ยถากัมมูปคตญาณกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ยถากมฺมูปคตญาณกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ยถากัมมูปคตญาณกถา
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ยถากมฺมูปคตญฺจ มนสิ กโรติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ยถากัมมูปคตญาณ (ญาณเป็นเครื่องรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม) เป็นทิพยจักษุ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์เป็นไปตามกรรมด้วย เห็นรูปได้ด้วยทิพยจักษุด้วย หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ยถากมฺมูปคตญฺจ มนสิ กโรติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมด้วย เห็นรูปด้วยทิพย-จักษุด้วย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อิเม วต โภนฺโต สตฺตาติ จ มนสิ กโรติ กายทุจฺจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ วจีทุจฺจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ มโนทุจฺจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ อริยานํ อุปวาทกาติ จ มนสิ กโรติ มิจฺฉาทิฏฺฐิกาติ จ มนสิ กโรติ มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานาติ จ มนสิ กโรติ เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนาติ จ มนสิ กโรติ อิเม วา ปน โภนฺโต สตฺตาติ จ มนสิ กโรติ กายสุจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ วจีสุจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ มโนสุจริเตน สมนฺนาคตาติ จ มนสิ กโรติ อริยานํ อนุปวาทกาติ จ มนสิ กโรติ สมฺมาทิฏฺฐิกาติ จ มนสิ กโรติ สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานาติ จ มนสิ กโรติ เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ จ มนสิ กโรติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ยถากัมมูปคตญาณ เป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านี้หนอ ท่านทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยกายทุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยวจีทุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า"เป็นผู้ประกอบด้วยมโนทุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ติเตียนพระอริยะทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นมิจฉา-ทิฏฐิ" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สมาทานกรรมคือมิจฉาทิฏฐิ" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านั้นเข้าถึงแล้วซึ่งอบาย ทุคติ วินิ-บาต นรก เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "ก็หรือสัตว์เหล่านี้นะท่านทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยกายสุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า"เป็นผู้ประกอบด้วยวจีสุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ประกอบด้วยมโนสุจริต" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นผู้ไม่ติเตียนพระอริยะทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "เป็นสัมมาทิฏฐิ"ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สมาทานกรรมคือสัมมาทิฏฐิ" ดังนี้ด้วยทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านั้นเข้าถึงแล้วซึ่งสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก" ดังนี้ด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วยหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อิเม วต โภนฺโต สตฺตาติ จ มนสิ กโรติ ฯเปฯ เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ จ มนสิ กโรติ ทิพฺเพน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ทวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านี้หนอ ท่านทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ฯลฯ ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า "สัตว์เหล่านั้นได้เข้าถึงแล้วซึ่งสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก" ดังนี้ด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ อทิพฺพจกฺขุโก ทิพฺพจกฺขุํ อปฺปฏิลทฺโธ อนธิคโต อสจฺฉิกโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ อทิพฺพจกฺขุโก ทิพฺพจกฺขุํ อปฺปฏิลทฺโธ อนธิคโต อสจฺฉิกโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ
ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่มีทิพยจักษุ เป็นผู้ไม่ได้เฉพาะแล้ว ไม่บรรลุแล้วไม่กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งทิพยจักษุ แต่รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมได้มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่มีทิพยจักษุ เป็นผู้ไม่ได้เฉพาะแล้ว ไม่บรรลุแล้ว ไม่กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งทิพยจักษุ แต่รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมได้มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ
ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อายสฺมา สารีปุตฺโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ
ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระสารีบุตรรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ท่านพระสารีบุตร รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม ก็ต้องไม่กล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ
อายสฺมา สารีปุตฺโต ยถากมฺมูปคตํ ชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ท่านพระสารีบุตร รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ เนว ปุพฺเพ นิวาสาย นปิ ทิพฺพสฺส จกฺขุโน เจโตปริยาย อิทฺธิยา โสตธาตุวิสุทฺธิยา จุติยา อุปปตฺติยา ปณิธิ เม น วิชฺชตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ยถากมฺมูปคตญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ ฯ ยถากมฺมูปคตญาณกถา ฯ ------
ส. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า การตั้งความปรารถนา เพื่อปุพ-เพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธิ ความหมด จดแห่งโสตธาตุ และจุตูปปาตญาณของเราไม่มี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ ดังนี้ยถากัมมูปคตญาณกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา (๒๙) ว่าด้วยยถากัมมูปคตญาณ
สก. ยถากัมมูปคตญาณ เป็นทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลมนสิการถึงสัตว์ที่เป็นไปตามกรรมและเห็นรูปได้ด้วยทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลมนสิการถึงสัตว์ที่เป็นไปตามกรรมและเห็นรูปได้ด้วยทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ยถากัมมูปคตญาณ หมายถึงปรีชาหยั่งรู้ถึงสัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๗/๑๙๘)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ และนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๗๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา (๒๙) สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลมนสิการว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้หนอ มนสิการว่า‘ประกอบกายทุจริต’ มนสิการว่า ‘ประกอบวจีทุจริต’ มนสิการว่า ‘ประกอบมโนทุจริต’ มนสิการว่า ‘เป็นผู้กล่าวร้ายพระอริยะ’ มนสิการว่า ‘มีความเห็นผิด’มนสิการว่า ‘ชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นผิด’ และมนสิการว่า ‘หลังจากตายแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็ไปบังเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก” บุคคลมนสิการว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้ มนสิการว่า ‘ประกอบกายสุจริต’ มนสิการว่า ‘ประกอบวจีสุจริต’ มนสิการว่า ‘ประกอบมโนสุจริต’ มนสิการว่า ‘ไม่กล่าวร้ายพระอริยะ’ มนสิการว่า ‘มีความเห็นชอบ’มนสิการว่า ‘ชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมตามความเห็นชอบ’ และมนสิการว่า ‘หลังจากตายแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์” เห็นรูปด้วยทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลมนสิการว่า “หลังจากตายแล้วสัตว์เหล่านั้นก็ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์” เห็นรูปได้ด้วยทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา (๒๙) สก. บางคนไม่มีทิพยจักษุ ไม่ได้ ไม่บรรลุ ไม่ได้ทำให้แจ้งทิพยจักษุ แต่รู้ว่า“สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมมีอยู่” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบางคนไม่มีทิพยจักษุ ไม่ได้ ไม่บรรลุ ไม่ทำให้แจ้งทิพยจักษุ แต่รู้ว่า “สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมมีอยู่” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ” สก. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านพระสารีบุตรรู้ยถากัมมูปคตญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากท่านพระสารีบุตรรู้ยถากัมมูปคตญาณ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ” สก. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านพระสารีบุตรรู้ยถากัมมูปคตญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๓. ตติยวรรค] ๑๐. สังวรกถา (๓๐) เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาไว้เพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธญาณ ทิพพโสตญาณ และจุตูปปาตญาณ” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ” ยถากัมมูปคตญาณกถา จบ ๑๐. สังวรกถา (๓๐) ว่าด้วยความสำรวม
สก. ความสำรวม มีอยู่ในหมู่เทวดา ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความไม่สำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปุพเพนิวาสญาณ หมายถึงปรีชาหยั่งรู้ถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนทั้งของตนและของผู้อื่นได้@(ขุ.เถร.อ. ๒/๙๙๖/๔๔๓) @ ทิพพจักขุญาณ หมายถึงญาณให้มีตาทิพย์ @เจโตปริยญาณ หมายถึงปรีชากำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ @อิทธิวิธญาณ หมายถึงญาณที่ทำให้แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ @ทิพพโสตญาณ หมายถึงญาณพิเศษที่ทำให้มีหูทิพย์ @จุตูปปาตญาณ หมายถึงปรีชาหยั่งรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย @(ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๙๖/๕๐๓, ขุ.เถร.อ. ๒/๙๙๖/๔๓๕) @ ความสำรวม หมายถึงเจตนาระวังมิให้ล่วงละเมิดศีล ๕ มีปาณาติบาตเป็นต้น แต่ฝ่ายปรวาทีเข้าใจผิดว่า@การไม่ล่วงละเมิด ศีล ๕ เป็นสังวร (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๙/๑๙๙) @ หมู่เทวดา ในที่นี้หมายถึงเทวดาชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๙/๑๙๙, มูลฏีกา ๓/๘๔,@อนุฏีกา ๓/๑๒๙-๑๓๐) @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ และนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๓๘๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถายถากัมมูปคตญาณกถา ว่าด้วยยถากัมมูปคตญาณ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องยถากัมมูปคตญาณ ได้แก่ ญาณเป็นเครื่องรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นว่า ยถากัมมูปคตญาณนั่นแหละเป็นทิพยจักขุ ดังนี้ เพราะไม่พิจารณาถือเอาพระสูตรว่า ตถาคตย่อมทรงรู้แจ้งซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ ด้วยทิพยจักขุอันบริสุทธิ์ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ถูกสกวาทีถามอีกว่า ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์เป็นไปตามกรรมด้วย ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะอารมณ์ ๒ อย่างของจิตดวงเดียวกันไม่มี. ถูกถามครั้งที่ ๒ ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งจิตต่างๆ สกวาทีไม่ให้โอกาสอันพลั้งพลาดของปรวาทีนั้น จึงถามอีกว่า เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ปรวาทีตอบปฏิเสธ. พึงทราบเนื้อความในการประกอบบทยถากัมมูปคตนี้ฉันใด ก็พึงประกอบแม้ด้วย
บทว่า อิเม วต โภนฺโต สตฺตา แปลว่า สัตว์เหล่านี้หนอ ท่านทั้งหลาย เป็นต้น ฉันนั้นนั่นแหละ.
คำว่า ท่านพระสารีบุตรรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมหรือ ดังนี้ อธิบายว่า พระสารีบุตรเถระย่อมไม่ใช้อภิญญาญาณทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ปรารถนาน้อย แต่ชนบางพวกไม่รู้จึงสำคัญว่า อภิญญาญาณเหล่านั้นไม่มีแก่พระเถระเลย ดังนี้เหตุใดเพราะฉะนั้น ท่านสกวาทีจึงถามปรวาทีผู้สำคัญว่า พระเถระไม่ได้ทิพพจักขุ ดังนี้. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงถูกสกวาทีถามเนื้อความต่อไปว่า ท่านพระสารีบุตรมีทิพพจักษุหรือ ปรวาทีก็ตอบปฏิเสธ.
ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรองว่า อภิญญาญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่พระสาวกพึงบรรลุแล้ว ญาณนั้นทั้งหมด ท่านพระเถระบรรลุแล้วโดยลำดับ.
บัดนี้ สกวาทีเมื่อจะให้ปรวาทีสับสน จึงกล่าวคำว่า ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า การตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธ ความหมดจดแห่งโสตธาตุและจุตูปปาตญาณของเรา ไม่มี ดังนี้
จริงอยู่ ท่านกล่าวคาถานี้ก็เพราะไม่มีความปรารถนาจะใช้ ท่านมิได้กล่าวเพราะไม่มีอภิญญาญาณทั้งหลาย มิใช่หรือแต่ปรวาทีกำหนดเนื้อความพระสูตรว่า ความปรารถนาเพื่อ ฯลฯ ของเราไม่มีเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรองตามลัทธินั้นว่าพระเถระมีเพียงยถากัมมูปคตญาณ ไม่มีทิพพจักขุญาณ ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่พึงกล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพพจักขุ ดังนี้แล.
อรรถกถายถากัมมูปคตญาณกถา จบ. -----------------------------------------------------