ปริหานิกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปริหานิกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ปริหานิกถา
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพตฺถ อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพตฺถ อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพตฺถ อรหโต ปริหานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพทา อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพทา อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพทา อรหโต ปริหานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพว อรหนฺโต อรหตฺตา ปริหายนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺเพว อรหนฺโต อรหตฺตา ปริหายนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพสญฺเญว อรหนฺตานํ ปริหานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ในภพทั้งปวงหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ในภพทั้งปวง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ (มีได้) ในภพทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ในกาลทั้งปวง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ (มีได้) ในกาลทั้งปวง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ทุกองค์เทียว เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ทุกองค์เทียว เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ (มีได้) ทุกองค์เทียว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อรหตฺตา ปริหายมาโน จตูหิ ผเลหิ ปริหายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จตูหิ สตสหสฺเสหิ เสฏฺฐี เสฏฺฐิตฺตํ กาเรนฺโต สตสหสฺเส ปริหีเน เสฏฺฐิตฺตา ปริหีโน โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพสาปเตยฺยา ปริหีโน โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ จตูหิ สตสหสฺเสหิ เสฏฺฐี เสฏฺฐิตฺตํ กาเรนฺโต สตสหสฺเส ปริหีเน ภพฺโพ สพฺพสาปเตยฺยา ปริหายิตุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อรหตฺตา ปริหายมาโน ภพฺโพ จตูหิ ผเลหิ ปริหายิตุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมเสื่อมจากผลทั้งสี่ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. เศรษฐีดำรงตำแหน่งเศรษฐีอยู่ด้วยทรัพย์สี่แสน เมื่อทรัพย์แสนหนึ่งสิ้นไป ย่อมเสื่อมจากตำแหน่ง หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ย่อมเสื่อมจากสมบัติทั้งปวง หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เศรษฐีดำรงตำแหน่งเศรษฐีอยู่ด้วยทรัพย์สี่แสน เมื่อทรัพย์แสนหนึ่งสิ้นไป เป็นผู้ควรจะเสื่อมจากสมบัติทั้งปวงหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล เป็นผู้ควรจะเสื่อมจากผลทั้งสี่หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อรหตฺตา ปริหายมาโน กตฺถ สณฺฐาตีติ ฯ อนาคามิผเลติ ฯ อนาคามี อนาคามิผลา ปริหายมาโน กตฺถ สณฺฐาตีติ ฯ สกทาคามิผเลติ ฯ สกทาคามี สกทาคามี สกทาคามิผลา ปริหายมาโน กตฺถ สณฺฐาตีติ ฯ โสตาปตฺติผเลติ ฯ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลา ปริหายมาโน ปุถุชฺชนภูมิยํ สณฺฐาตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ อรหา อรหตฺตา ปริหายมาโน อนาคามิผเล สณฺฐาติ อนาคามี อนาคามิผลา ปริหายมาโน สกทาคามิผเล สณฺฐาติ สกทาคามี สกทาคามิผลา ปริหายมาโน โสตาปตฺติผเล สณฺฐาติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลา ปริหายมาโน ปุถุชฺชนภูมิยํ สณฺฐาตีติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมตั้งอยู่ในธรรมอะไร? ป. ในอนาคามิผล ส. พระอนาคามี เมื่อเสื่อมจากอนาคามิผล ย่อมตั้งอยู่ในธรรมอะไร? ป. ในสกทาคามิผล ส. พระสกทาคามี เมื่อเสื่อมจากสกทาคามิผล ย่อมตั้งอยู่ในธรรมอะไร? ป. ในโสดาปัตติผล ส. พระโสดาบัน เมื่อเสื่อมจากโสดาปัตติผล ย่อมตั้งอยู่ในภูมิแห่งปุถุชนหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตผลย่อมตั้งอยู่ในอนาคามิผล พระอนาคามีเมื่อเสื่อมจากอนาคามิผลย่อมตั้งอยู่ในสกทาคามิผล พระสกทาคามีเมื่อเสื่อมจากสกทาคามิผลย่อมตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเมื่อเสื่อมจากโสดาปัตติผล ย่อมตั้งอยู่ในภูมิแห่งปุถุชน
อรหา อรหตฺตา ปริหายมาโน โสตาปตฺติผเล สณฺฐาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติผลสฺส อนนฺตรา อรหตฺตญฺเญว สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา อรหโต วา โสตาปนฺนสฺส วาติ ฯ อรหโต ฯ หญฺจิ อรหโต พหุตรา กิเลสา ปหีนา ปริหายติ อรหา อรหตฺตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ
ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถัดจากโสดาปัตติผลท่านก็ทำให้แจ้ง ซึ่งอรหัตผลทีเดียว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระโสดาบัน ? ป. พระอรหันต์ ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา อรหโต วา สกทาคามิสฺส วาติ ฯ อรหโต ฯ หญฺจิ อรหโต พหุตรา กิเลสา ปหีนา ปริหายติ อรหา อรหตฺตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระสกทาคามี? ป. พระอรหันต์ ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา อรหโต วา อนาคามิสฺส วาติ ฯ อรหโต ฯ หญฺจิ อรหโต พหุตรา กิเลสา ปหีนา ปริหายติ อรหา อรหตฺตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระอนาคามี? ป. พระอรหันต์ ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้
ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา อนาคามิสฺส วา โสตาปนฺนสฺส วาติ ฯ อนาคามิสฺส ฯ หญฺจิ อนาคามิสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ
ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอนาคามีหรือพระโสดาบัน? ป. พระอนาคามี ส. หากว่า พระอนาคามีละกิเลสได้มากกว่า และพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้
ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา อนาคามิสฺส วา สกทาคามิสฺส วาติ ฯ อนาคามิสฺส ฯ หญฺจิ อนาคามิสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ
ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอนาคามีหรือพระสกทาคามี? ป. พระอนาคามี ส. หากว่า พระอนาคามีละกิเลสได้มากกว่า และพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้
ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา สกทาคามิสฺส วา โสตาปนฺนสฺส วาติ ฯ สกทาคามิสฺส ฯ หญฺจิ สกทาคามิสฺส พหุตรา กิเลสา ปหีนา ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ
ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระสกทาคามีหรือพระโสดาบัน? ป. พระสกทาคามี ส. หากว่า พระสกทาคามีละกิเลสได้มากกว่า และพระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส อธิมตฺตา มคฺคภาวนา อรหโต วา โสตาปนฺนสฺส วาติ ฯ อรหโต ฯ หญฺจิ อรหโต อธิมตฺตา มคฺคภาวนา ปริหายติ อรหา อรหตฺตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มัคคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือของพระโสดาบัน? ป. ของพระอรหันต์ ส. หากว่า มัคคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส อธิมตฺตา สติปฏฺฐานภาวนา ฯเปฯ สมฺมปฺปธานภาวนา อิทฺธิปาทภาวนา อินฺทฺริยภาวนา พลภาวนา โพชฺฌงฺคภาวนา อรหโต วา โสตาปนฺนสฺส วาติ ฯ อรหโต ฯ หญฺจิ อรหโต อธิมตฺตา โพชฺฌงฺคภาวนา ปริหายติ อรหา อรหตฺตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สติปัฏฐานภาวนา ... สัมมัปปธานภาวนา ... อิทธิบาทภาวนา ... อินทริย-ภาวนา ... พลภาวนา ... โพชฌงคภาวนา ... ของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือของพระโสดาบัน? ป. ของพระอรหันต์ ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส อธิมตฺตา มคฺคภาวนา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคภาวนา อรหโต วา สกทาคามิสฺส วาติ ฯ อรหโต ฯ หญฺจิ อรหโต อธิมตฺตา โพชฺฌงฺคภาวนา ปริหายติ อรหา อรหตฺตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือของพระสกทาคามี? ป. ของพระอรหันต์ ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส อธิมตฺตา มคฺคภาวนา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคภาวนา อรหโต วา อนาคามิสฺส วาติ ฯ อรหโต ฯ หญฺจิ อรหโต อธิมตฺตา โพชฺฌงฺคภาวนา ปริหายติ อรหา อรหตฺตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือของพระอนาคามี? ป. ของพระอรหันต์ ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้
ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส อธิมตฺตา มคฺคภาวนา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคภาวนา อนาคามิสฺส วา โสตาปนฺนสฺส วาติ ฯ อนาคามิสฺส ฯ หญฺจิ อนาคามิสฺส อธิมตฺตา โพชฺฌงฺคภาวนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ
ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอนาคามีหรือของพระโสดาบัน? ป. ของพระอนาคามี ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอนาคามีเยี่ยมกว่า และพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าพระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้
ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส อธิมตฺตา มคฺคภาวนา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคภาวนา อนาคามิสฺส วา สกทาคามิสฺส วาติ ฯ อนาคามิสฺส ฯ หญฺจิ อนาคามิสฺส อธิมตฺตา โพชฺฌงฺคภาวนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ
ส. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอนาคามีหรือของพระสกทาคามี? ป. ของพระอนาคามี ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระอนาคามีเยี่ยมกว่า และพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้
ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ กสฺส อธิมตฺตา มคฺคภาวนา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคภาวนา สกทาคามิสฺส วา โสตาปนฺนสฺส วาติ ฯ สกทาคามิสฺส ฯ หญฺจิ สกทาคามิสฺส อธิมตฺตา โพชฺฌงฺคภาวนา ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ
ส. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มัคคภาวนา ฯลฯ โพชฌงคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระสกทาคามีหรือของพระโสดาบัน? ป. ของพระสกทาคามี ส. หากว่า โพชฌงคภาวนาของพระสกทาคามีเยี่ยมกว่า และพระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระ-โสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้
อรหตา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตา สมุทโย ทิฏฺโฐ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน สมุทโย ทิฏฺโฐ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตา นิโรโธ ทิฏฺโฐ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน นิโรโธ ทิฏฺโฐ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตา มคฺโค ทิฏฺโฐ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน มคฺโค ทิฏฺโฐ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตา จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นสมุทัยแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. พระอรหันต์เห็นนิโรธแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นนิโรธแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เห็นมรรคแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นมรรคแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหตา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตา สมุทโย ทิฏฺโฐ ฯเปฯ นิโรโธ ทิฏฺโฐ ฯเปฯ มคฺโค ทิฏฺโฐ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามินา จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรคแล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหตา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหตา สมุทโย ทิฏฺโฐ ฯเปฯ นิโรโธ ทิฏฺโฐ ฯเปฯ มคฺโค ทิฏฺโฐ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามินา จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรคแล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามินา สมุทโย ทิฏฺโฐ ฯเปฯ นิโรโธ ทิฏฺโฐ ฯเปฯ มคฺโค ทิฏฺโฐ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามินา สมุทโย ทิฏฺโฐ ฯเปฯ นิโรโธ ทิฏฺโฐ ฯเปฯ มคฺโค ทิฏฺโฐ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามินา จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรคแล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรคแล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามินา สมุทโย ทิฏฺโฐ ฯเปฯ นิโรโธ ทิฏฺโฐ ฯเปฯ มคฺโค ทิฏฺโฐ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺเนน จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสกทาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรคแล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺเนน ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺเนน สมุทโย ทิฏฺโฐ ฯเปฯ นิโรโธ ทิฏฺโฐ ฯเปฯ มคฺโค ทิฏฺโฐ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตา จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโสดาบันเห็นสมุทัยแล้ว ฯลฯ เห็นนิโรธแล้ว ฯลฯ เห็นมรรคแล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตา จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหตา จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺเนน ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺเนน ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามินา ทุกฺขํ ทิฏฺฐํ ฯเปฯ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯลฯ เห็นสัจจะสี่แล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต ราโค ปหีโน ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต ราโค ปหีโน ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ สีลพฺพตปรามาโส ปหีโน ฯเปฯ อปายคมนิโย ราโค ปหีโน ฯเปฯ อปายคมนิโย โทโส ปหีโน ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน มาโน ปหีโน ทิฏฺฐิ ปหีนา วิจิกิจฺฉา ปหีนา ถีนํ ปหีนํ อุทฺธจฺจํ ปหีนํ อหิริกํ ปหีนํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ สีลพฺพตปรามาโส ปหีโน ฯเปฯ อปายคมนิโย ราโค ปหีโน ฯเปฯ อปายคมนิโย โทโส ปหีโน ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯลฯ ละราคะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯลฯ ละโทสะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะขาดแล้ว ฯลฯ ละมานะขาดแล้ว ฯลฯ ละทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละถีนะขาดแล้ว ฯลฯ ละอุทธัจจะขาดแล้ว ฯลฯ ละอหิริกะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯลฯ ละราคะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯลฯ ละโทสะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต ราโค ปหีโน ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต ราโค ปหีโน ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ สีลพฺพตปรามาโส ปหีโน ฯเปฯ โอฬาริโก กามราโค ปหีโน ฯเปฯ โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯลฯ ละกามราคะอย่างหยาบขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้วพระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต ราโค ปหีโน ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต ราโค ปหีโน ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ สีลพฺพตปรามาโส ปหีโน อณุสหคโต กามราโค ปหีโน อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ... ละกามราคะอย่างละเอียดขาดแล้ว ... ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้วพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ?
อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ และพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้วพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ สีลพฺพตปรามาโส ปหีโน โอฬาริโก กามราโค ปหีโน โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาสขาดแล้ว ... ละกามราคะอย่างหยาบขาดแล้ว ... ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้วพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ โอฬาริโก กามราโค ปหีโน โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละกามราคะอย่างหยาบขาดแล้ว ... ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต ราโค ปหีโน น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺนสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต ราโค ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต ราโค ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต ราโค ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้วพระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต ราโค ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต ราโค ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ น ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้วพระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺนสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจาก โสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สกทาคามิสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ อณุสหคโต พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ อนาคามี อนาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้วพระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปนฺนสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตาปนฺนสฺส วิจิกิจฺฉา ปหีนา ฯเปฯ อปายคมนิโย โมโห ปหีโน น ปริหายติ โสตาปนฺโน โสตาปตฺติผลาติ ฯ อามนฺตา ฯ สกทาคามิสฺส สกฺกายทิฏฺฐิ ปหีนา ฯเปฯ โอฬาริโก พฺยาปาโท ปหีโน น ปริหายติ สกทาคามี สกทาคามิผลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะอันพระอรหัตน์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน มาโน ปหีโน ทิฏฺฐิ ปหีนา วิจิกิจฺฉา ปหีนา ถีนํ ปหีนํ อุทฺธจฺจํ ปหีนํ อหิริกํ ปหีนํ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึ- อนุปฺปาทธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โทสะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ฯลฯ โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... วิจิกิจฉา ... ถีนะ ... อุทธัจจะ ... อหิริกะ ... อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้วถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อโนตตัปปะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ภายหลัง ทำให้ไม่มีอันไม่ต้อง เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดขึ้นแล้วมิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย สติปฏฺฐานา ภาวิตา ฯเปฯ สมฺมปฺปธานา ภาวิตา อิทฺธิปาทา ภาวิตา อินฺทฺริยา ภาวิตา พลา ภาวิตา โพชฺฌงฺคา ภาวิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราคปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังสติปัฏฐานให้เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ยังสัมมัปปธานให้เกิดขึ้นแล้ว ... ยังอิทธิบาทให้เกิดขึ้นแล้ว ... ยังอินทรีย์ให้เกิดขึ้นแล้ว ... ยังพละให้เกิดขึ้นแล้ว ... ยังโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ทุกฺขํ ตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพ สิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคู อันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็น พระอริยะ ลดธง (คือมานะ) แล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้วมีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำ นิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้วกำหนดรู้ธรรมสิ่งที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญ ธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตา ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตา น ปริหายตีติ ฯ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตา ปริหายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตา น ปริหายตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตา น ปริหายตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต เสื่อมจากอรหัตผลได้ พระอรหันต์ ผู้อสมย-วิมุต ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต เสื่อมจากพระอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ?@ ดูคำอธิบายในบุคคลบัญญัติ ข้อ ๑๗,๑๘ หน้า ๑๔๙ ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราโค ปหีโน ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราโค ปหีโน ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย สติปฏฺฐานา ภาวิตา ฯเปฯ สมฺมปฺปธานา ภาวิตา อิทฺธิปาทา ภาวิตา อินฺทฺริยา ภาวิตา พลา ภาวิตา โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย สติปฏฺฐานา ภาวิตา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้วพระอรหันต์สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้วพระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตยังมรรคให้เกิดแล้ว พระ-อรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตยังมรรคให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตยังสติปัฏฐานให้เกิดแล้ว ... ยังสัมมัปปธานให้เกิดแล้ว ... ยังอิทธิบาทให้เกิดแล้ว ... ยังอินทรีย์ให้เกิดแล้ว ... ยังพละให้เกิด แล้ว ... ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตยังสติปัฏฐานให้เกิดแล้วฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมยวิมุตฺโต อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ทุกฺขํ ตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อสมยวิมุตฺโต อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้วมีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง (คือมานะ) แล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำ นิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้วกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้วบำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว พระอรหันต์ ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตได้ หรือ? ป. ผลถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราโค ปหีโน น ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราโค ปหีโน น ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ น ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ น ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา น ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ {๒๔๕.๑} อามนฺตา ฯ สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา น ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อสมยวิมุตฺตสฺส อรหโต โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา น ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สมยวิมุตฺตสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา น ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อสมยวิมุตฺโต อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ น ปริหายติ อสมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สมยวิมุตฺโต อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ น ปริหายติ สมยวิมุตฺโต อรหา อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้วพระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจาก อรหัตผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ สารีปุตฺโต เถโร ปริหายิตฺถ อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ มหาโมคฺคลฺลาโน เถโร มหากสฺสโป เถโร มหากจฺจายโน เถโร มหาโกฏฺฐิโก เถโร มหาปณฺฐโก เถโร ปริหายิตฺถ อรหตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ สารีปุตฺโต เถโร น ปริหายิตฺถ อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สารีปุตฺโต เถโร น ปริหายิตฺถ อรหตฺตา โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ มหาโมคฺคลฺลาโน เถโร ... มหากสฺสโป เถโร ... มหากจฺจายโน เถโร ... มหาโกฏฺฐิโก เถโร ... มหาปณฺฐโก เถโร น ปริหายิตฺถ อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ มหาโมคฺคลฺลาโน เถโร ... ฯเปฯ มหาปณฺฐโก เถโร น ปริหายิตฺถ อรหตฺตา โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระสารีบุตรเถระเสื่อมแล้วจากอรหัตตผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระมหาโมคคัลลานเถระ ... พระมหากัสสปเถระ ... พระมหากัจจายน-เถระ ... พระมหาโกฏฐิตเถระ ... พระมหาปันถกเถระเสื่อมแล้วจากอรหัตผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสารีบุตรเถระไม่ได้เสื่อมจากอรหัตตผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระสารีบุตรเถระไม่ได้เสื่อมจากอรหัตผล