ในพระราชบัญญัตินี้
(๑) “การจราจร”หมายความว่า การใช้ทางของผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์
(๒) “ทาง”หมายความว่า ทางเดินรถ ช่องเดินรถ ช่องเดินรถประจำทาง ไหล่ทาง ทางเท้า ทางข้าม ทางร่วมทางแยกทางลาดทางโค้ง สะพานและลานที่ประชาชนใช้ในการจราจร และให้หมายความรวมถึงทางส่วนบุคคลที่เจ้าของยินยอมให้ประชาชนใช้ในการจราจรหรือที่เจ้า พนักงานจราจรได้ประกาศให้เป็นทางตามพระราชบัญญัตินี้ด้วยแต่ไม่รวมไปถึงทางรถไฟ ๑ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๖/ตอนที่๘/ฉบับพิเศษหน้า ๑/๒๙มกราคม๒๕๒๒
(๓) “ทางเดินรถ”หมายความว่าพื้นที่ที่ทำไว้สำหรับการเดินรถไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน
(๔) “ช่องเดินรถ” หมายความว่า ทางเดินรถที่จัดแบ่งเป็นช่องสำหรับการเดินรถ โดยทำเครื่องหมายเป็เส้นหรือแนวแบ่งเป็นช่องไว้
(๕) “ช่องเดินรถประจำทาง” หมายความว่าช่องเดินรถที่กำหนดให้เป็นช่องเดินรถ สำหรับรถโดยสารประจำทางหรือรถบรรทุกคนโดยสารประเภทที่อธิบดีกำหนด
(๖) “ทางเดินรถทางเดียว”หมายความว่าทางเดินรถใดที่กำหนดให้ผู้ขับรถขับไปใน ทิศทางเดียวกันตามเวลาที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
(๗) “ขอบทาง”หมายความว่าแนวริมของทางเดินรถ
(๘) “ไหล่ทาง” หมายความว่าพื้นที่ที่ต่อจากขอบทางออกไปทางด้านข้างซึ่งยังมิได้ จัดทำเป็นทางเท้า
(๙) “ทางร่วมทางแยก”หมายความว่าพื้นที่ที่ทางเดินรถตั้งแต่สองสายตัดผ่านกัน รวมบรรจบกัหรือติดกั
(๑๐) “วงเวียน” หมายความว่า ทางเดินรถที่กำหนดให้รถเดินรอบเครื่องหมาย จราจรหรือสิ่งที่สร้างขึ้นในทางร่วมทางแยก (๑๑)“ทางเท้า”หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับคนเดินซึ่งอยู่ข้างใดข้างหนึ่งของ ทางหรือทั้งสองข้างของทาง หรือส่วนที่อยู่ชิดขอบทางซึ่งใช้เป็นที่สำหรับคนเดิน
(๑๒) “ทางข้าม” หมายความว่า พื้นที่ที่ทำไว้สำหรับให้คนเดินเท้าข้ามทางโดยทำ เครื่องหมายเป็นเส้นหรือแนวหรือตอกหมุดไว้บนทาง และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่ทำให้คนเดิน เท้าข้ามไม่ว่าในระดับใต้หรือเหนือพื้นดิ ด้วย
(๑๓) “เขตปลอดภัย”หมายความว่าพื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้ เห็นได้ชัดเจนทุกเวลา สำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอหรือให้ นที่ขึ้นหรือลงรถหยุดรอก่อนจะ ข้ามทางต่อไป (๑๔)“ที่คับขัน”หมายความว่ ทางที่มีการจราจรพลุกพล่านหรือมีิ่งกีดขวาง หรือ ในที่ซึ่งมองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอันตรายหรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย (๑๕)“รถ”หมายความว่ายานพาหนะทางบกทุกชนิดเว้นแต่รถไฟและรถราง
(๑๖) “รถยนต์”หมายความว่า รถที่มีล้อตั้งแต่สามล้อและเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้าหรือพลังงานอื่น ยกเว้นรถที่เดินบนราง
(๑๗) “รถจักรยานยนต์”หมายความว่า รถที่ เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น และมีล้อไม่เกินสองล้อ ถ้ามีพ่วงข้างมีล้อเพิ่มอีกไม่เกินหนึ่งล้อ
(๑๘) “รถจักรยาน”หมายความว่ รถที่เดินด้วยกำลังของผู้ขับขี่ที่มิใช่เป็นการลาก เข็น
(๑๙) “รถฉุกเฉิน”หมายความว่า รถดับเพลิงและรถพยาบาลของราชการบริหาร ส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจาก อธิบดีให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบหรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่นตามที่จะ กำหนดให้ (๒๐)“รถบรรทุก”หมายความว่ารถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของหรือสัตว์
