อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๑๗

๑๐. ปุราเภทสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 14 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ทสมํ ปุราเภทสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ปุราเภทสูตรที่ ๑๐ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ข้อ ๔๑๗

|๔๑๗.๑๒๗๖| ๑๐ กถํทสฺสี กถํสีโล อุปสนฺโตติ วุจฺจติ ตมฺเม โคตม ปพฺรูหิ ปุจฺฉิโต อุตฺตมํ นรํ ฯ |๔๑๗.๑๒๗๗| วีตตโณฺห ปุรา เภทา (ติ ภควา) ปุพฺพมนฺตมนิสฺสิโต เวมชฺเฌ นุปสงฺเขยฺโย ตสฺส นตฺถิ ปุเรกฺขตํ ฯ |๔๑๗.๑๒๗๘| อกฺโกธโน อสนฺตาสี อวิกตฺถี อกุกฺกุจฺโจ มนฺตาภาณี อนุทฺธโต ส เว วาจายโต มุนิ ฯ |๔๑๗.๑๒๗๙| นิราสตฺตี อนาคเต อตีตํ นานุโสจติ วิเวกทสฺสี ผสฺเสสุ ทิฏฺฐีสุ จ น นิยฺยติ |๔๑๗.๑๒๘๐| ปฏิลีโน อกุหโก อปิหาลุ อมจฺฉรี อปฺปคพฺโภ อเชคุจฺโฉ เปสุเณยฺเย จ โน ยุโต |๔๑๗.๑๒๘๑| สาติเยสุ อนสฺสาวี อติมาเน จ โน ยุโต สโณฺห จ ปฏิภาณวา น สทฺโธ น วิรชฺชติ |๔๑๗.๑๒๘๒| ลาภกมฺยา น สิกฺขติ อลาเภ จ น กุปฺปติ อวิรุทฺโธ จ ตณฺหาย รเสสุ นานุคิชฺฌติ |๔๑๗.๑๒๘๓| อุเปกฺขโก สทา สโต น โลเก มญฺญเต สมํ น วิเสสี น นีเจยฺโย ตสฺส โน สนฺติ อุสฺสทา ฯ |๔๑๗.๑๒๘๔| ยสฺส นิสฺสยตา นตฺถิ ญตฺวา ธมฺมํ อนิสฺสิโต ภวาย วิภวาย วา ตณฺหา ยสฺส น วิชฺชติ |๔๑๗.๑๒๘๕| ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโตติ กาเมสุ อนเปกฺขินํ คนฺถา ตสฺส น วิชฺชนฺติ อตาริ โส วิสตฺติกํ ฯ |๔๑๗.๑๒๘๖| น ตสฺส ปุตฺตา ปสโว เขตฺตํ วตฺถุญฺจ วิชฺชติ อตฺตํ วาปิ นิรตฺตํ วา น ตสฺมึ อุปลพฺภติ ฯ |๔๑๗.๑๒๘๗| เยน นํ วชฺชุํ ปุถุชฺชนา อโถ สมณพฺราหฺมณา ตํ ตสฺส อปุรกฺขตํ ตสฺมา วาเทสุ เนชติ ฯ |๔๑๗.๑๒๘๘| วีตเคโธ อมจฺฉรี น อุสฺเสสุ วทเต มุนิ น สเมสุ น โอเมสุ กปฺปํ เนติ อกปฺปิโย ฯ |๔๑๗.๑๒๘๙| ยสฺส โลเก สกํ นตฺถิ อสตา จ น โสจติ ธมฺเมสุ จ น คจฺฉติ ส เว สนฺโตติ วุจฺจตีติ ฯ ปุราเภทสุตฺตํ ทสมํ