ก็ต้องไม่กล่าวว่าพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ส. พระมหาโมคคัลลานเถระ ... พระมหาปันถกเถระ ... พระมหากัจจายน-เถระ ... พระมหาโกฏฐิตเถระ ... พระมหาปันถกเถระไม่ได้เสื่อมจากอรหัตผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระมหาโมคคัลลานเถระ ฯลฯ พระมหาปันถกเถระไม่ได้เสื่อมจากอรหัตผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อุจฺจาวจา หิ ปฏิปทา สมเณน ปกาสิตา น ปารํ ทิคุณํ ยนฺติ นยิทํ เอกคุณํ มุตนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ปฏิปทาที่พระสมณะประกาศแล้วมีสูงและต่ำแล แต่ผู้ปฏิบัติจะไปถึงฝั่ง (คือนิพพาน) ได้สองเที่ยวก็หาไม่ ฝั่งนี้อันผู้ปฏิบัติจะได้รู้แต่ครั้งเดียวก็หาไม่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ น่ะสิ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ฉินฺนสฺส เฉทิยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อตฺถิ ฉินฺนสฺส เฉทิยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา วีตตณฺโห อนาทาโน กิจฺจํ ยสฺส น วิชฺชติ ฉินฺนสฺส เฉทิยํ นตฺถิ โอฆปาโส สมูหโตติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ ฉินฺนสฺส เฉทิยนฺติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บรรดากิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดแล้ว ยังมีบางอย่างที่ยังจะต้องตัดอีกหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บรรดากิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดแล้ว ยังมีบางอย่างที่ยังจะต้องตัดอีกหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ท่านผู้เสร็จกิจที่จำต้องทำแล้ว เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีกิเลสเครื่องยึดถือ บรรดากิเลสวัฏที่ท่านตัดแล้วไม่มีอันใดที่ยังจะต้องตัดอีก ท่านถอนห้วงน้ำและบ่วงได้แล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บรรดากิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดแล้ว ยังมีบางอย่างที่ยังจะต้องตัดอีก น่ะสิ @ ขุ. สุ. ข้อ ๓๘๙ หน้า ๔๗๑
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ กตสฺส ปฏิจโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อตฺถิ กตสฺส ปฏิจโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ตสฺส สมฺมาวิมุตฺตสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน กตสฺส ปฏิจโย นตฺถิ กรณียํ น วิชฺชติ เสโล ยถา เอกฆโน วาเตน น สมีรติ เอวํ รูปา รสา สทฺทา คนฺธา ผสฺสา จ เกวลา อิฏฺฐา ธมฺมา อนิฏฺฐา จ นปฺปเวเธนฺติ ตาทิโน ฐิตํ จิตฺตํ วิปฺปมุตฺตํ วยํ จสฺสานุปสฺสตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ กตสฺส ปฏิจโยติ ฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กิจที่ทำแล้ว ต้องกลับสร้างสมอีก มีหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. กิจที่ทำแล้ว ต้องกลับสร้างสมอีก มีหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า การกลับสร้างสมกิจที่ทำแล้วไม่มี กิจอื่นที่จำต้องทำอีกก็ไม่มี แก่ภิกษุนั้นผู้พ้นแล้วโดยชอบ ผู้มีจิตสงบ แล้ว บรรดารูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ ธัมมารมณ์ทุกอย่างทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ไม่ยังจิตของท่านผู้คงที่ อันตั้งมั่นหลุดพ้นแล้ว ให้หวั่นไหวได้ ดุจภูเขาศิลาล้วนเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือนเพราะลม ฉะนั้น เพราะภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นแต่ ความสิ้นไปแห่งจิตนั้นๆ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กิจที่ทำแล้วต้องกลับสร้างสมอีก มีอยู่น่ะสิ
น วตฺตพฺพํ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปญฺจิเม ภิกฺขเว ธมฺมา สมยวิมุตฺตสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ กตเม ปญฺจ กมฺมารามตา ภสฺสารามตา นิทฺทารามตา สงฺคณิการามตา ยถา วิมุตฺตํ จิตฺตํ น ปจฺจเวกฺขติ อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ ธมฺมา สมยวิมุตฺตสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ เหล่านี้ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมรอบแก่ภิกษุผู้สมยวิมุต ธรรม ๕เป็นไฉน คือ ความเพลิดเพลินในการงาน ความเพลิดเพลินในการสนทนา ความเพลิดเพลินในการหลับ ความเพลิดเพลินในการคลุกคลี ไม่พิจารณาจิตที่หลุดพ้นแล้วอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลายธรรม ๕ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้สมยวิมุต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? @ วิ. ม. ทุติยภาค ข้อ ๔ หน้า ๑๑ @ อํ. ปญฺจก. ข้อ ๑๔๙ หน้า ๑๙๓ ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น พระอรหันต์ก็เสื่อมจากอรหัตผลได้น่ะสิ
