นิโรธกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นิโรธกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ วรรคที่ ๑๐ นิโรธกถา
อุปปตฺเตสิเย ปญฺจกฺขนฺเธ อนิรุทฺเธ กิริยา ปญฺจ ขนฺธา อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทสนฺนํ ขนฺธานํ สโมธานํ โหติ ทส ขนฺธา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทสนฺนํ ขนฺธานํ สโมธานํ โหติ ทส ขนฺธา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อุปปตฺเตสิเย ปญฺจกฺขนฺเธ อนิรุทฺเธ กิริยา จตฺตาโร ขนฺธา อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นวนฺนํ ขนฺธานํ สโมธานํ โหติ นว ขนฺธา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นวนฺนํ ขนฺธานํ สโมธานํ โหติ นว ขนฺธา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๔ ที่เป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความประชุมเป็นแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อุปปตฺเตสิเย ปญฺจกฺขนฺเธ อนิรุทฺเธ กิริยา ญาณํ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ฉนฺนํ ขนฺธานํ สโมธานํ โหติ ฉ ขนฺธา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ฉนฺนํ ขนฺธานํ สโมธานํ โหติ ฉ ขนฺธา สมฺมุขีภาวํ อาคจฺฉนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ผสฺสานํ ฯเปฯ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ญาณอันเป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มาพบกันได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มาพบกันได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อุปปตฺเตสิเย ปญฺจกฺขนฺเธ นิรุทฺเธ มคฺโค อุปฺปชฺชตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มโต มคฺคํ ภาเวติ กาลกโต มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นิโรธกถา ฯ ---------
ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติ ดับไปแล้ว มรรคก็เกิดขึ้นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ตายแล้ว ยังมรรคให้เกิดได้ บุคคลผู้ทำกาละแล้ว ยังมรรคให้เกิดได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ นิโรธกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค] ๑. นิโรธกถา (๙๕) ๑๐. ทสมวรรค ๑. นิโรธกถา (๙๕) ว่าด้วยนิโรธ
สก. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาปฏิสนธิยังไม่ดับ ขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยา ก็อุบัติใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มารวมกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มีการประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มารวมกันได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาปฏิสนธิยังไม่ดับ ขันธ์ ๔ ที่เป็นกิริยาก็อุบัติใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มารวมกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มีการประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มารวมกันได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๗๑/๒๔๘) @ เพราะมีความเห็นว่า เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาปฏิสนธิยังไม่ดับ กิริยาขันธ์ ๕ (ขันธ์ที่แสดงความเคลื่อนไหว)ใน@ภพใหม่ก็เกิดขึ้นได้ เช่น ขณะที่จิตดวงก่อนยังไม่ดับ จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นมา (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๗๑/๒๔๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๒๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๐. ทสมวรรค] ๒. รูปังมัคโคติกถา (๙๖) สก. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาปฏิสนธิยังไม่ดับ ญาณที่เป็นกิริยาก็อุบัติใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มารวมกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มีการประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มารวมกันได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มีการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ จิต ๒ ดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาปฏิสนธิดับ มรรคก็อุบัติใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลตายแล้ว เจริญมรรคได้ บุคคลทำกาละแล้วเจริญมรรคได้ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ นิโรธกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานิโรธกถา ว่าด้วยความดับ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความดับ.
ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ขันธ์ ๕ คือนามขันธ์ ๔ อันถึงซึ่งการนับว่าเป็นกิริยา หรือเป็นกุศล หรือเป็นอกุศลและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับภังคขณะ คือขณะแห่งการดับ ของภวังคจิตอันถึงซึ่งการนับว่า ขันธ์ที่แสวงหาการเกิดเพราะว่า เมื่อขันธ์เหล่านั้นยังไม่เกิด ครั้นเมื่อภวังคจิตดับแล้ว ความขาดตอนของสันตติพึงมี ดังนี้.
คำถามของสกวาทีว่าเมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติ เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ในบททั้งหลายแม้ทั้ง ๔ ว่า อุปปตฺเตสิเย แปลว่า เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติ นั้น เป็นสัตตมีเอกพจน์ลงในอรรถแห่งสัตตมีพหูพจน์ก็ในคำนี้ ท่านอธิบายว่า เมื่อขันธ์ ๕ อันแสวงหาซึ่งการเกิดยังไม่ทันดับ. คำว่า ขันธ์ ๑๐ ท่านสกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งขันธ์ ๕ ที่แสวงหาการเกิดและขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยา หมายถึงขันธ์ของพระอรหันต์ที่ไม่ต้องแสวงหาการเกิด.
ในปัญหาแรกนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยหมายเอาว่า ขันธ์เหล่านั้น ชื่อว่ามี ๕ เท่านั้น ด้วยสามารถแห่งลักษณะของขันธ์ และด้วยสามารถแห่งกิริยา.
ในปัญหาที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรอง หมายเอาความต่างกันแห่งขันธ์ ๕ ด้วยสามารถแห่งขันธ์ที่เกิดก่อนและเกิดทีหลัง และด้วยสามารถแห่งขันธ์ที่แสวงหาการเกิดและขันธ์ที่เป็นกิริยา คือขันธ์ที่ไม่แสวงหาการเกิด.
ถูกสกวาทีถามว่า เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ก็ตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีข้ออ้างในพระสูตร.
คำว่า ขันธ์ ๔ ที่เป็นกิริยา ความว่า สกวาทีถือเอานามขันธ์ ๔ ที่เป็นกุศล หรือเป็นอกุศลโดยเว้นจากรูป.
คำว่า ญาณอันเป็นกิริยา ได้แก่ ญาณที่ไม่มีอารมณ์ของพระอรหันต์ในขณะที่ท่านถึงพร้อมด้วยจักขุวิญญาณจิตที่ปรวาทีรับรองแล้ว.
คำถามว่า เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติดับไปแล้ว มรรคก็เกิดขึ้นได้หรือ เป็นของปรวาที คำตอบรับรองเป็นของสกวาที เพราะเมื่อขันธ์ ๕ อันแสวงหาการเกิดยังไม่ดับแล้ว มรรคก็ไม่เกิดขึ้น.
คำถามโดยเลศนัยของปรวาทีว่า ผู้ตายแล้วยังมรรคให้เกิดได้....หรือ สกวาทีตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ก็เพราะว่า จำเดิมแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติจิตสัตว์ชื่อว่ามีชีวิตอยู่นั่นแหละ ดังนี้.
อรรถกถานิโรธกถา จบ. -----------------------------------------------------