อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๓๕

๓. อาหุสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๕1 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๓. อาหุสูตร

ข้อ ๑๓๕

๓ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา อตฺตโน อเนเก ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ปหีเน ปจฺจเวกฺขมาโน นิสินฺโน โหติ อเนเก จ กุสเล ธมฺเม ภาวนาย ปาริปูริคเต ฯ อถ โข ภควา อตฺตโน อเนเก ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ปหีเน วิทิตฺวา อเนเก จ กุสเล ธมฺเม ภาวนาย ปาริปูริคเต ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อหุ ปุพฺเพ ตทา นาหุ นาหุ ปุพฺเพ ตทา อหุ น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชตีติ ฯ ตติยํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่งทรงพิจารณาอกุศลบาปธรรมเป็นอันมากที่พระองค์ทรงละได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอันมากที่ถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบอกุศลบาปธรรมเป็นอันมากที่พระองค์ทรงละได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอันมากที่ถึงความเจริญบริบูรณ์ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า สิ่งทั้งปวงได้มีแล้วในกาลก่อน ไม่มีแล้วในกาลนั้น สิ่ง ทั้งปวงไม่มีแล้วในกาลก่อน ได้มีแล้วในกาลนั้น ไม่มีแล้ว จักไม่มี และย่อมไม่มีในบัดนี้ ฯ จบสูตรที่ ๓

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๖. ชัจจันธวรรค] ๓. ปัจจเวกขณสูตร ๓. ปัจจเวกขณสูตร ว่าด้วยการพิจารณาอกุศลธรรมและกุศลธรรม

ข้อ ๕๓

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งพิจารณาบาปอกุศลธรรมจำนวนมากที่พระองค์ทรงละได้ขาดแล้ว และกุศลธรรมจำนวนมากที่พระองค์ให้ถึงความเจริญบริบูรณ์แล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบบาปอกุศลธรรมจำนวนมากที่พระองค์ ทรงละได้ขาดแล้ว และกุศลธรรมจำนวนมากที่พระองค์ให้ถึงความเจริญบริบูรณ์แล้วจึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ในกาลก่อน หมู่กิเลสได้มีแล้ว แต่ในกาลนั้น หมู่กิเลสไม่มี ในกาลก่อน ธรรมอันปราศจากโทษไม่มี แต่ในกาลนั้น ธรรมอันปราศจากโทษได้มีแล้ว ในอดีต อริยมรรคไม่มี ในอนาคตก็จักไม่มี และในปัจจุบันก็ไม่มี ปัจจเวกขณสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ ความหมายของพุทธอุทานนี้ คือ ก่อนการบรรลุอรหัตตมัคคญาณยังมีกิเลส เช่น ราคะ เป็นต้นเหลืออยู่@และธรรมที่ปราศจากโทษก็ยังไม่เจริญบริบูรณ์ แต่เมื่อบรรลุอรหัตตมัคคญาณแล้ว กิเลสทั้งหลายก็ถูกละ@ได้สิ้นเชิง ธรรมที่ปราศจากโทษก็เจริญบริบูรณ์ @อนึ่ง ในอดีตก่อนตรัสรู้ อริยมรรคที่เป็นเหตุละกิเลสยังไม่เกิดแก่พระองค์ แม้ในปัจจุบันและอนาคต@อริยมรรคนั้นก็ไม่เกิดแก่พระองค์เช่นกัน เพราะไม่มีกิเลสที่จะต้องใช้อริยมรรคนั้นเป็นเครื่องละอีกต่อไป@(ขุ.อุ.อ. ๕๓/๓๖๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๘๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอาหุสูตร

อาหุสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

บทว่า อตฺตโน อเนเก ปาปเก อกุสเล ธมฺเม ปหีเน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณากิเลส ๑๐๐๕ อันเป็นไปตลอดกาลหาเบื้องต้นมิได้ ในสันดานของพระองค์ มีโลภะ โทสะ โมหะ วิปริตมนสิการ อหิริกะ อโนตตัปปะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ตัณหา อวิชชา อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ สังกิเลส ๓ มลทิน ๓ วิสมสัญญา ๓ วิตก ๓ ปปัญจะ ๓ วิปัลลาส ๔ อาสวะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ คัณฐะ ๔ ถึงอคติ ๔ ตัณหุปาทาน ๔ เจโตขีละ ๕ เจโตวินิพพันธะ ๕ นีวรณ์ ๕ อภินันทนะ ๕ วิวาทมูล ๖ ตัณหากาย ๖ อนุสัย ๗ มิจฉัตตะ ๘ ตัณหามูลกะ ๙ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทิฏฐิ ๖๒ และตัณหาวิปริต ๑๐๘ เป็นต้น เป็นประเภทก็ดี ธรรมอันชั่วช้าลามกเป็นอเนก ที่ชื่อว่าเป็นอกุศล เพราะอรรถว่าเกิดแต่ความเป็นผู้ไม่ฉลาด แม้ที่เกิดร่วมกับกิเลส ๑๐๐๕ นั้นก็ดี ที่พระองค์ทรงละแล้ว คือตัดขาดแล้วด้วยอริยมรรค ณ ควงแห่งโพธิพฤกษ์นั่นเอง พร้อมด้วยวาสนา คือพระองค์นั่งพิจารณาตามลำดับบทว่า กิเลสแม้นี้ เราละได้แล้ว กิเลสแม้นี้ เราละได้แล้ว ดังนี้.

บทว่า อเนเก จ กุสเล ธมฺเม ได้แก่ พระองค์ทรงนั่งพิจารณากุศล คือธรรมที่หาโทษมิได้ของพระองค์เป็นอเนก มีอาทิอย่างนี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ มรรค ๔ ผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณเครื่องกำหนด กำเนิด ๔ อริยวงศ์ ๔ เวสารัชญาณ ๔ องค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร ๕ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ สัมมาสมาธิที่ประกอบด้วยญาณ ๕ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ นิสสารณียธาตุ ๕ วิมุตตายตนญาณ ๕ วิมุตติปริปาจนียสัญญา ๕ อนุสติฏฐาน ๖ คารวะ ๖ นิสสารณียธาตุ ๖ สตตวิหารธรรม ๖ อนุตริยะ ๖ นิพเพธภาคิยสัญญา ๖ อภิญญา ๖ อสาธารณญาณ ๖ อปริหานิยธรรม ๗ อริยทรัพย์ ๗ โพชฌงค์ ๗ สัปปุริสธรรม ๗ นิชชรวัตถุ ๗ สัญญา ๗ ทักขิเณยยปุคคลเทศนา ๗ ขีณาสวพลเทศนา ๗ ปัญญาปฏิลาภเหตุเทศนา ๘ สัมมัตตะ ๘ โลกธรรมาติกกมะ ๘ อารัมภวัตถุ ๘ อักขณเทศนา ๘ มหาปุริสวิตก ๘ อภิภายตนเทศนา ๘ วิโมกข์ ๘ ธรรมที่มีโยนิโสมนสิการเป็นมูล ๙ องค์แห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเพียรอันบริสุทธิ์ ๙ สัตตาวาสเทศนา ๙ อาฆาตปฏิวินยเทศนา ๙ สัญญา ๙ นานัตถะ ๙ อนุปุพพวิหาร ๙ นาถกรณธรรม ๑๐ กสิณายตนะ ๑๐ กุศลกรรมบถ ๑๐ สัมมัตตะ ๑๐ อริยวาส ๑๐ อเสกขธรรม ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐ อานิสงส์แห่งเมตตา ๑๑ อาการแห่งจักร ๑๒ ธุดงค์คุณ ๑๓ พุทธญาณ ๑๔ วิมุตติปริปาจนียธรรม ๑๕ อานาปานสติ ๑๖ อปรันตปนียธรรม ๑๖ มหาวิปัสสนา ๑๘ พุทธธรรม ๑๘ ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ญาณวัตถุ ๔๔ อุทยัพพยญาณ ๕๐ กุศลธรรมเกิน ๕๐ ญาณวัตถุ ๗๗ สมาบัติมหาวชิรญาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ โกฏิ ปัจจเวกขณเทศนาญาณอันเป็นวิสัยแห่งสมันตปัฏฐานซึ่งมีนัยหาที่สุดมิได้ญาณที่ประกาศอัธยาศัยเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลายผู้หาที่สุดมิได้ในโลกธาตุ อันหาที่สุดมิได้เหมือนกัน อันถึงแล้วซึ่งความเจริญเต็มที่แห่งการบำเพ็ญพระบารมี และการเจริญมรรค ตลอดกาลหาที่สุดมิได้ กระทำพุทธคุณอันบ่ายหน้าต่อมนสิการให้เป็นวรรคๆ คือให้เป็นกองๆ ด้วยอำนาจพระหฤทัยว่า ธรรมอันหาโทษมิได้ แม้เหล่านี้มีอยู่ในเรา ธรรมอันหาโทษมิได้ แม้เหล่านี้มีอยู่ในเรา.

ก็ธรรมเหล่านั้นอาจมนสิการได้ โดยมีการแสดงยังเหลืออยู่ทีเดียว ไม่อาจมนสิการได้โดยหมดสิ้น. พุทธคุณทั้งหมด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่อาจมนสิการตามลำดับบทได้หมดสิ้น เพราะเป็นธรรมหาที่สุดมิได้ หาปริมาณมิได้.

สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

แม้พระพุทธเจ้าจะพึงพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า

หากไม่ตรัสอย่างอื่นแม้ตลอดกัป กัปก็จะพึงหมดสิ้นไปใน

ระหว่างกาลนาน คุณของพระตถาคตทั้งหลายก็ไม่หมดสิ้น.

ตรัสไว้อีกว่า

ใครๆ ไม่พึงนับนามของพระมเหสีเจ้า โดยพระคุณ

ที่มีอยู่ พึงยกพระนามขึ้นโดยพระคุณ แม้ตั้งพันนาม.

ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต เสด็จเข้าพระวิหารประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฎี เมื่อภิกษุทั้งหลายแสดงวัตรแล้วหลีกไป จึงเสด็จเข้ามหาคันธกุฎี ประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ ทรงส่งพระญาณอันมีอดีตชาติของพระองค์เป็นอารมณ์ไป.

ลำดับนั้น อดีตชาติของพระองค์มีประเภทหาที่สุดหาประมาณมิได้ ปรากฏชัดแจ้งตลอดกาลหาระหว่างมิได้. พระองค์ทรงส่งญาณจารซึ่งมีกิเลสเป็นอารมณ์ว่า กิเลสเหล่านี้เป็นมูลแห่งทุกขขันธ์อันใหญ่หลวงอย่างนี้ ทรงพิจารณากิเลสเหล่านั้นตามลำดับ โดยมุขคือปหานะ เมื่อจะพิจารณาอริยมรรค พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งปริวาส พร้อมทั้งอุทเทส อันกระทำการละกิเลสเหล่านั้นอีกว่า กิเลสเหล่านี้หนอเราละได้เด็ดขาดแล้วด้วยดี จึงทรงกระทำไว้ในพระทัย ซึ่งธรรมอันหาโทษมิได้มีศีลเป็นต้นของพระองค์ อันมีประเภทหาที่สุดหาประมาณมิได้.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งพิจารณาอกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกที่พระองค์ละได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนกที่ถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา. ครั้นทรงพิจารณาอย่างนี้แล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงถึงปีติและปราโมทย์อันเกิดขึ้นแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ ปุพฺเพ ความว่า ก็ก่อนแต่เกิดอรหัตมรรคญาณ หมู่กิเลสมีราคะเป็นต้นทั้งหมดนี้ได้มีในสันดานของเราแล้ว ในหมู่กิเลสนี้ แม้กิเลสไรๆ จะไม่มีก็หามิได้.

บทว่า ตทา นาหุ ความว่า ในกาลนั้น คือเวลานั้น ได้แก่ในขณะอริยมรรค หมู่กิเลสไม่ได้มี คือไม่ได้มีเลย. ในหมู่กิเลสนั้น กิเลสแม้มีประมาณน้อย ชื่อว่าเรายังไม่ได้ละในขณะอริยมรรค ย่อมไม่มี.

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตโต นาหุ ดังนี้ก็มี.

อธิบายว่า ต่อจากขณะแห่งอริยมรรคนั้น กิเลสไม่มีแล้ว.

บทว่า นาหุ ปุพฺเพ ความว่า ก็ธรรมอันหาโทษมิได้ หาประมาณมิได้ของเรานี้ใด บัดนี้ เราได้ประสบบริบูรณ์แล้วด้วยภาวนา ธรรมอันหาโทษมิได้แม้นั้น ในกาลก่อนแต่ขณะอริยมรรคไม่ได้มีแล้ว คือไม่มีเลย.

บทว่า ตทา อหุ ความว่า ก็อรหัตมรรคญาณเกิดขึ้นแก่เราในกาลใด ในกาลนั้น ธรรมอันหาโทษมิได้ทั้งหมด ได้มีแล้วแก่เรา. จริงอยู่ คุณแห่งพระสัพพัญญูทั้งหมดพร้อมด้วยการบรรลุอรหัตมรรค ย่อมอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทีเดียว.

บทว่า น จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติ ความว่า ก็ธรรมอันหาโทษมิได้ คืออริยมรรคนั้นใด เกิดขึ้นแล้ว ณ ประเทศเป็นที่ผ่องใสแห่งโพธิญาณของเราอันเป็นเหตุให้เราละหมู่กิเลสทั้งหมดได้เด็ดขาด. อริยมรรคนั้น ก่อนแต่ขณะมรรค ไม่มีและไม่ได้มีแก่เราเลย ฉันใดแม้อริยมรรคนี้ก็ฉันนั้น จักไม่มีคือจักไม่เกิดในอนาคต เหมือนกิเลสเหล่านั้น เพราะไม่มีกิเลสที่ตนจะต้องละ ถึงในบัดนี้ คือในปัจจุบัน ก็ไม่มี คือไม่เกิด เพราะไม่มีกิจที่ตนจะต้องทำ. เพราะพระอริยมรรคไม่เป็นไปมากครั้ง ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า ย่อมไม่ถึงฝั่ง ๒ ครั้ง.

ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงพิจารณาถึงอกุศลธรรมที่พระองค์ละได้เด็ดขาดในสันดานของพระองค์ด้วยอริยมรรค และธรรมอันหาโทษมิได้ หาประมาณมิได้ อันถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา จึงทรงเปล่งอุทานอันเกิดด้วยกำลังปิติที่น้อมเข้ามาในตน.

ด้วยคาถาต้นตรัสถึงเวสารัชญาณเบื้องต้นทั้งสองเท่านั้น เวสารัชญาณ ๒ ข้อหลังเป็นอันทรงประกาศแล้วทีเดียว เพราะประกาศถึงพระสัมมาสัมโพธิญาณ ดังนี้แล.

จบอรรถกถาอาหุสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา