อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๒๐

๑๓. มหาวิยูหสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 20 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส เตรสมํ มหาวิยูหสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต มหาวิยูหสูตรที่ ๑๓ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ข้อ ๔๒๐

|๔๒๐.๑๓๒๓| ๑๓ เย เกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา อิทเมว สจฺจนฺติ วิวาทยนฺติ สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถ ฯ |๔๒๐.๑๓๒๔| อปฺปญฺหิ เอตํ น อลํ สมาย ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ เอตมฺปิ ทิสฺวาน วิวาทเยถ เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภูมึ ฯ |๔๒๐.๑๓๒๕| ยา กาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา สพฺพา ว เอตา น อุเปติ วิทฺวา อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ฯ |๔๒๐.๑๓๒๖| สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ ภวูปนีตา กุสลา วทานา ฯ |๔๒๐.๑๓๒๗| สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ ปเวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา ปชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธึ สตฺถา ว หีโน ปวสํ ฆรมฺหา ฯ |๔๒๐.๑๓๒๘| สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ ธมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ สุทฺธี อสุทฺธีติ อปตฺถยาโน วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหาย ฯ |๔๒๐.๑๓๒๙| ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา อถ วาปิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสุ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๐| ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ ปเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ ส เกน เวเธยฺย กุหิญฺจิ ชปฺเป ฯ |๔๒๐.๑๓๓๑| ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลา วทานา ฯ |๔๒๐.๑๓๓๒| สกญฺหิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจํ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๓| ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ปุถูหิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโต สมฺหิ ทฬฺหํ วทานา ฯ |๔๒๐.๑๓๓๔| สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุํ สุทฺธีหิ เนสํ ปจฺจตฺตเมว ฯ |๔๒๐.๑๓๓๕| น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญํ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๖| ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๗| ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิ เจว กามํ พาหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๘| นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน ยนฺนิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โส ฯ |๔๒๐.๑๓๓๙| น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา อุเปกฺขติ อุคฺคหณนฺติมญฺเญ ฯ |๔๒๐.๑๓๔๐| วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติมญฺเญ ฯ |๔๒๐.๑๓๔๑| ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ น ฉนฺทคู นาปิ นิวิสฺสวาโท ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหี ฯ |๔๒๐.๑๓๔๒| ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยํ กิญฺจิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา สมฺปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควาติ ฯ มหาวิยูหสุตฺตํ เตรสมํ ------------

บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งถือมั่นอยู่ในทิฐิ ย่อมโต้เถียงวิวาท กันว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง บุคคลทั้งหมดนั้น ย่อมนำความนินทา มาเนืองๆ หรือย่อมได้ความสรรเสริญในที่นั้นบ้าง ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลเหล่านั้นบางคราวได้ความสรรเสริญบ้าง ผลคือความ สรรเสริญนั้นน้อยนัก ไม่พอแก่ความสงบ เราย่อมกล่าวผล แห่งความวิวาทกัน ๒ ประการ คือ ความนินทาและความ สรรเสริญ บัณฑิตเห็นโทษในผลแห่งการวิวาทแม้นี้แล้ว เห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาท ว่าเป็นธรรมเกษม ไม่พึง วิวาทกัน ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ทิฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก บัณฑิตผู้รู้แจ้งย่อมไม่เข้าไป ใกล้ทิฐิทั้งปวงนั้น บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้น เป็นผู้ไม่เข้าไปใกล้ จะพึงถึงธรรมที่ควรเข้าไปใกล้อะไร จึงจะไม่ทำความชอบใจ ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ชนบางพวกผู้มีศีลอันอุดม สำคัญอยู่ว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรม อุดม จึงกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการสำรวม ชนเหล่านั้น สมาทานวัตรแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยคิดว่า เราทั้งหลายควรศึกษา ความบริสุทธิ์ของศาสดานั้นในทิฐินี้เท่านั้น ชนเหล่านั้นอัน ภพนำเข้าไปแล้ว กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด ถ้าบุคคล เป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตแล้วไซร้ บุคคลนั้นยังกรรมให้ ผิดไปแล้วก็ไม่หวั่นไหว ยังคร่ำครวญและปรารถนาความ บริสุทธิ์อยู่ เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจาก พวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวก ฉะนั้น อนึ่ง อริยสาวก ละศีล พรต ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษทั้งสิ้นนี้ แล้วไม่ ปรารถนาว่า ธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์ เว้นแล้วจากความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ ไม่ถือมั่นทิฐิ แล้วพึงเที่ยวไป ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย อาศัยทิฐินั้นหรือความเกลียดบาป แม้อนึ่ง อาศัยรูปที่ได้เห็นแล้ว เสียงที่ได้ฟังแล้ว หรือ อารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว เป็นผู้ระลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฐิ ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว ย่อมทอดถอน ถึงความบริสุทธิ์ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ก็ความดิ้นรนทั้งหลาย ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาความหวั่นไหว มีอยู่ในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว การจุติและการอุบัติในภพนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหวจะพึงดิ้นรนในอารมณ์ ไหนๆ เพราะเหตุอะไร ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวธรรมใดว่า เป็นธรรมอย่างยิ่ง ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นกล่าวธรรมนั้นแหละว่า เป็นธรรม เลวทราม วาทะของสมณพราหมณ์ทั้งสองพวกนี้ วาทะอย่าง ไหนจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้แล เป็นผู้กล่าว อวดอ้างว่าตนเป็นผู้ฉลาด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวธรรมของตนนั่นแหละ ว่าเป็น ธรรมบริบูรณ์ แต่กลับกล่าวธรรมของผู้อื่น ว่าเป็นธรรม เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างยึดถือทิฐิแม้ ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน สมณพราหมณ์ ทั้งหลายกล่าวทิฐิของตนๆ ว่า เป็นของจริง ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ถ้าว่าบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม เพราะการติเตียนของบุคคลอื่น ไซร้ ใครๆ จะไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ย่อมกล่าวธรรมของบุคคลอื่น โดยความเป็นธรรมเลวทราม ในธรรมของตน กล่าวว่า เป็นธรรมมั่นคง ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญหนทางเครื่องดำเนิน ของตนอย่างใด การบูชาธรรมของตนของสมณพราหมณ์ เหล่านั้น ก็ยังเป็นไปอยู่อย่างนั้น หากว่าวาทะทั้งปวง จะพึงเป็นของแท้ไซร้ ความบริสุทธิ์ของสมณพราหมณ์ผู้ มีถ้อยคำต่างๆ กันเหล่านั้นก็จะเป็นผลเฉพาะตนๆ เท่านั้น ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไปไม่มีแก่พราหมณ์ การวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิทั้งหลายว่าข้อนี้แหละจริง ดังนี้แล้ว ยึดถือไว้ ไม่ มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงล่วงความวิวาท เสียได้ พราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความ เป็นธรรมประเสริฐเลย ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เดียรถีย์บางพวกกล่าวอยู่ว่า เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็น นี้ เป็นอย่างนั้นแล ดังนี้ จึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฐิ ถ้าว่าเดียรถีย์ได้เห็นแล้วไซร้ ประโยชน์อะไรเล่าด้วยความ เห็นนั้นแก่ตน เพราะว่าเดียรถีย์ทั้งหลาย ก้าวล่วง อริยมรรคเสียแล้วย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป และครั้นเห็นแล้วจักรู้ทั่ว ถึงนามรูปเหล่านั้นทีเดียว โดยความเป็นของเที่ยง และ โดยความเป็นสุข นรชนนั้น จะเห็นนามรูปมากหรือน้อย โดยความเป็นของเที่ยงและเป็นสุข ก็จริง ถึงกระนั้น ผู้ ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็น นั้นเลย ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ชนผู้ทำทิฐิที่ตนกำหนดไว้ในเบื้องหน้า มีปรกติกล่าวตาม ความมั่นใจ ไม่ใช่เป็นผู้อันบุคคลอื่นพึงจะแนะนำได้ง่าย เลย ผู้นั้นอาศัยครูคนใดแล้ว ก็เป็นผู้กล่าวความดีงาม ในครูคนนั้น ผู้นั้นเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์ ได้เห็นความ ถ่องแท้ในทิฐิของตน ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า พราหมณ์รู้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงเครื่องกำหนด คือ ตัณหาและ ทิฐิ ไม่แล่นไปด้วยทิฐิ และไม่มีตัณหาทิฐิเครื่อง ผูกพันด้วยญาณ อนึ่ง พราหมณ์นั้น ได้รู้สมบัติ คือ ทิฐิ ทั้งหลายเป็นอันมากแล้ววางเฉย ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ ทิฐิเหล่านั้น ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มุนีในโลกนี้ สละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว เมื่อผู้อื่นเกิด วิวาทกัน ก็ไม่แล่นไปเข้าพวกเขา มุนีนั้นเป็นผู้สงบ เมื่อผู้อื่นไม่สงบ ก็เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ท่านไม่มีการยึดถือ ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า มุนีละอาสวะเบื้องต้น (คือส่วนที่ล่วงแล้ว) เสีย ไม่ทำ อาสวะใหม่ (คือส่วนที่เป็นปัจจุบัน) ไม่เป็นผู้ลำเอียงเพราะ ความพอใจ อนึ่ง มุนีนั้นจะเป็นผู้ยึดมั่นกล่าวก็หาไม่ มุนีนั้น เป็นนักปราชญ์ หลุดพ้นแล้วจากทิฐิทั้งหลาย ไม่ติเตียน ตน ไม่ติดอยู่ในโลก ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง คือ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว หรือได้ ทราบแล้ว ปลงภาระลงแล้ว หลุดพ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มี เครื่องกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา ฉะนี้แล ฯ จบมหาวิยูหสูตรที่ ๑๓

