๗. มหากัสสปสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. มหากัสสปสูตร
๗ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา มหากสฺสโป ปิปฺผลิคุหายํ วิหรติ สตฺตาหํ เอกปลฺลงฺเกน นิสินฺโน อญฺญตรํ สมาธึ สมาปชฺชิตฺวา ฯ อถ โข อายสฺมา มหากสฺสโป ตสฺส สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐาสิ ฯ อถ โข อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส ตมฺหา สมาธิมฺหา วุฏฺฐิตสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิเสยฺยนฺติ ฯ เตน โข ปน สมเยน ปญฺจมตฺตานิ เทวตาสตานิ อุสฺสุกฺกํ อาปนฺนานิ โหนฺติ อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส ปิณฺฑปาตปฏิลาภาย ฯ อถ โข อายสฺมา มหากสฺสโป ตานิ ปญฺจมตฺตานิ เทวตาสตานิ ปฏิกขิปิตฺวา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาป-*สถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะนั่งเข้าสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ โดยบัลลังก์เดียว ที่ถ้ำปิปผลิคูหา สิ้น ๗ วัน ครั้นพอล่วง ๗ วันนั้นไปท่านพระมหากัสสปะก็ออกจากสมาธินั้น เมื่อท่านพระมหากัสสปะออกจากสมาธินั้นแล้ว ได้มีความคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์เถิด ก็สมัยนั้นแล เทวดาประมาณ ๕๐๐ ถึงความขวนขวายเพื่อจะให้ท่านพระมหากัสสปะได้บิณฑบาต ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านพระมหา-*กัสสปห้ามเทวดาประมาณ ๕๐๐ เหล่านั้น แล้วนุ่งผ้าอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ฯ
เตน โข ปน สมเยน สกฺโก เทวานมินฺโท อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส ปิณฺฑปาตํ ทาตุกาโม โหติ ฯ เปสการกวณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา ตนฺตํ วินาติ ฯ สุชาตา อสุรกญฺญา ตสรํ ปูเรติ ฯ อถ โข อายสฺมา มหากสฺสโป ราชคเห สปทานํ ปิณฺฑาย จรมาโน เยน สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข สกฺโก เทวานมินฺโท อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน ฆรา นิกฺขมิตฺวา ปจฺจุคฺคนฺตฺวา หตฺถโต ปตฺตํ คเหตฺวา ฆรํ ปวิสิตฺวา ฆฏิยา โอทนํ อุทฺธริตฺวา ปตฺตํ ปูเรตฺวา อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส อทาสิ ฯ โส อโหสิ ปิณฺฑปาโต อเนกสูโป อเนกพฺยญฺชโน ฯ อถ โข อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส เอตทโหสิ โก นุ โข อยํ สตฺโต ยสฺสายํ เอวรูโป อิทฺธานุภาโวติ ฯ อถ โข อายสฺมโต มหากสฺสปสฺเสว เอตทโหสิ สกฺโก นุ โข เทวานมินฺโทติ อิติ วิทิตฺวา สกฺกํ เทวานมินฺทํ เอตทโวจ กตํ โข เต อิทํ โกสิย มา ปุนปิ เอวรูปมกาสีติ ฯ อมฺหากมฺปิ ภนฺเต กสฺสป ปุญฺเญน อตฺโถ อมฺหากมฺปิ ปุญฺเญน กรณียนฺติ ฯ อถ โข สกฺโก เทวานมินฺโท อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา อากาเส อนฺตลิกฺเข ติกฺขตฺตุํ อุทานํ อุทาเนสิ อโห ทานํ ปรมทานํ กสฺสเป สุปติฏฺฐิตํ อโห ทานํ ปรมทานํ กสฺสเป สุปติฏฺฐิตนฺติ ฯ
ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงพระประสงค์จะถวาย บิณฑบาตแก่ท่านพระมหากัสสปะ จึงทรงนิรมิตเพศเป็นนายช่างหูกทอหูกอยู่นางอสุรกัญญาชื่อว่าสุชาดากรอด้ายหลอดอยู่ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ตามลำดับตรอก เข้าไปถึงนิเวศน์ของท้าวสักกะ-*จอมเทพ ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงเห็นท่านพระมหากัสสปะมาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จออกจากเรือนทรงต้อนรับ ทรงรับบาตรจากมือ เสด็จเข้าไปสู่เรือน ทรงคดข้าวออกจากหม้อใส่เต็มบาตร แล้วทรงถวายแด่ท่านพระมหากัสสปะ บิณฑบาตนั้นมีสูปะและพยัญชนะเป็นอันมาก ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะคิดว่า สัตว์นี้เป็นใครหนอแล มีอิทธานุภาพเห็นปานนี้ ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะมีความคิดว่าท้าวสักกะจอมเทพหรือหนอแล ท่านพระมหากัสสปะทราบดังนี้แล้วได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทพว่า