๔. กิรสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๔. กิรสูตรที่ ๑
๔ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา นานาติตฺถิยา สมณพฺราหฺมณา ปริพฺพาชกา สาวตฺถิยํ ปฏิวสนฺติ นานาทิฏฺฐิกา นานาขนฺติกา นานารุจิกา นานาทิฏฺฐินิสฺสยนิสฺสิตา ฯ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๑ สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๒ อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๓ อนฺตวา โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๔ อนนฺตวา โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ {๑๓๖.๑} สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๕ ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๖ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๗ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๘ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๙ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ๑๐ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ เต ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ เอทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เอทิโส ธมฺโมติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล สมณะ พราหมณ์ปริพาชกมากด้วยกัน ผู้มีลัทธิต่างๆ กัน มีทิฐิต่างกัน มีความพอใจต่างกัน มีความชอบใจต่างกัน อาศัยทิฐินิสัยต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี สมณ-*พราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ๑. โลกเที่ยง นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ ส่วนสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ๒. โลกไม่เที่ยง นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ๓. โลกมีที่สุด ... ๔. โลกไม่มีที่สุด ... ๕. ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ... ๖. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ... ๗. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก ... ๘. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก ... ๙. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ๑๐. สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ นี้แหละจริง อื่นเปล่า ฯ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดบาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากว่า ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ
อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสึสุ ฯ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ {๑๓๗.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต สมฺพหุลา นานาติตฺถิยา สมณพฺราหฺมณา ปริพฺพาชกา สาวตฺถิยํ ปฏิวสนฺติ นานาทิฏฺฐิกา นานาขนฺติกา นานารุจิกา นานาทิฏฺฐินิสฺสยนิสฺสิตา สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน สสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อสสฺสโต โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อนฺตวา โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อนนฺตวา โลโก อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺเตเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ สนฺติ ปเนเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เต ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ เอทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เอทิโส ธมฺโมติ ฯ {๑๓๗.๒} อญฺญติตฺถิยา ภิกฺขเว ปริพฺพาชกา อนฺธา อจกฺขุกา อตฺถํ น ชานนฺติ อนตฺถํ น ชานนฺติ ธมฺมํ น ชานนฺติ อธมฺมํ น ชานนฺติ เต อตฺถํ อชานนฺตา อนตฺถํ อชานนฺตา ธมฺมํ อชานนฺตา อธมฺมํ อชานนฺตา ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุขสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ เอทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เอทิโส ธมฺโมติ ฯ
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกัน นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัตแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส สมณะ พราหมณ์ ปริพาชกมากด้วยกัน ผู้มีลัทธิต่างๆ กัน มีทิฐิต่างกัน มีความพอใจต่างกัน มีความชอบใจต่างกัน อาศัยทิฐินิสัยต่างกัน อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง นี้แหละจริง ... ธรรมเป็นเช่นนี้ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อัญญเดียรถีย์เป็นคนบอด ไม่มีจักษุ ไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรมไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรมก็บาดหมางกัน ทะเลาะกัน วิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากว่า ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อิมิสฺสา เยว สาวตฺถิยา อญฺญตโร ราชา อโหสิ ฯ อถ โข ภิกฺขเว โส ราชา อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธา เต สพฺเพ เอกชฺฌํ สนฺนิปาเตหีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข ภิกฺขเว โส ปุริโส ตสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธา เต สพฺเพ คเหตฺวา เยน โส ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ราชานํ เอตทโวจ สนฺนิปาติตา โข เต เทว ยาวติกา สาวตฺถิยา ชจฺจนฺธาติ ฯ เตน หิ ภเณ ชจฺจนฺธานํ หตฺถึ ทสฺเสหีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข ภิกฺขเว โส ปุริโส ตสฺส รญฺโญ ปฏิสฺสุตฺวา ชจฺจนฺธานํ หตฺถึ ทสฺเสสิ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส สีสํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ หตฺถิสฺส กณฺณํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ {๑๓๘.๑} เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส ทนฺตํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส โสณฺฑํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส กายํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ หตฺถิสฺส ปาทํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส ปิฏฺฐึ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส นงฺคุฏฺฐํ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอกจฺจานํ ชจฺจนฺธานํ หตฺถิสฺส วาลธึ ทสฺเสสิ เอทิโส ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ {๑๓๘.