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสูตร ๑๓. มหาวิยูหสูตร ว่าด้วยการวิวาทกันเพราะทิฏฐิสูตรใหญ่ (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๙๐๒

สมณพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งเหล่านี้ ยึดถือทิฏฐิอยู่ พากันกล่าวอ้างว่า นี้เท่านั้นจริง สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกพวกนั่นแหละจะถูกนินทา หรือว่าจะได้รับความสรรเสริญเพราะทิฏฐินั้น (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๙๐๓

ผลแห่งวาทะนี้น้อยนัก ไม่พอเพื่อความสงบ เรากล่าวผลแห่งการวิวาทเป็น ๒ อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว มองเห็นภูมิ(เหตุ)แห่งการไม่วิวาท ว่า เกษม ไม่พึงวิวาทกัน (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๙๐๔

ทิฏฐิสมมติ เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดจากปุถุชน บุคคลผู้มีความรู้ย่อมไม่เข้าถึงทิฏฐิสมมติเหล่านี้ทุกอย่าง บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุเข้าถึงนั้น ไม่ทำความพอใจในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน พึงถึงสิ่งที่ควรเข้าถึงอะไรเล่า @เชิงอรรถ : @ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๓๐-๑๔๙/๓๖๒-๓๙๗ @ หมายถึงมีนินทา หรือสรรเสริญ อีกนัยหนึ่ง มีชนะ หรือพ่ายแพ้ (ขุ.สุ.อ. ๒/๙๐๓/๔๐๐)@ ภูมิแห่งการไม่วิวาท ในที่นี้หมายถึงอมตนิพพาน (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๓๑/๓๖๕)@ ทิฏฐิสมมติ หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๓๒/๓๖๖, ขุ.สุ.อ. ๒/๙๐๔/๔๐๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสูตร (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๙๐๕

สมณพราหมณ์ผู้กล่าวอ้างศีลว่า สูงสุด สมาทานวัตรแล้ว ดำรงอยู่ ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวมว่า พวกเราศึกษาในทิฏฐินี้แหละ และศึกษาความหมดจดแห่งวัตรนั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นอ้างตนว่า เป็นคนฉลาด ย่อมเป็นผู้ถูกนำเข้าสู่ภพ

ข้อ ๙๐๖

ถ้าบุคคลเคลื่อนจากศีลและวัตร พลาดกรรมแล้วก็หวั่นไหว เขาย่อมเฝ้าแต่พร่ำเพ้อและปรารถนาความหมดจด เหมือนคนออกจากเรือนอยู่ร่วมกับพวกเดินทาง พลัดพรากจากพวก ฉะนั้น

ข้อ ๙๐๗

อริยสาวกละศีลและวัตรได้ทั้งหมด ละกรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษ เสียได้ ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจด งดเว้นแล้ว ไม่ยึดมั่นทิฏฐิที่มีอยู่เที่ยวไป

ข้อ ๙๐๘

สมณพราหมณ์เข้าไปอาศัยตบะที่ตนเกลียดชังนั้น เข้าไปอาศัยรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้ เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า ยังไม่คลายตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ จึงยังพร่ำพูดถึงความหมดจดอยู่ @เชิงอรรถ : @ กรรมที่มีโทษและกรรมที่ไม่มีโทษ หมายถึงอกุศลทั้งปวง ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ@และโลกิยกุศลได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ขุ.สุ.อ. ๒/๙๐๗/๔๐๑, ที.ปา.อ. ๓/๓๑๒/๒๒๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสูตร

ข้อ ๙๐๙

ความชอบใจวัตถุ ย่อมมีแก่ผู้กำลังปรารถนา อนึ่ง ความหวั่นไหว ย่อมมีเพราะวัตถุที่กำหนดแล้ว ความตายและความเกิดมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไรเล่า หรือจะพึงชอบใจในอะไรเล่า (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

ข้อ ๙๑๐

สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เยี่ยม แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นกลับกล่าวธรรมนั้นนั่นเองว่า เลว วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริงกันหนอ เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทุกพวก ต่างกล่าวอ้างตนว่า เป็นคนฉลาด (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ข้อ ๙๑๑

