๕. สัพพมัตถีติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงมีอยู่
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา ๕. สัพพมัตถีติกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงมีอยู่ ๑. วาทยุตติ ว่าด้วยหลักการใช้วาทะ
สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในโอกาส ทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในกาลทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่โดยประการทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายสัพพัตถิกวาท (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๒/๑๗๐) @ เพราะมีความเห็นว่า สภาวธรรมทั้งที่เป็นอดีตและอนาคตมีอยู่จริงเหมือนปัจจุบัน ซึ่งจัดเป็นสัสสตทิฏฐิ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๒/๑๗๐) @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๑ หน้า ๑๐ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในสภาวธรรมทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ประกอบกัน” จึงยอมรับว่า “สิ่งทั้งปวงมีอยู่” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้แต่สิ่งที่ไม่มีก็ชื่อว่ามีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความเห็นอย่างนี้ว่า “ความเห็นที่เห็นว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ เป็นมิจฉาทิฏฐิความเห็นนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ” มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น (ย่อ) วาทยุตติ จบ ๒. กาลสังสันทนะ ว่าด้วยการเทียบเคียงกาล
สก. อดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อดีตดับไปแล้ว หายไปแล้ว แปรผันไปแล้ว สูญไปแล้ว ดับสูญไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. หากอดีตดับไปแล้ว หายไปแล้ว แปรผันไปแล้ว สูญไปแล้ว ดับสูญ ไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อดีตมีอยู่” สก. อนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้นยังไม่ปรากฏมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อนาคตมีอยู่” สก. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่หายไป ยังไม่แปรผันไป ยังไม่สูญไป ยังไม่ดับสูญไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อดีตมีอยู่ อดีตยังไม่ดับ ยังไม่หายไป ยังไม่แปรผันไป ยังไม่สูญไปยังไม่ดับสูญไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันเกิดแล้ว มีแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนาคตมีอยู่ อนาคตเกิดแล้ว มีแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. อดีตมีอยู่ อดีตดับไปแล้ว หายไปแล้ว แปรผันไปแล้ว สูญไปแล้ว ดับสูญไปแล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันดับไปแล้ว หายไปแล้ว แปรผันไปแล้ว สูญไปแล้วดับสูญไปแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อนาคตมีอยู่ อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอดีตดับไปแล้ว หายไปแล้ว แปรผันไปแล้ว สูญไปแล้ว ดับสูญไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากรูปที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ ดับสูญไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“รูปที่เป็นอดีตมีอยู่” สก. รูปที่เป็นอนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏมิใช่หรือ ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. หากรูปที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปที่เป็นอนาคตมีอยู่” สก. รูปที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ รูปที่เป็นปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่หายไป ยังไม่แปรผันไป ยังไม่สูญไป ยังไม่ดับสูญไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตยังไม่ดับไป ยังไม่หายไป ยังไม่แปรผันไปยังไม่สูญไป ยังไม่ดับสูญไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. รูปที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ รูปที่เป็นปัจจุบันเกิดแล้ว มีแล้ว เกิดพร้อมแล้วบังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอนาคตมีอยู่ รูปที่เป็นอนาคตเกิดแล้ว มีแล้ว เกิดพร้อมแล้วบังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตดับไปแล้ว หายไปแล้ว แปรผันไปแล้วสูญไปแล้ว ดับสูญไปแล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ รูปที่เป็นปัจจุบันดับไปแล้ว หายไปแล้ว แปรผันไปแล้ว สูญไปแล้ว ดับสูญไปแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. รูปที่เป็นอนาคตมีอยู่ รูปที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อมยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๗๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. รูปที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ รูปที่เป็นปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อมยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. เวทนาที่เป็นอดีตมีอยู่ ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตดับไปแล้ว หายไปแล้ว แปรผันไปแล้ว สูญไปแล้วดับสูญไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากวิญญาณที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ ดับสูญไปแล้ว ท่านก็ไม่ควร ยอมรับว่า “วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่” สก. วิญญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากวิญญาณที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “วิญญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่” สก. วิญญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณที่เป็นปัจจุบันยังไม่ดับไป ฯลฯ ยังไม่ดับสูญไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตยังไม่ดับไป ฯลฯ ยังไม่ ดับสูญไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. วิญญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณที่เป็นปัจจุบันเกิดแล้ว เกิดมีแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอนาคตเกิดแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ ดับสูญ ไปแล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณที่เป็นปัจจุบันดับไปแล้ว ฯลฯ ดับ สูญไปแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. วิญญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณที่เป็นปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่มี ฯลฯ ยังไม่ปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
สก. เมื่อบัญญัติว่า ปัจจุบันกับรูป หรือบัญญัติว่ารูปกับปัจจุบันให้มี ความหมายว่าปัจจุบันรูป โดยไม่แยก ปัจจุบันและรูปนี้นั้น มีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นปัจจุบันเมื่อดับไป ก็ละความเป็นปัจจุบันได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. ละความเป็นรูปไปด้วยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อบัญญัติว่า ปัจจุบันกับรูป หรือบัญญัติว่า รูปกับปัจจุบันให้มีความ หมายว่าปัจจุบันรูป โดยไม่แยก ปัจจุบันและรูปนี้นั้น มีความหมายอย่างเดียวกันเสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นปัจจุบันเมื่อดับไป ไม่ละความเป็นรูปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ไม่ละความเป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ปร. เมื่อบัญญัติว่า สีขาวกับผ้า หรือบัญญัติว่าผ้ากับสีขาว ให้มีความหมายว่า ผ้าสีขาว โดยไม่แยก สีขาวและผ้านี้นั้น มีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกันมีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ผ้าขาวเมื่อถูกย้อมย่อมละความเป็นผ้าขาวไปด้วยใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ละความเป็นผ้าไปด้วยใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ปร. เมื่อบัญญัติว่า สีขาวกับผ้า หรือบัญญัติว่าผ้ากับสีขาว ให้มีความหมายว่า ผ้าสีขาว โดยไม่แยก สีขาวและผ้านี้นั้น มีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกันมีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา ปร. ผ้าขาวเมื่อถูกย้อมย่อมไม่ละความเป็นผ้าไปด้วยใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ไม่ละความเป็นผ้าขาวใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. รูปไม่ละความเป็นรูปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปละความเป็นรูปได้ เพราะเหตุนั้น รูปจึงไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดามิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากรูปไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปไม่ละความเป็นรูป” สก. นิพพานไม่ละความเป็นนิพพาน เพราะเหตุนั้น นิพพานจึงชื่อว่าเที่ยงยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่ละความเป็นรูป เพราะเหตุนั้น รูปจึงชื่อว่าเที่ยง ยั่งยืน คงที่ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปไม่ละความเป็นรูป เพราะเหตุนั้น รูปจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. นิพพานไม่ละความเป็นนิพพาน เพราะเหตุนั้น นิพพานจึงชื่อว่าไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อดีตมีอยู่ อดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนาคตมีอยู่ อนาคตไม่ละความเป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อดีตมีอยู่ อดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันไม่ละความเป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อนาคตมีอยู่ อนาคตไม่ละความเป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อดีตมีอยู่ อดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันไม่ละความเป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อดีตมีอยู่ อดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อดีตมีอยู่ อดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. อดีตเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดามิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อดีตมีอยู่ อดีตไม่ละความเป็นอดีต” สก. นิพพานมีอยู่ นิพพานไม่ละความเป็นนิพพาน เพราะเหตุนั้น นิพพานจึงชื่อว่าเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อดีตมีอยู่ อดีตไม่ละความเป็นอดีต เพราะเหตุนั้น อดีตจึงชื่อว่าเที่ยงยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อดีตมีอยู่ อดีตไม่ละความเป็นอดีต เพราะเหตุนั้น อดีตจึงชื่อว่าไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นิพพานมีอยู่ นิพพานไม่ละความเป็นนิพพาน เพราะเหตุนั้น นิพพานจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอนาคตมีอยู่ รูปที่เป็นอนาคตไม่ละความเป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ รูปที่เป็นปัจจุบันไม่ละความเป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปที่เป็นอนาคตมีอยู่ รูปที่เป็นอนาคตไม่ละความเป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ รูปที่เป็นปัจจุบันไม่ละความเป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอดีตเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปที่เป็นอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดามิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากรูปที่เป็นอดีตไม่เที่ยง ฯลฯ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีต”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. นิพพานมีอยู่ นิพพานไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานจึงเที่ยง ยั่งยืนคงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีต รูปที่เป็นอดีตจึงเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปที่เป็นอดีตมีอยู่ รูปที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีต รูปที่เป็นอดีตจึงไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นิพพานมีอยู่ นิพพานไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานจึงไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนาที่เป็นอดีต ... สัญญาที่เป็นอดีต ... สังขารที่เป็นอดีต ฯลฯ วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอนาคตไม่ละความเป็น อนาคตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณที่เป็นปัจจุบันไม่ละความเป็น ปัจจุบันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. วิญญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอนาคตไม่ละความเป็น อนาคตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณที่เป็นปัจจุบันไม่ละความเป็น ปัจจุบันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดามิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากวิญญาณที่เป็นอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีต” สก. นิพพานมีอยู่ นิพพานไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานจึงเที่ยง ยั่งยืนคงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีต วิญญาณที่เป็นอดีตจึงเที่ยง ยั่งยืน คงที่ ไม่มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ วิญญาณที่เป็นอดีตไม่ละความเป็นอดีต วิญญาณที่เป็นอดีตจึงไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. นิพพานมีอยู่ นิพพานไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานจึงไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงที่ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ วจนโสธนา ว่าด้วยการซักฟอกถ้อยคำ
สก. อดีตไม่ใช่สภาวะที่มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากอดีตไม่ใช่สภาวะที่มีอยู่ คำว่า “อดีตมีอยู่” ก็ผิด ก็หรือว่า หากสภาวะที่มีอยู่ไม่ใช่อดีต คำว่า “สภาวะที่มีอยู่เป็นอดีต” ก็ผิด สก. อนาคตไม่ใช่สภาวะที่มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากอนาคตไม่ใช่สภาวะที่มีอยู่ คำว่า “อนาคตมีอยู่” ก็ผิด ก็หรือว่าหากสภาวะที่มีอยู่มิใช่อนาคต คำว่า “สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคต” ก็ผิด สก. สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคตแล้วจึงเป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. อนาคตกับปัจจุบันเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อนาคตกับปัจจุบันเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่เป็น(อนาคต) แล้วจึงเป็น(ปัจจุบัน) เป็น(ปัจจุบัน) แล้วจึงเป็น(อนาคต) ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวะที่มีอยู่เป็น(อนาคต) แล้วจึงเป็น(ปัจจุบัน) เป็น(ปัจจุบัน) แล้วจึงเป็น(อนาคต) ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ไม่เป็น(อนาคต) แล้วจึงไม่เป็น(ปัจจุบัน) ไม่เป็น(ปัจจุบัน)แล้วจึงไม่เป็น(อนาคต) ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นปัจจุบันแล้วจึงเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัจจุบันกับอดีตเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปัจจุบันกับอดีตเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่เป็น(ปัจจุบัน) แล้วจึงเป็น(อดีต) เป็น(อดีต) แล้วจึงเป็น(ปัจจุบัน) ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. สภาวะที่มีอยู่เป็น(ปัจจุบัน) แล้วจึงเป็น(อดีต) เป็น(อดีต) แล้วจึงเป็น(ปัจจุบัน) ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ไม่เป็น(ปัจจุบัน) แล้วจึงไม่เป็น(อดีต) ไม่เป็น(อดีต)แล้วจึงไม่เป็น(ปัจจุบัน) ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นอนาคตแล้วจึงเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันแล้วจึงเป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อนาคต ปัจจุบัน และอดีตเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อนาคต ปัจจุบัน และอดีตเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคตแล้วจึงเป็น(ปัจจุบันและอดีต) เป็น(ปัจจุบันและอดีต) แล้วจึงเป็น(อนาคต) ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคตแล้วจึงเป็น(ปัจจุบันและอดีต) เป็น(ปัจจุบันและอดีต) แล้วจึงเป็น(อนาคต) ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่ไม่เป็นอนาคตแล้วจึงไม่เป็น(ปัจจุบันและอดีต) ไม่เป็น(ปัจจุบันและอดีต) แล้วจึงไม่เป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา อตีตจักขุรูปาทิกถา ว่าด้วยจักษุและรูปที่เป็นอดีต เป็นต้น
สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการ ที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลเห็นรูปที่เป็นอดีตได้ด้วยจักขุประสาทที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตประสาท สัททารมณ์ โสตวิญญาณ อากาสธาตุ มนสิการ ที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลได้ยินเสียงที่เป็นอดีตได้ด้วยโสตประสาทที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ฆานประสาท คันธารมณ์ ฆานวิญญาณ วาโยธาตุ มนสิการ ที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลดมกลิ่นที่เป็นอดีตได้ด้วยฆานประสาทที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ชิวหาประสาท รสารมณ์ ชิวหาวิญญาณ อาโปธาตุ มนสิการ ที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลลิ้มรสที่เป็นอดีตได้ด้วยชิวหาประสาทที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. กายประสาท โผฏฐัพพารมณ์ กายวิญญาณ ปฐวีธาตุ มนสิการ ที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะที่เป็นอดีตได้ด้วยกายประสาทที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นอดีต มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลรู้ธรรมารมณ์ที่เป็นอดีตได้ด้วยมโนทวารที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการที่เป็นอนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลเห็นรูปที่เป็นอนาคตได้ด้วยจักขุประสาทที่เป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตประสาท ฯลฯ ฆานประสาท ฯลฯ ชิวหาประสาท ฯลฯ กายประสาทฯลฯ มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นอนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลรู้ธรรมารมณ์ที่เป็นอนาคตได้ด้วยมโนทวารที่เป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการที่เป็น ปัจจุบันมีอยู่ บุคคลเห็นรูปที่เป็นปัจจุบันได้ด้วยจักขุประสาทที่เป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการที่เป็นอดีตมีอยู่ บุคคลเห็นรูปที่เป็นอดีตได้ด้วยจักขุประสาทที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตประสาท ฯลฯ ฆานประสาท ฯลฯ ชิวหาประสาท ฯลฯ กายประสาท ฯลฯ มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ บุคคลรู้ธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบันได้ ด้วยมโนทวารที่เป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นอดีตมีอยู่บุคคลรู้ธรรมารมณ์ที่เป็นอดีตได้ด้วยมโนทวารที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการที่เป็น ปัจจุบันมีอยู่ บุคคลเห็นรูปที่เป็นปัจจุบันได้ด้วยจักขุประสาทที่เป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการที่เป็นอนาคตมีอยู่ บุคคลเห็นรูปที่เป็นอนาคตได้ด้วยจักขุประสาทที่เป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตประสาท ฯลฯ ฆานประสาท ฯลฯ ชิวหาประสาท ฯลฯ กายประสาท ฯลฯ มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ บุคคลรู้ธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบันได้ ด้วยมโนทวารที่เป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นอนาคตมีอยู่ บุคคลรู้ธรรมารมณ์ที่เป็นอนาคตได้ด้วยมโนทวารที่เป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการที่เป็นอดีตมีอยู่ แต่บุคคลไม่เห็นรูปที่เป็นอดีตด้วยจักขุประสาทที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง และมนสิการที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลไม่เห็นรูปที่เป็นปัจจุบันด้วยจักขุประสาทที่เป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โสตประสาท ฯลฯ ฆานประสาท ฯลฯ ชิวหาประสาท ฯลฯ กาย-ประสาท ฯลฯ มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นอดีตมีอยู่ แต่บุคคลไม่รู้ธรรมารมณ์ที่เป็นอดีตด้วยมโนทวารที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลไม่รู้ธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบันด้วยมโนทวารที่เป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการที่เป็นอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลไม่เห็นรูปที่เป็นอนาคตด้วยจักขุประสาทที่เป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขุประสาท รูปารมณ์ จักขุวิญญาณ แสงสว่าง มนสิการที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลไม่เห็นรูปที่เป็นปัจจุบันด้วยจักขุประสาทที่เป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. โสตประสาท ฯลฯ ฆานประสาท ฯลฯ ชิวหาประสาท ฯลฯ กายประสาทฯลฯ มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็นอนาคตมีอยู่แต่บุคคลไม่รู้ธรรมารมณ์ที่เป็นอนาคตด้วยมโนทวารที่เป็นอนาคตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มโนทวาร ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ หทัยวัตถุ มนสิการที่เป็น ปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลไม่รู้ธรรมารมณ์ที่เป็นปัจจุบันด้วยมโนทวารที่เป็นปัจจุบันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อตีตญาณาทิกถา ว่าด้วยญาณที่เป็นอดีต เป็นต้น
สก. ญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณนั้น ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณนั้น ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณ นั้นใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. ญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณนั้น ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ แต่บุคคลไม่ทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วยญาณ นั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลไม่ทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วย ญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นอดีตมีอยู่ แต่บุคคลไม่กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ละสมุทัย ไม่ทำให้ แจ้งนิโรธ ไม่เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลไม่กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ละสมุทัย ไม่ทำ ให้แจ้งนิโรธ ไม่เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลไม่ทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วย ญาณนั้นใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. ญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลไม่ทำกิจที่ควรทำด้วยญาณได้ด้วย ญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ญาณที่เป็นอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลไม่กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ละสมุทัย ไม่ทำให้แจ้งนิโรธ ไม่เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ญาณที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลไม่กำหนดรู้ทุกข์ ไม่ละสมุทัย ไม่ทำให้แจ้งนิโรธ ไม่เจริญมรรคได้ด้วยญาณนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อรหันตาทิกถา ว่าด้วยพระอรหันต์ เป็นต้น
สก. ราคะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โทสะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีโทสะด้วยโทสะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โมหะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๙๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มานะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีมานะด้วยมานะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีวิจิกิจฉาด้วยวิจิกิจฉานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ถีนะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีถีนะด้วยถีนะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อุทธัจจะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอุทธัจจะด้วยอุทธัจจะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. อหิริกะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอหิริกะด้วยอหิริกะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อโนตตัปปะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ฯลฯ สีลัพพตปรามาสที่เป็นอดีต ฯลฯ กามราคะอย่างละเอียดที่เป็นอดีต ฯลฯ พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ... สีลัพพตปรามาสที่เป็นอดีต ... กามราคะอย่างหยาบที่เป็นอดีต ... พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ... สีลัพพตปรามาสที่เป็นอดีต ... ราคะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายที่เป็นอดีต ... โทสะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายที่เป็นอดีต ... โมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. ราคะที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีราคะด้วยราคะ นั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ราคะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. โทสะที่เป็นอดีต ฯลฯ อโนตตัปปะที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อโนตตัปปะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ พระอนาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ฯลฯ พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ พระอนาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ พระสกทาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ฯลฯ พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ปุถุชนชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ พระสกทาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ พระโสดาบันชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ฯลฯ โมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ พระโสดาบันชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ราคะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์ไม่ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ราคะที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. โทสะที่เป็นอดีต ฯลฯ อโนตตัปปะที่เป็นอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์ไม่ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อโนตตัปปะที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ แต่พระอนาคามีไม่ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ฯลฯ พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของ พระอนาคามีมีอยู่ แต่พระอนาคามีไม่ชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่ชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ แต่พระสกทาคามีไม่ ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ฯลฯ พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของ พระสกทาคามีมีอยู่ แต่พระสกทาคามีไม่ชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่ชื่อว่ามี จิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ แต่พระโสดาบันไม่ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สักกายทิฏฐิที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิจิกิจฉาที่เป็นอดีต ฯลฯ โมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ แต่พระโสดาบันไม่ชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนไม่ชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา อตีตหัตถาทิกถา ว่าด้วยมือที่เป็นอดีต เป็นต้น
