สัมมติญาณกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สมฺมติญาณกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สัมมติญาณกถา
น วตฺตพฺพํ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ญาณํ ปฐวีกสิณญฺจ สมฺมติสจฺจมฺหีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ญาณํ ปฐวีกสิณญฺจ สมฺมติสจฺจมฺหิ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า ญาณให้สมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? สกวาที ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีญาณ และปฐวีกสิณเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีญาณและปฐวีกสิณเป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
น วตฺตพฺพํ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อาโปกสิณํ ฯเปฯ เตโชกสิณํ ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ททนฺตสฺส อตฺถิ ญาณํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร จ สมฺมติสจฺจมฺหีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ททนฺตสฺส อตฺถิ ญาณํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร จ สมฺมติสจฺจมฺหิ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ฯลฯ บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจยเภสัชชบริขาร มีญาณและคิลานปัจจย-เภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร มีญาณและคิลาน-ปัจจัยเภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมติญาณกถา ฯ ----------
ส. ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้ กระทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สัมมติญาณกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๖. สมมติญาณกถา (๔๘) ๖. สมมติญาณกถา (๔๘) ว่าด้วยสมมติญาณ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีญาณอยู่ และปฐวีกสิณเป็น สมมติสัจจะใช่ไหม สก. ใช่ ปร. หากผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีญาณอยู่ และปฐวีกสิณเป็น สมมติสัจจะ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรม อื่นเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ผู้เข้าสมาบัติที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ผู้ถวายคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีญาณอยู่ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากผู้ถวายคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีญาณอยู่ และคิลานปัจจยเภสัช-บริขารเป็นสมมติสัจจะ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” @เชิงอรรถ : @ สมมติญาณ หมายถึงญาณที่รู้สมมติบัญญัติ เช่น รู้บุคคล รู้ความจริงโดยสมมติ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๓๔/๒๑๒)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า สมมติญาณก็สามารถรู้สัจจะได้ คำว่า สัจจะ ในที่นี้@เป็นความหมายรวมๆ ไม่แยกว่าเป็นสมมติสัจจะหรือปรมัตถสัจจะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๓๔/๒๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๗. จิตตารัมมณกถา (๔๙)
สก. สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สมมติญาณกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสัมมติญาณกถา ว่าด้วยสมมติญาณ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสมมติญาณ คือญาณในสมมติ.
ในเรื่องนั้น สัจจะมี ๒ คือสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ.
ก็บุคคลเหล่าใดไม่ทำการแยกสัจจะอย่างนี้ ย่อมกล่าวแม้ซึ่งสมมติญาณว่ามีสัจจะเป็นอารมณ์นั่นเทียว ด้วยการกล่าวอ้างคำว่า สัจจะ ดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลาย สกวาทีจึงเริ่มคำนี้ เพื่อชำระล้างวาทะของชนเหล่านั้นว่า พวกเขาเหล่านั้นมีวาทะไม่ถูกต้อง.
ในคำเหล่านั้น คำถามว่า ไม่พึงกล่าว เป็นของปรวาที. คำตอบรับรองเป็นของสกวาที หมายเอาปรมัตถสัจจะ.
คำว่า ญาณในสมมติสัจจะ ได้แก่ ญาณในสัจจะที่เข้าไปอาศัยคำสมมติ. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ญาณในสมมติสัจจะ เป็นสัตตมีวิภัตติใช้ในอรรถแห่งปฐมาวิภัตติ. อธิบายว่า ได้แก่ สมมติสัจจะ.
คำถามของสกวาทีว่า ญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า ถ้าญาณในสมมตินั้นมีสัจจะเป็นอารมณ์โดยไม่แปลกกัน บุคคลก็พึงทำกิจทั้งหลายมีการกำหนดรู้ทุกข์ เป็นต้นด้วยญาณนั้นได้ ดังนี้จึงกล่าวคำว่า กำหนดรู้ทุกข์ได้ ฯลฯ ด้วยญาณนั้นหรือ ดังนี้.
อรรถกถาสัมมติญาณกถา จบ. -----------------------------------------------------