อนึ่ง สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่า บริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่า เลว พวกสมณพราหมณ์ถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน เพราะต่างกล่าวทิฏฐิสมมติของตนๆ ว่า จริง

ข้อ ๙๑๒

หากบุคคลเป็นคนเลวเพราะเหตุที่ผู้อื่นพูดติเตียนไซร้ ก็จะไม่พึงมีใครวิเศษในธรรมทั้งหลายได้เลย เพราะคนส่วนมาก ต่างกล่าวยืนยันในแนวทางของตน พากันกล่าวถึงธรรมของผู้อื่นว่า เป็นสิ่งเลวทราม

ข้อ ๙๑๓

การบูชาหลักการของตน เป็นเรื่องแท้จริง เหมือนสมณพราหมณ์พากันสรรเสริญแนวทางของตน ฉะนั้น การว่าร้ายทุกอย่างก็พึงมีอยู่แท้จริง เพราะความหมดจดของสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็นเรื่องเฉพาะตนเท่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๑๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสูตร

ข้อ ๙๑๔

ญาณที่ผู้อื่นพึงแนะนำไม่มีแก่พราหมณ์ ความตกลงใจแล้วยึดมั่นในธรรมทั้งหลาย ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงล่วงเลยการวิวาททั้งหลายได้แล้ว แท้จริง พราหมณ์ไม่เห็นธรรมอื่นว่า เป็นของประเสริฐ

ข้อ ๙๑๕

สมณพราหมณ์บางพวกเชื่อความหมดจดเพราะทิฏฐิว่า เรารู้ เราเห็นความหมดจดนี้ว่า มีจริง ถ้าสมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นแก่สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่า เพราะพวกสมณพราหมณ์แล่นเลย(ทางแห่งความหมดจด)แล้ว ย่อมกล่าวความหมดจดด้วยการเห็นอื่น

ข้อ ๙๑๖

นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป หรือครั้นเห็นแล้วก็รู้จักเฉพาะนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น นรชนเห็นนามรูปมากบ้าง น้อยบ้างโดยแท้ ถึงอย่างนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายก็ไม่กล่าวความหมดจด เพราะการเห็นนามรูปนั้น

ข้อ ๙๑๗

นรชนผู้มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น ไม่ใช่คนที่ใครพึงแนะนำได้ง่าย เป็นผู้เชิดชูทิฏฐิที่กำหนดไว้แล้ว อาศัยศาสดาใด ก็กล่าวว่าศาสดานั้นดีงามเพราะทิฏฐินั้น นรชนนั้นผู้กล่าวความหมดจดได้เห็นว่าแท้จริงในทิฏฐินั้น

ข้อ ๙๑๘

พราหมณ์พิจารณาแล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความกำหนด ไม่แล่นไปด้วยทิฏฐิ ทั้งไม่ผูกพันด้วยตัณหาหรือทิฏฐิเพราะญาณ พราหมณ์นั้นครั้นรู้แล้วก็วางเฉยทิฏฐิสมมติที่เกิดจากปุถุชน แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๒๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต [๔. อัฏฐกวรรค] ๑๓. มหาวิยูหสูตร

ข้อ ๙๑๙

มุนีสลัดกิเลสเครื่องร้อยรัดในโลกนี้แล้ว เมื่อคนทั้งหลายเกิดวิวาทกันแล้ว ก็ไม่เข้าไปเป็นฝักเป็นฝ่าย เมื่อคนทั้งหลายไม่สงบ มุนีนั้นเป็นผู้สงบ วางเฉย ไม่ถือมั่น แต่สมณพราหมณ์เหล่าอื่นพากันถือมั่น

ข้อ ๙๒๐

มุนีละอาสวะเก่า ไม่ก่ออาสวะใหม่ ไม่ดำเนินไปตามความพอใจ ทั้งไม่มีปกติกล่าวด้วยความเชื่อมั่น มุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พ้นขาดแล้วจากทิฏฐิทั้งหลาย ติเตียนตนเองไม่ได้ ไม่ติดอยู่ในโลก