ดูกรท้าวโกสีย์ มหาบพิตรทำกรรมนี้แล้วแลมหาบพิตรอย่าได้ทำกรรมเห็นปานนี้แม้อีก ท้าวสักกะจอมเทพตรัสว่า ข้าแต่ท่านพระมหากัสสปะผู้เจริญ แม้ข้าพเจ้าก็ต้องการบุญ แม้ข้าพเจ้าก็พึงทำเพราะบุญครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพทรงอภิวาทท่านพระมหากัสสปะ ทรงทำประทักษิณแล้ว เหาะขึ้นสู่เวหาส เปล่งอุทาน ๓ ครั้งในอากาศว่า โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่ง เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่ง เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่งเราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป ฯ
อสฺโสสิ โข ภควา ทิพฺพาย โสตธาตุยา วิสุทฺธาย อติกฺกนฺตมานุสิกาย สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา อากาเส อนฺตลิกฺเข ติกฺขตฺตุํ อุทานํ อุทาเนนฺตสฺส อโห ทานํ ปรมทานํ กสฺสเป สุปติฏฺฐิตํ อโห ทานํ ปรมทานํ กสฺสเป สุปติฏฺฐิตนฺติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ปิณฺฑปาติกสฺส ภิกฺขุโน อตฺตภรสฺส อนญฺญโปสิโน เทวา ปิหยนฺติ ตาทิโน อุปสนฺตสฺส สทา สตีมโตติ ฯ สตฺตมํ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับอุทานของท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเหาะ ขึ้นไปสู่เวหาสแล้ว ทรงเปล่งอุทานในอากาศ ๓ ครั้งว่า โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่ง เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่ง เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป โอ ทานเป็นทานอย่างยิ่งเราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสป ฯ ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ลำดับนั้นแลพระผู้มี-*พระภาคทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อภิกษุผู้ถือการเที่ยว บิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เลี้ยงตนมิใช่เลี้ยงคนอื่น ผู้คงที่สงบแล้ว มีสติทุกเมื่อ ฯ จบสูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๓. นันทวรรค] ๗. สักกุทานสูตร ๗. สักกุทานสูตร ว่าด้วยการเปล่งอุทานของท้าวสักกะ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระมหากัสสปะนั่งเข้าสมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งโดยบัลลังก์เดียวอยู่เป็นเวลา ๗ วัน ณ ถ้ำปิปผลิคูหา ครั้นล่วงไป ๗ วัน ท่านพระมหากัสสปะก็ออกจากสมาธินั้น เมื่อท่านพระมหากัสสปะออกจากสมาธินั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า “ทางที่ดี เราควรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์” สมัยนั้น เทวดาประมาณ ๕๐๐ องค์ขวนขวายเพื่อให้ท่านพระมหากัสสปะได้รับบิณฑบาต ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะจึงห้ามเทวดาประมาณ ๕๐๐ องค์เหล่านั้น ในเวลาเช้า ครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ขณะนั้น ท้าวสักกะจอมเทพมีพระประสงค์จะถวายบิณฑบาตแก่ท่าน พระมหากัสสปะ จึงทรงแปลงพระวรกายเป็นนายช่างหูกทอผ้าอยู่ นางสุชาดาอสุรกัญญากำลังกรอด้ายหลอด ฝ่ายท่านพระมหากัสสปะเที่ยวบิณฑบาตตาม ลำดับตรอกถึงนิเวศน์ของท้าวสักกะจอมเทพ ท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหากัสสปะกำลังเดินมาแต่ไกล จึงเสด็จออกจากเรือนทรงต้อนรับ ทรงรับบาตรจากมือเสด็จเข้าเรือน ทรงคดข้าวสุกจากหม้อใส่เต็มบาตรถวายท่านพระมหากัสสปะ บิณฑบาตนั้นได้มีแกงและกับข้าวหลายอย่าง ท่านพระมหากัสสปะได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครหนอ จึงมีฤทธานุภาพถึงปานนี้” ลำดับนั้นท่านพระมหากัสสปะได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “คงเป็นท้าวสักกะจอมเทพแน่” จึงได้กล่าวกับท้าวเธอดังนี้ว่า “ท้าวโกสีย์ ทำไมพระองค์จึงทรงทำอย่างนี้ ต่อไปอย่าได้ทำเช่นนี้อีก” ท้าวสักกะจอมเทพตรัสตอบว่า “ขอรับ ท่านกัสสปะ พวกเราทั้งหลายก็ต้องการบุญ จึงควรทำบุญเหมือนกัน”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๒๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๓. นันทวรรค] ๗. สักกุทานสูตร ต่อจากนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงอภิวาทท่านพระมหากัสสปะ ทรงทำ ประทักษิณแล้วเสด็จเหาะขึ้นไปในอากาศ ทรงเปล่งอุทานกลางอากาศ ๓ ครั้งว่า “โอ เราได้ถวายทานอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้ว โอ เราได้ถวายทานอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้ว โอ เราได้ถวายทานอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้ว” พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับอุทานที่ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเหาะขึ้นไปในอากาศทรงเปล่งกลางอากาศ ๓ ครั้งว่า “โอ เราได้ถวายทานอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้ว โอ เราได้ถวายทานอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้วโอ เราได้ถวายทานอย่างยอดเยี่ยมในท่านพระมหากัสสปะแล้ว” ด้วยหูทิพย์อันบริสุทธิ์ เหนือมนุษย์ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน เทวดาทั้งหลายย่อมเคารพรักภิกษุ ผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เลี้ยงตน ไม่เลี้ยงคนอื่น ผู้คงที่ ผู้สงบ มีสติอยู่ทุกเมื่อ สักกุทานสูตรที่ ๗ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๒๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหากัสสปสูตร
มหากัสสปสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในคำว่า สตฺตาหํ เอกปลฺลงฺเกน นิสินฺโน อญฺญตรํ สมาธึ สมาปชฺชิตฺวา นี้ อันดับแรก เกจิอาจารย์กล่าวไว้ว่า สมาธิอันสัมปยุตด้วยอรหัตผล ท่านประสงค์เอาว่า สมาธิอย่างใดอย่างหนึ่งในสูตรนี้.
ก็ท่านมหากัสสปนั้นเข้าสมาธินั้นมาก เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และสามารถยับยั้งอยู่ถึง ๗ วัน ด้วยผลสมาบัติ. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาท่านไว้ในฐานะอันเสมอกับพระองค์ ในอุตริมนุสธรรมต่างด้วยอนุบุพพวิหาร ๙ และอภิญญา ๖ เป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราหวังอยู่ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ฯลฯ อยู่เพียงใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้กัสสปหวังอยู่ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย ฯลฯ อยู่เพียงนั้น.
ก็ในที่นี้ไม่ควรกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น พระเถระพึงกระทำแม้ยมกปาฏิหาริย์ได้ เพราะท่านประสงค์เอาฌานเป็นต้น ที่ทั่วไปแก่พระสาวกเท่านั้น.
ฝ่ายพระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า บทว่า อญฺญตรํ สมาธึ สมาปชฺชิตฺวา ได้แก่ เข้านิโรธสมาบัติ.
ถามว่า อย่างไร นิโรธสมาบัติ ท่านจึงกล่าวว่าสมาธิ?
ตอบว่า เพราะอรรถว่าตั้งมั่น.
ก็อรรถว่าความตั้งมั่นนี้ คืออะไร?
คือ เพราะนิโรธสมาบัติเป็นคุณธรรม ไม่หวั่นไหวด้วยธรรมอันเป็นข้าศึก เพราะความเป็นธรรมที่พึงตั้งมั่นไว้โดยชอบ คือพระอรหันต์หรือพระอนาคามี ผู้ถึงความเชี่ยวชาญในฐานะที่กล่าวแล้วประสงค์จะอยู่อย่างนั้น พึงตั้งมั่นความไม่เป็นไป (คือนิโรธสมาบัติ) โดยชอบทีเดียว แห่งความสืบต่อแห่งจิตและเจตสิก ตลอดเวลาตามที่ประสงค์ ด้วยการบรรลุด้วยพละ ๒ คือ สมถพละ วิปัสสนาพละ ด้วยญาณจริยา ๑๖ คือญาณ ๑๖ เหล่านี้ คือ อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา นิพพิทานุปัสสนา วิราคานุปัสสนา นิโรธานุปัสสนา ปฏินิสสัคคานุปัสสนา วิวัฏฏานุปัสสนา มรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ด้วยสมาธิจริยา ๙ คือ สมาธิ ๙ ได้แก่ สมาธิ ๘ มีปฐมฌานสมาธิ เป็นต้น และอุปจารสมาธิของสมาธิ ๘ นั้น ซึ่งรวมเข้าเป็นอันเดียว ด้วยการสงบระงับสังขาร ๓ เหล่านี้ในธรรมนั้นๆ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร
ความที่นิโรธสมาบัตินั้น พึงตั้งมั่นอย่างนั้น ชื่อว่าอรรถแห่งความตั้งมั่นในที่นี้
ด้วยเหตุนั้น วิหารธรรมนี้ ท่านจึงกล่าวว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน.