๒} อถ โข ภิกฺขเว โส ปุริโส ชจฺจนฺธานํ หตฺถึ ทสฺเสตฺวา เยน โส ราชา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ราชานํ เอตทโวจ ทิฏฺโฐ โข เตหิ เทว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถี ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญถาติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว โส ราชา เยน เต ชจฺจนฺธา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ชจฺจนฺเธ เอตทโวจ ทิฏฺโฐ โว ชจฺจนฺธา หตฺถีติ ฯ เอวํ เทวาติ ฯ ทิฏฺโฐ โน หตฺถีติ วเทถ ชจฺจนฺธา กีทิโส หตฺถีติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส สีสํ ทิฏฺฐํ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ กุมฺโภติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส กณฺโณ ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ สุปฺโปติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส ทนฺโต ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ ผาโลติ ฯ {๑๓๘.๓} เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส โสณฺโฑ ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ นงฺคลีสาติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส กาโย ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ โกฏฺโฐติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส ปาโท ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ ถูโณติ ฯ {๑๓๘.๔} เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส ปิฏฺฐิ ทิฏฺฐา อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ อุทุกฺขโลติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส นงฺคุฏฺฐํ ทิฏฺฐํ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ มุสโลติ ฯ เยหิ ภิกฺขเว ชจฺจนฺเธหิ หตฺถิสฺส วาลธิ ทิฏฺโฐ อโหสิ เต เอวมาหํสุ เอทิโส เทว หตฺถี เสยฺยถาปิ สมฺมชฺชนีติ ฯ เต เอทิโส หตฺถี เนทิโส หตฺถี เนทิโส หตฺถี เอทิโส หตฺถีติ อญฺญมญฺญํ มุฏฺฐีหิ สํยุชฺชึสุ ฯ เตน จ ปน ภิกฺขเว โส ราชา อตฺตมโน อโหสิ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา อนฺธา อจกฺขุกา อตฺถํ น ชานนฺติ อนตฺถํ น ชานนฺติ ธมฺมํ น ชานนฺติ อธมฺมํ น ชานนฺติ เต อตฺถํ อชานนฺตา อนตฺถํ อชานนฺตา ธมฺมํ อชานนฺตา อธมฺมํ อชานนฺตา ภณฺฑนชาตา กลหชาตา วิวาทาปนฺนา อญฺญมญฺญํ มุชสตฺตีหิ วิตุทนฺตา วิหรนฺติ เอทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เนทิโส ธมฺโม เอทิโส ธมฺโมติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ อิเมสุ กิร สชฺชนฺติ เอเก สมณพฺราหฺมณา วิคฺคยฺห นํ วิวทนฺติ ชนา เอกงฺคทสฺสิโนติ ฯ จตุตฺถํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครสาวัตถีนี้ แล มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ครั้งนั้นแล พระราชาพระองค์นั้นตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมาสั่งว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ นี่แน่ะเธอ คนตาบอดในพระนครสาวัตถีมีประมาณเท่าใด ท่านจงบอกให้คนตาบอดเหล่านั้นทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน บุรุษนั้นทูลรับพระราชดำรัสแล้ว พาคนตาบอดในพระนครสาวัตถีทั้งหมดเข้าไปเฝ้าพระราชาถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบบังคมทูลพระราชาพระองค์นั้นว่า ขอเดชะ พวกคนตาบอดในพระนครสาวัตถีมาประชุมกันแล้ว พระพุทธเจ้าข้า พระราชาพระองค์นั้นตรัสว่า แนะพนาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงแสดงช้างแก่พวกคนตาบอดเถิด บุรุษนั้นทูลรับพระราชดำรัสแล้วแสดงช้างแก่พวกคนตาบอด คือ แสดงศีรษะช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงหูช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงงาช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงงวงช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงตัวช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่าช้างเป็นเช่นนี้ แสดงเท้าช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงหลังช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงโคนหางช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ แสดงปลายหางช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่งว่า ช้างเป็นเช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล บุรุษนั้น ครั้นแสดงช้างแก่พวกคนตาบอดแล้ว เข้าไปเฝ้าพระราชาพระองค์นั้นถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่าขอเดชะ คนตาบอดเหล่านั้นเห็นช้างแล้วแล บัดนี้ ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงสำคัญเวลาอันควรเถิด พระเจ้าข้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล พระ-*ราชาพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปถึงที่คนตาบอดเหล่านั้น ครั้นแล้วได้ตรัสถามว่า ดูกรคนตาบอดทั้งหลาย พวกท่านได้เห็นช้างแล้วหรือ คนตาบอดเหล่านั้น กราบทูลว่าขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เห็นแล้ว พระเจ้าข้า ฯ รา. ดูกรคนตาบอดทั้งหลาย ท่านทั้งหลายกล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เห็นช้างแล้ว ดังนี้ ช้างเป็นเช่นไร ฯ คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำศีรษะช้าง ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนหม้อ พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำหูช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนกะด้ง พระเจ้าข้าคนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำงาช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้คือ เหมือนผาล พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำงวงช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนงอนไถ พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำตัวช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนฉางข้าว พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำเท้าช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่าขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนเสา พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำหลังช้างได้กราบทูลว่าอย่างนี้ ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนครกตำข้าวพระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำโคนหางช้างได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนสาก พระเจ้าข้า คนตาบอดพวกที่ได้ลูบคลำปลายหางช้าง ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ช้างเป็นเช่นนี้ คือ เหมือนไม้กวาดพระเจ้าข้า คนตาบอดเหล่านั้นได้ทุ่มเถียงกันและกันว่า