ข้อ ๙๒๑

มุนีนั้น เป็นผู้กำจัดเสนา ในธรรมทั้งปวง คือในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง มุนีนั้นเป็นผู้ปลงภาระ ลงแล้ว พ้นขาดแล้ว ไม่มีความกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา มหาวิยูหสูตรที่ ๑๓ จบ @เชิงอรรถ : @ อาสวะเก่า หมายถึงกิเลสเกิดขึ้นเพราะปรารภรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในอดีต@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๘/๓๙๔, ขุ.สุ.อ. ๒/๙๒๐/๔๐๔) @ อาวสวะใหม่ หมายถึงกิเลสที่เกิดขึ้นปรารภรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในปัจจุบัน@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๘/๓๙๔, ขุ.สุ.อ. ๒/๙๒๐/๔๐๔) @ เสนา ในที่นี้หมายถึงเสนามาร คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นต้น (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๙/๓๙๗)@ ภาระ หมายถึงสิ่งที่ต้องนำพา มี ๓ คือ (๑) ขันธภาระ ได้แก่ ขันธ์ ๕ (๒) กิเลสภาระ ได้แก่ ราคะ โทสะ@โมหะ เป็นต้น (๓) อภิสังขารภาระ ได้แก่ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔๙/๓๙๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๗๒๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามหาพยูหสูตรที่ ๑๓

____________________________

บาลีว่า มหาวิยูหสูตร.

มหาพยูหสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เย เกจิเม บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งดังนี้เป็นต้น.

พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?

ในมหาสมัยนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้เพื่อทำให้แจ้งความนั้น แก่เหล่าเทวดาบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่าบุคคลเหล่านี้ถือมั่นในทิฏฐิย่อมได้รับการนินทาอย่างเดียวหรือหนอ หรือได้รับแม้การสรรเสริญด้วย จากสำนักของวิญญูชนทั้งหลายทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์ โดยนัยก่อนนั่นแล.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวานยนฺติ ได้แก่ นำมาเนืองๆ คือนำมาบ่อยๆ. เพราะบุคคลผู้มีวาทะเป็นเจ้าทิฏฐิเหล่านั้นแม้กล่าวอยู่ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง บางคราวได้ความสรรเสริญบ้างผลแห่งวาทะอันได้แก่ความสรรเสริญนั้นน้อยนักไม่สามารถเพื่อสงบราคะเป็นต้นได้ จะกล่าวไปไยถึงผลแห่งการนินทาที่สองฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนี้จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อนมีอาทิว่า เรากล่าวผลแห่งการวิวาท ๒ ประการนี้น้อยนัก ไม่พอแก่ความสงบดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ ผลแห่งการวิวาท ๒ ประการ ได้แก่ ความนินทาและความสรรเสริญ หรือได้แก่ความชนะและความแพ้เป็นต้น อันเป็นส่วนพวกเดียวกันกับความสรรเสริญและความนินทานั้น.

บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา เห็นโทษแห่งการวิวาทกัน คือเห็นโทษในผลแห่งการวิวาทอย่างนี้ว่าการนินทาอันเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนา การสรรเสริญไม่พอแก่ความสงบดังนี้บัณฑิตเห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาทว่าเป็นธรรมเกษม.

เมื่อไม่วิวาทกันอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า ยา กาจิมา ทิฏฺฐิ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ ทิฏฐิ.

บทว่า ปุถุชฺชา คือ เป็นอันมาก.

บทว่า โส อุปยํ กิเมยฺย บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้นจะพึงถึงธรรมที่ควรเข้าไปใกล้อะไร คือบัณฑิตนั้นพึงถึงธรรมเครื่องเข้าใกล้ ด้วยอรรถว่าพึงเข้าถึง คือจะพึงถึงธรรมแม้อย่างหนึ่งในรูปเป็นต้นที่ควรเข้าไปใกล้อะไร หรือพึงเข้าถึงด้วยเหตุอะไร.

บทว่า ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ได้แก่ ไม่ทำความชอบใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟังและในความบริสุทธิ์.

นอกเหนือไปจากนี้ ควรทราบคาถาว่า สีลุตฺตมา ผู้มีศีลอุดมเป็นต้นต่อไป.

บทนั้นมีความดังนี้

ชนบางพวกมีศีลอุดมสำคัญว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรมอุดม จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ย่อมมีด้วยการเพียงสำรวมเท่านั้น.

อนึ่ง ชนเหล่านั้นสมาทานวัตรมีหัตถีวัตรเป็นต้น ตั้งมั่นด้วยคิดว่า ความบริสุทธิ์ของศาสดาจะพึงมีในทิฏฐิเท่านั้น เขาถูกภพนำเข้าไปแล้วถูกภพท่วมทับ ยังพูดอยู่เสมอๆ ว่าเราเป็นผู้ฉลาด.

บรรดาผู้มีศีลอุดมคนใดคนหนึ่งปฏิบัติได้อย่างนั้น พึงทราบคาถาว่า สเจ จุโต หากบุคคลเคลื่อนจากศีลและพรต ดังนี้ต่อไป.