(๒๑) “รถบรรทุกคนโดยสาร”หมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้บรรทุกคน โดยสารเกินเจ็ดคน (๒๒)“รถโรงเรียน” หมายความว่ารถบรรทุกคนโดยสารที่โรงเรียนใช้รับส่งนักเรียน (๒๓)“รถโดยสารประจำทาง”หมายความว่ รถบรรทุกคนโดยสารที่เดินตามทางที่ กำหนดไว้ และเรียกเก็บค่าโดยสารเป็นรายคนตามอัตราที่วางไว้เป็นระยะทางหรือตลอดทาง (๒๔)“รถแท็กซี่”หมายความว่ารถยนต์ที่ใช้รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน
(๒๕) “รถลากจูง”หมายความว่า รถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้สำหรับลากจูงรถหรือ เครื่องมือการเกษตรหรือเครื่องมือการก่อสร้าง โดยตัวรถนั้นเองมิได้ใช้สำหรับบรรทุกคนหรือสิ่งของ (๒๖)“รถพ่วง”หมายความว่ารถที่เคลื่อนที่ไปโดยใช้รถอื่นลากจูง
(๒๗) “มาตรแท็กซี่”หมายความว่าเครื่องแสดงอัตราและค่าโดยสารของรถแท็กซี่ โดยอาศัยเกณฑ์ระยะทางหรือเวลาการใช้รถแท็กซี่ หรือโดยอาศัยทั้งระยะทางและเวลาการใช้รถ แท็กซี่
(๒๘) “ผู้ ขับขี่” หมายความว่ ผู้ขับรถ ผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์ารขนส่ ตาม กฎหมายว่าด้วยการขนส่งผู้ลากเข็นยานพาหนะ
(๒๙) “คนเดินเท้า”หมายความว่าคนเดินและให้รวมตลอดถึงผู้ใช้เก้าอี้ล้อสำหรับ คนพิการหรือรถสำหรับเด็กด้วย (๓๐)“เจ้าของรถ” หมายความรวมถึงผู้มีรถไว้ในครอบครองด้วย
(๓๑) “ผู้เก็บค่าโดยสาร” หมายความว่า ผู้ซึ่งรับผิดชอบในการเก็บค่าโดยสารและ ผู้ดูแลคนโดยสารที่อยู่ประจำรถบรรทุกคนโดยสาร
(๓๒) “ใบอนุญาตขับขี่”หมายความว่ ใบอนุญาตขับรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วย รถยนต์ ใบอนุญาตสำหรับคนขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง ใบอนุญาตขับขี่ตามกฎหมายว่าด้วย ล้อเลื่อน และใบอนุญาตผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์การขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่ง
(๓๓) “สัญญาณจราจร”หมายความว่า สัญญาณใด ๆไม่ว่าจะแสดงด้วยธง ไฟ ไฟฟ้ มือ แขนเสียงนกหวีดหรือด้วยวิธีอื่นใด สำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามสัญญาณนั้น
(๓๔) “เครื่องหมายจราจร” หมายความว่าเครื่องหมายใด ๆที่ได้ติดตั้งไว้ หรือทำ ให้ปรากฏในทางสำหรับให้ผู้ขับขี่ คนเดินเท้า หรือคนที่จูง ขี่ หรือไล่ต้อนสัตว์ ปฏิบัติตามเครื่องหมาย นั้น (๓๕)“รัฐมนตรี”หมายความว่ารัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (๓๖)“อธิบดี”หมายความว่าอธิบดีกรมตำรวจ
(๓๗) “เจ้าพนักงานจราจร”หมายความว่า ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ซึ่ง รัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานจราจร (๓๘)“พนักงานเจ้าหน้าที่”หมายความว่าตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร
(๓๙) “อาสาจราจร”หมายความว่า ผู้ซึ่งผ่านการอบรมตามหลักสูตรอาสาจราจร และได้รับแต่งตั้งจากอธิบดีให้ช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของพนังานเจ้าหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัตินี้ (๔๐)๒ “ผู้ตรวจการ” หมายความว่าผู้ตรวจการตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทาง บกและผู้ตรวจการตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์