๖. สมมติญาณกถา ว่าด้วยสมมติญาณ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๖. สมมติญาณกถา (๔๘) ๖. สมมติญาณกถา (๔๘) ว่าด้วยสมมติญาณ
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีญาณอยู่ และปฐวีกสิณเป็น สมมติสัจจะใช่ไหม สก. ใช่ ปร. หากผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีญาณอยู่ และปฐวีกสิณเป็น สมมติสัจจะ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรม อื่นเป็นอารมณ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ผู้เข้าสมาบัติที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ผู้ถวายคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีญาณอยู่ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากผู้ถวายคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีญาณอยู่ และคิลานปัจจยเภสัช-บริขารเป็นสมมติสัจจะ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์” @เชิงอรรถ : @ สมมติญาณ หมายถึงญาณที่รู้สมมติบัญญัติ เช่น รู้บุคคล รู้ความจริงโดยสมมติ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๓๔/๒๑๒)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า สมมติญาณก็สามารถรู้สัจจะได้ คำว่า สัจจะ ในที่นี้@เป็นความหมายรวมๆ ไม่แยกว่าเป็นสมมติสัจจะหรือปรมัตถสัจจะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๔๓๔/๒๑๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๕. ปัญจมวรรค] ๗. จิตตารัมมณกถา (๔๙)
สก. สมมติญาณมีสัจจะเท่านั้นเป็นอารมณ์ ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สมมติญาณกถา จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สมฺมติญาณกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สัมมติญาณกถา
น วตฺตพฺพํ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ญาณํ ปฐวีกสิณญฺจ สมฺมติสจฺจมฺหีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ ญาณํ ปฐวีกสิณญฺจ สมฺมติสจฺจมฺหิ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า ญาณให้สมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? สกวาที ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีญาณ และปฐวีกสิณเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีญาณและปฐวีกสิณเป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
น วตฺตพฺพํ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อาโปกสิณํ ฯเปฯ เตโชกสิณํ ฯเปฯ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ททนฺตสฺส อตฺถิ ญาณํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร จ สมฺมติสจฺจมฺหีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ททนฺตสฺส อตฺถิ ญาณํ คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร จ สมฺมติสจฺจมฺหิ เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ฯลฯ บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจยเภสัชชบริขาร มีญาณและคิลานปัจจย-เภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร มีญาณและคิลาน-ปัจจัยเภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์
สมฺมติญาณํ สจฺจารมฺมณญฺเญว น อญฺญารมฺมณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมติญาณกถา ฯ ----------
ส. ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้ กระทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สัมมติญาณกถา จบ -----------------------------------------------------