บทนั้นมีความดังนี้

หากว่าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตนั้นด้วยการตัดผู้อื่น หรือไม่บริโภคร่วม บุคคลนั้นยังกรรมมีศีลและพรตเป็นต้น หรือกรรมคือปุญญาภิสังขารให้ผิดแล้วก็หวั่นไหว มิใช่หวั่นไหวอย่างเดียว ยังกระหายคร่ำครวญปรารถนาความบริสุทธิ์คือศีลและพรตนั้นอยู่.

เหมือนอะไร.

เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจากพวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวกฉะนั้น.

อนึ่ง อริยสาวกละศีลและพรตทั้งหมดอันเป็นเหตุทำให้ผู้มีศีลและพรตอันสูงสุดหวั่นไหว.

พึงทราบคาถาต่อไป.

ในบทเหล่านั้นบทว่า สาวชฺชานวชฺชํ ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ ได้แก่อกุศลทั้งปวงและโลกิยกุศล.

บทว่า สุทฺธี อสุทฺธีติ อปฏฺฐยามาโน ไม่ปรารถนาว่าธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์ คือไม่ปรารถนาธรรมชาติบริสุทธิ์มีกามคุณ ๕ เป็นต้นและธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์มีอกุศลเป็นต้น.

บทว่า วิรโต จเร เว้นแล้วเที่ยวไป คือเว้นแล้วจากความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์เที่ยวไป. บทว่า สนฺติมนุคฺคหาย คือ ไม่ถือมั่นทิฏฐิ.

พระพุทธนิมิตครั้นทรงแสดงสมณพราหมณ์ภายนอกจากศาสนานี้อย่างนี้ ผู้มีวาทะบริสุทธิ์ด้วยการสำรวมในศีลอันสูงสุดการกำจัดสมณพราหมณ์ภายนอกเหล่านั้น และการปฏิบัติของพระอรหันต์ผู้ละศีลและพรตแล้วบัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงสมณพราหมณ์ภายนอกผู้มีวาทะบริสุทธิ์ แม้โดยประการอื่นจึงตรัสคาถาว่า ตมูปนิสฺสาย อาศัยทิฏฐินั้น ดังนี้เป็นต้น.

บทนั้นมีความดังต่อไปนี้

สมณพราหมณ์ทั้งหลายแม้เหล่าอื่น อาศัยทิฏฐินั้นหรือความเกลียดบาปอย่างใดอย่างหนึ่งในทิฏฐิอันบริสุทธิ์เป็นต้น เป็นผู้ระลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฏฐิ ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยและภพใหญ่ แล้วย่อมทอดถอน คือพูดถึงความบริสุทธิ์.

อธิบายว่า เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านั้นยังไม่ปราศจากตัณหา ทอดถอนถึงความบริสุทธิ์แม้ผู้ใดพึงสำคัญตนว่าเป็นผู้ถึงความบริสุทธิ์ ผู้นั้นเพราะยังไม่ปราศจากตัณหายังปรารถนาวัตถุนั้นๆในภพน้อยและภพใหญ่ ก็ยังมีความดิ้นรนอยู่บ่อยๆ นั่นเอง. เพราะตัณหาที่บุคคลเสพเป็นอาจิณแล้ว ก็ทำให้ตัณหาเจริญมากขึ้นนั่นเอง และมิใช่ความดิ้นรนอย่างเดียวความหวั่นไหวยังมีในวัตถุที่ตนกำหนดอีกด้วย.

ท่านอธิบายว่า ตัณหาและทิฏฐิของบุคคลนั้น เป็นความหวั่นไหวในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว. ก็เพราะเป็นผู้ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว การจุติและการอุบัติต่อไปในภพนี้ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหว จะพึงดิ้นรนในอารมณ์ไหนๆ เพราะเหตุอะไร.

นี้เป็นการเชื่อมความของคาถานี้.

บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในนิเทศนั่นแล.

บทว่า ยมาหุ เป็นคาถาถาม คือสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวธรรมใด.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะไม่มีวาทะที่เป็นจริงแม้วาทะเดียวในสมณพราหมณ์นี้ด้วยว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวเพียงความเห็นอย่างเดียว ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงความเห็นจึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อนว่า สกญฺหิ ธรรมของตนนั่นแหละ ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้นบทว่า สกํ คือ ทิฏฐิของตน.

เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านี้กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ กล่าวธรรมของคนอื่นว่าเลว

พึงทราบคาถาว่า ยสฺส กสฺสจิ ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน หากบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม เพราะการติเตียนของบุคคลอื่น คนใดคนหนึ่ง ดังนี้ต่อไป.

บทนั้นมีความดังนี้

ผิว่าบุคคลนั้นพึงเป็นผู้เลวทรามเพราะเหตุที่คนอื่นติเตียน ใครๆ ก็จะไม่พึงเป็นผู้วิเศษคือเลิศในธรรมทั้งหลาย.