ช้างเป็นเช่นนี้ ช้างไม่ใช่เป็นเช่นนี้ ช้างไม่ใช่เป็นเช่นนี้ ช้างเป็นเช่นนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พระราชาพระองค์นั้นได้ทรงมีพระทัยชื่นชมเพราะเหตุนั้นแล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นคนบอด ไม่มีจักษุ ย่อมไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม เมื่อไม่รู้จักประโยชน์ ไม่รู้จักความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักสภาพมิใช่ธรรม ก็บาดหมางกัน ทะเลาะกันวิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากว่า ธรรมเป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมไม่เป็นเช่นนี้ ธรรมเป็นเช่นนี้ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า ได้ยินว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งย่อมข้องอยู่ เพราะทิฐิ ทั้งหลายอันหาสาระมิได้เหล่านี้ ชนทั้งหลายผู้เห็นโดยส่วน เดียว ถือผิดซึ่งทิฐินิสัยนั้น ย่อมวิวาทกัน ฯ จบสูตรที่ ๔
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๖. ชัจจันธวรรค] ๔. ปฐมนานาติตถิยสูตร ๔. ปฐมนานาติตถิยสูตร ว่าด้วยลัทธิแตกต่างกัน สูตรที่ ๑
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น สมณพราหมณ์และปริพาชกจำนวนมากผู้มีลัทธิแตกต่างกัน มีทิฏฐิแตกต่างกัน มีความพอใจแตกต่างกัน มีความชอบใจแตกต่างกัน ยึดถือทิฏฐิแตกต่างกัน อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี คือ ๑. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “โลก เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ๒. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “โลกไม่เที่ยงนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ๓. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “โลกมีที่สุด นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ๔. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “โลกไม่มี ที่สุด นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ๕. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “ชีวะ กับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ๖. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “ชีวะกับ สรีระเป็นคนละอย่างกัน นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ๗. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “หลังจาก ตายแล้ว ตถาคต เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” @เชิงอรรถ : @ โลก ในที่นี้หมายถึงอัตตา (ขุ.อุ.อ. ๕๔/๓๖๓) @ ชีวะ ในที่นี้หมายถึงวิญญาณอมตะ หรืออาตมัน (Soul) (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๑/๑๒๙)@ ตถาคต ในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่นๆ ใช้กันก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา(อาตมัน) ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า@อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงสัตตะ (ที.สี.อ. ๑/๖๕/๑๐๘, ขุ.อุ.อ. ๕๔/๓๖๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๖. ชัจจันธวรรค] ๔. ปฐมนานาติตถิยสูตร ๘. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “หลังจาก ตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ๙. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “หลังจาก ตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก และไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ๑๐. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า “หลังจาก ตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่า นั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดการบาดหมางกัน ทะเลาะ วิวาทกัน ใช้หอกคือปากทิ่มแทงกันอยู่ว่า “อย่างนี้เป็นธรรม อย่างนี้มิใช่ธรรม ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ธรรมต้องเป็นอย่างนี้” ครั้งนั้นแล ในเวลาเช้า ภิกษุจำนวนมากครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตหลังจากฉันอาหารเสร็จแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส สมณพราหมณ์และปริพาชกจำนวนมากผู้มีลัทธิแตกต่างกัน มีทิฏฐิแตกต่างกัน มีความพอใจแตกต่างกัน มีความชอบใจแตกต่างกัน ยึดถือทิฏฐิแตกต่างกัน อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี คือ ๑. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ๒. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โลก ไม่เที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ๓. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โลกมี ที่สุด นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ๔. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘โลกไม่มี ที่สุด นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๖. ชัจจันธวรรค] ๔. ปฐมนานาติตถิยสูตร ๕. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ชีวะกับ สรีระเป็นอย่างเดียวกัน นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ๖. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘ชีวะกับ สรีระเป็นคนละอย่างกัน นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ๗. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘หลังจาก ตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ๘. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘หลังจาก ตายแล้ว ตถาคตไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ๙. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘หลังจาก ตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก และไม่เกิดอีก นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ๑๐. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘หลังจาก ตายแล้ว ตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเกิดการบาดหมางกัน ทะเลาะ วิวาทกัน ใช้หอกคือปากทิ่มแทงกันอยู่ว่า ‘อย่างนี้เป็นธรรม อย่างนี้มิใช่ธรรม ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ธรรมต้องเป็นอย่างนี้” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อัญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นคนบอด ไม่มีจักษุ จึงไม่รู้ประโยชน์ ไม่รู้สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ไม่รู้ธรรม ไม่รู้สิ่งที่มิใช่ธรรมเมื่อไม่รู้ประโยชน์ ไม่รู้สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ไม่รู้ธรรม ไม่รู้สิ่งที่มิใช่ธรรม ก็เกิดการบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน ใช้หอกคือปากทิ่มแทงกันอยู่ว่า ‘อย่างนี้เป็นธรรมอย่างนี้มิใช่ธรรม ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้’ @เชิงอรรถ : @ จักษุ ในที่นี้หมายถึงปัญญา (ขุ.อุ.อ. ๕๔/๓๖๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๙๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๖. ชัจจันธวรรค] ๔. ปฐมนานาติตถิยสูตร ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในกรุงสาวัตถีนี้เอง มีพระราชาพระองค์หนึ่งรับสั่งเรียกบุรุษคนหนึ่งมาตรัสว่า ‘พ่อหนุ่ม เจ้าจงไป จงบอกให้คนตาบอดทั้งหมดในกรุงสาวัตถีมาประชุมร่วมกัน’ บุรุษนั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พาคนตาบอดทั้งหมดในกรุงสาวัตถีเข้าไปเฝ้าพระราชาถึงที่ประทับ ได้กราบทูลพระราชาดังนี้ว่า‘ขอเดชะ คนตาบอดทั้งหลายในกรุงสาวัตถีมาประชุมกันแล้ว พระเจ้าข้า’ พระราชาตรัสว่า ‘พ่อหนุ่ม ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงแสดงช้าง แก่คนตาบอดทั้งหลายเถิด’ บุรุษนั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วจึงแสดงช้างแก่คนตาบอดทั้งหลาย คือ แสดงหัวช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้’ แสดงหูช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้’ แสดงงาช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้’ แสดงงวงช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้’ แสดงตัวช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้’ แสดงเท้าช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้‘ แสดงระหว่างขาอ่อนช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้’ แสดงหางช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้’ แสดงขนหางช้างแก่คนตาบอดพวกหนึ่ง บอกว่า ‘ท่านทั้งหลาย ช้างเป็นอย่างนี้’ ภิกษุทั้งหลายบุรุษนั้นครั้นแสดงช้างแก่คนตาบอดทั้งหลายแล้ว ได้เข้าเฝ้าพระราชาพระองค์นั้นถึงที่ประทับแล้วกราบทูลดังนี้ว่า ‘ขอเดชะ คนตาบอดทั้งหลายเห็นช้างแล้วพระเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด’ ภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น พระราชาพระองค์นั้นได้เสด็จไปหาคนตาบอดเหล่านั้นได้ตรัสกับคนตาบอดทั้งหลายดังนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย พวกท่านเห็นช้างแล้วหรือ’@เชิงอรรถ : @ แสดงช้าง หมายถึงนำช้างมาแล้วให้ช้างนอนลงโดยให้คนตาบอดคลำดูแต่ละส่วน (ขุ.อุ.อ. ๕๔/๓๖๗)@ เห็นช้าง ในที่นี้หมายถึงคนตาบอดใช้มือจับต้อง ลูบคลำช้าง เหมือนเห็นด้วยตา (ขุ.อุ.อ. ๕๔/๓๖๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๙๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๖. ชัจจันธวรรค] ๔. ปฐมนานาติตถิยสูตร คนตาบอดเหล่านั้นกราบทูลว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นแล้ว พระเจ้าข้า’ พระราชาตรัสว่า ‘ท่านทั้งหลาย พวกท่านกล่าวว่า ‘ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นช้างแล้ว ช้างเป็นอย่างไร’ คนตาบอดพวกที่คลำหัวช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่างเหมือนหม้อ พระเจ้าข้า’ คนตาบอดพวกที่คลำหูช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่างเหมือนกระด้ง พระเจ้าข้า’ คนตาบอดพวกที่คลำงาช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่างเหมือนตอไม้ พระเจ้าข้า’ คนตาบอดพวกที่คลำงวงช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่างเหมือนงอนไถพระเจ้าข้า’ คนตาบอดพวกที่คลำตัวช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่างเหมือนยุ้งข้าวพระเจ้าข้า’ คนตาบอดพวกที่คลำเท้าช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่างเหมือนเสา พระเจ้าข้า’ คนตาบอดพวกที่คลำระหว่างขาอ่อนช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่าง เหมือนครก พระเจ้าข้า’ คนตาบอดพวกที่คลำหางช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่างเหมือนสากตำข้าวพระเจ้าข้า’ คนตาบอดพวกที่คลำขนหางช้างกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ช้างมีรูปร่างเหมือนไม้กวาดพระเจ้าข้า’ ภิกษุทั้งหลาย คนตาบอดเหล่านั้นต่างกำหมัดทุ่มเถียงกันว่า ‘อย่างนี้คือช้างอย่างนี้มิใช่ช้าง ช้างต้องไม่เป็นอย่างนี้ ช้างต้องเป็นอย่างนี้’ ภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นั้นจึงทรงพอพระทัย ด้วยเหตุนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๒๙๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน [๖. ชัจจันธวรรค] ๕. ทุติยนานาติตถิยสูตร ภิกษุทั้งหลาย อัญเดียรถีย์ปริพาชกเป็นคนบอด ไม่มีจักษุ จึงไม่รู้ประโยชน์ไม่รู้สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ไม่รู้ธรรม ไม่รู้สิ่งที่มิใช่ธรรม เมื่อไม่รู้ประโยชน์ ไม่รู้สิ่งที่มิใช่ประโยชน์ ไม่รู้ธรรม ไม่รู้สิ่งที่มิใช่ธรรม ก็เกิดการบาดหมางกัน ทะเลาะ วิวาทกันใช้หอกคือปากทิ่มแทงกันอยู่ว่า ‘อย่างนี้เป็นธรรม อย่างนี้มิใช่ธรรม ธรรมต้องไม่เป็นอย่างนี้ ธรรมต้องเป็นอย่างนี้” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า พุทธอุทาน ทราบว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยึดติดอยู่ในทิฏฐิหรืออุปาทานขันธ์เหล่านี้ จึงกล่าวโต้แย้งวิวาทกัน เหมือนคนตาบอดที่คลำช้างแต่ละส่วน ฉะนั้น ปฐมนานาติตถิยสูตรที่ ๔ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปฐมกิรสูตรที่ ๔
ปฐมกิรสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า นานาติตฺถิยา สมณพฺราหฺมณปริพฺพาชกา นี้ มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้
ชื่อว่า ท่า เพราะเป็นเหตุข้ามโอฆสงสาร ได้แก่ทางเป็นที่ไปสู่พระนิพพาน.
แต่ในที่นี้ ทิฏฐิทัสสนะ ความเห็นคือทิฏฐิ ที่พวกผู้มีทิฏฐิยึดถือเป็นคติเช่นนั้น โดยวิปลาสอันผิดแผก ท่านประสงค์เอาว่า ท่า.
ผู้ประกอบในท่า มีอาการต่างๆ มีว่าเที่ยงเป็นต้นนั้น ชื่อว่านานาทิฏฐิ.
สมณะเปลือยและนิครนถ์เป็นต้น กฐกลาปพราหมณ์เป็นต้นและปริพาชกชื่อโปกขรสาติเป็นต้น ชื่อว่าสมณะพราหมณ์และปริพาชก. สมณะพราหมณ์และปริพาชกเหล่านั้น ผู้ประกอบในท่าต่างๆ เหมือนกัน.
ชื่อว่า ทิฏฐิ เพราะเป็นเครื่องเห็น โดยนัยมีอาทิว่า อัตตาและโลกเที่ยง หรือทิฏฐินั้นย่อมเห็นเอง หรือทิฏฐินั้นเป็นเพียงความเห็นเช่นนั้นเท่านั้น คำว่า ทิฏฐินี้ เป็นชื่อของการยึดถือผิด. ทิฏฐิต่างๆ คือ มีอย่างเป็นอเนก โดยเห็นว่าเที่ยงเป็นต้น ของชนเหล่านั้นมีอยู่เหตุนั้น ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีทิฏฐิต่างๆ.
ความพอใจโดยเห็นว่าเที่ยงเป็นต้น ชื่อว่าขันติ. ความชอบใจ ชื่อว่ารุจิ โดยอรรถ จิตวิปลาสและสัญญาวิปลาสอันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า อัตตาและโลกเที่ยงความพอใจต่างๆ เช่นนั้นของชนเหล่านั้นมีอยู่ เหตุนั้น ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีความพอใจต่างๆ กัน. ความชอบใจของชนเหล่านั้นมีอยู่ เหตุนั้น ชนเหล่านั้นมีชื่อว่ามีความชอบใจต่างๆ กัน.
จริงอยู่ ในส่วนเบื้องต้น บุคคลผู้มีทิฏฐิเป็นคติ ย่อมทำจิตให้ชอบใจ และให้พอใจโดยประการนั้น ภายหลังยึดถือว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า.
อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิว่าด้วยความเห็น ชื่อว่าขันติด้วยความพอใจ ชื่อว่ารุจิด้วยความชอบใจ โดยประการนั้นๆ โดยนัยมีอาทิว่า โลกไม่เที่ยง โลกเที่ยง.
ด้วยบททั้ง ๓ ดังกล่าวมานี้ ทิฏฐิเท่านั้น พึงทราบเนื้อความว่าท่านกล่าวไว้แล้ว.
บทว่า นานาทิฏฺฐินิสฺสยนิสฺสิตา ความว่า อาศัย คือแอบแนบ เข้าถึงที่อาศัย คือที่ตั้ง ได้แก่เหตุแห่งทิฏฐิมีอย่างต่างๆ โดยกำหนดว่าเที่ยง เป็นต้น หรือที่อาศัย กล่าวคือทิฏฐินั่นแหละ.
อธิบายว่า ไม่สละทิฏฐินั้นตั้งอยู่. ด้วยว่าแม้ทิฏฐิทั้งหลายก็เป็นที่อาศัยของอาการยึดถือของชนพวกที่มีทิฏฐิเป็นคติ.
บทว่า สนฺติ แปลว่า มีอยู่ คือมีอยู่พร้อม ได้แก่เกิดอยู่.
บทว่า เอเก ได้แก่ บางพวก.
บทว่า สมณพฺราหฺมณา ความว่า ท่านถือเอาอย่างนี้ว่า ชื่อว่าสมณะ เพราะเข้าถึงการบรรพชา ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะชาติกำเนิด.
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ที่ชาวโลกถือเอาอย่างนี้ว่าสมณะ และว่าพราหมณ์.
บทว่า เอวํวาทิโน ได้แก่ ผู้มีวาทะอย่างนี้ว่า ผู้กล่าวอย่างนี้ คือโดยอาการที่จะพึงกล่าวในบัดนี้. ชื่อว่าผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ เพราะคนเหล่านั้นมีทิฏฐิอันเป็นไปอย่างนี้ คือโดยอาการที่จะพึงกล่าวในบัดนี้.
ในบทเหล่านั้น ด้วยบทที่ ๒ ท่านแสดงถึงการยึดถือผิดของคนผู้มีทิฏฐิเป็นคติ. ด้วยบทที่ ๑ ท่านแสดงถึงการกล่าวโดยให้คนเหล่าอื่นตั้งอยู่ในทิฏฐินั้น ตามความยึดถือของพวกเขา.
บทว่า โลโก ในบทว่า สสฺสโต โลโก อิธเมว สจฺจํ โมฆมญฺญํ นี้ เป็นอัตตา. จริงอยู่ อัตตานั้น ท่านประสงค์เอาว่า โลก เพราะเป็นที่ที่คนผู้มีทิฏฐิเป็นคติเห็นบุญบาป และวิบากของบุญและบาปนั้นหรือว่าผู้ประกอบโดยความเป็นผู้กระทำย่อมเห็นเอง.
อธิบายว่า ความเห็นของพวกเราที่ว่า โลกนี้นั้นเที่ยง ไม่ตาย มั่นคง ยั่งยืน นี้แหละเป็นของจริง คือไม่แปรผัน ส่วนความเห็นอย่างอื่นของคนอื่นว่า โลกไม่เที่ยงเป็นต้น เปล่า คือผิด.
ด้วยคำนี้ เป็นอันท่านแสดงสัสสตวาทะทั้ง ๔.
บทว่า อสสฺสโต แปลว่า ไม่เที่ยง อธิบายว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีจุติเป็นธรรม.
ด้วยบทว่า อสสฺสโต นี้ ท่านแสดงอุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ โดยปฏิเสธภาวะที่โลกเที่ยงนั่นแหละ เพราะเหตุนั้น ย่อมเป็นอันแสดงอุจเฉทวาทะแม้ทั้ง ๗.
บทว่า อนฺตวา ได้แก่ มีที่สุด หมุนไปรอบ (กลม) มีประมาณกำหนดได้. อธิบายว่า ไม่ไปตลอด. ด้วยคำนี้เป็นอันท่านแสดงวาทะ มีอาทิอย่างนี้ว่า อัตตามีสรีระเป็นประมาณ มีนิ้วแม่มือเป็นประมาณมีอวัยวะเป็นประมาณ (และ) มีปรมาณูเป็นประมาณ.
บทว่า อนนฺตวา แปลว่า ไม่มีที่สุด. อธิบายว่า ไปได้ตลอด. ด้วยคำว่า อนนฺตวา นี้ ย่อมเป็นอันแสดงวาทะของกปิลกาณพราหมณ์เป็นต้น.
ด้วยบทว่า ตํ ชีวํ ตํ สรีรํ นี้ สมณะหรือพราหมณ์ย่อมพิจารณาเห็นชีวะและสรีระไม่เป็นคู่กันว่า สรีระนั่นแหละเป็นวัตถุ กล่าวคือชีวะ วัตถุกล่าวคือชีวะนั่นแหละเป็นสรีระ. ด้วยบทนี้ เป็นอันท่านแสดงวาทะนี้ว่า อัตตาที่มีรูป เหมือนวาทะของอาชีวก.
ก็ด้วยบทว่า อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรํ นี้ เป็นอันท่านแสดงวาทะว่า อัตตาไม่มีรูป.
บทว่า ตถาคโต ในบทว่า โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณา นี้ ได้แก่ อัตตา.
จริงอยู่ อัตตานั้น ทิฏฐิคติกบุคคลกล่าวว่า ตถาคต เพราะถึงภาวะที่เป็นไปอย่างนั้นกล่าวคือผู้ทำและผู้เสวยเป็นต้น หรือกล่าวคือเที่ยงและยั่งยืนเป็นต้น. อธิบายว่า ในที่นี้ อัตตานั้น เบื้องหน้าคือหลังแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมมี คือมีปรากฏอยู่. ด้วยคำนี้อันมีสัสสตวาทะเป็นประธาน เป็นอันท่านแสดงสัญญีวาทะ ๑๖ อสัญญีวาทะ ๘ และเนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘.
บทว่า น โหติ ได้แก่ ไม่มี คือไม่เกิด. ด้วยคำนี้ ท่านแสดงอุจเฉทวาทะ.
บทว่า โหติ จ น โหติ จ แปลว่า มีและไม่มี. ด้วยคำนี้ เป็นอันท่านแสดงสัสสตวาทะบางอย่าง และสัญญีวาทะ ๗.
ก็ด้วยบทว่า เนว โหติ น น โหติ นี้ พึงทราบว่า ท่านแสดงวาทะดิ้นได้ไม่ตายตัว.
ได้ยินว่า ทิฏฐิคติกบุคคลเหล่านี้ มาจากถิ่นต่างๆ อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี คราวหนึ่งประชุมกัน ณ ที่ประชุมแสดงลัทธิยกย่องวาทะของตนๆ ข่มวาทะของคนอื่น ได้ก่อวิวาทกันและกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เต ภณฺฑนชาตา ดังนี้ เป็นต้น.
ในวาทะเหล่านั้น ส่วนเบื้องต้นของการทะเลาะ ชื่อว่าความบาดหมาง. บทว่า ภณฺฑนชาตา แปลว่า เกิดความบาดหมาง. การทะเลาะนั่นแหละ ชื่อว่ากลหะ.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นการทะเลาะ เพราะกำจัดเสียงแผ่วเผา.
ชื่อว่า วิวาทาปนฺนา เพราะถึงวาทะที่ผิดกันและกัน. หอกคือปาก เพราะกระทบกระทั่งความรัก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามุขสัตติ ได้แก่ ผรุสวาจา.
จริงอยู่ เหตุ ท่านกล่าวว่า ผลก็มี เพราะใกล้เคียงกับเหตุ เหมือนใกล้เคียงกับผล อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่าการอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า นำมาซึ่งความสุข และว่า กรรมชั่วปรากฏชัด. ทิ่มแทงอยู่ด้วยหอกคือปากเหล่านั้น.
บทว่า เอทิโส ธมฺโม ได้แก่ ธรรม คือสภาวะอันไม่ผิดแผก เช่นนี้ คือเห็นปานนี้ เหมือนอย่างที่เรากล่าวไว้ว่า โลกเที่ยง.
บทว่า เนทิโส ธมฺโม ได้แก่ ธรรมเช่นนี้หามิได้. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า โลกไม่เที่ยง.
แม้ด้วยบทที่เหลือก็พึงประกอบอย่างนี้.
ก็วาทะของพวกเดียรถีย์นั้น เกิดปรากฏไปทั่วนคร.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าเค้ามูลแห่งถ้อยคำนี้มีอยู่แล ถ้ากระไร เราพึงกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผิไฉนหนอ เราพึงได้พระธรรมเทศนาอันสุขุมละเอียด เพราะอาศัยเรื่องนี้.
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในเวลาแสดงธรรมภายหลังภัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ดังนี้เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะทรงประกาศการที่พวกอัญญเดียรถีย์ไม่รู้ธรรมตามความเป็นจริงจึงตรัสคำว่า อญฺญติตฺถิยา ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺธา ความว่า ชื่อว่า ผู้บอด เพราะเว้นปัญญาจักษุ. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า อจกฺขุกา.
จริงอยู่ ปัญญาท่านประสงค์ว่าจักขุ ในที่นี้.
จริงอย่างนั้น พระองค์จึงตรัสว่า อตฺถํ น ชานนฺติ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถํ น ชานนฺติ ความว่า ไม่รู้ประโยชน์โลกนี้และประโยชน์โลกหน้า คือไม่หยั่งรู้ความเจริญงอกงามในโลกนี้และโลกหน้า ก็จะกล่าวไปไยถึงประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพานเล่า.
จริงอยู่ ธรรมดาว่าผู้งมงายในเหตุสักว่า ปวัตติ (คือทุกข์) จักรู้นิวัตติ (คือนิโรธ) ได้อย่างไร.
บทว่า อนตฺถํ น ชานนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้นย่อมไม่รู้ประโยชน์โดยส่วนใด ย่อมไม่รู้แม้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ส่วนนั้น. เพราะเหตุที่ไม่รู้ ธรรม ฉะนั้น แม้อธรรมก็ไม่รู้.
จริงอยู่ เพราะการถือเอาการแสวงหาผิด ชนเหล่านั้นย่อมทำกุศลธรรมให้เป็นอกุศลธรรมบ้างทำอกุศลธรรมให้เป็นกุศลธรรมบ้าง. ไม่ใช่หลงงมงายแต่ในธรรมและอธรรมอย่างเดียวเท่านั้นโดยที่แท้ แม้ในวิบากของธรรมและอธรรมก็หลงงมงาย.
จริงอย่างนั้น เขาเหล่านั้น แม้กรรมก็ยังกล่าวให้เป็นวิบาก แม้วิบากก็กล่าวให้เป็นกรรมอนึ่ง ย่อมไม่รู้ ธรรม คือสภาวธรรมบ้าง ย่อมไม่รู้ อธรรม คือมิใช่สภาวธรรมบ้าง. ก็ผู้เป็นอย่างนั้น ย่อมประกาศสภาวธรรมให้เป็นอสภาวธรรม และประกาศอสภาวธรรมให้เป็นสภาวธรรม.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศว่า เดียรถีย์เหล่านั้นเป็นดังคนบอดเพราะบกพร่องทางปัญญาจักษุ โดยได้เฉพาะโมหะและทิฏฐิด้วยประการดังนี้แล้วบัดนี้ เพื่อจะประกาศความนั้นโดยอุปมาด้วยคนบอดแต่กำเนิดจึงตรัสคำว่า ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูตปุพฺพํ ได้แก่ มีแล้วในกาลก่อน คือบังเกิดแล้วในอดีตกาล. บทว่า อญฺญตโร ราชา อโหสิ ความว่า ครั้งก่อนได้มีพระราชาองค์หนึ่งไม่ปรากฏนามและโคตรในโลก.
บทว่า โส ราชา อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ ความว่า เล่ากันมาว่า พระราชาพระองค์นั้น ครั้นทอดพระเนตรเห็นช้างทรงของพระองค์เลิศด้วยความงาม มีสรรพางค์กายสมบูรณ์มายังที่บำรุงจึงได้มีพระดำริว่า ผู้เจริญ ยานคือช้างตัวเจริญน่าชมหนอ.
ก็สมัยนั้น คนบอดแต่กำเนิดคนหนึ่งเดินมาตามพระลานหลวง. พระราชาทรงเห็นดังนั้น จึงทรงพระดำริว่า คนบอดเหล่านี้มีความเสื่อมอย่างใหญ่หลวง ที่ไม่ได้เห็นช้างที่น่าชมเห็นปานนี้ถ้ากระไร เราจะให้คนบอดแต่กำเนิดเท่าที่มีอยู่ทั้งหมดให้ประชุมกันในกรุงสาวัตถีนี้ ให้เอามือจับต้องคนละส่วนๆ แล้วจะพึงฟังถ้อยคำของคนบอดเหล่านั้น.
พระราชาผู้มีพระทัยในทางล้อเลียน จึงรับสั่งให้ราชบุรุษผู้หนึ่งให้เรียกประชุมคนบอดทั้งหมดในกรุงสาวัตถีแล้วได้ให้สัญญาแก่ราชบุรุษนั้นว่า เจ้าจงทำโดยประการที่คนบอดแต่ละคนถูกต้องอวัยวะของช้างแต่ละส่วนๆมีศีรษะเป็นต้นเท่านั้น แล้วให้เกิดสัญญาขึ้นว่าเราเห็นช้างแล้ว. ราชบุรุษได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามคนบอดเหล่านั้นแต่ละคนๆ ว่า พนาย ช้างเป็นอย่างไร?คนบอดเหล่านั้นต่างทูลบอกเฉพาะอวัยวะที่ตนเห็นแล้วๆ ว่าเป็นช้าง จึงก่อการทะเลาะกันว่าช้างเป็นเช่นนี้ ช้างไม่เป็นเช่นนี้ ใช้มือเป็นต้น คว้ากันกระทำโกลาหลอย่างใหญ่หลวง ณ พระลานหลวง.
ฝ่ายพระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็นประการอันแปลกนั้นของคนบอดเหล่านั้นมีพระผาสุกาขยาย มีพระหทัยเบิกบาน ทรงพระสรวลลั่น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข ภิกฺขเว โส ราชา ฯเปฯ อตฺตมโน อโหสิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺโภ เป็นอาลปนะ. บทว่า ยาวติกา แปลว่า มีประมาณเท่าใด. บทว่า ชจฺจนฺธา แปลว่า คนบอดแต่กำเนิด คือไม่มีจักขุปสาทตั้งแต่เกิด. บทว่า เอกชฺฌํ แปลว่า โดยเป็นอันเดียวกัน. บทว่า ภเณ เป็นการกล่าวอย่างไม่นับถือมาก. บทว่า หตฺถึ ทสฺเสหิ ความว่า จงแสดงโดยให้ช้างตัวที่กล่าวแล้วนอน. ก็ช้างนั้นนอนโดยไม่ดิ้น เพราะศึกษามาดีแล้ว.
ด้วยบทว่า ทิฏฺโฐ โน หตฺถี คนบอดกล่าวโดยเอามือจับต้องเหมือนเห็นด้วยตา. บุรุษนั้นให้คนบอดจับศีรษะ เพราะจะให้รู้ว่า ช้างเป็นเช่นนี้ คนบอดแต่กำเนิดเมื่อรู้ว่าช้างเป็นเช่นนั้นนั่นแหละจึงกราบทูลว่า ช้างเป็นเช่นนี้ คือเหมือนหม้อ พระเจ้าข้า.