บุคคลผู้มีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร บัณฑิตจึงกล่าวว่า เป็นผู้สงบ ท่านพระโคดมพระองค์ผู้อันข้าพระองค์ถามแล้ว ขอจงตรัสบอกนระผู้สูงสุดแก่ข้าพเจ้าเถิด พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ฯ ผู้ใดปราศจากตัณหาก่อนแต่สรีระแตก เป็นผู้ไม่อาศัย (กาล อันเป็นอดีตอนาคต) เบื้องต้นและเบื้องปลาย อันใครๆ จะ พึงนับว่า เป็นผู้ยินดีแล้วใน (กาลอันเป็นปัจจุบัน) ท่าม- กลางไม่ได้ ความมุ่งหวังของผู้นั้นย่อมไม่มี เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นผู้สงบ ผู้ใดไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่คะนอง พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้นแล เป็นมุนีผู้สำรวมแล้ว ด้วยวาจา ผู้ใดไม่ทะเยอทะยานในสิ่งที่ยังไม่มาถึง ไม่ เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เป็นผู้มีปรกติเห็นความสงัดใน ผัสสะ อันใครๆ จะนำไปในทิฐิทั้งหลายไม่ได้เลย ผู้ใด ปราศจากกิเลส ไม่หลอกลวง มีปรกติไม่ทะเยอะทะยาน ไม่ตระหนี่ ไม่คะนอง ไม่เป็นที่เกลียดชัง ไม่ประกอบใน คำส่อเสียด เว้นจากความเชยชมในกามคุณอันเป็นวัตถุน่า ยินดี ทั้งไม่ประกอบในการดูหมิ่น เป็นผู้ละเอียดอ่อน มี ปฏิภาณ ไม่เชื่อต่อใครๆ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ศึกษา เพราะ ใคร่ลาภ ไม่โกรธเคืองในเพราะความไม่มีลาภ และเป็นผู้ ไม่พิโรธ ไม่ยินดีในรสด้วยตัณหา เป็นผู้วางเฉย มีสติทุก เมื่อ ไม่สำคัญตัวว่าเสมอเขา ว่าวิเศษกว่าเขา ว่าเลวกว่าเขาใน โลก กิเลสอันฟูขึ้นทั้งหลาย ของผู้นั้น ย่อมไม่มี ฯ ตัณหานิสสัยและทิฐินิสสัยของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นรู้ธรรมแล้ว เป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ความทะยานอยากเพื่อ ความมีหรือเพื่อความไม่มี ของผู้ใดไม่มี เรากล่าวผู้นั้นผู้ไม่มี ความห่วงใยในกามทั้งหลายว่า เป็นผู้สงบ กิเลสเครื่องร้อยรัด ทั้งหลายของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นข้ามตัณหาได้แล้ว บุตร ธิดา สัตว์ เลี้ยง ไร่นาและที่ดินของผู้ใดไม่มี แม้ความเห็นว่าเป็นตัวตน ก็ดี ความเห็นว่าไม่เป็นตัวตนก็ดี อันใครๆ ย่อมไม่ได้ใน ผู้นั้น ปุถุชนหรือสมณพราหมณ์จะพึงกล่าวกะผู้นั้น (ว่าผู้ ยินดีแล้ว หรือผู้ประทุษร้ายแล้ว) โดยโทษมีราคะเป็นต้นใด โทษมีราคะเป็นต้นนั้น ไม่ใช่เป็นความมุ่งหวังของผู้นั้น เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว ในเพราะถ้อยคำ ทั้งหลาย มุนีผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี ไม่มีความตระหนี่ ย่อมไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประเสริฐกว่า ผู้เสมอกัน หรือ ผู้เลวกว่า ผู้ไม่มีกัปปะ (คือตัณหาแลทิฐิ) ย่อมไม่มาสู่กัปปะ ผู้ใดไม่มีความหวงแหนว่าของตนในโลก ไม่เศร้าโศกเพราะ สิ่งที่ไม่มีอยู่ และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นแล เรา กล่าวว่าเป็นผู้สงบ ฯ จบปุราเภทสูตรที่ ๑๐

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. ปุราเภทสูตร ว่าด้วยก่อนการดับขันธปรินิพพาน (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๘๕๕

บุคคลมีทัสสนะ อย่างไร มีศีล อย่างไร จึงเรียกว่า เป็นผู้สงบ แล้ว ข้าแต่พระโคตมะ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสบอกนรชนผู้สูงสุดนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด @เชิงอรรถ : @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๘๓-๙๖/๒๔๖-๒๙๖ @ ทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงอธิปัญญา (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๕๕/๓๘๘, ขุ.ม.อ. ๘๓/๓๑๕)@ ศีล ในที่นี้หมายถึงอธิศีล (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๕๕/๓๘๘, ขุ.ม.อ. ๘๓/๓๑๕)@ สงบ ในที่นี้หมายถึงอธิจิต (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๕๕/๓๘๘, ขุ.ม.อ. ๘๓/๓๑๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๐. ปุราเภทสูตร (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๘๕๖

