เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคาผู้เป็นธิดาพญามารซึ่งเนรมิตรูปต่างๆมาสู่ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ ความพอใจอะไรจักมี เพราะเห็นรูปอันเต็มไปด้วยมูตรและกรีสของหญิงสาวนี้เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระแห่งธิดาของท่านนั้นโดยประการทั้งปวง แม้เพราะเท้า อย่าว่าแต่จะอยู่ร่วมกันเลย.
ลำดับนั้น มาคันทิยพราหมณ์เพื่อจะทูลถามว่า ธรรมดาบรรพชิตละกามอันเป็นของมนุษย์แล้วบวชเพื่อกามอันเป็นของทิพย์แต่สมณะนี้ไม่ปรารถนากามแม้เป็นของทิพย์ แม้อิตถีรัตนะนี้ก็ไม่ปรารถนา อะไรหนอเป็นทิฏฐิของสมณะนี้จึงกล่าวคาถาที่สอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เอตาทิสํ เจ รตนํ นางแก้วเช่นนี้ มาคันทิพยพราหมณ์กล่าวหมายถึง นางแก้วอันเป็นทิพย์. บทว่า นารึ มาคันทิยพราหมณ์กล่าวหมายถึงธิดาของตน. การเห็นนั่นแหละคือทิฏฐิคตะ.
บทว่า สีลาวตํ นุ ชีวิตํ ได้แก่ ทิฏฐิ ศีล พรตและชีวิต.
บทว่า ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ คือ พระองค์ตรัสการเข้าถึงภพของพระองค์เช่นไร.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๒๔
สองคาถานอกจากนี้มีความเชื่อมกันชัดแล้ว เพราะเป็นไปโดยนัยการตอบและการถาม.
ในคาถาเหล่านั้น พึงทราบความสังเขปในคาถาต้นต่อไป.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาคันทิยะ กิจที่เราวินิจฉัยในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒ แล้วจึงยึดถือเอาว่า เรากล่าวอย่างนี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเป็นโมฆะดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรา.
เพราะเหตุไร เพราะเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลายอยู่ไม่ยึดถือทิฏฐิไรๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะทั้งหลายก็ได้เห็นนิพพานอันเป็นความสงบภายใน เพราะราคะเป็นต้นในภายในสงบ.
ในคาถาที่สองท่านกล่าวความสังเขปไว้ว่า
ทิฏฐิเหล่าใดที่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นได้วินิจฉัย เพราะวินิจฉัยยึดถือเอาแล้วและกำหนดไว้แล้วโดยนัยมีความที่อันปัจจัยของตนปรุงแต่งแล้วเป็นต้น. มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า ข้าแต่พระมุนี พระองค์มิได้ทรงยึดถือทิฏฐิเหล่านั้นเลย ตรัสเนื้อความนี้ใดว่า ความสงบ ณ ภายในเนื้อความนั้นอันนักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ขอพระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์เถิด.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงอุบายที่นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศบทนั้น อันตรงกันข้ามแก่มาคันทิยพราหมณ์นั้น จึงตรัสคาถาว่า น ทิฏฺฐิยา เป็นต้น.
ในคาถานั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธศีลและพรตนอกเหนือไปจากสมาบัติ ๘ และญาณ ด้วยบทมีอาทิว่า น ทิฏฺฐิยา ไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น ดังนี้.
ท่านประกอบ อาห ศัพท์ที่กล่าวไว้ในบทนี้ว่า สุทฺธิมาห เข้ากับ น อักษรในทุกบทแล้ว
พึงทราบความอย่างนี้ว่า เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็นดังนี้.