ด้วยเหตุนี้ แม้อรรถแห่งการเข้านิโรธสมาธินั้น พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้ว.
จริงอยู่ ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านหมายเอานิโรธสมาบัตินี้
ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าญาณในสัญญานิโรธสมาบัติ
เพราะประกอบด้วยพละ ๒ เพราะสงบระงับสังขาร ๓ เพราะญาณจริยา ๑๖ เพราะสมาธิจริยา ๙ เพราะความเป็นผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า บทว่า ทฺวีหิ พเลหิ ได้แก่ พละ ๒ คือ สมถพละ วิปัสสนาพละ.
พึงทราบความพิสดารต่อไป กถาว่าด้วยนิโรธสมาบัตินี้นั้น ท่านพรรณนาไว้แล้วในวิสุทธิมรรคแล.
ก็เพราะเหตุไร พระเถระนี้ไม่เข้าผลสมาบัติ แต่เข้านิโรธสมาบัติ? เพราะจะอนุเคราะห์เหล่าสัตว์.
จริงอยู่ พระมหาเถระนี้ ใช้สมาบัติได้แม้ทั้งหมด แต่โดยมากท่านเข้านิโรธสมาบัติ เพราะจะอนุเคราะห์สัตว์. เพราะเมื่อท่านเข้านิโรธสมาบัตินั้นแล้วออก สักการะแม้มีประมาณน้อยที่เขากระทำ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มากเป็นพิเศษแล.
บทว่า วุฏฺฐาสิ ได้แก่ ออก โดยอรหัตผลจิตเกิดขึ้น. จริงอยู่ ผู้เข้านิโรธสมาบัติ หากเป็นพระอรหันต์ ย่อมชื่อว่าออกโดยอรหัตผลเกิดขึ้น หากเป็นพระอนาคามี ย่อมชื่อว่าออกโดยอนาคามิผลเกิดขึ้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพมีความประสงค์จะถวายบิณฑบาตแก่ท่านพระมหากัสสป ดังนี้ต่อไปนี้.
อย่างไร ท้าวสักกะจึงมีความประสงค์จะถวายแก่ท่าน?
เทวดาที่ท่านกล่าวว่ามีประมาณ ๕๐๐ นั้น เป็นปริจาริกาของท้าวสักกเทวราช นางมีเท้าดังเท้านกพิราบ เคยถูกท้าวสักกะส่งไปด้วยพระดำรัสว่า พระผู้เป็นเจ้ามหากัสสปเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ พวกเธอจงไปถวายทานแด่พระเถระ จึงเข้าไปหาแล้วยืนประสงค์จะถวายอาหารทิพย์ ถูกพระเถระห้าม จึงกลับไปยังเทวโลกตามเดิม.
บัดนี้ คิดถึงการห้ามครั้งก่อน จึงคิดว่า พระเถระจะรับในกาลบางคราว มีความประสงค์จะถวายทานแก่พระเถระผู้ออกจากสมาบัติ จึงไม่กราบทูลให้ท้าวสักกะทรงทราบ มากันเอง น้อมโภชนะอันเป็นทิพย์เข้าไปถวาย ถูกพระเถระห้ามไว้โดยนัยก่อนเหมือนกัน จึงกลับไปเทวโลก ถูกท้าวสักกะถามว่า พวกเธอไปไหนมา จึงกราบทูลความนั้น.
เมื่อท้าวสักกะถามว่า พวกเธอถวายบิณฑบาตแก่พระเถระแล้วหรือ จึงทูลว่า ท่านไม่ปรารถนาจะรับ. ท้าวสักกะถามว่า ท่านพูดว่าอย่างไร. จึงทูลว่า ข้าแต่เทวะ ท่านพูดว่า จะสงเคราะห์คนเข็ญใจ.
