๓. สัญโญชนกถา ว่าด้วยสังโยชน์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สัญโญชนกถา (๒๐๒) ว่าด้วยสังโยชน์
สก. พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลมีอยู่ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโยคีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพพตปรามาส ฯลฯ ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะบางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๘๑/๓๑๕) @ เพราะมีความเห็นว่า พระอรหันต์ทั้งหลายไม่สามารถรู้พุทธวิสัย (สัพพัญญุตญาณ) ฉะนั้น จึงชื่อว่าละ@อวิชชาและวิจิกิจฉาได้ไม่หมด ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์ต้องละ@สังโยชน์ได้ทั้งหมดไม่เกี่ยวกับการรู้และการไม่รู้พุทธวิสัย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๘๑/๓๑๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒๑. เอกวีสติมวรรค] ๓. สัญโญชนกถา (๒๐๒) สก. พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ยังมีราคะ(ความกำหนัด) โทสะ(ความคิดประทุษร้าย) โมหะ(ความหลง) มานะ(ความถือตัว) มักขะ(ความลบหลู่คุณท่าน) ปลาสะ(ความตีเสมอ) อุปายาส(ความคร่ำครวญ) กิเลส(สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง) อยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ มานะ มักขะ ปลาสะ อุปายาสกิเลส มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ไม่มีราคะ ฯลฯ ไม่มีกิเลส ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลมีอยู่”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้ว บรรลุอรหัตตผลมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระอรหันต์ย่อมรู้พุทธวิสัยได้ทั้งหมดใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ดังนั้น พระโยคีละสังโยชน์บางอย่างยังไม่ได้แล้วบรรลุอรหัตตผลจึงมีอยู่สัญโญชนกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๙๑๓}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สญฺโญชนกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สัญโญชนกถา
อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ กิญฺจิ สกฺกายทิฏฺฐึ อปฺปหาย ฯเปฯ วิจิกิจฺฉํ อปฺปหาย ฯเปฯ สีลพฺพตปรามาสํ อปฺปหาย ราคํ อปฺปหาย โทสํ อปฺปหาย โมหํ อปฺปหาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. การที่พระโยคียังไม่ละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ยังไม่ละวิจิกิจฉา ฯลฯ ยังไม่ละสีลัพพตปรามาส ฯลฯ ยังไม่ละราคะ ยังไม่ละโทสะ ยังไม่ละโมหะ ฯลฯ ยังไม่ละอโนตตัปปะบางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา สราโค สโทโส สโมโห สมาโน สมกฺโข สปฬาโส สอุปายาโส สกิเลโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อรหา นีราโค นิทฺโทโส นิมฺโมโห นิมฺมาโน นิมฺมกฺโข นิปฺปฬาโส นิรุปายาโส นิกฺกิเลโสติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา นีราโค ฯเปฯ นิกฺกิเลโส โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ
ส. การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ ยังมีมานะ ยังมีมักขะ ยังมีอุปายาส ยังมีกิเลส หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ หมดราคะแล้ว หมดโทสะแล้ว หมดโมหะแล้ว หมดมานะแล้ว หมดมักขะแล้ว หมดปฬาสะแล้ว หมดอุปายาสแล้ว หมดกิเลส แล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลสแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่าการที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผลมีอยู่
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา สพฺพํ พุทฺธวิสยํ ชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ อตฺถิ กิญฺจิ สญฺโญชนํ อปฺปหาย อรหตฺตปฺปตฺตีติ ฯ สญฺโญชนกถา ฯ -----------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวง หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บาทอย่างแล้ว บรรลุอรหัตผล ก็มีอยู่ น่ะสิ สัญโญชนกถา จบ -----------------------------------------------------