แม้ในบทนอกนั้นก็อย่างเดียวกับในบทนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อทิฏฺฐิยา นาห พึงทราบความอย่างนี้ เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐. อนึ่ง จากการไม่ฟัง คือเว้นการฟังมีองค์ ๙ เว้นจากการไม่รู้ คือเว้นกัมมัสสกตาญาณ (ความรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน)และสัจจานุโลมิกญาณ (ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่การกำหนดรู้อริยสัจ) เว้นจากศีล คือเว้นการสำรวมในปาติโมกข์ เว้นจากพรต คือเว้นธุดงควัตร.
บทว่า โนปิ เตน คือ เราไม่กล่าวแม้เพียงความเห็นเป็นต้นอย่างหนึ่งๆ ในความบริสุทธิ์เหล่านั้น.
บทว่า เอเต จ นิสชฺช อนุคฺคหาย ก็บุคคลสละธรรมเหล่านี้แล้วไม่ถือมั่น. ความว่า สละธรรมอันเป็นฝ่ายดำมีการเห็นเป็นต้นอันมีในก่อนเหล่านี้ด้วยการถอนเสียแล้ว ไม่ถือมั่นธรรมอันเป็นฝ่ายขาวมีการเห็นเป็นต้นอันมีในภายหลังด้วยการกวาดล้างธรรมที่อาศัยเสีย.
บทว่า สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป เป็นผู้สงบไม่อาศัยธรรมอะไรแล้ว ไม่พึงปรารถนาภพ. ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะสงบกิเลสด้วยการปฏิบัตินี้ไม่อาศัยธรรมไรๆ ในจักขุทวารเป็นต้นไม่พึงปรารถนาภพแม้ภพเดียวพึงเป็นผู้สามารถเพื่อความไม่อยาก เพื่อความไม่ปรารถนา. อธิบายว่า นี้เป็นความสงบ ณ ภายในของผู้นั้น.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาคันทิยพราหมณ์ไม่เข้าใจข้อความ จึงกล่าวคาถาว่า โน เจ กิร ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ด้วยการเห็นดังนี้เป็นต้น.
ในคาถานั้น การเห็นเป็นต้นมีนัยดังได้กล่าวแล้ว.
มาคันทิยพราหมณ์กล่าวแม้ในทั้งสองแห่งหมายถึงธรรมอันเป็นฝ่ายดำนั่นเอง.
ท่านประกอบ อาห ศัพท์เข้ากับ โนเจกิร ศัพท์เป็น โน เจ กิร อาห แล้วพึงเห็นความอย่างนี้ โน เจ กิร กเถสิ ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัส ดังนี้.
บทว่า โมมุหํ คือ ลุ่มหลงหรืองมงาย. บทว่า ปจฺเจนติ คือ รู้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงปฏิเสธคำถามอาศัยการเห็นนั้นของมาคันทิยพราหมณ์ จึงตรัสคาถาว่า ทิฏฺฐิญฺจ นิสฺสาย ก็ท่านอาศัยการเห็นกามอยู่บ่อยๆ ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาคันทิยพราหมณ์ ท่านอาศัยการเห็นกามอยู่บ่อยๆได้ถึงความหลงใหลไปในทิฏฐิที่ท่านยึดมั่นแล้ว และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อยจากความสงบภายในที่เรากล่าวแล้วหรือจากการปฏิบัติ หรือจากการแสดงธรรม ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเห็นธรรมนี้โดยความเป็นผู้งมงาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงความโต้แย้งของมาคันทิยพราหมณ์ผู้งมงายอยู่ในการเห็นที่ตนยึดมั่นอย่างนี้แล้วบัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงความไม่โต้แย้งของพระองค์ผู้ปราศจากความงมงายในธรรมเหล่านั้นและในธรรมอื่นจึงตรัสคาถาว่า สโม วิเสสี เราเป็นผู้เสมอเขา วิเศษกว่าเขา ดังนี้เป็นต้น.
บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้
ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะ ๓ อย่าง หรือด้วยทิฏฐิอย่างนี้ ผู้นั้นพึงวิวาทด้วยมานะนั้น ด้วยทิฏฐินั้นหรือด้วยบุคคลนั้น แต่ผู้ใดไม่หวั่นไหวใน ๓ อย่างนี้ว่าเราเสมอเขา วิเศษกว่าเขาเป็นต้นเช่นกับเรา ผู้นั้นย่อมไม่มีการวิวาท.
พึงทราบปาฐะที่เหลือว่า น จ หีโน มีอะไรอีก. มีคาถาว่า สจฺจนฺติ โส
บทนั้นมีอธิบายว่า
บุคคลเห็นปานนี้นั้น เป็นผู้ละมานะทิฏฐิได้แล้ว ชื่อว่าเป็นพราหมณ์.
นัยว่า เพราะเป็นผู้ลอยบาปได้แล้วเป็นต้น จะพึงกล่าวอะไร กล่าวเพื่ออะไร หรือกล่าวด้วยเหตุอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง หรือจะพึงวิวาท เพราะมานะหรือทิฏฐิอะไรว่า ของเราจริง ของท่านเท็จ
อนึ่ง ความสำคัญว่าเสมอเขาโดยเป็นไปว่า เราเป็นเช่นกับเขา หรือไม่เสมอเขาโดยเป็นไปด้วยภาวะทั้งสองอย่างพวกนี้ ย่อมไม่มีในผู้ใด ผู้เป็นขีณาสพเช่นเรา ผู้นั้นจะพึงโต้ตอบโต้เถียงวาทะกับใครในความเสมอกันเป็นต้น.
พึงทราบคาถาต่อไปว่า บุคคลเห็นปานนี้ละอาลัยได้แล้วโดยส่วนเดียวมิใช่หรือ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า โอกํ ปหาย ละอาลัยได้แล้ว คือละทิ้งโอกาสแห่งวิญญาณอาศัยรูปและวัตถุเป็นต้น ด้วยการละความกำหนัดเพราะความพอใจในสิ่งนั้น.
บทว่า อนิเกตสารี ไม่ระลึกถึงอารมณ์เครื่องกำหนดหมาย คือไม่ระลึกถึงรูปนิมิตอันเป็นเครื่องกำหนดหมายเหล่านั้นด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า คาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานิ มุนีไม่ทำความสนิทสนมในชาวบ้าน คือไม่ทำความสนิทสนมกับคฤหัสห์ในบ้าน. บทว่า กาเมหิ ริตฺโต เป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลายคือเป็นผู้ว่างจากกามทั้งปวง เพราะไม่มีความกำหนัด เพราะความพอใจในกามทั้งหลาย. บทว่า อปุเรกฺขราโน คือ ไม่ทำอัตภาพให้เกิดอีกต่อไป. บทว่า กถํ น วิคฺคห ชเนน กยิรา คือ ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกับชน.
พึงทราบคาถาต่อไปว่า บุคคลเห็นปานนั้นเป็นผู้สงัดจากทิฏฐิ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เยหิ คือ จากทิฏฐิเป็นต้น.
บทว่า วิวิตฺโต วิจเรยฺย คือ เป็นผู้สงัดแล้วพึงเที่ยวไป.
บทว่า น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค บุคคลผู้ประเสริฐไม่พึงถือเอาธรรมเหล่านั้นขึ้นกล่าว คือบุคคลผู้ประเสริฐ ได้แก่ผู้ไม่ทำบาป ไม่พึงถือเอาทิฏฐิเหล่านั้นขึ้นกล่าว.
____________________________
ขุ. จุฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๔๑๗ ขุ. จุฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๕๗๔
บทว่า เอลมฺพุชํ เหมือนดอกปทุม ท่านอธิบายว่าดอกปทุมมีก้านเป็นหนามเกิดในน้ำโคลนตม. บทว่า ยถา ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม คือเหมือนดอกปทุมนั้นไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม.
บทว่า เอวํ มุนิ สนฺติวาโท อคิทฺโธ มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัดยินดี คือมุนีผู้มีถ้อยคำในภายในไม่กำหนัดยินดี เพราะไม่มีความอยาก. บทว่า กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก คือไม่ติดอยู่ในกาม ๒ อย่างและในโลกมีอบายเป็นต้นด้วยกามแม้ ๒ อย่าง.
มีอะไรต่อไป. มีคาถาว่า น เวทคู เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น เวทคู ทิฏฺฐิยา บุคคลผู้ถึงเวทเป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ. ความว่า บุคคลผู้ถึงเวทคือมรรค ๔ เช่นเราไม่เป็นผู้ไปด้วยทิฏฐิคือเป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฏฐิ หรือเป็นผู้ไม่กลับไปสู่ทิฏฐินั้นๆโดยความเป็นสาระ. ชื่อว่า ทิฏฺฐิยายโก เพราะเป็นผู้ไปด้วยทิฏฐิ หรือเพราะเป็นผู้ไปสู่ทิฏฐิ.
บทว่า น มุติยาสมานเมติ บุคคลนั้นไม่กลับมาสู่มานะด้วยการรู้คือ บุคคลนั้นไม่มาสู่มานะแม้ด้วยการรู้มีรู้รูปเป็นต้น.
บทว่า น หิ ตมฺมโย โส บุคคลนั้นใช่เป็นผู้สำเร็จด้วยตัณหาและทิฏฐินั้น คือบุคคลนั้นใช่เป็นผู้เช่นกับผู้สำเร็จด้วยตัณหาและทิฏฐินั้น.
บทว่า น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย บุคคลนั้นแม้กรรมและสุตะพึงนำไปไม่ได้ คือบุคคลนั้นอันกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น หรือสุตะมีสุตะอันบริสุทธิ์เป็นต้นพึงนำไปไม่ได้.
บทว่า อนูปนีโต โส นิเวสเนสุ บุคคลนั้นอันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมเข้าไปไม่ได้ แล้วในนิเวศน์คือตัณหาและทิฏฐิทั้งปวง เพราะละการเข้าไปใกล้แม้ธรรมสองอย่างได้แล้ว.
พึงทราบคาถาว่า สญญาวิรตฺตสฺส ต่อไป.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สญฺญาวิรตฺตสฺส แก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้แล้ว คือสัญญามีกามสัญญาเป็นต้น จะได้แล้วด้วยภาวนาอันมีเนกขัมมสัญญาเป็นหัวหน้า. ด้วยบทนี้ ท่านประสงค์เอาสมถยานิก (มีสมถะเป็นยาน) อันเป็นอุภโตภาควิมุต (พ้นแล้วทั้งสองฝ่าย).
บทว่า ปญฺญาวิมุตฺตสฺส แก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา คือหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวงด้วยภาวนาอันมีวิปัสสนาเป็นหัวหน้า ด้วยบทนี้ ท่านประสงค์เอาพระสุกขวิปัสสก.
บทว่า สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสํ เต ฆฏฺฏมานา วิจรนฺติ โลเก ชนเหล่าใดถือสัญญาและทิฏฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกันเที่ยวไปในโลก. ความว่า ชนเหล่าใดถือสัญญามีกามสัญญาเป็นต้นโดยเฉพาะ ชนเหล่านั้นเป็นคฤหัสถ์กระทบกระทั่งกันมีกามเป็นเหตุเที่ยวไป.
อนึ่ง ชนเหล่าใดถึอทิฏฐิโดยเฉพาะ ชนเหล่านั้นเป็นบรรพชิต ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกันมีธรรมเป็นเหตุ เที่ยวไป.
บทที่เหลือในสูตรนี้ บทใดยังมิได้กล่าวไว้ บทนั้นพึงทราบโดยทำนองเดียวกันกับที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล.
เมื่อจบเทศนา พราหมณ์และนางพราหมณีออกบวชแล้วได้บรรลุพระอรหัต.
จบอรรถกถามาคันทิยสูตรที่ ๙ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------