๙. สิปปสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๘๓๙ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตานํ มณฺฑลมาเฬ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อยมนฺตรากถา อุทปาทิ โก นุ โข อาวุโส สิปฺปํ ชานาติ โก กึ สิปฺปํ สิกฺขี กตรํ สิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ {๘๓.๑} ตตฺเถกจฺเจ เอวมาหํสุ หตฺถิสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ อสฺสสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ รถสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ ธนุสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ ถรุสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ มุทฺธาสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ คณนาสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ สงฺขานสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ เลขาสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ กาเวยฺยสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ โลกายตนสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ เขตฺตวิชฺชาสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ฯ อยญฺจรหิ เตสํ ภิกฺขูนํ อนฺตรากถา โหติ วิปฺปกตา ฯ อถ โข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน มณฺฑลมาโฬ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ นิสชฺช โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา กา จ ปน โว อนฺตรากถา วิปฺปกตาติ ฯ {๘๓.๒} อิธ ภนฺเต อมฺหากํ ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตานํ มณฺฑลมาเฬ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อนฺตรากถา อุทปาทิ โก นุ โข อาวุโส สิปฺปํ ชานาติ โก กึ สิปฺปํ สิกฺขี กตรํ สิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ ตตฺเถกจฺเจ เอวมาหํสุ หตฺถิสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ อสฺสสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ รถสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ ธนุสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ ถรุสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ มุทฺธาสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ คณนาสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ สงฺขานสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ เลขาสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ กาเวยฺยสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ โลกายตนสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ เอกจฺเจ เอวมาหํสุ เขตฺตวิชฺชาสิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคนฺติ อยํ โข โน ภนฺเต อนฺตรากถา วิปฺปกตา อถ ภควา อนุปฺปตฺโตติ ฯ {๘๓.๓} น เขฺวตํ ภิกฺขเว ตุมฺหากํ ปฏิรูปํ กุลปุตฺตานํ สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตานํ ยํ ตุมฺเห เอวรูปํ กถํ กเถยฺยาถ สนฺนิปติตานํ โว ภิกฺขเว ทฺวยํ กรณียํ ธมฺมี วา กถา อริโย วา ตุณฺหีภาโวติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อสิปฺปชีวี ลหุ อตฺถกาโม ยตินฺทฺริโย สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต อโนกสารี อมโม นิราโส หนฺตฺวา มารํ เอกจโร ส ภิกฺขูติ ฯ นวมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. สิปปสูตร ว่าด้วยการสนทนาเรื่องศิลปะ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุจำนวนมากกลับจากบิณฑบาตหลังจากฉัน อาหารเสร็จแล้ว มานั่งประชุมพร้อมกันในมณฑป ได้สนทนาอันตรากถาขึ้นว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ใครรู้จักศิลปะบ้าง ใครศึกษาศิลปะอะไรมาบ้าง ศิลปะชนิดไหนเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยช้างเลิศกว่าศิลปะ ทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยม้าเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยรถเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยธนูเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยอาวุธ เลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีนับนิ้วเลิศกว่า@เชิงอรรถ : @ ไม่อาศัยเสียงสรรเสริญ หมายถึงไม่ต้องการเสียงสรรเสริญ หรือการยกย่องจากคนอื่นว่า พระคุณเจ้ารูปนี้@มีความมักน้อย สันโดษ มีความประพฤติขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง (ขุ.อุ.อ. ๒๘/๒๑๕)@ แปลจากคำว่า “ถรุสิปฺปํ” หมายถึงอาวุธอื่นๆ จากธนู (ขุ.อุ.อ. ๒๙/๒๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๒๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๓. นันทวรรค] ๙. สิปปสูตร ศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีคิดในใจเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีอนุมานด้วยสายตาเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยการวาดเขียนเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยฉันทลักษณ์เลิศกว่า ศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยโลกายตศาสตร์ เลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” บางพวกกล่าวว่า “ศิลปะว่าด้วยวิชากฎหมายเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นได้สนทนาอันตรากถากันค้างไว้เพียงเท่านี้ ครั้งนั้น ในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จเข้าไปยังมณฑป ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้ พระผู้มีพระภาคครั้นประทับนั่งแล้วรับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เวลานี้ เธอทั้งหลายสนทนากันด้วยเรื่องอะไร และพูดเรื่องอะไรค้างไว้” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ทั้งหลาย กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหารเสร็จแล้ว มานั่งประชุมพร้อมกันในมณฑป ได้สนทนาอันตรากถาขึ้นว่า ‘ท่านทั้งหลาย ใครรู้จักศิลปะบ้างใครศึกษาศิลปะอะไรมาบ้าง ศิลปะชนิดไหนเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บรรดาพวกข้าพระองค์นั้น บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยช้างเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยม้าเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยรถเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยธนูเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยอาวุธเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีนับนิ้วเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีคิดในใจเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยการคำนวณด้วยวิธีอนุมานด้วยสายตาเลิศกว่าศิลปะ ทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยการวาดเขียนเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’@เชิงอรรถ : @ โลกายตศาสตร์ ในที่นี้หมายถึงวิตัณฑวาทศาสตร์ คือศิลปะแห่งการเอาชนะผู้อื่นในเชิงวาทศิลป์ โดยการ@อ้างทฤษฎีและประเพณีทางสังคมมาหักล้างสัจธรรม มุ่งแสดงให้เห็นว่าตนฉลาดกว่า มิได้มุ่งสัจธรรมแต่@อย่างใด (ที.สี.อ. ๑/๒๕๖/๒๒๒, ขุ.อุ.อ. ๒๙/๒๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๒๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๓. นันทวรรค] ๙. สิปปสูตร บางพวกกล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยฉันทลักษณ์เลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวก กล่าวว่า ‘ศิลปะว่าด้วยโลกายตศาสตร์เลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ บางพวกกล่าวว่า‘ศิลปะว่าด้วยวิชากฎหมายเลิศกว่าศิลปะทั้งหลาย’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันตรากถานี้แล ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายพูดค้างไว้ พอดีพระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย การที่เธอทั้งหลายเป็นกุลบุตรมี ศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้วพากันสนทนาเรื่องอย่างนี้ ไม่สมควรเลยเธอทั้งหลายนั่งประชุมกันแล้วควรทำกิจเพียง ๒ อย่าง คือ การกล่าวธรรม หรือความเป็นผู้นิ่งอย่างพระอริยะ” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ผู้ใดไม่อาศัยศิลปะเลี้ยงชีพ เป็นอยู่เรียบง่าย มุ่งบำเพ็ญประโยชน์ สำรวมอินทรีย์ หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ไม่ต้องแล่นไปในโอกะ ไม่มีการยึดถือว่าของเรา ไม่มีความหวัง กำจัดมารได้แล้ว เที่ยวไปผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่า ภิกษุ สิปปสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง หมายถึงหลุดพ้นจากภพเป็นต้น เพราะละสังโยชน์ทั้งหลายได้ด้วยอริยมรรค@๔ ประการ (ขุ.อุ.อ. ๒๙/๒๑๗) @ ไม่ต้องแล่นไปในโอกะ หมายถึงไม่ต้องแล่นไปในอำนาจของอายตนะทั้ง ๖ ที่เรียกว่า “โอกะ” เพราะไม่@มีธรรมเครื่องแล่นไปคือตัณหา (ขุ.อุ.อ. ๒๙/๒๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๒๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสิปปสูตร
สิปปสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า โก นุ โข อาวุโส สิปฺปํ ชานาติ ความว่า อาวุโส เมื่อพวกเราประชุมกันในที่นี้ ใครหนอจะรู้แจ้งอาชีพอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีชีวิตเป็นเหตุ อันได้นามว่า ศิลปะ เพราะอรรถว่าต้องศึกษา.
บทว่า โก กึ สิปฺปํ สิกฺขิ ความว่า ใครจะเข้าไปหาตระกูลอาจารย์ผู้ถ่ายทอดศิลปะตลอดกาลนานแล้ว ศึกษาศิลปะอะไรๆ บรรดาศิลปะฝึกช้างเป็นต้น โดยทางเล่าเรียน และโดยทางปฏิบัติ.
บทว่า กตรํ สิปฺปํ สิปฺปานํ อคฺคํ ความว่า ศิลปะชนิดไหนเป็นยอด คือประเสริฐกว่าศิลปะทั้งปวง โดยไม่ต่ำช้า มีผลมาก และสำเร็จได้ไม่ยาก อธิบายว่า บุคคลอาศัยศิลปะใด แล้วสามารถเป็นอยู่ได้ง่าย.
บทว่า ตตฺเถกจฺเจ ความว่า บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกที่ออกบวชจากตระกูลนายหัตถาจารย์นั้น.
บทว่า เอว มาหํสุ ความว่า ท่านเหล่านั้นได้กล่าวอย่างนั้น. แม้ต่อแต่นี้ไป ในที่ๆ กล่าวไว้ว่า เอกจฺเจ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า หตฺถิสิปฺปํ ความว่า ศิลปะแม้ทุกอย่างต่างโดยการจับช้าง การฝึก การขับขี่ การรักษาโรคเป็นต้น ที่จำต้องกระทำ ท่านประสงค์เอาว่า ศิลปะในการฝึกช้าง ในที่นี้.
แม้ในคำว่า อสฺสสิปฺปํ นี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนศิลปะการขับรถ พึงทราบโดยวิธีฝึกหัดและขับไปเป็นต้นของผู้ขับรถ และโดยการประกอบรถ.
บทว่า ธนุสิปฺปํ ได้แก่ ศิลปะของนายขมังธนู ซึ่งเรียกว่า นักแม่นธนู.
บทว่า ถรุสิปฺปํ ได้แก่ ศิลปะทางอาวุธที่เหลือ.
บทว่า มุทฺธาสิปฺปํ ได้แก่ ศิลปะในการนับหัวแม่มือ.
บทว่า คณนาสิปฺปํ ได้แก่ ศิลปะในการนับไม่ขาดระยะ.
บทว่า สงฺขานสิปฺปํ ได้แก่ ศิลปะในการนับเป็นก้อนด้วยการบวกและการลบเป็นต้น. ผู้ที่กล่าวคล่องแคล่วศิลปะนั้น พอเห็นต้นไม้ ก็นับได้ว่า ต้นไม้นี้มีใบเท่านี้.
บทว่า เลขาสิปฺปํ ได้แก่ ศิลปะในเพราะเขียนอักษรโดยอาการต่างๆ หรือความรู้ในการเขียน.
บทว่า กาเวยฺยสิปฺปํ ความว่า ศิลปะการแต่งกาพย์ของกวี ๔ จำพวก มีจินตกวีเป็นต้นด้วยการคิดของตน ด้วยการฟังที่ได้จากคนอื่น ด้วยประโยชน์อย่างนี้ว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ เราจักประกอบสิ่งนี้อย่างนี้ หรือด้วยการเห็นกาพย์อะไรๆ แล้วเกิดปฏิภาณขึ้นในฐานะว่า เราจักแต่งกาพย์ให้เหมือนกับกาพย์นั้น.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กวี ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ จินตกวี สุตกวี อัตถกวี และปฏิภาณกวี.
บทว่า โลกายตสิปฺปํ ความว่า ศิลปะในวิตัณฑศาสตร์ ที่ปฏิเสธปรโลกและนิพพานเป็นไป โดยนัยมีอาทิว่า กาขาว เพราะกระดูกขาว นกยางแดงเพราะเลือดแดง.
บทว่า ขตฺตวิชฺชาสิปฺปํ ความว่า ศิลปะในนิติศาสตร์มีการอารักขากษัตริย์เป็นต้น.
ได้ยินว่า ศิลปะทั้ง ๑๒ นี้ ชื่อว่า มหาศิลปะ ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวไว้ในที่นั้นๆ ว่า สิปฺปานํ อคฺคํ ดังนี้.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยอาการทั้งปวง ซึ่งความไม่สลัดออกจากวัฏฏทุกข์ เพื่อประโยชน์แก่การเป็นอยู่แห่งสิปปายตนะทั้งปวงนี้ แต่ก็ทรงทราบความไม่สลัดออกแห่งความบริสุทธิ์มีศีลเป็นต้น และความเป็นภิกษุแห่งผู้พรั่งพร้อมด้วยศีลเป็นต้นนั้น จึงทรงเปล่งอุทาน นี้อันประกาศเนื้อความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสิปฺปชีวี ความว่า ชื่อว่าอสิปปชีวี เพราะอรรถว่า ไม่ไปอาศัยศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งเลี้ยงชีพ เพราะความหวังในปัจจัยเหือดแห้งไป โดยข่มตัณหุปปาทาน ๔ ให้อยู่ไกลแสนไกล. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงอาชีวปริสุทธิศีล.
บทว่า ลหุ ได้แก่ ชื่อว่า เบา คือไม่มีสัมภาระมาก เพราะมีกิจน้อยและมีความประพฤติเบาพร้อม. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงถึงความเป็นผู้เลี้ยงง่าย อันสำเร็จด้วยความสันโดษในปัจจัย ๔.
บทว่า อตฺถกาโม ความว่า ชื่อว่าอัตถกามะ เพราะอรรถว่าใคร่ คือปรารถนาเฉพาะประโยชน์ของโลกพร้อมเทวโลกเท่านั้น.
ด้วยคำนี้ทรงแสดงถึงปาติโมกขสังวรศีล เพราะประกาศถึงความงดเว้นสิ่งไม่ใช่ประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะแสดงถึงความงดเว้นความพินาศมีปาณาติบาตเป็นต้น.
บทว่า ยตินฺทฺริโย ความว่า ชื่อว่ามีอินทรีย์สำรวมแล้ว เพราะสำรวมอินทรีย์ ๖ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น โดยไม่ให้อกุศลธรรมมีอวิชชาเป็นต้นเกิดขึ้น. ด้วยคำนี้ ตรัสถึงอินทรียสังวร.
บทว่า สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต ความว่า ผู้มีศีลบริสุทธิ์ดีอย่างนี้ ตั้งมั่นอยู่ในความสันโดษด้วยปัจจัย ๔ กำหนดนามรูปพร้อมปัจจัย พิจารณาสังขารด้วยลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น บำเพ็ญวิปัสสนา ต่อจากนั้น ก็ชื่อว่า เป็นผู้หลุดพ้นในธรรมทั้งปวง คือในภูมิทั้งปวงมีภพเป็นต้น เพราะละสังโยชน์ได้ด้วยอริยมรรค ๔ ที่เป็นไปตามลำดับ.
บทว่า อโนกสารี อมโม นิราโส ความว่า ชื่อว่าอโนกสารี เพราะไม่มีความซ่านไปแห่งตัณหาในอายตนะทั้ง ๖ กล่าวคือ โอกะ (น้ำ) เหตุหลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวงเช่นนั้นทีเดียว.
ชื่อว่าอมมะ เพราะไม่มีมมังการในอารมณ์ไหนๆ มีรูปารมณ์เป็นต้น.
ชื่อว่านิราสะ เพราะไม่มีความหวังโดยประการทั้งปวง.
บทว่า หิตฺวา มานํ เอกจโร ส ภิกฺขุ ความว่า ก็ภิกษุนั้นผู้เป็นอย่างนั้น ละมานะได้ไม่เหลือ พร้อมกับเวลาที่ได้บรรลุอรหัตมรรคทีเดียว จึงไม่คลุกคลีด้วยหมู่เหมือนภิกษุเหล่านี้ เป็นผู้เดียวเที่ยวไป ในอิริยาบถทั้งปวง เพราะประสงค์ความสงัดและเว้นจากเพื่อน คือตัณหา ผู้นั้น โดยทางปรมัตถ์ ชื่อว่าภิกษุ เพราะทำลายกิเลสโดยประการทั้งปวง.
ก็ในที่นี้ตรัสถึงคุณฝ่ายโลกิยะ โดยนัยมีอาทิว่า อสิปฺปชีวี ผู้ไม่อาศัยศิลปเลี้ยงชีพ.
ด้วยคำมีอาทิว่า สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต ตรัสถึงคุณฝ่ายโลกุตระ. ในคำนั้น ทรงแสดงว่า ธรรมนี้สำหรับผู้ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่อาศัยศิลปะเลี้ยงชีพเป็นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นของผู้อาศัยศิลปเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เพราะฉะนั้น พวกเธอจงเว้นการถือในศิลปว่าเป็นสาระ แล้วศึกษาในอธิศีลเป็นต้นเท่านั้น.
จบอรรถกถาสิปปสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------