สก. มือที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อมือที่เป็นอดีตมีอยู่ การจับและการวางย่อมปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เท้าที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อเท้าที่เป็นอดีตมีอยู่ การก้าวไปและถอยกลับย่อมปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ข้อพับที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อข้อพับที่เป็นอดีตมีอยู่ การคู้เข้าและเหยียดออกย่อมปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ท้องที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อท้องที่เป็นอดีตมีอยู่ ความหิวและกระหายย่อมปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กายที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กายที่เป็นอดีตได้รับการยกย่องและการลงโทษ ได้รับการตัดและการทำลายเป็นของทั่วไปแก่ฝูงกา แร้ง เหยี่ยวใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. ยาพิษ ศัสตรา ไฟ พึงกล้ำกรายเข้าไปในกายที่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. กายที่เป็นอดีตยังถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำคือขื่อคา เครื่องจองจำ คือเชือก เครื่องจองจำคือโซ่ตรวน เครื่องจองจำคือบ้าน เครื่องจองจำคือนิคม เครื่องจองจำคือนคร เครื่องจองจำคือชนบท ด้วยการจองจำมีการผูกที่คอเป็นที่ ๕ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. น้ำที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลทำกิจที่ต้องทำด้วยน้ำได้ด้วยน้ำนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ไฟที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยไฟได้ด้วยไฟนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ลมที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลทำกิจที่ควรทำด้วยลมได้ด้วยลมนั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ การจองจำมีการผูกคอเป็นที่ ๕ คือ มือ ๒ เท้า ๒ คอ ๑ เรียกเครื่องจองจำนี้ว่า จำห้าประการ@ได้แก่ (๑) ตรวนใส่เท้า (๒) เท้าติดขื่อไม้ (๓) โซ่ล่ามคอ (๔) คาไม้ใส่คอทับโซ่ (๕) มือ ๒ ข้าง สอด@เข้าไปในคาและไปติดกับขื่อไม้ (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา อตีตักขันธาทิสโมธานกถา ว่าด้วยการประมวลขันธ์ที่เป็นอดีต เป็นต้น
สก. รูปขันธ์ที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปขันธ์มี ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ขันธ์มี ๑๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขายตนะที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขายตนะมี ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อายตนะมี ๓๖ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขุธาตุที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขุธาตุมี ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา สก. ธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ธาตุมี ๕๔ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. จักขุนทรีย์ที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. จักขุนทรีย์มี ๓ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. อินทรีย์มี ๖๖ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระเจ้าจักรพรรดิที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระเจ้าจักรพรรดิทั้ง ๓ พระองค์ทรงพบกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นอดีต ที่เป็นอนาคต ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ทรงพบกันได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา ปทโสธนกถา ว่าด้วยการซักฟอกบท
สก. อดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่เป็นอดีตใช่ไหม ปร. สภาวะที่มีอยู่ เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากอดีตมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ดังนั้น อดีตจึงไม่เป็นอดีต สภาวะที่ไม่ใช่อดีตจึงเป็นอดีต ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า อดีตมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ดังนั้นอดีตจึงไม่เป็นอดีต สภาวะที่ไม่ใช่อดีตจึงเป็นอดีต” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อดีตมีอยู่ สภาวะที่ไม่ใช่อดีต เป็นอดีต” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อดีตมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี”ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า อดีตมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ดังนั้น อดีตจึงไม่เป็นอดีต สภาวะที่ไม่เป็นอดีตจึงเป็นอดีต” คำนั้นของท่านผิด สก. อนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคตใช่ไหม ปร. สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากอนาคตมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ดังนั้น อนาคตจึงไม่เป็นอนาคต สภาวะที่ไม่เป็นอนาคตจึงเป็นอนาคต ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า อนาคตมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคตก็มีไม่เป็นอนาคตก็มี ดังนั้น อนาคตจึงไม่เป็นอนาคต สภาวะที่ไม่เป็นอนาคตจึงเป็นอนาคต” คำนั้นของท่านผิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “อนาคตไม่เป็นอนาคต สภาวะที่ไม่เป็นอนาคตเป็นอนาคต” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “อนาคตมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มีไม่เป็นอนาคตก็มี” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่าอนาคตมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ดังนั้น อนาคตจึงไม่เป็นอนาคต สภาวะที่ไม่เป็นอนาคตจึงเป็นอนาคต” คำนั้นของท่านผิด ปร. ปัจจุบันมีอยู่ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. สภาวะที่มีอยู่เป็นปัจจุบันใช่ไหม สก. สภาวะที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ปร. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากปัจจุบันมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ดังนั้น ปัจจุบันจึงไม่เป็นปัจจุบัน สภาวะที่ไม่เป็นปัจจุบันจึงเป็นปัจจุบัน ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ปัจจุบันมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ดังนั้น ปัจจุบันจึงไม่เป็นปัจจุบัน สภาวะที่ไม่เป็นปัจจุบันจึงเป็นปัจจุบัน” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “ปัจจุบันไม่เป็นปัจจุบัน สภาวะที่ไม่เป็น ปัจจุบันเป็นปัจจุบัน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ปัจจุบันมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า ปัจจุบันมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ดังนั้นปัจจุบันจึงไม่เป็นปัจจุบัน สภาวะที่ไม่เป็นปัจจุบันจึงเป็นปัจจุบัน” คำนั้นของท่านผิด ปร. นิพพานมีอยู่ใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา ปร. สภาวะที่มีอยู่เป็นนิพพานใช่ไหม สก. สภาวะที่มีอยู่เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ปร. ท่านจงรับนิคคหะดังต่อไปนี้ หากนิพพานมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ดังนั้น นิพพานจึงไม่ใช่นิพพาน สภาวะที่ไม่ใช่นิพพานจึงเป็นนิพพาน ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า นิพพานมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นนิพพานก็มีไม่เป็นนิพพานก็มี ดังนั้น นิพพานจึงไม่ใช่นิพพาน สภาวะที่ไม่ใช่นิพพานจึงเป็นนิพพาน” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “นิพพานไม่ใช่นิพพาน สภาวะที่ไม่ใช่นิพพานเป็นนิพพาน” ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “นิพพานมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นนิพพานก็มีไม่เป็นนิพพานก็มี” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่านิพพานมีอยู่ สภาวะที่มีอยู่เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ดังนั้น นิพพานจึงไม่ใช่นิพพาน สภาวะที่ไม่ใช่นิพพานจึงเป็นนิพพาน” คำนั้นของท่านผิด สุตตสาธนะ ว่าด้วยการอ้างพระสูตร
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ รูปที่เป็นอดีต รูปที่เป็นอนาคต รูปที่เป็นปัจจุบัน รูปที่เป็นภายในตนรูปที่เป็นภายนอกตน รูปหยาบ รูปละเอียด รูปชั้นต่ำ รูปชั้นประณีต รูปไกล หรือรูปใกล้ ประมวลเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า รูปขันธ์ เวทนา ฯลฯ สัญญาฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง คือวิญญาณที่เป็นอดีต วิญญาณ ที่เป็นอนาคต วิญญาณที่เป็นปัจจุบัน วิญญาณที่เป็นภายในตน วิญญาณที่เป็น ภายนอกตน วิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด วิญญาณชั้นต่ำ วิญญาณชั้นประณีต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา วิญญาณไกล หรือวิญญาณใกล้ ประมวลเข้าเป็นกองเดียวกัน นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น อดีตจึงมีอยู่ อนาคตก็มีอยู่ สก. อดีตมีอยู่ อนาคตก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย หลักการ ๓ ประการนี้ คือ (๑) หลักภาษา (๒) หลักการตั้งชื่อ (๓) หลักการบัญญัติ ในอดีตไม่ถูกลบล้างแล้ว ไม่เคยถูกลบล้าง ในปัจจุบันไม่ถูกลบล้าง ในอนาคตก็จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน หลักการ ๓ ประการ เป็นอย่างไร คือ (๑)รูปใดล่วงไป ดับไป แปรผันไปแล้ว เรียกรูปนั้นว่า “ได้มีแล้ว” ตั้งชื่อรูปนั้นว่า“ได้มีแล้ว” บัญญัติรูปนั้นว่า “ได้มีแล้ว” (แต่) ไม่เรียกรูปนั้นว่า “มีอยู่” ไม่เรียกรูปนั้นว่า “จักมี” เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารใด ฯลฯ วิญญาณใดล่วงไปดับไป แปรผันไปแล้ว เรียกวิญญาณนั้นว่า “ได้มีแล้ว” ตั้งชื่อวิญญาณนั้นว่า “ได้มีแล้ว” บัญญัติวิญญาณนั้นว่า “ได้มีแล้ว” (แต่) ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า “มีอยู่”ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า “จักมี” (๒) รูปใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ เรียกรูปนั้นว่า“จักมี” ตั้งชื่อรูปนั้นว่า “จักมี” บัญญัติรูปนั้นว่า “จักมี” (แต่) ไม่เรียกรูปนั้นว่า“มีอยู่” ไม่เรียกรูปนั้นว่า “ได้มีแล้ว” เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารใดฯลฯ วิญญาณใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ เรียกวิญญาณนั้นว่า “จักมี” ตั้งชื่อวิญญาณนั้นว่า “จักมี” บัญญัติวิญญาณนั้นว่า “จักมี” (แต่) ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า “มีอยู่”ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า “ได้มีแล้ว” (๓) รูปใดเกิดอยู่ ปรากฏอยู่ เรียกรูปนั้นว่า“มีอยู่” ตั้งชื่อรูปนั้นว่า “มีอยู่” บัญญัติรูปนั้นว่า “มีอยู่” (แต่) ไม่เรียกรูปนั้นว่า“ได้มีแล้ว” ไม่เรียกรูปนั้นว่า “จักมี” เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารใด@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๒-๓๑/๑-๑๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา ฯลฯ วิญญาณใดเกิดแล้ว ปรากฏอยู่ เรียกวิญญาณนั้นว่า “มีอยู่” ตั้งชื่อวิญญาณนั้นว่า“มีอยู่” บัญญัติวิญญาณนั้นว่า “มีอยู่” (แต่) ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า “ได้มีแล้ว”ไม่เรียกวิญญาณนั้นว่า “จักมี” ภิกษุทั้งหลาย หลักการ ๓ ประการ คือ (๑) หลักภาษา (๒) หลักการตั้งชื่อ (๓) หลักการบัญญัติ ในอดีตไม่ถูกลบล้างแล้วไม่เคยถูกลบล้าง ในปัจจุบันไม่ถูกลบล้าง ในอนาคตก็จักไม่ถูกลบล้าง ไม่ถูกสมณพราหมณ์ผู้รู้คัดค้าน ภิกษุทั้งหลาย แม้ชนชาวอุกกลชนบทกับชนชาววัสสภัญญชนบททั้ง ๒ พวก เป็นผู้ถืออเหตุกวาทะ เป็นผู้ถืออกิริยวาทะ เป็นผู้ถือนัตถิกวาทะ ได้สำคัญหลักการ๓ ประการ คือ (๑) หลักภาษา (๒) หลักการตั้งชื่อ (๓) หลักการบัญญัติ ว่าไม่ควรติเตียน ไม่ควรคัดค้าน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกลัวถูกนินทา ใส่โทษและถูกคัดค้าน” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่” สก. อดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรนี้ว่า “ท่านพระผัคคุณะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อจะบัญญัติพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต ผู้ตัดธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้แล้วปรินิพพานแล้ว พึงบัญญัติด้วยจักขุใด จักขุนั้นมีอยู่หรือ ฯลฯ ชิวหานั้นมีอยู่หรือ@เชิงอรรถ : @ อเหตุกวาทะ หมายถึงลัทธิที่ถือว่าเหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมองไม่มี (สํ.ข.อ. ๒/๖๒/๓๐๗)@ อกิริยวาทะ หมายถึงลัทธิที่ถือว่าการกระทำทุกอย่างไม่มีผล ทำดีก็ไม่ได้ดี ทำชั่วก็ไม่ได้ชั่ว เป็นความ@เห็นที่ปฏิเสธกฎแห่งกรรม (ที.สี.อ. ๑/๑๖๖/๑๔๕, สํ.ข.อ. ๒/๖๒/๓๐๗)@ นัตถิกวาทะ หมายถึงลัทธิที่ถือว่าไม่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง (ที.สี.อ. ๑/๑๖๘/๑๔๖,@สํ.ข.อ. ๒/๖๒/๓๐๗) @ ดูเทียบ สํ.ข. (แปล) ๑๗/๖๒/๑๐๐-๑๐๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา ฯลฯ บุคคลเมื่อจะบัญญัติพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต ผู้ตัดธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้าผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ปรินิพพานแล้วพึงบัญญัติด้วยมโนใด มโนนั้นมีอยู่หรือ’ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ‘ผัคคุณะ บุคคลเมื่อจะบัญญัติพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต ผู้ตัดธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ปรินิพพานแล้ว พึงบัญญัติด้วยจักขุใด จักขุนั้นไม่มีเลยฯลฯ ชิวหานั้นไม่มีเลย ฯลฯ บุคคลเมื่อจะบัญญัติพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตผู้ตัดธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ผู้ตัดทางได้แล้ว ผู้ครอบงำวัฏฏะได้แล้ว ผู้ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ปรินิพพานแล้ว พึงบัญญัติด้วยมโนใด มโนนั้นไม่มีเลย” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “อดีตมีอยู่” สก. อดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่ว่า “ท่านพระนันทกะได้กล่าวดังนี้ว่า ‘เมื่อก่อนเรามีโลภะเรื่องนั้นเป็นสิ่งไม่ดี บัดนี้โลภะนั้นไม่มี เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่ดี เมื่อก่อนเรามีโทสะ ฯลฯ เมื่อก่อนเรามีโมหะ เรื่องนั้นเป็นสิ่งไม่ดี บัดนี้โมหะนั้นไม่มี เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่ดี”มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “อดีตมีอยู่” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๘๓/๗๖ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๖๗/๒๖๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๕. สัพพมัตถีติกถา ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “อนาคตมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าราคะ(ความ กำหนัด) นันทิ(ความเพลิดเพลิน) ตัณหา(ความทะยานอยาก) มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณจะตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น ที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงามที่นั้นย่อมมีนามรูปหยั่งลง ที่ใดมีนามรูปหยั่งลง ที่นั้นย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ที่นั้นย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ที่นั้นย่อมมีชาติ ชรา และมรณะต่อไป ที่ใดมีชาติชรา และมรณะต่อไป เรากล่าวว่า ‘ที่นั้นมีความโศก มีความกระวนกระวาย และมีความคับแค้น’ ถ้าราคะ นันทิ ตัณหามีอยู่ในผัสสาหาร ฯลฯ ถ้าราคะ นันทิตัณหามีอยู่ในมโนสัญเจตนาหาร ฯลฯ ถ้าราคะ นันทิ ตัณหามีอยู่ในวิญญาณาหารฯลฯ เรากล่าวว่า ‘ที่นั้นมีความโศก มีความกระวนกระวาย และมีความคับแค้น”มีอยู่จริงใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “อนาคตมีอยู่” สก. อนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าราคะ นันทิ ตัณหาไม่มีในกวฬิงการาหาร วิญญาณจะไม่ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น ที่ใดวิญญาณไม่ตั้งอยู่งอกงาม ที่นั้นย่อมไม่มีนามรูปหยั่งลง ที่ใดไม่มีนามรูปหยั่งลงที่นั้นย่อมไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ที่ใดไม่มีความเจริญแห่งสังขาร@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๖๔/๑๒๓-๑๒๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๖. อตีตักขันธาทิกถา ทั้งหลาย ที่นั้นย่อมไม่มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ที่ใดไม่มีการเกิดในภพใหม่ต่อไปที่นั้นย่อมไม่มีชาติ ชรา และมรณะต่อไป ที่ใดไม่มีชาติ ชรา และมรณะต่อไปเรากล่าวว่า ‘ที่นั้นไม่มีความโศก ไม่มีความกระวนกระวาย และไม่มีความคับแค้น’ ถ้าราคะ นันทิ ตัณหาไม่มีในผัสสาหาร ฯลฯ ถ้าราคะ นันทิ ตัณหาไม่มี ในมโนสัญเจตนาหาร ฯลฯ ถ้าราคะ นันทิ ตัณหาไม่มีในวิญญาณาหาร ฯลฯ เรากล่าวว่า ที่นั้นไม่มีความโศก ไม่มีความกระวนกระวาย และไม่มีความคับแค้น”มีอยู่จริงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “อนาคตมีอยู่” สัพพมัตถีติกถา จบ ๖. อตีตักขันธาทิกถา ว่าด้วยอดีตขันธ์ เป็นต้น ๑. นสุตตสาธนะ ว่าด้วยการไม่อ้างพระสูตร
ปร. อดีตเป็นขันธ์ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. อดีตมีอยู่ใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๖๔/๑๒๓-๑๒๕
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๑๘}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สพฺพมตฺถีติกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สัพพมัตถีติกถา
สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพตฺถ สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพทา สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพน สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพสุ สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อโยคนฺติ กตฺวา สพฺพมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ยมฺปิ นตฺถิ ตมฺปิ อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สพฺพมตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพมตฺถีติ ยา ทิฏฺฐิ สา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐีติ ยา ทิฏฺฐิ สา ทิฏฺฐิ สมฺมาทิฏฺฐีติ เหวมตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในสรีระทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในกาลทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่โดยอาการทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? @ อํ. สตฺต. ข้อ ๖๕ หน้า ๑๐๗ ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในธรรมทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งทั้งปวง ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า ไม่ประกอบ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. แม้สิ่งที่ไม่มี ก็ชื่อว่ามีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความเห็นอย่างนี้เรา ทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ดังนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ และว่าทิฏฐิดังว่านี้ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า อดีตมีอยู่ @ ไม่ประกอบสภาวะต่างๆ คือ ทำรูปไม่ให้ต่างจากเวทนา หรือทำเวทนาไม่ให้ต่างจากรูป คือ ทำให้มีลักษณะ@เป็นส่วนเดียวกัน-อรรถกถา
อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อนาคตมีอยู่
ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อนิรุทฺธํ อวิคตํ อวิปริณตํ น อตฺถงฺคตํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อนิรุทฺธํ อวิคตํ อวิปริณตํ น อตฺถงฺคตํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตมีอยู่ อดีตยังไม่ดับ ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคตยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ อตฺถิ อนาคตํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้วบังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้วบังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถิ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตมีอยู่ อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้วสาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ อตฺถิ อนาคตํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ
ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ รูปํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ รูปํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ รูปํ นิรุทฺธํ ฯเปฯ อพฺภตฺถงฺคตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ รูปํ อตฺถีติ ฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปอดีตดับแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปอดีตมีอยู่
อนาคตํ รูปํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ รูปํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ รูปํ อชาตํ ฯเปฯ อปาตุภูตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตํ รูปํ อตฺถีติ ฯ
ส. รูปอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปอนาคตมีอยู่
ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อนิรุทฺธํ อวิคตํ อวิปริณตํ น อตฺถงฺคตํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อนิรุทฺธํ อวิคตํ อวิปริณตํ น อตฺถงฺคตํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไปยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ รูปํ อตฺถิ อนาคตํ รูปํ ชาตํ ภูตํ สญฺชาตํ นิพฺพตฺตํ อภินิพฺพตฺตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้วอัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ รูปํ อตฺถิ อนาคตํ รูปํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา เวทนา อตฺถิ ฯเปฯ สญฺญา อตฺถิ สงฺขารา อตฺถิ ฯเปฯ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ วิญฺญาณํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อตฺถงฺคตํ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ วิญฺญาณํ นิรุทฺธํ ฯเปฯ อพฺภตฺถงฺคตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ
ส. เวทนาอดีตมีอยู่หรือ ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้วสาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าวิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่าวิญญาณอดีตมีอยู่
อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตํ วิญฺญาณํ อชาตํ อภูตํ อสญฺชาตํ อนิพฺพตฺตํ อนภินิพฺพตฺตํ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ วิญฺญาณํ อชาตํ ฯเปฯ อปาตุภูตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถีติ ฯ
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าวิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่าวิญญาณอนาคตมีอยู่
ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อนิรุทฺธํ ฯเปฯ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อนิรุทฺธํ ฯเปฯ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่ดับ ฯลฯ ยังไม่สาบสูญไปหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตยังไม่ดับไป ฯลฯ ยังไม่สาบสูญไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ชาตํ ภูตํ ฯเปฯ ปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อนาคตํ วิญฺญาณํ ชาตํ ฯเปฯ ปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตเกิดแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้ว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ นิรุทฺธํ ฯเปฯ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ นิรุทฺธํ ฯเปฯ อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อนาคตํ วิญฺญาณํ อชาตํ ฯเปฯ อปาตุภูตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อชาตํ อภูตํ ฯเปฯ อปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ วา รูปนฺติ วา รูปนฺติ วา ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ นิรุชฺฌมานํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปภาวํ ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูปปัจจุบัน บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกันเท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ย่อมละความเป็นรูป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ วา รูปนฺติ วา รูปนฺติ วา ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ นิรุชฺฌมานํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โอทาตนฺติ วา วตฺถนฺติ วา วตฺถนฺติ วา โอทาตนฺติ วา โอทาตํ วตฺถํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ โอทาตํ วตฺถํ รชฺชมานํ โอทาตภาวํ ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วตฺถภาวํ ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ โอทาตนฺติ วา วตฺถนฺติ วา วตฺถนฺติ วา โอทาตนฺติ วา โอทาตํ วตฺถํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเส เส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ ฯ อามนฺตา ฯ โอทาตํ วตฺถํ รชฺชมานํ วตฺถภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โอทาตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูปปัจจุบัน บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกันเท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบันหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บัญญัติว่าขาวหรือว่าผ้าก็ดี ว่าผ้าหรือว่าขาวก็ดี รวมเพ่งถึงผ้าขาว บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผ้าขาว เมื่อถูกย้อม ย่อมละความเป็นผ้าขาว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ย่อมละความเป็นผ้า หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บัญญัติว่าขาวหรือว่าผ้าก็ดี ว่าผ้าหรือว่าขาวก็ดี รวมเพ่งถึงผ้าขาว บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผ้าขาวเมื่อถูกย้อม ย่อมไม่ละความเป็นผ้า หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ย่อมไม่ละความเป็นผ้าขาว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ รูปํ รูปภาวํ ชหตีติ ฯ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสฺสสตํ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ รูปํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ
ส. รูปย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะรูปย่อมละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปย่อมไม่ละความเป็นรูป
นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหตีติ ฯ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะนิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า เที่ยงยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะรูปย่อมไม่ละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน คงทนมีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปํ รูปภาวํ น ชหตีติ ฯ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหตีติ ฯ นิพฺพานํ อนิจฺจํ อธุวํ อสฺสสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะรูปย่อมไม่ละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะนิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ อตฺถิ อนาคตํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ อตฺถิ อนาคตํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อตีตํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ
ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดาก็ต้องไม่กล่าวว่า อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต
นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหตีติ ฯ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อตีตํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะนิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต ฉะนั้น อดีตจึงชื่อว่าเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถิ อตีตํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อตีตํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหตีติ ฯ นิพฺพานํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะอดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต ฉะนั้น อดีตจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะนิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดาหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ รูปํ อตฺถิ อนาคตํ รูปํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ รูปํ อตฺถิ อนาคตํ รูปํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อตีตํ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ รูปํ อนิจฺจํ ฯเปฯ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีต เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า รูปอดีต ไม่เที่ยง ฯลฯ มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต
นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหติ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหติ อตีตํ รูปํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานเที่ยง ยั่งยืนมั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต รูปอดีต เที่ยง ยั่งยืนมั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ รูปํ อตฺถิ อตีตํ รูปํ อตีตภาวํ น ชหติ อตีตํ รูปํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหติ นิพฺพานํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต รูปอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพาน ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา เวทนา อตฺถิ ฯเปฯ อตีตา สญฺญา อตฺถิ ฯเปฯ อตีตา สงฺขารา อตฺถิ ฯเปฯ
ส. เวทนาอดีตมีอยู่ ฯลฯ สัญญาอดีต ฯลฯ สังขาร อดีตมีอยู่ ฯลฯ
อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อนาคตํ วิญฺญาณํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อนาคตํ วิญฺญาณํ อนาคตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ปจฺจุปฺปนฺนภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อตีตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหตีติ ฯ
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีต เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดามิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า วิญญาณอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต
นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหติ นิพฺพานํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหติ อตีตํ วิญฺญาณํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานเที่ยง ยั่งยืนมั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต วิญญาณอดีตเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ วิญฺญาณํ อตฺถิ อตีตํ วิญฺญาณํ อตีตภาวํ น ชหติ อตีตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ อธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นิพฺพานํ อตฺถิ นิพฺพานํ นิพฺพานภาวํ น ชหติ นิพฺพานํ อนิจฺจํ อธุวํ อสฺสสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต วิญญาณอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน นิพพานไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ นฺวตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ นฺวตฺถิ อตีตํ อตฺถีติ มิจฺฉา หญฺจิ วา ปน อตฺถิ นฺวาตีตํ อตฺถิ อตีตนฺติ มิจฺฉา ฯ อนาคตํ นฺวตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตํ นฺวตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ มิจฺฉา หญฺจิ วา ปน อตฺถิ นฺวานาคตํ อตฺถิ อนาคตนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. อดีตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อดีตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ คำว่าอดีตมีอยู่ก็ผิด ก็หรือหากว่าสภาวะอันมิใช่อดีตมีอยู่ คำว่าอดีตมีอยู่ก็ผิด ส. อนาคตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อนาคตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ คำว่าอนาคตมีอยู่ก็ผิด ก็หรือหากว่าสภาวะอันมิใช่อนาคตมีอยู่ คำว่าอนาคตมีอยู่ก็ผิด
อนาคตํ หุตฺวา ปจฺจุปฺปนฺนํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว อนาคตํ ตํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตญฺเญว อนาคตํ ตํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ น หุตฺวา น โหติ น หุตฺวา น โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นอนาคตแล้วจึงเป็นปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่เป็น (อนาคต) แล้ว เป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งที่เป็น (อนาคต) แล้ว เป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่ไม่เป็น (อนาคต) แล้ว ไม่เป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ หุตฺวา อตีตํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ อตีตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตญฺเญว ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ อตีตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ น หุตฺวา น โหติ น หุตฺวา น โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นปัจจุบันแล้วจึงเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่เป็น (ปัจจุบัน แล้ว เป็น (อดีต) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งที่เป็น (ปัจจุบัน) แล้ว เป็น (อดีต) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่ไม่เป็น (ปัจจุบัน) แล้ว ไม่เป็น (อดีต) ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ หุตฺวา ปจฺจุปฺปนฺนํ โหติ ปจฺจุปฺปนฺนํ หุตฺวา อตีตํ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตญฺเญว อนาคตํ ตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ อตีตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ตญฺเญว อนาคตํ ตํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ตํ อตีตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ หุตฺวา โหติ หุตฺวา โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ น หุตฺวา น โหติ น หุตฺวา น โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เป็นอนาคตแล้วจึงเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันแล้วจึงเป็นอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่เป็น (อนาคต) แล้วเป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งที่เป็น (อนาคต) แล้วเป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่ไม่เป็น (อนาคต) แล้วไม่เป็น (ปัจจุบัน) ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน จกฺขุนา อตีตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ โสตํ อตฺถิ สทฺทา อตฺถิ โสตวิญฺญาณํ อตฺถิ อากาโส อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน โสเตน อตีตํ สทฺทํ สุณาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ ฆานํ อตฺถิ คนฺธา อตฺถิ ฆานวิญฺญาณํ อตฺถิ วาโย อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน ฆาเนน อตีตํ คนฺธํ ฆายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา ชิวฺหา อตฺถิ รสา อตฺถิ ชิวฺหา วิญฺญาณํ อตฺถิ อาโป อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตาย ชิวฺหาย อตีตํ รสํ สายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต กาโย อตฺถิ โผฏฺฐพฺพา อตฺถิ กายวิญฺญาณํ อตฺถิ ปฐวี อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน กาเยน อตีตํ โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน มเนน อตีตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ. แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลเห็นรูปอดีตได้ ด้วยจักขุอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตอดีตมีอยู่ เสียง, โสตวิญญาณ, อากาศ, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลฟังเสียงอดีตได้ ด้วยโสตอดีตหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฆานอดีตมีอยู่ กลิ่น, ฆานวิญญาณ, ลม, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลสูดกลิ่นอดีตได้ ด้วยฆานอดีตหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชิวหาอดีตมีอยู่ รส, ชิวหาวิญญาณ, น้ำ, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลลิ้มรสอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายอดีตมีอยู่ โผฏฐัพพะ, กายวิญญาณ, ดิน, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพอดีตได้ ด้วยกายอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อดีตได้ ด้วยมโนอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคเตน จกฺขุนา อนาคตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ โสตํ อตฺถิ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคเตน มเนน อนาคตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุอนาคตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอนาคตมีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลเห็นรูปอนาคตได้ ด้วยจักขุอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนอนาคตมีอยู่ ธรรมารมณ์,มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อนาคตได้ ด้วยมโนอนาคตหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ อตีเตน จกฺขุนา อตีตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ โสตํ อตฺถิ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺเนน มเนน ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีโต มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ อตีเตน มเนน อตีตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการปัจจุบัน มีอยู่บุคคลเห็นรูปปัจจุบันได้ ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่บุคคลเห็นรูปอดีตได้ ด้วยจักขุอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์,มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ ปัจจุบันได้ ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อดีตได้ ด้วยมโนอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ อนาคเตน จกฺขุนา อนาคตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ โสตํ อตฺถิ ฯเปฯ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺเนน มเนน ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคโต มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ อนาคเตน มเนน อนาคตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการปัจจุบันมีอยู่บุคคลเห็นรูปปัจจุบันได้ ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุอนาคตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอนาคตมีอยู่บุคคลเห็นรูปอนาคตได้ ด้วยจักขุอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์,มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ ปัจจุบันได้ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนอนาคตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอนาคตมีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อนาคตได้ด้วยมโนอนาคต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ อตีเตน จกฺขุนา อตีตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ โสตํ อตฺถิ ฯเปฯ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ ฯเปฯ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ อตีเตน มเนน อตีตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺโน มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ ปจฺจุปฺปนฺเนน มเนน ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่ แต่บุคคลเห็นรูปอดีตด้วยจักขุอดีตไม่ได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลเห็นรูปปัจจุบันไม่ได้ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโน-วิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อดีต ไม่ได้ ด้วยมโนอดีต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ปัจจุบันไม่ได้ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
อนาคตํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ อนาคเตน จกฺขุนา อนาคตํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุํ อตฺถิ รูปา อตฺถิ จกฺขุวิญฺญาณํ อตฺถิ อาโลโก อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ ปจฺจุปฺปนฺเนน จกฺขุนา ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปํ ปสฺสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ โสตํ อตฺถิ ฆานํ อตฺถิ ชิวฺหา อตฺถิ กาโย อตฺถิ ฯเปฯ มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ อนาคเตน มเนน อนาคตํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺโน มโน อตฺถิ ธมฺมา อตฺถิ มโนวิญฺญาณํ อตฺถิ วตฺถุํ อตฺถิ มนสิกาโร อตฺถิ น จ ปจฺจุปฺปนฺเนน มเนน ปจฺจุปฺปนฺนํ ธมฺมํ วิชานาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุอนาคตมีอยู่, รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง มนสิการอนาคตมี อยู่ แต่บุคคลเห็นรูปอนาคตไม่ได้ด้วยจักขุอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง มนสิการปัจจุบันมีอยู่แต่บุคคลเห็นรูปปัจจุบันไม่ได้ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนอนาคตมีอยู่ ธรรมารมณ์,มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ อนาคตไม่ได้ด้วยมโนอนาคต หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ มนสิการปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์ปัจจุบันไม่ได้ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ ญาณํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตํ ญาณํ อตฺถิ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณอดีตมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่, บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณอดีตมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณอนาคตมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณที่เป็นอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณอนาคตมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณอดีตมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ไม่ได้ด้วยญาณอดีตนั้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบันหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณอดีตมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้, ละสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ และสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ญาณกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนํ ญาณํ อตฺถิ น จ เตน ญาเณน ทุกฺขํ ปริชานาติ สมุทยํ ปชหติ นิโรธํ สจฺฉิกโรติ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ญาณอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณไม่ได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ ละสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ ละสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต อตีโต ราโค อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน ราเคน สราโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีโต โทโส อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน โทเสน สโทโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีโต โมโห อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน โมเหน สโมโหติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีโต มาโน อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน มาเนน สมาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตา ทิฏฺฐิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ตาย วิจิกิจฺฉาย สวิจิกิจฺโฉติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตํ ถีนํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน ถีเนน สถีโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตํ อุทฺธจฺจํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน อุทฺธจฺเจน สอุทฺธจฺโจติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตํ อหิริกํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน อหิริเกน สอหิริโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เตน อโนตฺตปฺเปน สอโนตฺตปฺปีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีโทสะด้วยโทสะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โมหะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มานะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีมานะด้วยมานะอดีตนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทิฏฐิอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีวิจิกิจฉาด้วยวิจิกิจฉานั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถีนะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีถีนะด้วยถีนะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อุทธัจจะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอุทธัจจะด้วยอุทธัจจะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อหิริกะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอหิริกะด้วยอหิริกะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อโนตตัปปะอดีตของพระอรหันต์ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ อตีโต สีลพฺพตปรามาโส อตฺถิ อตีโต อณุสหคโต กามราโค อตฺถิ อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามี มีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดอดีต ของพระอนาคามี มีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ อตีโต สีลพฺพตปรามาโส อตฺถิ อตีโต โอฬาริโก กามราโค อตฺถิ อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามี มีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะอย่างหยาบ, พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระสกทาคามี มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ อตีโต สีลพฺพตปรามาโส อตฺถิ อตีโต อปายคมนิโย ราโค อตฺถิ อตีโต อปายคมนิโย โทโส อตฺถิ อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, ราคะอันเป็นอปายคามี, โทสะอันเป็นอปายคามี, โมหะอันเป็นอปายคามี, ที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปุถุชฺชนสฺส อตีโต ราโค อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน ราเคน สราโคติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต อตีโต ราโค อตฺถิ อรหา เตน ราเคน สราโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต โทโส อตฺถิ ฯเปฯ อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน อโนตฺตปฺเปน อโนตฺตปฺปีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถิ อรหา เตน อโนตฺตปฺเปน อโนตฺตปฺปีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ อโนตตัปปะอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อโนตตัปปะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ อนาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถิ อนาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ พระอนาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ พระอนาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น
ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ สกทาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถิ สกทาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ พระสกทาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ พระสกทาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ โสตาปนฺโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถิ ปุถุชฺชโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถิ โสตาปนฺโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ พระโสดาบันชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ พระโสดาบันชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต อตีโต ราโค อตฺถิ น จ อรหา เตน ราเคน สราโคติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต ราโค อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน ราเคน สราโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อตีโต โทโส อตฺถิ ฯเปฯ อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถิ น จ อรหา เตน อโนตฺตปฺเปน อโนตฺตปฺปีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตํ อโนตฺตปฺปํ อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน อโนตฺตปฺเปน อโนตฺตปฺปีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์หาชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ ฯลฯ อโนตตัปปะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์หาชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อโนตตัปปะอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ อนาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถิ น จ อนาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต อณุสหคโต พฺยาปาโท อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ แต่พระอนาคามีหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ แต่พระอนาคามีหาชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีจิตพยาบาทนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ สกทาคามี ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถิ น จ สกทาคามี เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต โอฬาริโก พฺยาปาโท อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน พฺยาปาเทน พฺยาปนฺนจิตฺโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ แต่พระสกทาคามีหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ แต่พระสกทาคามีหาชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ โสตาปนฺโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีตา สกฺกายทิฏฺฐิ อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน ตาย ทิฏฺฐิยา สทิฏฺฐิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺนสฺส อตีตา วิจิกิจฺฉา อตฺถิ ฯเปฯ อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถิ น จ โสตาปนฺโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุถุชฺชนสฺส อตีโต อปายคมนิโย โมโห อตฺถิ น จ ปุถุชฺชโน เตน โมเหน สโมโหติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ แต่พระโสดาบันหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ ฯลฯ โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ แต่พระโสดาบันหาชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นไม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นไม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา หตฺถา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตสุ หตฺเถสุ สติ อาทานนิกฺเขปนํ ปญฺญายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา ปาทา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตสุ ปาเทสุ สติ อภิกฺกมปฏิกฺกโม ปญฺญายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา ปพฺพา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตสุ ปพฺเพสุ สติ สมฺมิญฺชนปสารณํ ปญฺญายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต กุจฺฉิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตสฺมึ กุจฺฉิสฺมึ สติ ชิฆจฺฉาปิปาสา ปญฺญายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๓๗๑.๑} อตีโต กาโย อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีโต กาโย ปคฺคหนิคฺคหูปโค เฉทนเภทนูปโค กาเกหิ คิชฺเฌหิ กุลเลหิ สาธารโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีเต กาเย วิสํ กเมยฺย สตฺถํ กเมยฺย อคฺคิ กเมยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ลพฺภา อตีโต กาโย อทฺทุพนฺธเนน พนฺธิตุํ รชฺชุพนฺธเนน พนฺธิตุํ สงฺขลิกพนฺธเนน พนฺธิตุํ คามพนฺธเนน พนฺธิตุํ นิคมพนฺธเนน พนฺธิตุํ นครพนฺธเนน พนฺธิตุํ ชนปทพนฺธเนน พนฺธิตุํ กณฺฐปญฺจเมหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. มืออดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อมืออดีตมีอยู่ การจับ การวาง ยังปรากฏอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เท้าอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อเท้าอดีตมีอยู่ การก้าวไป การถอยกลับ ยังปรากฏอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ข้อพับอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อข้อพับอดีตมีอยู่ การคู้ การเหยียด ยังปรากฏอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ท้องอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อท้องอดีตมีอยู่ ความหิว ความกระหาย ยังปรากฏอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กายอดีต ยังเข้าถึงการยกย่องและการปราบปราม ยังเข้าถึงการตัดและการทำลาย ยังเป็นของสาธารณะแก่กา แก่แร้ง แก่เหยี่ยว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศาตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ในกายอดีต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายอดีต ยังจะจองจำได้ด้วยเครื่องจำคือขื่อคา ด้วยเครื่องจำคือเชือกด้วยเครื่องจำคือตรวน ด้วยเครื่องจำคือบ้าน ด้วยเครื่องจำคือนิคม ด้วย เครื่องจำคือนคร ด้วยเครื่องจำคือชนบท ด้วยเครื่องจำห้าประการ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีโต อาโป อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน อาเปน อาปกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต เตโช อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน เตเชน เตชกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีโต วาโย อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน วาเยน วายกรณียํ กโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. น้ำอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้น้ำได้ด้วยน้ำนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ไฟอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้ไฟได้ด้วยไฟนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ลมอดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้ลมได้ด้วยลมนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีโต รูปกฺขนฺโธ อตฺถิ อนาคโต รูปกฺขนฺโธ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺโน รูปกฺขนฺโธ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตโย รูปกฺขนฺธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา ปญฺจกฺขนฺธา อตฺถิ อนาคตา ปญฺจกฺขนฺธา อตฺถิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนา ปญฺจกฺขนฺธา อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปณฺณรสขนฺธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. รูปขันธ์อดีตมีอยู่ รูปขันธ์อนาคตมีอยู่ รูปขันธ์ปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปขันธ์เป็นสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ขันธ์ห้าที่เป็นอดีตมีอยู่ ขันธ์ห้าที่เป็นอนาคตมีอยู่ ขันธ์ห้าที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ขันธ์เป็นสิบห้า หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ จกฺขายตนํ อตฺถิ อนาคตํ จกฺขายตนํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขายตนํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีณิ จกฺขายตนานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตานิ ทฺวาทสายตนานิ อตฺถิ อนาคตานิ ทฺวาทสายตนานิ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนานิ ทฺวาทสายตนานิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ฉตฺตึสายตนานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขายตนะอดีตมีอยู่ จักขายตนะอนาคตมีอยู่ จักขายตนะปัจจุบันมีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขายตนะเป็นสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อายตนะสิบสองที่เป็นอดีตมีอยู่ อายตนะสิบสองที่เป็นอนาคตมีอยู่อายตนะสิบสองที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อายตนะเป็นสามสิบหก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา จกฺขุธาตุ อตฺถิ อนาคตา จกฺขุธาตุ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา จกฺขุธาตุ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติสฺโส จกฺขุธาตุโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา อฏฺฐารส ธาตุโย อตฺถิ อนาคตา อฏฺฐารส ธาตุโย อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนา อฏฺฐารส ธาตุโย อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุปญฺญาส ธาตุโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุธาตุอดีตมีอยู่ จักขุธาตุอนาคตมีอยู่ จักขุธาตุปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุธาตุเป็นสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธาตุสิบแปดที่เป็นอดีตมีอยู่ ธาตุสิบแปดที่เป็นอนาคตมีอยู่ ธาตุสิบแปดที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธาตุเป็นห้าสิบสี่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ จกฺขุนฺทฺริยํ อตฺถิ อนาคตํ จกฺขุนฺทฺริยํ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตีณิ จกฺขุนฺทฺริยานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตานิ พาวีสตินฺทฺริยานิ อตฺถิ อนาคตานิ พาวีสตินฺทฺริยานิ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนานิ พาวีสตินฺทฺริยานิ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ฉสฏฺฐินฺทฺริยานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จักขุนทรีย์อดีตมีอยู่ จักขุนทรีย์อนาคตมีอยู่ จักขุนทรีย์ปัจจุบันมีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จักขุนทรีย์เป็นสาม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อินทรีย์ยี่สิบสองที่เป็นอดีตมีอยู่ อินทรีย์ยี่สิบสองที่เป็นอนาคตมีอยู่อินทรีย์ยี่สิบสองที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อินทรีย์เป็นหกสิบหก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีโต ราชา จกฺกวตฺติ อตฺถิ อนาคโต ราชา จกฺกวตฺติ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺโน ราชา จกฺกวตฺติ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณฺณํ ราชูนํ จกฺกวตฺตีนํ สมฺมุขีภาโว โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระเจ้าจักรพรรดิอดีตมีอยู่ พระเจ้าจักรพรรดิอนาคตมีอยู่ พระเจ้าจักรพรรดิปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระเจ้าจักรพรรดิทั้งสามพระองค์ทรงพบกันได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีโต สมฺมาสมฺพุทฺโธ อตฺถิ อนาคโต สมฺมาสมฺพุทฺโธ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺโน สมฺมาสมฺพุทฺโธ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ ติณฺณํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ สมฺมุขีภาโว โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สัมมาสัมพุทธเจ้าอดีตมีอยู่ สัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตมีอยู่ สัมมาสัมพุทธ-เจ้าปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสามองค์ทรงพบกันได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อตีตนฺติ ฯ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตนฺติ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ อตีตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตํ เตนาตีตํ นฺวาตีตํ นฺวาตีตํ อตีตนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อตีตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตํ เตนาตีตํ นฺวาตีตํ นฺวาตีตํ อตีตนฺติ มิจฺฉา โน เจ ปน อตีตํ นฺวาตีตํ นฺวาตีตํ อตีตนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อตีตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อตีตํ สิยา นฺวาตีตํ เตนาตีตํ นฺวาตีตํ นวาตีตํ อตีตนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. อดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีต หรือ? ป. สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่าอดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มีด้วยเหตุนั้น อดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตก็เป็นอดีต, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ด้วยเหตุนั้น อดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตก็เป็นอดีต ดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อดีตไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตเป็นอดีตก็ต้องไม่กล่าวว่า อดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่าอดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ด้วยเหตุนั้น อดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตก็เป็นอดีต ดังนี้ผิด
อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อนาคตนฺติ ฯ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตนฺติ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ อนาคตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตํ เตน อนาคตํ นฺวานาคตํ นฺวานาคตํ อนาคตนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อนาคตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตํ เตน อนาคตํ นฺวานาคตํ นฺวานาคตํ อนาคตนฺติ มิจฺฉา โน เจ ปน อนาคตํ นฺวานาคตํ นฺวานาคตํ อนาคตนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข อนาคตํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา อนาคตํ สิยา นฺวานาคตํ เตน อนาคตํ นฺวานาคตํ นฺวานาคตํ อนาคตนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นอนาคต หรือ? ป. สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่าอนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคตก็เป็นอนาคต, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อนาคตมีอยู่สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคตก็เป็นอนาคต ดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อนาคตไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคตเป็นอนาคต ก็ต้องไม่กล่าวว่า อนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี,ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ไม่เป็นอนาคตสิ่งที่ไม่ใช่อนาคตก็เป็นอนาคต ดังนี้ผิด
ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนํ เตน ปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนํ เตน ปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มิจฺฉา โน เจ ปน ปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ปจฺจุปฺปนฺนํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา ปจฺจุปฺปนฺนํ สิยา โนปจฺจุปฺปนฺนํ เตน ปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ โนปจฺจุปฺปนฺนํ ปจฺจุปฺปนฺนนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. ปัจจุบันมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบัน หรือ? ป. สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่าปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ด้วยเหตุนั้น ปัจจุบันก็ไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ ปัจจุบันก็เป็นปัจจุบัน ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ด้วยเหตุนั้น ปัจจุบันก็ไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบัน ก็เป็นปัจจุบัน ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ปัจจุบันไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบันเป็นปัจจุบัน ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มีที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ด้วยเหตุนั้น ปัจจุบันก็ไม่เป็นปัจจุบันสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบันก็เป็นปัจจุบัน ดังนี้ผิด
นิพฺพานํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ นิพฺพานนฺติ ฯ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานนฺติ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ นิพฺพานํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานํ เตน นิพฺพานํ โนนิพฺพานํ โนนิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข นิพฺพานํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานํ เตน นิพฺพานํ โนนิพฺพานํ โนนิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ มิจฺฉา โน เจ ปน นิพฺพานํ โนนิพฺพานํ โนนิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ นิพฺพานํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานนฺติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข นิพฺพานํ อตฺถิ อตฺถิ สิยา นิพฺพานํ สิยา โนนิพฺพานํ เตน นิพฺพานํ โนนิพฺพานํ โนนิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ มิจฺฉา ฯ
ส. นิพพานมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นนิพพาน หรือ? ป. สิ่งที่มีอยู่เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่านิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ด้วยเหตุนั้น นิพพานก็ไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่ นิพพานก็เป็นนิพพาน, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่านิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ด้วยเหตุนั้น นิพพานก็ไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพาน ก็เป็นนิพพาน ดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า นิพพานไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพานเป็นนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า นิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มีไม่เป็นนิพพานก็มี. ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า นิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ด้วยเหตุนั้น นิพพานก็ไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพานก็เป็นนิพพาน ดังนี้ผิด
น วตฺตพฺพํ อตีตํ อตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยํ กิญฺจิ ภิกฺขเว รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา อยํ วุจฺจติ รูปกฺขนฺโธ ยา กาจิ เวทนา ฯเปฯ ยา กาจิ สญฺญา ฯเปฯ เย เกจิ สงฺขารา ฯเปฯ ยํ กิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา อยํ วุจฺจติ วิญฺญาณกฺขนฺโธติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อตีตํ อตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ที่อยู่ในที่ไกล ในที่ใกล้ก็ดี นี้ เรียกว่า รูปขันธ์ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ที่อยู่ในที่ไกล ในที่ใกล้ก็ดี นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น อดีตก็มีอยู่ อนาคตก็มีอยู่ น่ะสิ
อตีตํ อตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ตโยเม ภิกฺขเว นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกฺกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ กตเม ตโย ฯ ยํ ภิกฺขเว รูปํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อโหสีติ ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ตสฺส สมญฺญา อโหสีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ยา เวทนา ฯเปฯ ยา สญฺญา ฯเปฯ เย สงฺขารา ฯเปฯ ยํ วิญฺญาณํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิคตํ วิปริณตํ อโหสีติ ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ตสฺส สมญฺญา อโหสีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ {๓๘๔.๑} ยํ ภิกฺขเว รูปํ อชาตํ อปาตุภูตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺส สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ยา เวทนา ฯเปฯ ยา สญฺญา ฯเปฯ เย สงฺขารา ฯเปฯ ยํ วิญฺญาณํ อชาตํ อปาตุภูตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺส สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ยํ ภิกฺขเว รูปํ ชาตํ ปาตุภูตํ อตฺถีติ ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ ตสฺส สมญฺญา อตฺถีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ยา เวทนา ฯเปฯ ยา สญฺญา ฯเปฯ เย สงฺขารา ฯเปฯ ยํ วิญฺญาณํ ชาตํ ปาตุภูตํ อตฺถีติ ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ ตสฺส สมญฺญา อตฺถีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกฺกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ {๓๘๔.๒} เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุํ อุกฺกลา วสฺสภญฺญา อเหตุกวาทา อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา เตปิเม ตโย นิรุตฺติปเถ อธิวจนปเถ ปญฺญตฺติปเถ น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ นินฺทาพฺยาโรสนาอุปารมฺภภยาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตีตํ อตฺถิ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครรลองแห่งภาษาครรลองแห่งชื่อ ครรลองแห่งบัญญัติ สามประการนี้ อันสมณ- พราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ มิได้คัดค้าน สามประการเป็นไฉน? (๑) รูปใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว รูปนั้นเขากล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาเรียกว่า ได้มีแล้ว เขาบัญญัติว่า ได้มีแล้ว แต่รูปนั้น เขาไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใด ฯลฯ วิญญาณใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว วิญญาณนั้นเขากล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาเรียกว่า ได้มีแล้ว เขาบัญญัติว่า ได้มีแล้ว แต่วิญญาณนั้นเขาไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี (๒) รูปใด ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ รูปนั้น เขากล่าวกันว่า จักมี เขาเรียกว่า จักมี เขาบัญญัติว่า จักมี แต่รูปนั้น เขาไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่าได้มีแล้ว เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใด ฯลฯ วิญญาณใด ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ วิญญาณนั้น เขากล่าวกันว่า จักมี เขาเรียกว่า จักมี เขาบัญญัติว่าจักมี แต่เขาไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว (๓) รูปใด เกิดแล้ว ปรากฏแล้ว รูปนั้น เขากล่าวกันว่า มีอยู่ เขาเรียกว่า มีอยู่ เขาบัญญัติว่า มีอยู่ แต่เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาไม่กล่าวกันว่า จักมีเวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใด ฯลฯ วิญญาณใด เกิดแล้ว ปรากฏแล้ว วิญญาณนั้น เขากล่าวกันว่า มีอยู่ เขาเรียกว่า มีอยู่ เขาบัญญัติว่า มีอยู่ แต่วิญญาณนั้น เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครรลองแห่งภาษา ครรลองแห่งชื่อ ครรลองแห่งบัญญัติ สามประการเหล่านี้แล อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ลบล้าง ไม่เคยลบล้างไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ มิได้คัดค้าน แม้ชนที่เป็นชาวอุกกละ ชาววัสสภัญญะ ที่เป็นอเหตุกวาท อกิริยวาท นัตถิกวาท ก็ได้สำคัญครรลองแห่งภาษา ครรลองแห่งชื่อครรลองแห่งบัญญัติ สามประการนี้ว่า อันตนไม่พึงติเตียน อันตนไม่พึงคัดค้าน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกลัวการติเตียน การเพิดเพ้ยและการโต้แย้ง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? @ สํ. ข. ข้อ ๑๓๔ หน้า ๘๘ ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่น่ะสิ
อตีตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา ผคฺคุโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ นุ โข ตํ ภนฺเต จกฺขุํ เยน จกฺขุนา อตีเต พุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฉินฺนปปญฺเจ ฉินฺนวฏุเม ปริยาทินฺนวฏฺเฏ สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต ปญฺญาปยมาโน ปญฺญาเปยฺย ฯเปฯ อตฺถิ นุ โข สา ภนฺเต ชิวฺหา ฯเปฯ อตฺถิ นุ โข โส ภนฺเต มโน เยน มเนน อตีเต พุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฉินฺนปปญฺเจ ฉินฺนวฏุเม ปริยาทินฺนวฏฺเฏ สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต ปญฺญาปยมาโน ปญฺญาเปยฺยาติ ฯ {๓๘๕.๑} นตฺถิ โข ตํ ผคฺคุณ จกฺขุํ เยน จกฺขุนา อตีเต พุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฉินฺนปปญฺเจ ฉินฺนวฏุเม ปริยาทินฺนวฏฺเฏ สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต ปญฺญาปยมาโน ปญฺญาเปยฺย ฯเปฯ นตฺถิ โข สา ผคฺคุณ ชิวฺหา ฯเปฯ นตฺถิ โข โส ผคฺคุณ มโน เยน มเนน อตีเต พุทฺเธ ปรินิพฺพุเต ฉินฺนปปญฺเจ ฉินฺนวฏุเม ปริยาทินฺนวฏฺเฏ สพฺพทุกฺขวีติวตฺเต ปญฺญาปยมาโน ปญฺญาเปยฺยาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตีตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านพระผัคคุณะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้าบุคคลเมื่อยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้วล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยจักษุใดจักษุนั้นมีอยู่หรือหนอ ฯลฯ ชิวหานั้นมีอยู่หรือหนอ ฯลฯ บุคคลเมื่อยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้วล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยมโนใดมโนนั้นมีอยู่หรือหนอ ดูกรผัคคุณะ บุคคลเมื่อยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้วให้ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยจักษุใด จักษุนั้นไม่มีอยู่เลย ฯลฯ ชิวหานั้นไม่มีอยู่เลย ฯลฯ บุคคลยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏพึงให้ปรากฏได้ด้วยมโนใด มโนนั้นไม่มีอยู่เลย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่น่ะสิ
อตีตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา นนฺทโก เอตทโวจ อหุ ปุพฺเพ โลโภ ตทหุ อกุสลํ โส เอตรหิ นตฺถิ อิจฺเจตํ กุสลํ อหุ ปุพฺเพ โทโส ฯเปฯ อหุ ปุพฺเพ โมโห ตทหุ อกุสลํ โส เอตรหิ นตฺถิ อิจฺเจตํ กุสลนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตีตํ อตฺถีติ ฯ
ส. อดีตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว @ สํ. สฬา. ข้อ ๙๙-๑๐๐ ส. ท่านพระนันทกะได้กล่าวว่า โลภะได้มีแล้วในกาลก่อน ข้อนั้นได้เป็นความไม่ดีแล้ว โลภะนั้น บัดนี้ไม่มีอยู่ ข้อนี้เป็นความดี โทสะได้มีแล้วในกาลก่อน ฯลฯ โมหะได้มีแล้วในกาลก่อน ข้อนั้นได้เป็น ความไม่ดีแล้ว โมหะนั้น บัดนี้ไม่มีอยู่ ข้อนี้เป็นความดี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่น่ะสิ
น วตฺตพฺพํ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา กพฬีกาเร เจ ภิกฺขเว อาหาเร อตฺถิ ราโค อตฺถิ นนฺทิ อตฺถิ ตณฺหา ปติฏฺฐิตํ ตตฺถ วิญฺญาณํ วิรูฬฺหํ ยตฺถ ปติฏฺฐิตํ วิญฺญาณํ วิรูฬฺหํ อตฺถิ ตตฺถ นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ ยตฺถ อตฺถิ นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ อตฺถิ ตตฺถ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ ยตฺถ อตฺถิ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ อตฺถิ ตตฺถ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ยตฺถ อตฺถิ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ อตฺถิ ตตฺถ อายตึ ชาติชรามรณํ ยตฺถ อตฺถิ อายตึ ชาติชรามรณํ สโสกนฺตํ ภิกฺขเว สรชํ สอุปายาสนฺติ วทามิ {๓๘๗.๑} ผสฺเส เจ ภิกฺขเว อาหาเร ... มโนสญฺเจตนาย เจ ภิกฺขเว อาหาเร ... วิญฺญาเณ เจ ภิกฺขเว อาหาเร อตฺถิ ราโค อตฺถิ นนฺทิ ฯเปฯ สรชํ สอุปายาสนฺติ วทามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดีความเพลิน ความอยาก ยังมีอยู่ในกวฬิงการาหาร วิญญาณก็ตั้งมั่นแล้ว งอกงามแล้ว ในเพราะกวฬิงการาหารนั้น วิญญาณตั้งมั่นแล้ว งอกงามแล้วในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้นความหยั่งลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด การเกิดในภพใหม่ต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น การเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ ใด ชาติ ชรา มรณะ ก็ยังมีอยู่ต่อไปในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะ ยังมีอยู่ต่อไปในที่ใด เรากล่าวว่า ที่นั้นยังมีโศก ยังมีธุลี ยังมี ความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลินความอยาก ยังมีอยู่ในผัสสาหาร ... ในมโนสัญเจตนาหาร ... ในวิญญาณาหาร ฯลฯ เรากล่าวว่า ที่นั้นยังมีโศก ยังมีธุลี มีความคับแค้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตมีอยู่น่ะสิ@ อํ. ติกฺก. ข้อ ๕๐๖ หน้า ๒๕๓ สํ. นิ. ข้อ ๒๔๖ หน้า ๑๒๒
อนาคตํ อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา กพฬีกาเร เจ ภิกฺขเว อาหาเร นตฺถิ ราโค นตฺถิ นนฺทิ นตฺถิ ตณฺหา อปฺปติฏฺฐิตํ ตตฺถ วิญฺญาณํ อวิรูฬฺหํ ยตฺถ อปฺปติฏฺฐิตํ วิญฺญาณํ อวิรูฬฺหํ นตฺถิ ตตฺถ นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ ยตฺถ นตฺถิ นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ นตฺถิ ตตฺถ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ ยตฺถ นตฺถิ สงฺขารานํ วุฑฺฒิ นตฺถิ ตตฺถ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ ยตฺถ นตฺถิ อายตึ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ นตฺถิ ตตฺถ อายตึ ชาติชรามรณํ ยตฺถ นตฺถิ อายตึ ชาติชรามรณํ อโสกนฺตํ ภิกฺขเว อรชํ อนุปายาสนฺติ วทามิ ผสฺเส เจ ภิกฺขเว อาหาเร ... มโนสญฺเจตนาย เจ ภิกฺขเว อาหาเร ... วิญฺญาเณ เจ ภิกฺขเว อาหาเร นตฺถิ ราโค นตฺถิ นนฺทิ ฯเปฯ อรชํ อนุปายาสนฺติ วทามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนาคตํ อตฺถีติ ฯ สพฺพมตฺถีติกถา ฯ -------
ส. อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดีความเพลิน ความอยาก ไม่มีอยู่ในกวฬิงการาหาร วิญญาณก็ไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่งอกงามแล้ว ในเพราะกวฬิงการาหารนั้น วิญญาณไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่งอกงามแล้วในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็ไม่มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปไม่มีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็ไม่มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีอยู่ในที่ใด การเกิดในภพใหม่ต่อไปก็ไม่มีอยู่ในที่นั้นการเกิดในภพใหม่ต่อไปไม่มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะ ก็ไม่มีต่อไปในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะ ไม่มีต่อไปในที่ใด เรากล่าวว่าที่นั้น ไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลิน ความอยาก ไม่มีอยู่ในผัสสาหาร ... ในมโนสัญเจตนาหาร ... ในวิญญาณาหาร ฯลฯ เรากล่าวว่า ที่นั้นไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตมีอยู่ น่ะสิสัพพมัตถีติกถา จบ. -----------------------------------------------------