ท้าวสักกะถามว่า พวกเธอไปโดยอาการอย่างไร. จึงทูลว่า ไปด้วยอาการนี้แหละ พระเจ้าข้า. ท้าวสักกะตรัสว่า ผู้เช่นพวกเธอ จักถวายบิณฑบาตแด่พระเถระได้อย่างไร มีพระประสงค์จะถวายด้วยพระองค์เอง จึงแปลงเป็นช่างหูกแก่ชรา ฟันหัก ผมหงอก หลังค่อมทำแม้นางสุชาดาผู้เป็นอสุรธิดา ให้เป็นหญิงแก่เช่นนั้นเหมือนกัน แล้วนิรมิตถนนแห่งคนช่างหูกสายหนึ่ง กำลังกรอด้ายอยู่ นางสุชาดาทำ (ด้าย) ให้เต็มหลอด.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เตน โข ปน สมเยน สกฺโก เทวานมินฺโท ฯเปฯ ตสรํ ปูเรสิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตนฺตํ วินาติ ได้แก่ ท้าวสักกะแสร้งทำเป็นเหมือนทอผ้าอยู่.
บทว่า ตสรํ ปูเรติ ได้แก่ นางสุชาดาแสร้งทำเป็นเหมือนกรอด้ายอยู่.
บทว่า เยน สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ ความว่า
พระเถระครองผ้าแล้วถือบาตรและจีวร เดินมุ่งหน้าไปยังพระนครด้วยหมายว่า จักสงเคราะห์คนเข็ญใจ ดำเนินไปตามถนนช่างหูกที่ท้าวสักกะนิรมิตไว้นอกพระนคร ตรวจดูอยู่ได้เห็นศาลเก่าพังพะเยิบพะยาบ และสามีภรรยาทั้งสองผู้มีรูปร่างดังกล่าวแล้ว กำลังทอผ้าอยู่ในศาลานั้น
ครั้นเห็นแล้วจึงคิดว่า สองผัวเมียนี้แม้ในเวลาแก่ ก็ยังทำการงานอยู่ ในเมืองนี้ เห็นจะไม่มีคนที่เข็ญใจกว่าสองผัวเมียนี้ เราจักรับสิ่งที่สองผัวเมียนี้ให้ แม้มาตรว่าผักดอง สงเคราะห์สองผัวเมียนี้. ท่านจึงเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของสองผัวเมียนั้น.
ท้าวสักกะเห็นพระเถระกำลังเดินมา จึงตรัสกะนางสุชาดาว่า แน่ะเธอ พระคุณเจ้าของเรากำลังมาที่นี้ เจ้าจงนั่งนิ่งทำเป็นเหมือนไม่เห็นท่าน เราจะลวงชั่วขณะแล้ว จึงถวายบิณฑบาต. พระเถระได้ไปยืนอยู่ที่ประตูเรือน. ฝ่ายสองผัวเมียนั้นทำเป็นไม่เห็น ทำแต่งานของตนอย่างเดียว รอเวลาหน่อยหนึ่ง.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะตรัสว่า ดูเหมือนพระเถระรูปหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูบ้าน เธอจงใคร่ครวญดูซิ.
นางทูลว่า พระองค์โปรดไปใคร่ครวญดูเถอะนาย. ท้าวสักกะออกจากเรือนไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์เอามือทั้งสองยันเข่าทอดถอนอยู่ ลุกขึ้นถามว่า พระผู้เป็นเจ้า เป็นพระเถระรูปไหนหนอจึงถอยไปหน่อยหนึ่งแล้วตรัสว่า นัยน์ตาของเรามืดมัว จึงป้องพระหัตถ์ที่หน้าผากแล้วเงยขึ้นดู แล้วตรัสว่าโอ ตายจริง พระมหากัสสปเถระผู้เป็นเจ้าของเรา มายังประตูกระท่อมของเรานานแล้ว ในเรือนมีอะไรบ้างหรือ.
นางสุชาดาทำเป็นกุลีกุจอหน่อยหนึ่งแล้วให้คำตอบว่า มีจ้ะนาย. ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ท่านไม่คิดว่า เศร้าหมองหรือประณีต โปรดสงเคราะห์โยมเถิด ดังนี้แล้วจึงรับบาตร. พระเถระเมื่อจะให้บาตร คิดว่า เราควรสงเคราะห์คนเข็ญใจแก่ชราเหล่านี้แหละ. ท้าวสักกะนั้นเข้าไปข้างในคดข้าวสุกในหม้อออกจากหม้อใส่เต็มบาตร แล้ววางไว้ในมือพระเถระ.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ท้าวสักกะจอมเทพเจ้าได้เห็นแล้วแล ฯลฯ ได้ถวายแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆฏิยา แปลว่า จากหม้อข้าว.
บาลีว่า ฆฏิโอทนํ ดังนี้ก็มี. อาจารย์บางพวกกล่าวอรรถของบาลีนั้นว่า ชื่อว่าข้าวสุกในหม้อ ได้แก่อาหารพิเศษบางอย่างของพวกเทพ.