เพราะอะไร. เพราะสมณพราหมณ์เป็นอันมาก กล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นในธรรมของตนกล่าวว่ามั่นคง

มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น.

พึงทราบคาถาว่า สธมฺมปูชา การบูชาธรรมของตน ดังนี้เป็นต้นต่อไป.

บทนั้นมีความดังนี้

พวกเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมสรรเสริญหนทางเครื่องดำเนินของตนอย่างใดแม้การบูชาธรรมของตนของเดียรถีย์เหล่านั้น ก็ยังเป็นไปอยู่อย่างนั้นเพราะว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้นย่อมเคารพศาสดาเป็นต้นเหลือเกิน. ในข้อนั้น ผิว่าการบูชาธรรมของตนจะพึงเป็นประมาณแก่พวกเดียรถีย์เหล่านั้นเมื่อเป็นอย่างนั้น วาทะทั้งหมดก็จะพึงเป็นของแท้.

เพราะอะไร. เพราะว่าความบริสุทธิ์ของเดียรถีย์เหล่านั้น เป็นผลเฉพาะตนๆ เท่านั้น ความบริสุทธิ์นั้นย่อมไม่สำเร็จในที่อื่น แม้โดยปรมัตถ์ก็ไม่สำเร็จ เพราะคำนั้นเป็นเพียงยึดถือความเห็นในตนเท่านั้นของผู้รู้ที่ปัจจัยอื่นจะพึงนำไปเหล่านั้น. แต่ตรงกันข้าม ผู้ใดชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะลอยบาปได้แล้ว

พึงทราบคาถาว่า โย ปน วิปรีโต ฯเปฯ ปรเนยฺยมตฺถิ ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไปไม่มีแก่พราหมณ์นั้น ดังนี้ต่อไป.

บทนั้นมีความดังนี้

ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไป ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเห็นชอบแล้วโดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้. การวินิจฉัยในธรรมคือทิฏฐิทั้งหลายว่าข้อนี้เท่านั้นจริง ดังนี้แล้วยึดถือไว้ ไม่มีแก่พราหมณ์.

____________________________

ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๐

เพราะอะไร. เพราะว่าพราหมณ์นั้นล่วงความวิวาทเพราะทิฏฐิเสียได้

อนึ่ง พราหมณ์นั้นไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐเลย นอกจากสติปัฏฐานเป็นต้น.

พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ชานามิ เรารู้.

พึงทราบอย่างนี้ก่อน จริงอยู่ พราหมณ์ชั้นยอดย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐเลย. แต่พวกเดียรถีย์เหล่าอื่นรู้อยู่เห็นอยู่ด้วยปรจิตตญาณ (รู้ใจผู้อื่น) เป็นต้นแม้กล่าวว่า เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็นเป็นอย่างนั้นแล ดังนี้จึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ.

เพราะเหตุไร. เพราะหากว่า บรรดาเดียรถีย์เหล่านั้นแม้คนหนึ่งได้เห็น ก็จะได้เห็นความตามเป็นจริงด้วยปรจิตตญาณเป็นต้นนั้น ประโยชน์อะไรเล่าด้วยการเห็นนั้นแก่ตน คือทำอะไรได้ การกำหนดรู้ทุกข์สำเร็จแล้วหรือ หรือการละเหตุให้เกิดทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จแล้ว เพราะเดียรถีย์ทั้งหลายเหล่านั้นก้าวล่วงอริยมรรค แม้โดยประการทั้งปวงได้แล้ว ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่นหรือพระพุทธเจ้าเป็นต้นก้าวล่วงเดียรถีย์เหล่านั้นได้แล้วย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น.

พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ปสฺสํ นโร นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป ดังนี้เป็นต้น.

มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีดังต่อไปนี้.

นรชนใดได้เห็นด้วยปรจิตตญาณ (รู้ใจผู้อื่น) แล้ว นรชนนั้นเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป แต่นั้นครั้นเห็นแล้วจักรู้ทั่วถึงนามรูปเหล่านั้นทีเดียว โดยความเป็นของเที่ยง หรือโดยความเป็นสุข จักไม่รู้โดยประการอื่น. นรชนนั้นเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ จะเห็นนามรูปมากหรือน้อยโดยความเป็นของเที่ยง และโดยเป็นสุขก็จริงถึงกระนั้น ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น เห็นปานนั้นของเขาเลย.

พึงทราบการเชื่อมและความของคาถาว่า นิวิสฺสวาที มีปรกติกล่าวตามความมั่นใจ ดังนี้เป็นต้น. แม้เมื่อไม่มีความบริสุทธิ์ด้วยความเห็นนั้น ผู้ใดมีปรกติกล่าวตามความมั่นใจอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็นสิ่งนั้น เป็นอย่างนั้นแลอาศัยความเป็นอย่างนั้นจึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ เป็นผู้มีปรกติกล่าวตามความมั่นใจอย่างนี้ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง ผู้นั้นมิใช่จะพึงแนะนำได้ง่ายเลย ชนผู้ทำทิฏฐิที่ตนกำหนดคือปรุงแต่งไว้เบื้องหน้าอย่างนั้นผู้นั้นอาศัยศาสดาคนใดแล้ว ก็เป็นผู้กล่าวถึงความดีงามในศาสดานั้นสำคัญตนว่าเราเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์เป็นผู้กล่าวความหมดจด หรือเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ ดังนี้.

บทว่า ตตฺถ ตถทฺทสา โส ผู้นั้นได้เห็นความถ่องแท้ในทิฏฐิของตน คือได้เห็นความไม่วิปริตในทิฏฐิของตนนั้น. อธิบายว่า ได้เห็นความถ่องแท้นั้นโดยประการที่ทิฏฐินั้นยังเป็นไปอยู่ ไม่ปรารถนาจะเห็นโดยประการอื่น. เมื่อพวกเดียรถีย์ทำทิฏฐิที่ตนกำหนดไว้อย่างนี้ในเบื้องหน้า พึงทราบคาถาต่อไปว่า พราหมณ์รู้แล้วย่อมไม่เข้าถึงเครื่องกำหนด คือตัณหาและทิฏฐิ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขํ แปลว่า รู้แล้ว. อธิบายว่า รู้ด้วยการนับ.

บทว่า นปิ ญาณพนธุ ไม่มีตัณหาทิฏฐิเครื่องผูกพันด้วยญาณ คือไม่ทำเครื่องผูกพันตัณหาทิฏฐิไว้ด้วยสมาปัตติญาณเป็นต้น.

ในบทนั้นมีวิเคราะห์ว่า เครื่องผูกพันที่ทำไว้ด้วยญาณของคนนั้นไม่มี เหตุนั้น คนนั้นจึงชื่อว่าไม่มีเครื่องผูกพันด้วยญาณ. บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ สมมติว่าเป็นทิฏฐิ. บทว่า ปุถุชฺชา คือ มีเป็นอันมาก.

บทว่า อุคคหณนติมญเญ คือ คนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ. อธิบายว่า คนเหล่าอื่นย่อมยึดถือสมมติเหล่านั้น.

มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น.

มีคาถาว่า วิสชฺช คนฺถานิ มุนีสละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคโห คือเว้นจากการยึด ชื่อว่า อนุคฺคโห เพราะไม่มีการยึดถือ หรือย่อมไม่ยึดถือ.

มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น.

มีคาถาว่า ปุพฺพาสเว มุนีละอาสวะเบื้องต้นเสีย ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพาสเว ได้แก่ กิเลสเกิดขึ้นเพราะปรารภรูปในอดีตเป็นต้น.

บทว่า นเว อาสวะใหม่ คือกิเลสเกิดขึ้นปรารภรูปในปัจจุบันเป็นต้น.

บทว่า น ฉนฺทคู คือ ไม่ลำเอียงเพราะความพอใจ.

บทว่า อนตฺตครหี คือ มุนีไม่ติเตียนตนด้วยการทำและไม่ทำ มุนีไม่ติเตียนตนอย่างนี้

พึงทราบคาถาต่อไปว่า ส สพฺพธมฺเมสุ มุนีนั้นเป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ส สพฺพธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมอันมีประเภทอย่างนี้ว่า ธรรมอะไรๆ ในธรรมคือทิฏฐิ ๖๒.

บทว่า ปนฺนภาโร คือ ปลงภาระลงแล้ว. เป็นผู้ไม่มีเครื่องกำหนด เพราะไม่กำหนดไว้. อธิบายว่า ไม่ทำเครื่องกำหนดแม้สองอย่าง.

บทว่า นูปรโต ไม่เข้าไปยินดี คือ (มุนี) ไม่เข้าไปคลุกคลีเหมือนปุถุชน กัลยาณปุถุชนและพระเถระ. บทว่า น ปฏฺฐิโย ไม่มีความปรารถนา คือไม่มีตัณหา. ชื่อว่า ปฏฺฐิยา เพราะตัณหาปรารถนา. ชื่อว่า น ปฏฺฐิโย เพราะไม่มีความปรารถนา.

บทที่เหลือในบทนั้น ท่านกล่าวไว้ชัดแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาลงด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถามหาพยูหสูตรที่ ๑๓ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา