อิทังทุกขันติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อิทํ ทุกฺขนฺติกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อิทังทุกขันติกถา
อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อยํ สมุทโยติ วาจํ ภาสโต อยํ สมุทโยติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อยํ นิโรโธติ วาจํ ภาสโต อยํ นิโรโธติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อยํ มคฺโคติ วาจํ ภาสโต อยํ มคฺโคติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้สมุทัย ญาณว่า นี้สมุทัย ก็เป็นไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้นิโรธ ญาณว่า นี้นิโรธ ก็เป็นไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้มรรค ญาณว่า นี้มรรค ก็เป็นไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อยํ สมุทโยติ วาจํ ภาสโต น จ อยํ สมุทโยติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต น จ อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อยํ นิโรโธติ ฯเปฯ อยํ มคฺโคติ วาจํ ภาสโต น จ อยํ มคฺโคติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต น จ อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้สมุทัย แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้สมุทัย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้นิโรธ ฯลฯ นี้มรรค แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้มรรคหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อนิจฺจนฺติ วาจํ ภาสโต รูปํ อนิจฺจนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วาจํ ภาสโต วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า รูปไม่เที่ยง ญาณว่า รูปไม่เที่ยง ก็เป็นไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ไม่เที่ยงญาณว่า วิญญาณไม่เที่ยง ก็เป็นไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อนตฺตาติ วาจํ ภาสโต รูปํ อนตฺตาติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ อนตฺตาติ วาจํ ภาสโต วิญฺญาณํ อนตฺตาติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า รูปเป็นอนัตตา ญาณว่า รูปเป็นอนัตตาก็เป็นไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เป็นอนัตตา ญาณว่า วิญญาณ เป็นอนัตตา ก็เป็นไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ อนิจฺจนฺติ วาจํ ภาสโต น จ รูปํ อนิจฺจนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต น จ อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ วาจํ ภาสโต น จ วิญฺญาณํ อนิจฺจนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต น จ อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ อนตฺตาติ วาจํ ภาสโต น จ รูปํ อนตฺตาติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต น จ อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ อนตฺตาติ วาจํ ภาสโต น จ วิญฺญาณํ อนตฺตาติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต น จ อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อกล่าววาจาว่า รูปไม่เที่ยง แต่ญาณไม่เป็นไปว่า รูปไม่เที่ยง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ไม่เที่ยง แต่ญาณไม่เป็นไปว่า วิญญาณไม่เที่ยง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า รูปเป็นอนัตตา แต่ญาณไม่เป็นไปว่า รูปเป็นอนัตตาหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เป็นอนัตตา แต่ญาณไม่เป็นไปว่า วิญญาณ เป็นอนัตตา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ทุกข์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อิทํ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสโต อิทํ ทุกฺขนฺติ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อีติ จ ทนฺติ จ ทูติ จ ขนฺติ จ ญาณํ ปวตฺตตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อิทํทุกฺขนฺติกถา ฯ -------------
ส. เมื่อกล่าววาจาว่า อิทํ ทุกฺขํ (นี้ทุกข์) ญาณว่า อิทํ ทุกฺขํก็เป็นไปหรือ ป. ถูกแล้ว ส. ญาณว่า อิ ญาณว่า ทํ ญาณว่า ทุ และญาณว่า ขํ ก็เป็นไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อิทังทุกขันติกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อิทังทุกขันติกถา (๑๑๑) ว่าด้วยการเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์
สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” ญาณว่า “นี้ทุกข์” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑๘/๒๕๗) @ เพราะมีความเห็นว่า ในขณะที่บรรลุอริยมรรค จะมีการเปล่งเสียงออกมาว่า “นี้ทุกข์” การเปล่งเสียงนี้@จัดเป็นญาณ ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ในขณะที่บรรลุอริยมรรคนั้น จะไม่มีการเปล่งเสียง@ใดๆ ทั้งสิ้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑๘/๒๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๗๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๑. เอกาทสมวรรค] ๖. อิทังทุกขันติกถา (๑๑๑) สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกขสมุทัย” ญาณว่า “นี้ทุกขสมุทัย” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” ญาณว่า “นี้ทุกข์” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกขนิโรธ” ญาณว่า “นี้ทุกขนิโรธ” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” ญาณว่า “นี้ทุกข์” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้มรรค” ญาณว่า “นี้มรรค” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้สมุทัย” แต่ญาณว่า “นี้สมุทัย” ไม่ดำเนินไป ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” แต่ญาณว่า “นี้ทุกข์” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้นิโรธ” ... เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้มรรค” แต่ญาณว่า“นี้มรรค” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” แต่ญาณว่า “นี้ทุกข์” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๗๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๑. เอกาทสมวรรค] ๖. อิทังทุกขันติกถา (๑๑๑)
สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” ญาณว่า “นี้ทุกข์” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “รูปไม่เที่ยง” ญาณว่า “รูปไม่เที่ยง” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” ญาณว่า “นี้ทุกข์” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง” ญาณว่า “วิญญาณไม่เที่ยง” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” ญาณว่า “นี้ทุกข์” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “รูปเป็นอนัตตา” ญาณว่า “รูปเป็นอนัตตา” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” ญาณว่า “นี้ทุกข์” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “เวทนาเป็นอนัตตา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา” ญาณว่า “วิญญาณเป็นอนัตตา” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งว่า “รูปไม่เที่ยง” แต่ญาณว่า “รูปไม่เที่ยง” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๑. เอกาทสมวรรค] ๖. อิทังทุกขันติกถา (๑๑๑) สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” แต่ญาณว่า “นี้ทุกข์” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “เวทนาไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง” แต่ญาณว่า “วิญญาณไม่เที่ยง” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” แต่ญาณว่า “นี้ทุกข์” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “รูปเป็นอนัตตา” แต่ญาณว่า “รูปเป็นอนัตตา”ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” แต่ญาณว่า “นี้ทุกข์” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “เวทนาเป็นอนัตตา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา” แต่ญาณว่า “วิญญาณเป็นอนัตตา” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” แต่ญาณว่า “นี้ทุกข์” ไม่ดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เมื่อเปล่งวาจาว่า “นี้ทุกข์” ญาณว่า “นี้ทุกข์” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณว่า “อิ” ว่า “ทํ” ว่า “ทุ” และว่า “ขํ” จึงดำเนินไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อิทังทุกขันติกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๗๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอิทัง ทุกขันติกถา พรรณนากถาว่าด้วย การเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการเปล่งวาจานี้ทุกข์.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ในขณะแห่งโลกุตตรมรรคเกิด พระโยคาวจรย่อมเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์ ฉันใดญาณว่านี้ทุกข์ย่อมเป็นไปแก่พระโยคาวจรผู้กล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ฉันนั้น ดังนี้. คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองของปรวาทีหมายเอาการกล่าววาจาเช่นนั้น และความเป็นไปแห่งญาณในขณะแห่งมรรค.
อนึ่ง ปรวาทีนั้นปรารถนาว่า ปุถุชนย่อมกล่าววาจาอันประกอบด้วยสัจจะที่เหลือ แต่ว่าญาณเช่นนั้นย่อมไม่เป็นไปแก่เขา เหตุใด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงปฏิเสธในปัญหามีสมุทัยเป็นต้น.
คำว่า เมื่อกล่าววาจาว่า รูปไม่เที่ยง เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งการแสดงปริยายแห่งทุกข์. ก็เมื่อปรวาทีไม่เห็นโวหารเช่นนั้นในลัทธิของตน จึงตอบปฏิเสธ.
คำว่า ญาณว่า อิ ญาณว่า ทํ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงคำว่า ถ้าว่าญาณในทุกข์ของปุถุชนย่อมเป็นไปได้ไซร้ก็ย่อมจะเป็นไปด้วยญาณ ๔ โดยลำดับในอักษร อิ. อักษร ทํ อักษร ทุ. อักษร ขํ (อิทํ ทุกฺขํ) แต่ปรวาทีไม่ปรารถนาเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธ.
อรรถกถาอิทังทุกขันติกถา จบ. -----------------------------------------------------