บทว่า อุทฺธริตฺวา ได้แก่ ยกขึ้นจากภาชนะไหนๆ. อาหารนั่นแหละมีสูปะมากมาย ในเวลาใส่ลงในบาตรแล้ววางในมือพระเถระ ปรากฏเหมือนอาหารปอนๆ ที่สำเร็จแก่คนกำพร้า แต่อาหารนั้นเพียงวางไว้ในมือ ได้ตั้งอยู่โดยสภาวะ เหมือนของทิพย์สำหรับตน.
บทว่า อเนกสูโป ได้แก่ สูปะหลายอย่าง โดยสูปะมีถั่วเขียวและถั่วราชมาสเป็นต้น และโดยชนิดของเคี้ยวมากมาย.
บทว่า อเนกพฺยญฺชโน ได้แก่ แกงอ่อมต่างชนิด.
บทว่า อเนกสูปพฺยญชโน ความว่า มีสูปะและพยัญชนะรสเลิศต่างๆ อันประกาศถึงรสเดิมมีน้ำหวานเป็นต้น และรสที่เจือกัน ด้วยสูปะและพยัญชนะมากมาย.
____________________________
ของฉัฏฐีสังคีติ เป็น อเนกรสพฺยญฺชโน
ได้ยินว่า บิณฑบาตนั้น ในเวลาวางไว้ในมือของพระเถระ ตลบไปด้วยกลิ่นทิพย์ของตนทั่วกรุงราชคฤห์. ลำดับนั้น พระเถระคิดว่า บุรุษนี้มีศักดิ์น้อย แต่บิณฑบาตของเขาประณีตยิ่งนัก เสมือนโภชนะของท้าวสักกเทวราช นั่น ใครหนอ.
ลำดับนั้น พระเถระทราบว่าท่านเป็นท้าวสักกะ จึงกล่าวว่า ดูก่อนท้าวโกสีย์ ข้อที่พระองค์แย่งสมบัติของคนเข็ญใจ จัดว่าทำกรรมหนักแล้ว วันนี้คนเข็ญใจบางคนถวายทานแก่อาตมาแล้ว พึงได้ตำแหน่งเสนาบดีหรือตำแหน่งเศรษฐี.
ท้าวสักกะกล่าวว่า ใครที่เข็ญใจกว่าข้าพเจ้ามีอยู่หรือ พระคุณเจ้า.
พระเถระกล่าวว่า พระองค์เสวยสิริราชสมบัติในเทวโลก จะเป็นคนเข็ญใจได้อย่างไร.
ท้าวสักกะกล่าวว่า ข้อนั้นชื่อว่าเป็นอย่างนั้นนะ พระคุณเจ้า ก็ข้าพเจ้าได้กระทำกรรมอันงามไว้ในเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้นแต่เมื่อพุทธุปบาทกาลเป็นไปอยู่ เทวบุตร ๓ องค์นี้ คือ จูฬรถเทวบุตร มหารถเทวบุตร อเนกวัณณเทวบุตร กระทำบุญกรรมแล้วเกิดในที่ใกล้กับข้าพเจ้า มีเดชมากกว่าข้าพเจ้าเมื่อเทวบุตรเหล่านั้นคิดจะเล่นงานนักขัตฤกษ์ จึงพานางบำเรอลงสู่ระหว่างถนน ข้าพเจ้าจึงหนีเข้าเรือน เพราะเดชจากสรีระของเทพบุตรเหล่านั้น กลบร่างของข้าพเจ้าเดชจากร่างของข้าพเจ้า หาได้กลบร่างของเทพบุตรเหล่านั้นไม่ ใครจะเป็นผู้เข็ญใจกว่าข้าพเจ้าล่ะ พระคุณเจ้า.
พระเถระกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่นี้ไป พระองค์อย่าลวงอย่างนี้ แล้วถวายทานแก่อาตมา.
ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อข้าพเจ้าลวงถวายทานแก่ท่าน ข้าพเจ้าจะมีกุศลหรือไม่มี.
พระเถระกล่าวว่า มี อาวุโส.
ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ขึ้นชื่อว่าการทำกุศลเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าน่ะ ขอรับ ดังนี้แล้ว จึงนมัสการพระเถระ พานางสุชาดาทำประทักษิณพระเถระแล้วเหาะไป เปล่งอุทานขึ้น ๓ ครั้งว่า น่าอัศจรรย์ ทานที่เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสปเป็นทานอย่างยิ่ง.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส เอตทโหสิ ดังนี้.
พระมหากัสสปเรียกท้าวสักกะจอมเทพโดยโคตรว่า โกสิยะ ในพระบาลีนั้น.
บทว่า ปุญฺเญน อตฺโถ แปลว่า ประกอบด้วยบุญ.
