รูปังสารัมมณันติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
รูปํ สารมฺมณนฺติกถา
๑๓๒๑รูปํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร เจตนา ปตฺถนา ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธิ โน วต เร วตฺตพฺเพ รูปํ สารมฺมณนฺติ ฯ
๑๓๒๒ผสฺโส สารมฺมโณ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๒๓เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา จิตฺตํ สทฺธา วิริยํ สติ สมาธิ ปญฺญา ราโค โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา ถีนํ อุทฺธจฺจํ อหิริกํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ สารมฺมณํ อตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๒๔รูปํ สารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ ผสฺโส สารมฺมโณ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๒๕รูปํ สารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนา สญฺญา ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ สารมฺมณํ นตฺถิ ตสฺส อาวชฺชนา อาโภโค ฯเปฯ ปณิธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๓๒๖น วตฺตพฺพํ รูปํ สารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ รูปํ สปจฺจยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ รูปํ สปจฺจยํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ รูปํ สารมฺมณนฺติ ฯ รูปํ สารมฺมณนฺติกถา ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. รูปังสารัมมณันติกถา (๘๖) ว่าด้วยรูปที่รับรู้อารมณ์ได้
สก. รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปนั้นมีความนึกถึง ความผูกใจ ความสนใจ ความใฝ่ใจ ความจงใจความปรารถนา ความตั้งใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปนั้นไม่มีความนึกถึง ไม่มีความผูกใจ ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากรูปนั้นไม่มีความนึกถึง ไม่มีความผูกใจ ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้” @เชิงอรรถ : @ นิพพาน ในที่นี้หมายถึงนิพพานที่ปุถุชนเข้าใจผิดด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ คือเข้าใจว่าอัตตาที่@เพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ เป็นนิพพานในปัจจุบัน นิพพานเป็นอัตตา อัตตาเป็นอย่างอื่นจากนิพพาน@ความสุขเป็นนิพพาน หรือนิพพานเป็นของเรา (ม.มู.อ. ๑/๔๒) @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๖/๙, ที.สี. (แปล) ๙/๙๓-๙๘/๓๗-๓๘ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๕๒-๕๕๓/๒๔๓)@ เพราะมีความเห็นว่า รูปทุกชนิดรับรู้อารมณ์ได้ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า รูปรับรู้อารมณ์@ไม่ได้ แต่เป็นอารัมมณปัจจัยได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๕๒-๕๕๓/๒๔๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๓. รูปังสารัมมณันติกถา (๘๖) สก. ผัสสะเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึกถึง มีความผูกใจ ฯลฯ มีความตั้งใจใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึกถึง มีความผูกใจ ฯลฯ มีความตั้งใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ... สัญญา ... เจตนา ... จิต ... สัทธา ... วิริยะ ... สติ... สมาธิ ... ปัญญา ... ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา... ถีนะ ... อุทธัจจะ ... อหิริกะ ... อโนตตัปปะ เป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้มีความนึกถึง มีความผูกใจ ฯลฯ มีความตั้งใจใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึกถึง มีความผูกใจ ฯลฯ มีความตั้งใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ ไม่มีความนึกถึง ไม่มีความผูกใจฯลฯ ไม่มีความตั้งใจใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ผัสสะเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ ไม่มีความนึกถึง ไม่มีความผูกใจฯลฯ ไม่มีความตั้งใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ ไม่มีความนึกถึง ไม่มีความผูกใจฯลฯ ไม่มีความตั้งใจใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๔. อนุสยาอนารัมมณกถา (๘๗) สก. เวทนา ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ ไม่มีความนึกถึง ไม่มีความผูกใจ ฯลฯ ไม่มีความตั้งใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. รูปมีปัจจัยมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากรูปมีปัจจัย ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “รูปเป็นสภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้” รูปังสารัมมณันติกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถารูปังสารัมมณันติกถา ว่าด้วยรูปเป็นธรรมมีอารมณ์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปเป็นธรรมมีอารมณ์.
ในเรื่องนั้น ว่าโดยอำนาจอารัมมณปัจจัยว่า รูป ชื่อว่ามีอารมณ์ เพราะอรรถว่ามีปัจจัย แต่รูปนั้นกระทำธรรมอื่นให้เป็นอารมณ์ไม่ได้ คือหมายความว่ารู้อารมณ์ไม่ได้. ก็ลัทธิแห่งชนเหล่าใดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า รูปมีอารมณ์ได้โดยไม่แปลกกัน ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น เพื่อแสดงวิภาคอารมณ์ ๒ อย่าง คือ โอลุพฺภารมฺมณํ ได้แก่อารมณ์ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และ ปจฺจยารมฺมณํ ได้แก่อารมณ์คือเป็นปัจจัย คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบโดยทำนองแห่งพระบาลีนั่นแหละ.
ในปัญหาว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น คำตอบรับรองเป็นของสกวาที หมายเอาโอลุพภารมณ์ คืออารมณ์ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว.
แม้ในปัญหาที่ ๒ สกวาทีนั้นนั่นแหละตอบรับรองหมายเอาอารมณ์คือเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น ในที่นี้ ความที่รูปนั้นเป็นธรรมชาติมีอารมณ์สำเร็จแล้ว เพราะอรรถว่ามีปัจจัยเท่านั้น มิใช่มีอารมณ์อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถารูปังสารัมมณันติกถา จบ. -----------------------------------------------------