ก่อนดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์เป็นผู้คลายตัณหา ไม่ติดอยู่กับความเพลิดเพลินที่มีอยู่ในส่วนเบื้องต้น ใครๆ กำหนดไม่ได้ในส่วนท่ามกลาง พระอรหันต์นั้นมิได้มุ่งหวังถึงตัณหาและทิฏฐิ (ในส่วนเบื้องปลาย)

ข้อ ๘๕๗

บุคคลผู้ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่คะนอง พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นผู้สำรวมวาจานั้นแล ชื่อว่า เป็นมุนี

ข้อ ๘๕๘

บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเหนี่ยวรั้งในอนาคต ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ผู้เห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลาย ย่อมไม่ถูกนำไปในทิฏฐิทั้งหลาย

ข้อ ๘๕๙

บุคคลนั้นเป็นผู้หลีกเร้น ไม่หลอกลวง ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ตระหนี่ ไม่คะนอง ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ และไม่ประกอบในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด

ข้อ ๘๖๐

บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งที่น่ายินดี ไม่ประกอบในความดูหมิ่น ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ ไม่ต้องเชื่อใคร และไม่ต้องคลายกำหนัด

ข้อ ๘๖๑

บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ ไม่เดือดดาลและไม่ยินดีในรสเพราะตัณหา @เชิงอรรถ : @ ตระหนี่ มี ๕ อย่าง (๑) อาวาสมัจฉริยะ(ตระหนี่ที่อยู่) (๒) กุลมัจฉริยะ(ตระหนี่ตระกูล) (๓) ลาภ-@มัจฉริยะ(ตระหนี่ลาภ) (๔) วัณณมัจฉริยะ(ตระหนี่วรรณะ) (๕) ธัมมมัจฉริยะ(ตระหนี่ธรรม)@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๘๗/๒๖๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๐. ปุราเภทสูตร

ข้อ ๘๖๒

บุคคลเป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญว่าเสมอเขา ไม่สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ไม่สำคัญว่าด้อยกว่าเขา ในโลก กิเลสหนาย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น

ข้อ ๘๖๓

บุคคลใดไม่มีที่อาศัย ไม่มีตัณหาในภพหรือในวิภพ บุคคลนั้นรู้ธรรมแล้วไม่ต้องอาศัย

ข้อ ๘๖๔

เราเรียกบุคคลนั้นผู้ไม่มุ่งหวังในกามทั้งหลายว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ บุคคลนั้นไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด ข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา ได้แล้ว

ข้อ ๘๖๕

บุคคลนั้นไม่มีบุตร สัตว์เลี้ยง นา ไร่ และที่ดิน ทิฏฐิว่า มีอัตตา หรือทิฏฐิว่า ไม่มีอัตตา หาไม่ได้ในบุคคลนั้น

ข้อ ๘๖๖

เหล่าปุถุชน หรือสมณพราหมณ์ พึงกล่าวหาบุคคลนั้นด้วยโทษ ใด โทษนั้น ไม่เชิดชูบุคคลนั้นเลย เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นจึงไม่หวั่นไหวในเพราะวาทะทั้งหลาย

ข้อ ๘๖๗

บุคคลผู้เป็นมุนี เป็นผู้คลายความยินดี ไม่ตระหนี่ ย่อมไม่กล่าวในเรื่องเลิศกว่าเขา ไม่กล่าวในเรื่องเสมอเขา ไม่กล่าวในเรื่องด้อยกว่าเขา เป็นผู้ไม่มีความกำหนด ย่อมไม่ถึงความกำหนด @เชิงอรรถ : @ ภพ หมายถึงสัสสตทิฏฐิหรือภวทิฏฐิ วิภพ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ หรือวิภวทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๖๓/๓๙๐)@และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๙๑/๒๘๕) @ ดู สุตตนิบาต ข้อ ๗๙๔ หน้า ๖๙๑ ในเล่มนี้ และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๒/๙๘-๑๐๐, ๙๓/๒๘๘-๒๘๙ ประกอบ@ โทษ หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๖๖/๓๙๐) @ ความกำหนด(กัปปะ) มี ๒ อย่าง คือ (๑) กำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) กำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๙๕/๒๙๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๑. กลหวิวาทสูตร

ข้อ ๘๖๘

บุคคลใดไม่มีความถือว่าเป็นของตนในโลก เมื่อไม่มีความถือว่าเป็นของตน ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ถึงความลำเอียงในธรรมทั้งหลาย บุคคลนั้นแล เรียกว่า ผู้สงบ ปุราเภทสูตรที่ ๑๐ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐

ปุราเภทสูตร มีคำเริ่มต้นว่า กถํทสฺสี ดังนี้.

พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?

ท่านกล่าวถึงการเกิดแห่งพระสูตรนี้และอีก ๕ พระสูตร คือ กลหวิวาทสูตร จูฬวิยูหสูตร มหาวิยูหสูตร ตุวฏกสูตร และอัตตทัณฑสูตร โดยความเสมอกันตามนัยดังกล่าวแล้วในการเกิดแห่งสัมมาปริพพาชนิยสูตรนั้นแล.

แต่โดยความต่างกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ในมหาสมัยนั้น เพื่อทรงแสดงธรรมให้เป็นที่สบายแก่พวกเทวดาที่เป็นราคจริต จึงทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์แล้ว ได้ตรัสสัมมาปริพพาชนิยสูตรขึ้นฉันใด ในมหาสมัยนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบจิตของพวกเทวดาที่มีจิตเกิดขึ้นว่า ‘ก่อนตาย เราควรทำอะไรหนอ’เพื่อทรงอนุเคราะห์เทวดาเหล่านั้น จึงทรงนำพระพุทธนิมิต พร้อมด้วยภิกษุบริวาร ๑,๓๕๐ รูปมาทางอากาศ ให้พระพุทธนิมิตนั้นถามปัญหาพระองค์แล้ว จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.

พึงทราบความในคำถามนั้นดังนี้

พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงอธิปัญญาด้วยคำว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร ถามถึงอธิศีลด้วยคำว่า บุคคลมีศีลอย่างไร ถามถึงอธิจิตด้วยคำว่า บุคคลเช่นไรเป็นผู้สงบ.

บทที่เหลือชัดแล้วทั้งนั้น.

พึงทราบความในการตอบดังนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแก้อธิปัญญาเป็นต้น โดยสรุปตรัสว่าบุคคลชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะกิเลสสงบโดยเป็นผู้มีอธิปัญญาเป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงถึงความสงบแห่งกิเลสนั้นๆ โดยอนุโลมตามอัธยาศัยของเหล่าเทวดาต่างๆ จึงได้ตรัสคาถามีอาทิว่า วีตตณฺโห ผู้ปราศจากตัณหา ดังนี้เป็นต้น. ในคาถานั้นพึงทราบการเชื่อมความแห่งคาถา ๘ คาถาตั้งแต่ต้น ด้วยคาถานี้ว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบ ดังนี้.

พึงทราบการเชื่อมความแห่งคาถาอื่นจากนั้นด้วยบทหลังแห่งคาถาทั้งหมดนี้ว่า ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ ผู้นั้นแล เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ ดังนี้.

พึงทราบความโดยนัยการพรรณนาไปตามลำดับ

บทว่า วิตตณฺโห ปุรา เภทา บุคคลปราศจากตัณหาก่อนแต่สรีระแตก คือละตัณหาได้ก่อนจะตาย.

บทว่า ปุพฺพมนฺตมฺนิสฺสิโต เป็นผู้ไม่อาศัยเบื้องต้นและเบื้องปลายอันต่างด้วยกาลมีอดีตกาลเป็นต้น.

บทว่า เวมชฺเฌ นุปสงฺเขยฺโย อันใครๆ จะพึงนับว่าเป็นผู้ยินดีแล้วในท่ามกลางไม่ได้ คืออันใครๆ จะพึงนับว่าเป็นผู้ยินดีแล้ว แม้ในกาลปัจจุบันไม่ได้.

บทว่า ตสฺส นตฺถิ ปุเรกฺขตํ ความมุ่งหมายของผู้นั้นไม่มี คือความมุ่งหมายสองอย่าง.

พึงทราบการประกอบในคาถานี้ อย่างนี้ว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบดังนี้.

ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. เราจักไม่แสดงการประกอบนอกเหนือไปจากนี้ จักพรรณนาบทที่ยากเท่านั้น.

บทว่า อสนฺตาสี ไม่สะดุ้ง คือไม่สะดุ้งเพราะไม่มีลาภนั้น.

บทว่า อวิกตฺถี ไม่โอ้อวด คือมีปรกติไม่โอ้อวดด้วยศีลเป็นต้น.