บทว่า อตฺถิ เป็นบาลีที่เหลือ.
บทว่า เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา ความว่า เหาะขึ้นจากพื้นดิน.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า อากาเส อนฺตลิกฺเข คือ ในอากาศเป็นที่เห็นรูปในระหว่าง โดยปริยายศัพท์ก็คืออากาศ. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวไว้โดยพิเศษว่า ในอากาศกล่าวคือที่เห็นรูปในระหว่าง ไม่ใช่ในอากาศที่เพิกกสิณเป็นต้น.
ศัพท์ว่า อโห ในบทว่า อโห ทานํ นี้ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าน่าอัศจรรย์.
จริงอยู่ ท้าวสักกะจอมเทพเกิดพระหฤทัยน่าอัศจรรย์ว่า เพราะเหตุที่เรากระทำความยำเกรงด้วยมือของตนโดยเคารพ แด่พระผู้เป็นเจ้ามหากัสสปเถระผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วทำสัมมาทิฏฐิไม่ให้เปลี่ยนแปลง ไม่ให้กระทบกระทั่งผู้อื่นโดยกาล จึงถวายทานด้วยโภชนะเป็นทิพย์เช่นนี้ ฉะนั้น เพราะเราเป็นผู้ประกอบด้วยสมบัติ ๓ ประการ คือ เขตสมบัติ ไทยสมบัติและจิตสมบัติ จึงบำเพ็ญทานอันสมบูรณ์ด้วยองค์ทั้งปวงหนอ
ในคราวนั้น เมื่อจะหลั่งออกซึ่งปีติและโสมนัสที่อยู่ภายในพระหฤทัยของพระองค์ จึงกล่าวว่า อโห ทานํ ทานน่าอัศจรรย์ เมื่อทรงประกาศว่า ทานนั้นเป็นทานสูงสุด และว่า เป็นเขต โดยนัยดังกล่าวแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า ปรมทานํ กสฺสเป สุปติฏฺฐิตํ ดังนี้.
ก็เมื่อท้าวสักกะทรงเปล่งอุทานอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารนั่นเอง ทรงสดับเสียงด้วยทิพยโสต แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นไหม ท้าวสักกะจอมเทพทรงเปล่งอุทานแล้วเหาะไป
อันภิกษุเหล่านั้นทูลถามว่า ก็ท้าวสักกะนั้นทรงกระทำอะไร พระเจ้าข้า.
จึงตรัสว่า ท้าวเธอลวงถวายทานแด่ท่านกัสสป บุตรของเรา เพราะเหตุนั้นแล ท้าวเธอพอพระทัยจึงทรงเปล่งอุทาน.
ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับแล้วแลด้วยทิพยโสตธาตุ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพาย โสตธาตุยา ความว่า ชื่อว่าทิพย์ เพราะเหมือนกับของทิพย์. จริงอยู่ ทิพยปสาทโสตธาตุ อันเกิดด้วยสุจริตกรรมของพวกเทวดา ไม่พัวพันด้วยสิ่งไม่สะอาด มีดี เสมหะและเลือดเป็นต้น สามารถรับอารมณ์ แม้ในที่ไกลได้ เพราะปลอดจากอุปกิเลส. ก็แม้โสตธาตุสำเร็จด้วยญาณ อันเกิดจากกำลังความเพียรภาวนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เหตุนั้น ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่นกับของทิพย์.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทิพย์ เพราะได้ด้วยอำนาจทิพยวิหารธรรม และแม้เพราะตนเองอาศัยทิพยวิหาร ชื่อว่าโสตธาตุ เพราะอรรถว่าฟังและอรรถว่าทรงอยู่ตามสภาวะ. ชื่อว่าโสตธาตุ เพราะเป็นเหมือนโสตธาตุ โดยทำหน้าที่แม้ของโสตธาตุ. ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์นั้น.
บทว่า วิสุทฺธาย ได้แก่ บริสุทธิ์ คือปลอดจากอุปกิเลส.
บทว่า อติกฺกนฺตมานุสิกาย ความว่า ล่วงอุปจารมนุษย์ ก้าวล่วงมังสโสตธาตุของมนุษย์ด้วยการฟังเสียงตั้งอยู่.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบความนี้ว่า เทพก็ดี มนุษย์ก็ดี เกิดความเอื้อเฟื้อประพฤติรักใคร่อย่างยิ่ง ซึ่งบุรุษผู้ดีเยี่ยมดำรงอยู่ในคุณวิเศษด้วยสัมมาปฏิบัติ แล้วจึงเปล่งอุทานนี้อันแสดงความนั้น.