ก็ความของบทว่า กุมฺโภ แปลว่าหม้อ. บทว่า ขีโล ได้แก่ ขอแขวนซึ่งทำด้วยงาช้าง. บทว่า โสณฺโฑ ได้แก่ งวง. บทว่า นงฺคลีสา ได้แก่ งอนของหัวไถ. บทว่า กาโย ได้แก่ สีข้าง. บทว่า โกฎฺโฐ แปลว่า ฉางข้าว. บทว่า ปาโท แปลว่า แข้ง. บทว่า ถูโน แปลว่าเสา. บทว่า นงฺคุฏฺฐํ ได้แก่ ส่วนบนของหาง. บทว่า วาลธี ได้แก่ ส่วนปลายของหาง. บทว่า มุฏฺฐีหิ สงฺขุภึสุ ได้แก่ กำหมัดชก ได้แก่ต่อยกัน.
บทว่า อตฺตมโน อโหสิ ความว่า เพราะพระองค์มีปกติล้อเลียน พระราชานั้นจึงทรงพอพระทัย คือมีความร่าเริงจับพระทัย เพราะการทะเลาะของพวกคนตาบอดแต่กำเนิดนั้น.
บทว่า เอวเมว โข เป็นการเทียบเคียงโดยอุปมา.
การเทียบเคียงโดยอุปมานั้นมีใจความดังต่อไปนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนบอดแต่กำเนิดเหล่านั้นไม่มีจักษุประสาทมักเห็นไปโดยส่วนเดียว ไม่เห็นช้างส่วนที่เหลือเมื่อไม่รู้สิ่งที่คนอื่นเห็นโดยสำคัญว่า เป็นช้างเพียงมาตรว่าอวัยวะที่ตนเห็น ก็ถึงความทะเลาะวิวาทกันและกัน ฉันใด
อัญญเดียรถีย์เหล่านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สำคัญรูปเวทนาเป็นต้นอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งกายของตน ตามที่เห็นโดยทิฏฐิทัสสนะของตนว่าเป็นอัตตา ยกขึ้นสู่ภาวะว่าตนนั้นเที่ยงเป็นต้น จึงวิวาทกันและกันโดยยึดถือว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า. แต่ไม่รู้ถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่เป็นธรรมและมิใช่ธรรมตามความเป็นจริงเพราะฉะนั้น จึงเป็นคนบอดไม่มีจักษุประสาท มีส่วนเปรียบด้วยคนบอดแต่กำเนิด.
บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ความว่า ทรงทราบโดยประการทั้งปวง ถึงการที่พวกเดียรถีย์ไม่รู้ไม่เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง ยึดถือผิดตามที่เห็นเหมือนคนบอดแต่กำเนิดคลำช้างฉะนั้นและถึงการวิวาทกันในข้อที่ยึดถือผิดนั้นนี้ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ อันแสดงความนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อิเมสุ กิร สชฺชนฺติ เอเก สมณพฺราหฺมณา ท่านแสดงว่า ได้ยินว่า บุคคลบางพวกในโลกนี้ ชื่อว่าสมณะ เพราะเข้าถึงการบรรพชาชื่อว่าพราหมณ์ เพราะเหตุเพียงชาติ ย่อมข้องโดยนัยมีอาทิว่า นี้เป็นของเรา โดยความบันเทิงในทิฏฐิ ในทิฏฐิอันไม่เป็นสาระเหล่านี้เท่านั้น อันเป็นไปโดยนัยมีว่าโลกเที่ยงเป็นต้น หรือโดยความบันเทิงในตัณหา และความบันเทิงในทิฏฐิ ในอุปาทานขันธ์มีรูปเป็นต้นเหล่านี้อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดาอย่างนี้น่าสลดใจ พวกเหล่านี้มีความงมงาย.
กิร ศัพท์ ในคำว่า อิเมสุ กิร ฯเปฯ สชฺชนฺติ นี้ เป็นอรุจิสูจนัตถะ ส่องความไม่ชอบใจ. ด้วยคำนั้น ทรงแสดงถึงความไม่มีเหตุเกี่ยวข้องในข้อนั้นนั่นแหละ. ไม่ใช่จะข้องอยู่อย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้ ถือผิดซึ่งทิฏฐินิสัยนั้น คือแก่งแย่งวิวาทกัน ได้แก่ถึงการวิวาทกันด้วยการประกอบตามถ้อยคำที่ถือผิดๆ โดยนัยมีอาทิว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ เรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้.
บทว่า นํ ในที่นี้ เป็นเพียงนิบาต.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า วิคฺคยฺห นํ ความว่า ถือทิฏฐินิสัยหรือสักกายทิฏฐินั้นนั่นแหละ ให้ผิดกันและกันแล้ววิวาทกัน คือกล่าวให้แปลกออกไป โดยเห็นว่าเที่ยงเป็นต้น เพราะมีความเห็นผิดแผกกันคือกล่าวยึดถือแต่วาทะของตนเท่านั้นให้วิเศษ คือไม่ให้ผิดแผก.
เหมือนอะไร?
เหมือนชนทั้งหลายที่เห็นโดยส่วนเดียว.
อธิบายว่า คนบอดแต่กำเนิดเหล่านั้นเห็นแต่ส่วนหนึ่งๆ ของช้าง ยึดถือเอาว่าสิ่งที่ตนถูกต้องรู้นั้นแหละ คือช้างจึงแก่งแย่งวิวาทกันและกันฉันใด คำอุปไมยอันยังอุปมาให้ถึงพร้อมนี้ก็ฉันนั้น.
ก็ อิธศัพท์ ในคาถานั้นพึงทราบว่า ท่านแสดงว่าลบไปแล้ว.
จบอรรถกถาปฐมกิรสูตรที่ ๔ -----------------------------