บทว่า อกุกฺกุจฺโจ ไม่คะนอง คือเว้นจากการคะนองมือเป็นต้น.

บทว่า มนฺตาภาณี พูดด้วยปัญญา คือสอบแล้วสอบเล่าด้วยปัญญาแล้ว จึงกล่าววาจา.

บทว่า อนุทฺธโต คือ เว้นจากความฟุ้งซ่าน.

บทว่า ส เว วาจายโต ผู้นั้นเป็นมุนีสำรวมแล้วด้วยวาจา คือผู้นั้นสำรวมระวังแล้วด้วยวาจา เป็นผู้กล่าววาจาเว้นจากโทษ ๔.

บทว่า นิราสตฺตี ไม่ทะเยอทะยาน คือไม่มีตัณหา.

บทว่า วิเวกทสฺสี ผสฺเสสุ เป็นผู้เห็นความสงัดในผัสสะทั้งหลาย คือเห็นความสงัดจากความเป็นตัวตนเป็นต้นในจักขุสัมผัสเป็นต้นอันเป็นปัจจุบัน.

บทว่า ทิฏฺฐีสุ น นิยฺยติ อันใครๆ จะนำไปในทิฏฐิทั้งหลายไม่ได้เลย คือจะนำไปในทิฏฐิไรๆ ในทิฏฐิ ๖๒ ไม่ได้เลย.

บทว่า ปฏิลีโน ปราศจากกิเลส คือปราศจากกิเลสนั้น เพราะละราคะเป็นต้นได้แล้ว.

บทว่า อกุหโก ไม่หลอกลวง คือไม่หลอกลวงด้วยวัตถุหลอกลวง ๓.

บทว่า อปิหาลุ คือ มีปรกติไม่ทะเยอทะยาน. ท่านอธิบายว่า เว้นจากความปรารถนาและความอยาก.

บทว่า อมจฺฉรี ไม่ตระหนี่ คือเว้นจากความตระหนี่ ๕ อย่าง.

บทว่า อปฺปคพฺโภ ไม่คะนอง คือเว้นจากความเป็นผู้คะนองกายเป็นต้น.

บทว่า อเชคุจฺโฉ ไม่เป็นที่น่าเกลียด คือไม่เป็นที่น่ารังเกียจ คือชื่นใจชอบใจด้วยความเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์เป็นต้น.

บทว่า เปสุเณยฺเย จ โน ยุโต ไม่ประกอบในคำส่อเสียด คือไม่ประกอบในกรรมคือความส่อเสียดอันควรรวบรวมเข้าด้วยอาการทั้งสอง.

บทว่า สาติเยสุ อนสฺสาวี เว้นจากความชมเชยด้วยความอยากในกามคุณทั้งหลายอันเป็นวัตถุน่ายินดี.

บทว่า สณฺโห เป็นผู้ละเอียดอ่อน คือเป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นอันละเอียดอ่อน.

บทว่า ปฏิภาณวา มีปฏิภาณ คือประกอบด้วยปฏิภาณในการเรียน การถามและการบรรลุ.

บทว่า น สทฺโธ ไม่เชื่อใครๆ คือไม่เชื่อใครๆ ถึงธรรมที่ตนบรรลุแล้วด้วยตนเอง.

บทว่า น วิรชฺชติ ไม่กำหนัด คือไม่กำหนัด เพราะสิ้นราคะ เพราะไม่ยินดี.

บทว่า ลาภกมฺยา น สิกฺขต ไม่ศึกษาเพราะใคร่ลาภ คือไม่ศึกษาพระสูตรเป็นต้นเพราะปรารถนาลาภ.

บทว่า อวิรุทฺโธ จ ตณฺหาย รเสสุ นานุคิชฺฌติ ไม่พิโรธไม่ยินดีในรสด้วยตัณหา คือเป็นผู้ไม่พิโรธ เพราะไม่มีความพิโรธ ไม่ถึงความอยากในรสอันเป็นรากเหง้าแห่งตัณหา.

บทว่า อุเปกฺขโก เป็นผู้วางเฉย คือเป็นผู้ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขามีองค์ ๖.

บทว่า สโต มีสติ คือเป็นผู้ประกอบด้วยสติมีกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้น.

บทว่า นิสฺสยตา คือ อันตัณหาและทิฏฐิอาศัย.

บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ รู้ธรรมแล้ว คือรู้ธรรมด้วยอาการมีความไม่เที่ยงเป็นต้น.

บทว่า อนิสฺสิโต คือ เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิเหล่านั้นไม่อาศัยแล้วอย่างนี้. ท่านแสดงว่า นอกจากธรรมญาณเสียแล้ว ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย ไม่มี.

บทว่า ภวาย วิภวาย วา เพื่อความมี หรือความไม่มี คือ เพื่อสัสสตทิฏฐิ หรือเพื่ออุจเฉททิฏฐิ.

บทว่า ตํ พฺรูมิ อุปสนฺโต คือ เรากล่าวผู้เห็นปานนั้น ดังที่กล่าวไว้แล้วในคาถาหนึ่งๆ ว่าเป็นผู้สงบ.

บทว่า อตาริ โส วิสตฺติกํ ผู้นั้นข้ามตัณหาได้แล้ว คือข้ามมหาตัณหา กล่าวคือวิสัตติกาอันได้แก่ความอยากจัดโดยความเป็นของกว้างใหญ่ไพศาลเป็นต้นได้แล้ว.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรรเสริญผู้สงบนั้น จึงตรัสว่า น ตสฺส ปุตฺตา บุตรของผู้นั้นไม่มี ดังนี้เป็นต้น.

บุตรทั้งหลายในบทว่า ปุตฺตา นั้นได้แก่ บุตร ๔ จำพวกมีบุตรเกิดแต่ตนเป็นต้น.

อนึ่ง ในบทนี้พึงทราบว่า บุตรที่นำมาเลี้ยงท่านก็เรียกว่าบุตร เพราะบุตรของเขาเองไม่มี.

บทว่า เยน นํ วชฺชํ ปุถุชฺชนา อโถ สมณพฺราหฺมณา ปุถุชนหรือสมณพราหมณ์ จะพึงกล่าวกะผู้นั้นโดยโทษมีราคะเป็นต้นใด.

ความว่า ปุถุชน เทวดา มนุษย์และสมณพราหมณ์ภายนอกจากนี้จะพึงกล่าวกะผู้นั้นว่า ผู้ยินดีแล้วหรือผู้ประทุษร้ายแล้วโดยโทษมีราคะเป็นต้นใด.

บทว่า ตํ ตสฺส อุปรกฺขตํ คือ โทษมีราคะเป็นต้นนั้นมิใช่เป็นความมุ่งหมายของผู้เป็นพระอรหันต์นั้น.

บทว่า ตสฺมา วาเทสุ เนชติ เพราะเหตุนั้น ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะถ้อยคำทั้งหลาย คือไม่หวั่นไหวในคำนินทาเพราะโทษมีราคะเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ.

บทว่า น อุสฺเสสุ วทเต มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประเสริฐ คือไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประเสริฐโดยทำตนไว้ภายในแล้วยกตนว่าเราเป็นผู้ประเสริฐ.

ในสองบทต่อไปก็มีนัยนี้.

บทว่า กปฺปํ เนติ อกปฺปิโย ผู้ไม่มีกัปปะ (คือตัณหาและทิฏฐิ) ย่อมไม่มาสู่กัปปะ คือบุคคลเห็นปานนี้นั้นย่อมไม่มาสู่กัปปะทั้งสองอย่าง.

เพราะเหตุไร. เพราะเป็นผู้ไม่มีกัปปะ คือตัณหาและทิฏฐิ.

ท่านอธิบายว่า เป็นผู้ละกัปปะได้แล้ว.

บทว่า สกํ ของตน คือยึดถือว่าของเรา.

บทว่า อสตา จ น โสจติ ไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่ คือไม่เศร้าโศก เพราะความไม่มีเป็นต้นและเพราะความไม่มีอยู่.

บทว่า ธมฺเมสุ จ น คจฺฉติ และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย คือไม่ลำเอียงในธรรมทั้งปวงด้วยความพอใจเป็นต้น.

บทว่า ส เว สนฺโตติ วุจฺจติ บุคคลนั้นแลเรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ คือเรากล่าวบุคคลเห็นปานนั้นว่า เป็นผู้สงบ สูงสุดกว่าคน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.

เมื่อจบเทศนา เทวดาแสนโกฏิได้บรรลุพระอรหัต จำนวนผู้บรรลุโสดาบันเป็นต้นเหลือจะนับ ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา