ขณิกกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ขณิกกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ขณิกกถา
เอกจิตฺตกฺขณิกา สพฺเพ ธมฺมาติ ฯ อามนฺตา ฯ จิตฺเต มหาปฐวี สณฺฐาติ มหาสมุทฺโท สณฺฐาติ สิเนรุปพฺพตราชา สณฺฐาติ อาโป สณฺฐาติ เตโช สณฺฐาติ วาโย สณฺฐาติ ติณกฏฺฐวนปฺปตโย สณฺฐหนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะจิตอันหนึ่ง หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. มหาปฐพี มหาสมุทร ขุนเขาสิเนรุ น้ำ ไฟ ลม หญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่า ล้วนดำรงอยู่ในจิต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกจิตฺตกฺขณิกา สพฺเพ ธมฺมาติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาเณน สหชาตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาเณน สหชาตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ อชฺฌตฺติกญฺเจว อาวุโส จกฺขุํ อปริภินฺนํ โหติ พาหิรา จ รูปา น อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ โน จ ตชฺโช สมนฺนาหาโร โหติ เนว ตาว ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาวสฺส ปาตุภาโว โหติ อชฺฌตฺติกญฺเจว อาวุโส จกฺขุํ อปริภินฺนํ โหติ พาหิรา จ รูปา อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ โน จ ตชฺโช สมนฺนาหาโร โหติ เนว ตาว ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาวสฺส ปาตุภาโว โหติ ยโต จ โข อาวุโส อชฺฌตฺติกญฺเจว จกฺขุํ อปริภินฺนํ โหติ พาหิรา จ รูปา อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ตชฺโช จ สมนฺนาหาโร โหติ เอวํ ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาวสฺส ปาตุภาโว โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ จกฺขายตนํ จกฺขุวิญฺญาเณน สหชาตนฺติ ฯ
ส. ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะแห่งจิตอันหนึ่ง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า อาวุโส จักขุอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไป แต่รูปอันเป็นธรรมภายนอกยังมิได้มาสู่คลอง และการประมวลที่สมกันก็ยังไม่มี ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกันก็ยังไม่มีก่อน จักขุอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วยรูปอันเป็นธรรมภายนอกมาสู่คลองด้วย แต่การประมวลที่สมกันยังไม่มี ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกันก็ยังไม่มีก่อน ก็ใน กาลใดแล จักขุอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วย รูปอันเป็นธรรมภายนอกก็มาสู่คลองด้วย การประมวลที่สมกันก็มีด้วย อย่างนี้ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกันจึงมี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว @ ม. มู. ข้อ ๓๔๖ หน้า ๓๕๘ ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ
โสตายตนํ ฯเปฯ ฆานายตนํ ฯเปฯ ชิวฺหายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ กายวิญฺญาเณน สหชาตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กายายตนํ กายวิญฺญาเณน สหชาตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ อชฺฌตฺติโก เจว อาวุโส กาโย อปริภินฺโน โหติ พาหิรา จ โผฏฺฐพฺพา น อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ โน จ ฯเปฯ อชฺฌตฺติโก เจว อาวุโส กาโย อปริภินฺโน โหติ พาหิรา จ โผฏฺฐพฺพา อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ โน จ ฯเปฯ ยโต จ โข อาวุโส อชฺฌตฺติโก เจว กาโย อปริภินฺโน โหติ พาหิรา จ โผฏฺฐพฺพา อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ตชฺโช จ สมนฺนาหาโร โหติ เอวํ ตชฺชสฺส วิญฺญาณภาวสฺส ปาตุภาโว โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ กายายตนํ กายวิญฺญาเณน สหชาตนฺติ ฯ
ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า อาวุโส กายอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไป แต่โผฏฐัพพะอันเป็นธรรมภายนอกยังไม่มาสู่คลองและการประมวลที่สมกันก็ยังไม่มี ฯลฯ กายอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วย โผฏฐัพพะอันเป็นธรรมภายนอกก็มาสู่คลอง ด้วย แต่การประมวลที่สมกันยังไม่มี ฯลฯ ก็ในกาลใดแล กายอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วย โผฏฐัพพะก็มาสู่คลองด้วย การประมวลที่สมกันก็มีด้วย อย่างนี้ ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกันจึงมี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ
น วตฺตพฺพํ เอกจิตฺตกฺขณิกา สพฺเพ ธมฺมาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ ธมฺมา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ เอกจิตฺตกฺขณิกา สพฺเพ ธมฺมาติ ฯ ขณิกกถา ฯ พาวีสติโม วคฺโค ฯ ตสฺส อุทฺทานํ อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย ปรินิพฺพานํ อรหา กุสลจิตฺโต ปรินิพฺพายติ อรหา อาเนญฺเช ฐิโต ปรินิพฺพายติ อตฺถิ คพฺภเสยฺยาย ธมฺมาภิสมโย อตฺถิ คพฺภเสยฺยาย อรหตฺตปฺปตฺติ อตฺถิ สุปินคตสฺส ธมฺมาภิสมโย อตฺถิ สุปินคตสฺส อรหตฺตปฺปตฺติ สพฺพํ สุปินคตสฺส จิตฺตํ อพฺยากตํ นตฺถิ กาจิ อาเสวนปจฺจยตา เอกจิตฺตกฺขณิกา สพฺเพ ธมฺมาติ ฯ ---------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะจิตอันหนึ่ง หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ธรรมทั้งปวง เที่ยง ยั่งยืน แน่นอน มีอันไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดาหรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ธรรมทั้งปวงก็เป็นไปในขณะจิตอันหนึ่ง น่ะสิขณิกกถา จบ. วรรคที่ ๒๒ จบ. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๒. พาวีสติมวรรค] ๑๐. ขณิกกถา (๒๑๗) ๑๐. ขณิกกถา (๒๑๗) ว่าด้วยสภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง
สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มหาปฐพี มหาสมุทร ภูเขาสิเนรุ น้ำ ไฟ ลม หญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่า ล้วนแต่ดำรงอยู่ได้ในจิตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่งใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุ จักษุ ที่เป็นอายตนะภายใน ไม่แตกทำลาย รูปที่เป็นอายตนะภายนอกไม่มาสู่คลองจักษุและความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปก็ไม่มี วิญญาณส่วนที่เกิดจากจักษุและรูปนั้นก็ไม่ปรากฏ จักษุที่เป็นอายตนะภายใน ไม่แตกทำลาย รูปที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองจักษุ แต่ความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปนั้นไม่มี วิญญาณส่วนที่เกิดจาก@เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะและนิกายอปรเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๐๖-๙๐๗/๓๒๒-๓๒๓)@ เพราะมีความเห็นว่า สังขตธรรม(ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง) คือรูปกับนาม มีอายุเท่ากัน คือ ชั่วขณะจิตหนึ่ง@ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า รูป ๑ ขณะมีอายุเท่ากับจิต ๑๗ ขณะ นาม (จิต เจตสิก) เท่านั้น@ที่มีอายุเท่ากับชั่วขณะจิตหนึ่ง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๐๖-๙๐๗/๓๒๒-๓๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๓๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๒. พาวีสติมวรรค] ๑๐. ขณิกกถา (๒๑๗) จักษุและรูปนั้นก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อใด จักษุที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย รูปที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองจักษุ และความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปนั้นก็มีเมื่อนั้น วิญญาณส่วนที่เกิดจากจักษุและรูปนั้นย่อมปรากฏ ด้วยอาการอย่างนี้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ” สก. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ กายายตนะ เกิดพร้อมกับกายวิญญาณใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า ‘ท่านผู้มีอายุ กายที่เป็นอายตนะภายในไม่แตกทำลาย โผฏฐัพพะที่เป็นอายตนะภายนอกไม่มาสู่คลองกายและความใส่ใจอันเกิดจากกายและโผฏฐัพพะก็ไม่มี ฯลฯ กายที่เป็นอายตนะ ภายในไม่แตกทำลาย โผฏฐัพพะที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองกาย แต่ความ ใส่ใจอันเกิดจากกายและโผฏฐัพพะไม่มี ฯลฯ แต่เมื่อใด กายที่เป็นอายตนะ ภายในไม่แตกทำลาย โผฏฐัพพะที่เป็นอายตนะภายนอกมาสู่คลองกายและโผฏฐัพพะและความใส่ใจอันเกิดจากกายและโผฏฐัพพะก็มี เมื่อนั้น วิญญาณส่วนที่เกิดจากกายและโผฏฐัพพะนั้นย่อมปรากฏ ด้วยอาการอย่างนี้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๓๐๖/๓๓๘-๓๓๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๓๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๒. พาวีสติมวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. สภาวธรรมทั้งปวงเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น สภาวธรรมทั้งปวงจึงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง ขณิกกถา จบ พาวีสติมวรรค จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปรินิพพานกถา ๒. กุสลจิตตกถา ๓. อาเนญชกถา ๔. ธัมมาภิสมยกถา ๕-๗. ติสโสปิกถา ๘. อัพยากตกถา ๙. อาเสวนปัจจยตากถา ๑๐. ขณิกกถา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๓๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาขณิกกถา ว่าด้วยธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะ
บัดนี้ ชื่อว่าธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะ คือหมายถึงขณะจิต.
ในปัญหานั้น สังขตธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น สังขตธรรมเหล่านั้นจึงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่งเท่านั้น. ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะและอปรเสลิยะทั้งหลายว่า ก็เมื่อความไม่เที่ยง มีอยู่ ธรรมอย่างหนึ่งแตกดับไปเร็ว ธรรมอย่างหนึ่งแตกดับไปช้า ดังนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อะไรเล่าเป็นสภาพแตกต่างกันในที่นี้ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีว่า ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะแห่งจิตอันหนึ่งหรือ ดังนี้ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ในคำทั้งหลายมีคำเป็นต้นว่า มหาปฐพี...ล้วนดำรงอยู่ในจิตหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นการดำรงอยู่แห่งมหาปฐพีเป็นต้นเหล่านั้น ฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธ.
คำว่า จักขวายตนะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า ผิว่า ธรรมทั้งปวงพึงมีชั่วขณะจิตเดียวไซร้ อายตนะทั้งหลายมีจักขวายตนะเป็นต้นเกิดขึ้นแล้วก็พึงดับไปพร้อมกับวิญญาณทั้งหลาย มีจักขุวิญญาณเป็นต้นได้นะสิ. แต่ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณของสัตว์ผู้เกิดในท้องมารดา. ย่อมตอบรับรอง หมายเอาความเป็นไปคือปวัตติกาล ด้วยสามารถแห่งลัทธินั่นแหละ.
คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
คำว่า ถ้าอย่างนั้น ธรรมทั้งปวงก็เป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง ดังนี้. อธิบายว่า ปรวาทีย่อมกล่าวการกระทำตามความชอบใจของตนว่าธรรมทั้งหลายชื่อว่าเป็นของเที่ยงไม่มี ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงเป็นไปในขณะแห่งจิตอันหนึ่ง ดังนี้. คำนั้นไม่เป็นเช่นกับคำที่ปรวาทีนั้นกล่าวแล้วแล. อรรถกถาขณิกกถา จบ.
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ
๑. ปรินิพพานกถา
๒. กุสลจิตตกถา
๓. อาเนญชกถา
๔. ธัมมาภิสมยกถา
๕. ติสโสปิกถา
๖. อัพยากตกถา
๗. อาเสวนปัจจัยตากถา
๘. ขณิกกถา.
วรรคที่ ๒๒ จบ. -----------------------------------------------------