ทานกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทานกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ทานกถา
เจตสิโก ธมฺโม ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ลพฺภา เจตสิโก ธมฺโม ปเรสํ ทาตุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ลพฺภา เจตสิโก ธมฺโม ปเรสํ ทาตุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ลพฺภา ผสฺโส ปเรสํ ทาตุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ลพฺภา เวทนา ฯเปฯ สญฺญา เจตนา สทฺธา วิริยํ สติ สมาธิ ฯเปฯ ปญฺญา ปเรสํ ทาตุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ทาน คือ เจตสิกธรรม หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. จะให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่นๆ ก็ได้ หรือ? @ ที. สี. ข้อ ๓๔๐ หน้า ๒๗๔ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จะให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่นๆ ก็ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จะให้ผัสสะแก่คนอื่นๆ ก็ได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จะให้เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญาแก่คนอื่นๆ ก็ได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ เจตสิโก ธมฺโม ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ทานํ อนิฏฺฐผลํ อกนฺตผลํ อมนุญฺญผลํ เสจนกผลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ ทานํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ทานํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ เจตสิโก ธมฺโม ทานนฺติ ฯ ทานํ อิฏฺฐผลํ วุตฺตํ ภควตา จีวรํ ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จีวรํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทานํ อิฏฺฐผลํ วุตฺตํ ภควตา ปิณฺฑปาโต เสนาสนํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือเจตสิกธรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ทาน มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่เป็นที่ฟูใจ มีผลแสลงมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ทานมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า ทาน มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ทาน คือ เจตสิกธรรม ส. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ทานมีผลน่าปรารถนา (และ) ทานก็คือจีวรหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จีวร มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลงมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ทานมีผลน่าปรารถนา (และ) ทานก็คือ บิณฑ-บาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจมีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ เจตสิโก ธมฺโม ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สทฺธา หิริยํ กุสลญฺจ ทานํ ธมฺมา เอเต สปฺปุริสานุยาตา เอตํ หิ มคฺคํ ทิวิยํ วทนฺติ เอเตน หิ คจฺฉติ เทวโลกนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ เจตสิโก ธมฺโม ทานนฺติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ เจตสิกธรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริและทานที่เป็นกุศล ไปตามสัตบุรุษ ธรรม ๓ ประการนี้แล สัตบุรุษทั้งหลาย กล่าวว่า เป็นทางไปสู่เทวโลกเพราะบุคคลไปสู่เทวโลกได้ด้วยธรรม๓ ประการนี้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ทาน ก็คือ เจตสิกธรรม น่ะสิ
น วตฺตพฺพํ เจตสิโก ธมฺโม ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว ทานานิ มหาทานานิ อคฺคญฺญานิ รตฺตญฺญานิ วํสญฺญานิ โปราณานิ อสงฺกิณฺณานิ อสงฺกิณฺณปุพฺพานิ น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกฺกุฏฺฐานิ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ กตมานิ ปญฺจ ฯ อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต ภิกฺขเว อริยสาวโก อปริมาณานํ สตฺตานํ อภยํ เทติ อเวรํ เทติ อพฺยาปชฺฌํ เทติ อปริมาณานํ สตฺตานํ อภยํ ทตฺวา อเวรํ ทตฺวา อพฺยาปชฺฌํ ทตฺวา อปริมาณสฺส อภยสฺส อเวรสฺส อพฺยาปชฺฌสฺส ภาคี โหติ อิทํ ภิกฺขเว ปฐมํ ทานํ มหาทานํ อคฺคญฺญํ รตฺตญฺญํ วํสญฺญํ โปราณํ อสงฺกิณฺณํ อสงฺกิณฺณปุพฺพํ น สงฺกิยติ น สงฺกิยิสฺสติ อปฺปฏิกฺกุฏฺฐํ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ {๑๑๔๒.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว อริยสาวโก อทินฺนาทานํ ปหาย ฯเปฯ กาเมสุมิจฺฉาจารํ ปหาย ฯเปฯ มุสาวาทํ ปหาย ฯเปฯ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานํ ปหาย สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต ภิกฺขเว อริยสาวโก อปริมาณานํ สตฺตานํ อภยํ เทติ อเวรํ เทติ อพฺยาปชฺฌํ เทติ อปริมาณานํ สตฺตานํ อภยํ ทตฺวา อเวรํ ทตฺวา อพฺยาปชฺฌํ ทตฺวา อปริมาณสฺส อภยสฺส อเวรสฺส อพฺยาปชฺฌสฺส ภาคี โหติ อิทํ ภิกฺขเว ปญฺจมํ ทานํ มหาทานํ อคฺคญฺญํ รตฺตญฺญํ วํสญฺญํ โปราณํ อสงฺกิณฺณํ อสงฺกิณฺณปุพฺพํ น สงฺกิยติ น สงฺกิยิสฺสติ อปฺปฏิกฺกุฏฺฐํ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจ ทานานิ มหาทานานิ อคฺคญฺญานิ รตฺตญฺญานิ วํสญฺญานิ โปราณานิ อสงฺกิณฺณานิ อสงฺกิณฺณปุพฺพานิ น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกฺกุฏฺฐานิ สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ เจตสิโก ธมฺโม ทานนฺติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ เจตสิกธรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้เป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศ ปรากฏโดยราตรี ปรากฏว่าเป็นวงค์เป็นธรรมเก่าแก่ อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายมิได้ลบล้างไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้ว ทาน ๕ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละปาณา-ติบาต เป็นผู้เว้นขาดแล้วจากปาณาติบาต อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจาก@ อํ. อฏฺฐก. ข้อ ๑๒๒ หน้า ๒๔๐ ปาณาติบาต ชื่อว่า ให้อภัย ให้ความเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้อภัย ให้ความเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ นี้เป็นทานข้อแรก ซึ่งเป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศปรากฏโดยราตรี ปรากฏว่าเป็นวงศ์ เป็นธรรมเก่าแก่ อันสมณ-พราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายมิได้ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก อริยสาวก ละอทินนาทาน ฯลฯ ละกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ ละมุสาวาทฯลฯ ละฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทคือดื่มสุราเมรัย เป็นผู้เว้นขาดแล้วจากฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราเมรัย อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราเมรัย ชื่อว่า ให้อภัย ให้ความไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้อภัย ให้ความไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ นี้เป็นทานข้อคำรบ ๕ ซึ่งเป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศ ปรากฏโดยราตรี ปรากฏว่าเป็นวงศ์ เป็นธรรมเก่าแก่ อันสมณพราหมณ์และผู้รู้ทั้งหลาย มิได้ลบล้าง ไม่ เคยเลยล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้แล เป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศปรากฏว่าโดยราตรีปรากฏว่าเป็นวงศ์ เป็นธรรมเก่าแก่ อันสมณพราหมณ์ทั้งหลาย มิได้ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้วดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? @ อํ. อฏฺฐก. ข้อ ๑๒๙ หน้า ๒๕๐ ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ทาน ก็คือ เจตสิกธรรม น่ะสิ
น วตฺตพฺพํ เทยฺยธมฺโม ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อิเธกจฺโจ อนฺนํ เทติ ปานํ เทติ วตฺถํ เทติ ยานํ เทติ มาลํ เทติ คนฺธํ เทติ วิเลปนํ เทติ เสยฺยํ เทติ อาวสถํ เทติ ปทีเปยฺยํ เทตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ เทยฺยธมฺโม ทานนฺติ ฯ
ส. ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ เทยยธรรม หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ข้าว ให้น้ำ ให้ผ้า ให้ยาน ให้ดอกไม้ ให้ของหอม ให้เครื่องลูบไล้ ให้ที่นอน ให้ที่พัก ให้เครื่องประทีป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ทานคือเทยยธรรมน่ะสิ
เทยฺยธมฺโม ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เทยฺยธมฺโม อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทานํ อิฏฺฐผลํ วุตฺตํ ภควตา จีวรํ ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ จีวรํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทานํ อิฏฺฐผลํ วุตฺตํ ภควตา ปิณฺฑปาโต ทานํ เสนาสนํ ทานํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร ทานนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ คิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขาโร อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ เทยฺยธมฺโม ทานนฺติ ฯ ทานกถา ฯ
ป. ทาน คือ เทยยธรรม หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. เทยยธรรม มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลงมีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ทานมีผลน่าปรารถนา (และ) ทาน ก็คือจีวร หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. จีวร มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ทานมีผลน่าปรารถนา (และ) ทานก็คือบิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจมีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ เทยยธรรมทานกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๗. สัตตมวรรค] ๔. ทานกถา (๖๖) ๔. ทานกถา (๖๖) ว่าด้วยทาน
สก. สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกเป็นทานได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จะให้สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกแก่คนอื่นๆ ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จะให้สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกแก่คนอื่นๆ ได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จะให้ผัสสะแก่คนอื่นๆ ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จะให้เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ สัทธา ฯลฯ วิริยะ ฯลฯ สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา แก่คนอื่นๆ ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกเป็นทานได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ทานมีผลไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์ เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ทาน โดยทั่วไปมี ๓ อย่าง คือ (๑) จาคเจตนา (เจตนาเป็นเหตุบริจาค) (๒) วิรัติ (การงดเว้น) (๓) ไทยธรรม@(การให้สิ่งของ) ทาน ๓ ประการนี้ย่นลงเป็น ๒ คือ (๑) เจตสิกธรรม (จาคเจตนาและวิรัติ) (๒) ไทยธรรม@ซึ่งฝ่ายปรวาทีมีความเห็นว่า เจตสิกธรรมเท่านั้น เรียกว่าทาน ส่วนไทยธรรมไม่เรียกว่า ทาน@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๗๘/๒๒๓) @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายราชคิริกะและนิกายสิทธัตถิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๗๘/๒๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๐๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๗. สัตตมวรรค] ๔. ทานกถา (๖๖) ปร. ทานมีผลน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากทานมีผลน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็น กำไร มีสุขเป็นวิบาก ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกเป็น ทานได้” สก. ทาน พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามีผลน่าปรารถนา จีวรเป็นทาน ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จีวรมีผลน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทาน พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามีผลน่าปรารถนา บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นทาน ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีผลน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีผล เยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกเป็นทานได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริ และทานที่เป็นกุศล อันสัตบุรุษดำเนินตามแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๗. สัตตมวรรค] ๔. ทานกถา (๖๖) สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่าธรรม ๓ ประการนี้ เป็นทางไปสู่เทวโลก เพราะธรรม ๓ ประการนี้แล บุคคลจึงไปสู่เทวโลกได้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกจึงเป็นทานได้ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกเป็นทานได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้เป็นมหาทานที่รู้กันว่าล้ำเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่าเป็นอริยวงศ์ เป็นของเก่า ในอดีตไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้าง ในปัจจุบันไม่ถูกลบล้าง ในอนาคตก็จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน ทาน ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ อริยสาวก ผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์แล้ว ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ให้ความไม่มี เวร ให้ความไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ย่อมเป็น ผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนอัน ไม่มีประมาณ นี้เป็นทานประการที่ ๑ เป็นมหาทาน ที่รู้กันว่าล้ำเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่าเป็นอริยวงศ์ เป็นของเก่า ในอดีตไม่ถูกลบ ล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้าง ในปัจจุบันไม่ถูกลบล้าง ในอนาคตก็ จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน ๒. อริยสาวกเป็นผู้ละเว้นขาดจากการลักทรัพย์ ฯลฯ ๓. อริยสาวกเป็นผู้ละเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ฯลฯ ๔. อริยสาวกเป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ ฯลฯ ๕. อริยสาวกเป็นผู้ละเว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นเหตุแห่งความประมาท อริยสาวกผู้เว้นขาดจากการเสพ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๓๒/๒๘๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๗. สัตตมวรรค] ๔. ทานกถา (๖๖) ของมึนเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นเหตุแห่งความประมาท ชื่อว่า ให้ความไม่มีภัย ให้ความไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้ง หลายไม่มีประมาณ นี้เป็นทาน ประการที่ ๕ เป็นมหาทาน ที่รู้ กันว่าล้ำเลิศ รู้กันมานาน รู้กันว่า เป็นอริยวงศ์ เป็นของเก่า ใน อดีตไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้าง ในปัจจุบันไม่ถูกลบล้าง ในอนาคตก็จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน ภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ จัดเป็นมหาทาน ที่รู้กันว่าล้ำเลิศ รู้กัน มานาน รู้กันว่าเป็นอริยวงศ์ เป็นของเก่า ในอดีตไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้างในปัจจุบันไม่ถูกลบล้าง ในอนาคตก็จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน”มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น สภาวธรรมที่เป็นเจตสิกจึงเป็นทาน
สก. ท่านไม่ยอมรับว่า “ไทยธรรมเป็นทานได้” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ข้าวน้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ไทยธรรมจึงเป็นทานได้
ปร. ไทยธรรมเป็นทานได้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ไทยธรรมมีผลน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ทาน พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามีผลน่าปรารถนา จีวรเป็นทาน ใช่ไหม สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๓๙/๓๐๐-๓๐๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๗. สัตตมวรรค] ๕. ปริโภคมยปุญญกถา (๖๗) ปร. จีวรมีผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไรมีสุขเป็นวิบากใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ทาน พระผู้มีพระภาคตรัสว่ามีผลน่าปรารถนา บิณฑบาต เสนาสนะคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นทานใช่ไหม สก. ใช่ ปร. คิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีผลน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีผล เยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “ไทยธรรมเป็นทานได้” ทานกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทานกถา ว่าด้วยทาน
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องทาน.
ในเรื่องนั้น ชื่อว่าทานมี ๓ อย่าง คือจากเจตนา วิรติ ไทยธรรม.
ทานชื่อว่าจาคเจตนา มีที่มาในคำว่า ศรัทธา หิริและทานที่เป็นกุศล.
ทานชื่อว่าวิรติ มีที่มาในคำว่า พระอริยสาวกผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว ย่อมให้อภัยแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ วิรติทาน คือวิรตีเจตสิก ๓ อันเป็นเหตุงดเว้นจากอกุศลทุจริตนั้น ในอัฏฐกนิบาตอังคุตตรนิกายเรียกทานนี้ว่า มหาทานที่ ๑.
ทานชื่อว่าไทยธรรม คือวัตถุอันบุคคลพึงให้ มีที่มาในคำว่า บุคคลย่อมให้ทาน คือข้าวน้ำเป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในทานเหล่านี้ต่อไป
บุคคลย่อมให้วัตถุอันควรให้เพราะจาคเจตนา ฉะนั้นจาคเจตนาจึงชื่อว่า ทาน. อีกอย่างหนึ่ง ชนทั้งหลายย่อมให้วัตถุที่พึงให้ด้วยจาคเจตนานี้ เพราะเหตุนั้น จาคเจตนานี้จึงชื่อว่าทาน.
วิรติ ชื่อว่าทาน เพราะอรรถว่าการตัดหรือเพราะอรรถว่าการทำลาย ซึ่งอกุศลจิต.
จริงอยู่ วิรติทานนั้น เมื่อเกิดขึ้นย่อมตัดหรือทำลายเจตนาอันเป็นเหตุทุศีลที่บัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าเป็นผู้มีความกลัวภัยเป็นต้น.
ไทยธรรมอันใด อันเขาย่อมให้เพราะเหตุนั้น ไทยธรรมนั้น จึงชื่อว่าทาน ได้แก่ไทยธรรม คือวัตถุอันบุคคลพึงให้ ทานแม้ทั้ง ๓ อย่างมีประการดังกล่าวมานี้ เมื่อว่าโดยอรรถก็มีอยู่เพียง ๒ อย่าง คือเจตสิกธรรมและไทยธรรม.
ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะและสิทธัตถิกะทั้งหลายว่า เจตสิกธรรมเท่านั้นเป็นทานไทยธรรม คือวัตถุอันบุคคลพึงให้ ไม่ใช่ทาน ดังนี้.
คำถามสกวาทีว่า ทานคือเจตสิกเป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น คำถามของสกวาทีว่า จะให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่นๆ ก็ได้หรือ ดังนี้เพื่อท้วงปรวาทีนั้นด้วยสามารถแห่งไทยธรรม คำตอบปฏิเสธเป็นของปรวาที เพราะบุคคลนั้นไม่อาจเพื่อให้เจตสิกธรรม เหมือนการให้ข้าวน้ำเป็นต้นได้. เมื่อสกวาทีถามปัญหานั้นซ้ำอีก ปรวาทีนั้นนั่นแหละก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งพระสูตรว่า พระอริยสาวกผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว ย่อมให้อภัยแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้. แต่ในปัญหาทั้งหลายมีปัญหาว่าด้วยผัสสะเป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่เห็นโวหารว่า บุคคลจะให้ผัสสะได้เป็นต้น จึงตอบปฏิเสธ.
คำว่า ทานมีผลไม่น่าปรารถนา เป็นต้น ท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงซึ่งความที่ธรรมอันมิใช่เจตสิกเป็นทานมีอยู่.
จริงอยู่ อเจตสิกทานคือการให้ข้าวน้ำเป็นต้น ย่อมไม่ให้วิบากอันน่าปรารถนาต่อไป แต่คำนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวแล้วเพื่อนิยามในความเป็นอิฏฐผล ได้แก่นิยามคือมรรค.
ก็ในคำแม้นี้ อธิบายว่า ผิว่า อเจตสิกทาน คือการให้ข้าวเป็นต้น พึงเป็นทานไซร้ ก็เมื่อบุคคลให้เภสัชอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าชอบใจด้วยจิตเกื้อกูลอนุเคราะห์ ผลอันไม่น่าปรารถนานั้นนั่นแหละพึงเกิดขึ้น ดุจไม้สะเดาเป็นต้นยังผลสะเดาเป็นต้นให้เกิดขึ้นอยู่แต่ในที่นี้ การให้ด้วยเจตนาอันเป็นเหตุบริจาคย่อมให้ซึ่งผลอันเป็นประโยชน์เกื้อกูล เหตุใด เพราะเหตุนั้น ครั้นเมื่อไทยธรรม คือวัตถุอันบุคคลพึงให้ แม้ไม่น่าปรารถนา ก็ย่อมชื่อว่าเป็นทานมีผลอันน่าชอบใจทั้งสิ้น ดังนี้.
เมื่อปรวาทีตั้งเจตสิกธรรมเป็นทานอย่างนี้แล้ว สกวาทีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทานมีผลน่าปรารถนา ดังนี้เพื่อจะยังไทยธรรมโดยปริยายนี้ให้สำเร็จความเป็นทาน. แต่ปรวาที เมื่อไม่เห็นความที่จีวรทานเป็นต้นมีผลอันน่าปรารถนา จึงปฏิเสธ. การชำระพระสูตรย่อมถูกต้องทั้งในวาทะของปรวาทีและทั้งในวาทะของสกวาที แต่ย่อมไม่ถูกโดยเนื้อความอย่างเดียวกัน.
คำว่า ไทยธรรมมีผลน่าปรารถนา นี้ สกวาทีตอบปฏิเสธสักว่าความเป็นอิฏฐผลเท่านั้น เพราะฉะนั้นในคำว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่าทานคือไทยธรรม นี้ ย่อมไม่ถูก เพราะความที่ไทยธรรมนั้น บุคคลพึงกล่าวว่าเป็นอิฏฐผลทีเดียว.
อนึ่ง ไทยธรรมชื่อว่า ทานนั่นแหละ เพราะอรรถว่าอันบุคคลพึงให้. สำหรับเรื่องทานนี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อจะปลดเปลื้องความปะปนกันแห่งทานทั้ง ๒ เท่านั้น ดังนี้แล.
อรรถกถาทานกถา จบ. -----------------------------------------------------