ในอรรถนั้น ผู้ชื่อว่า ปิณฑปาติกะ เพราะสมาทานธุดงค์ กล่าวคือองค์ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร แล้วจึงบำเพ็ญธุดงค์นั้น.
ถามว่า พระคาถานี้ ตรัสกระทำท่านพระมหากัสสปให้เป็นเหตุ และพระเถระเป็นผู้เลิศกว่าธุตวาทภิกษุทั้งหมด เป็นผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ มิใช่หรือ เพราะเหตุไร พระเถระจึงถูกระบุธุดงค์ข้อเดียวเท่านั้น?
ตอบว่า นี้ เป็นการแสดงในอัตถุปปัตติเหตุ. อีกอย่างหนึ่ง นี้เป็นเพียงเทศนา. ด้วยคำนี้พึงทราบว่า ตรัสธุดงค์แม้ทั้งหมดแก่พระเถระนั้น โดยยกเทศนาขึ้นเป็นประธาน.
อีกอย่างหนึ่ง เพื่อประกาศข้อปฏิบัติอันดีเยี่ยมในพระเถระนั้น ไม่ทำปิณฑปาติกวัตรทั้งหมดให้ขาดเพราะท่านมักน้อยอย่างยิ่ง และอนุเคราะห์ต่อตระกูล จึงกล่าวว่า ปิณฺฑปาติกสฺส โดยนัยดังกล่าวแล้วด้วยคาถามีอาทิว่า ยถาปิ ภมโร ปุปฺผํ ดังนี้.
ก็บทว่า ปิณฺฑปาติกสฺส เป็นจตุตถีวิภัตติ โดยมุ่งถึงบทว่า ปิหยนฺติ.
บทว่า ปิณฺฑปาติกสฺส นั้นพึงเห็นว่า ใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติ.
บทว่า อตฺตภรสฺส ความว่า ผู้เลี้ยงเฉพาะตนเท่านั้น ด้วยปัจจัย ๔ อันน้อย ไม่มีโทษ และหาได้ง่าย ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ปัจจัยเหล่านั้นน้อยด้วย หาได้ง่ายด้วย ไม่มีโทษด้วย.
บทว่า อนญฺญโปสิโน ความว่า ชื่อว่า ไม่ใช่ผู้เลี้ยงผู้อื่น เพราะไม่มีความขวนขวายที่จะเลี้ยงผู้อื่นมีศิษย์เป็นต้น ด้วยการสงเคราะห์ด้วยอามิส. ด้วยทั้ง ๒ บท พระองค์ทรงแสดงความประพฤติเบาพร้อม ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย และความเป็นผู้สันโดษอย่างยิ่งของท่านพระมหากัสสป เพราะท่านเที่ยวไปด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกายและบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อตฺตภรสฺส ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้เลี้ยงตน เพราะเลี้ยงตนผู้เดียวนี้เท่านั้น กล่าวคืออัตภาพ โดยต้องการจะพูดว่าเลี้ยงตนคำเดียว ไม่ใช่เลี้ยงคนอื่นจากงานนี้ไป. ต่อแต่นั้นแล ชื่อว่าไม่ใช่เลี้ยงผู้อื่น เพราะไม่มีคนอื่นที่ตนจะฟังเสียง. ซึ่งภิกษุนั้นผู้เลี้ยงตนผู้ไม่เลี้ยงคนอื่น. ด้วยทั้ง ๒ บท ทรงแสดงถึงความไม่ยึดถือต่อไป เพราะท่านเป็นพระขีณาสพ.
บทว่า เทวา ปิหยนฺติ ฯเปฯ สตีมโต ความว่า เทพมีท้าวสักกะเป็นต้น ย่อมกระหยิ่ม คือย่อมปรารถนา พระขีณาสพนั้น ชื่อว่าผู้เข้าไปสงบ ด้วยปฏิปัสสัทธิเพราะสงบความกระวนกระวาย และความเร่าร้อนอันเกิดแต่กิเลสทั้งปวง โดยบรรลุอรหัตผล ชื่อว่าผู้มีสติ เพราะเป็นผู้มีสติกระทำตลอดกาลเป็นนิจ ด้วยถึงความไพบูลย์ด้วยสติ ต่อแต่นั้น ถึงลักษณะความเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นต้นคือยังความนับถืออย่างมากให้เกิด จึงเกิดความเอื้อเฟื้อในคุณวิเศษของท่านมีศีลเป็นต้น จะพูดถึงมนุษย์ทำไมเล่าแล.
จบอรรถกถามหากัสสปสูตรที่ ๗ -----------------------------------------------------