อตฺถิ อรหโต กมฺมารามตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อตฺถิ อรหโต กมฺมารามตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ กามราคสญฺโญชนํ กาโมโฆ กามโยโค กามจฺฉนฺท- นีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อตฺถิ อรหโต ภสฺสารามตา อตฺถิ อรหโต นิทฺทารามตา อตฺถิ อรหโต สงฺคณิการามตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อตฺถิ อรหโต สงฺคณิการามตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ กามราคสญฺโญชนํ กาโมโฆ กามโยโค กามจฺฉนฺทนีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์มีความเพลิดเพลินในการงาน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์มีความเพลิดเพลินในการงาน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ กามราคะ กามราคปริยุฏฐานะ กามราคสัญโญชน์กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังมีความเพลิดเพลินในการสนทนา ... มีความเพลิดเพลินในการหลับ ... มีความเพลิดเพลินในการคลุกคลี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังมีความเพลิดเพลินในการคลุกคลี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ กามราคะ กามราคปริยุฏฐานะ กามราคสัญโญชน์กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อรหตฺตา ปริหายมาโน กึ ปริยุฏฺฐิโต ปริหายตีติ ฯ ราคปริยุฏฺฐิโต ปริหายตีติ ฯ ปริยุฏฺฐานํ กึ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อนุสยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อตฺถิ อรหโต อนุสยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อรหโต อนุสยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โทสปริยุฏฺฐิโต ปริหายตีติ ฯเปฯ โมหปริยุฏฺฐิโต ปริหายตีติ ฯ ปริยุฏฺฐานํ กึ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อนุสยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชตีติ ฯ อตฺถิ อรหโต อนุสยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ อรหโต อนุสยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต กามราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตตผล ถูกอะไรกลุ้มรุมจึงเสื่อม? ป. ถูกราคะกลุ้มรุมจึงเสื่อม ส. การกลุ้มรุมเกิดขึ้น เพราะอาศัยอะไร? ป. เกิดขึ้น เพราะอาศัยอนุสัย ส. พระอรหันต์ยังมีอนุสัย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังมีอนุสัย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ยังมีกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. พระอรหันต์ถูกโทสะกลุ้มรุมจึงเสื่อม ฯลฯ ถูกโมหะกลุ้มรุมจึงเสื่อม ส. ความกลุ้มรุมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไร ป. เกิดขึ้น เพราะอาศัยอนุสัย ส. พระอรหันต์ยังมีอนุสัย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังมีอนุสัย หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ยังมีกามราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต อรหตฺตา ปริหายมานสฺส กึ อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ ราโค อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ วิจิกิจฺฉา อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ สีลพฺพตปรามาโส อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โทโส อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯเปฯ โมโห อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิ อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ วิจิกิจฺฉา อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ สีลพฺพตปรามาโส อุปจยํ คจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผล อะไรก่อตัวขึ้น? ป. ราคะก่อตัวขึ้น ส. สักกายทิฏฐิก่อตัวขึ้นหรือ วิจิกิจฉาก่อตัวขึ้นหรือ สีลัพพตปรามาสก่อตัวขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะก่อตัวขึ้นหรือ ฯลฯ โมหะก่อตัวขึ้นหรือ สักกายทิฏฐิก่อตัวขึ้นหรือวิจิกิจฉาก่อตัวขึ้นหรือ สีลัพพตปรามาสก่อตัวขึ้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อาจินตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา อปจินตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา ปชหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา อุปาทิยตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา วิสิเนตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา อุสฺสิเนตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา วิธูเปตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรหา สนฺธูเปตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อรหา เนวาจินาติ น อปจินาติ อปจินิตฺวา ฐิโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา เนวาจินาติ น อปจินาติ อปจินิตฺวา ฐิโต โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ นนุ อรหา เนว ปชหติ น อุปาทิยติ ปชหิตฺวา ฐิโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา เนว ปชหติ น อุปาทิยติ ปชหิตฺวา ฐิโต โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ นนุ อรหา เนว วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ วิสินิตฺวา ฐิโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา เนว วิสิเนติ น อุสฺสิเนติ วิสินิตฺวา ฐิโต โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ นนุ อรหา เนว วิธูเปติ น สนฺธูเปติ วิธูเปตฺวา ฐิโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา เนว วิธูเปติ น สนฺธูเปติ วิธูเปตฺวา ฐิโต โน วต เร วตฺตพฺเพ ปริหายติ อรหา อรหตฺตาติ ฯ ปริหานิกถา ฯ -----
ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เลิกสะสมอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังละอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังยึดมั่นอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังชำระล้างอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังหมักหมมอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังกำจัดมืดอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังมืดมัวอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้วตั้งอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้วตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่าพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ส. พระอรหันต์ยังละอยู่ก็ไม่ใช่ ยังยึดมั่นอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ละขาดแล้วตั้งอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์ยังละอยู่ก็ไม่ใช่ ยังยึดมั่นอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ละขาดแล้วตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ส. พระอรหันต์ยังชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ ยังหมักหมมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ชำระล้างแล้วตั้งอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์ยังชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ ยังหมักหมมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ชำระล้างแล้วตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่าพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ส. พระอรหันต์ยังกำจัดมืดอยู่ก็ไม่ใช่ ยังมืดมัวอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดมืดแล้วตั้งอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์ยังกำจัดมืดอยู่ก็ไม่ใช่ ยังมืดมัวอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดมืดแล้วตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ปริหานิกถา จบ. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา ๒. ปริหานิกถา ว่าด้วยความเสื่อม ๑. วาทยุตติปริหานิ ว่าด้วยหลักการโต้วาทะในเรื่องความเสื่อม
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ในโอกาส ทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ในโอกาสทั้งปวงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมเป็นเหตุเสื่อม ของพระอรหันต์ในโอกาสทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายสมิติยะ นิกายวัชชีปุตตกะ นิกายสัพพัตถิกวาท และนิกายมหาสังฆิกะ@บางพวก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๓๙/๑๖๑) @ เพราะมีความเห็นว่า พระอรหันต์มีโอกาสเสื่อมจากอรหัตตผลได้ หมายถึงเสื่อมจากอรหัตตผลลงไปสู่@อริยผลที่ต่ำลงไปตามลำดับ จนถึงโสดาปัตติผล และพระอรหันต์ที่จะเสื่อมได้นั้นจะต้องเป็นพระอรหันต์ใน@กามภพเท่านั้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๓๙/๑๖๑) @ โอกาส ในที่นี้หมายถึงภพทุกภพและภูมิธรรมของพระอริยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๓๙/๑๖๑)@ ข้อความที่ ฯลฯ ไว้นี้ต้องเติมให้เต็มตามนัยแห่งนิคคหนัยในปุคคลกถา และในกถาอื่นๆ ในเล่มนี้ก็ควร@เติมให้เต็มเช่นนี้ @ เพราะมีความเห็นว่า โอกาสทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงภพทั้งปวง จึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๓๙/๑๖๑)@ สภาวธรรมเป็นเหตุเสื่อม ในที่นี้หมายถึงกามราคะ และพยาบาทซึ่งมีอยู่ในกามภพเท่านั้น@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๓๙/๑๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๐๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ในกาลทั้งปวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ในกาลทั้งปวงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมเป็นเหตุเสื่อมของพระอรหันต์ในโอกาสทั้งปวงมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ทุกองค์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ทุกองค์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมเป็นเหตุเสื่อมของพระอรหันต์ทุกองค์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตตผล ย่อมเสื่อมจากผลทั้ง ๔ ประการใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. เศรษฐีครองความเป็นเศรษฐีอยู่ได้ก็ด้วยทรัพย์ ๔๐๐,๐๐๐ เมื่อทรัพย์๑๐๐,๐๐๐ หมดสิ้นไปก็เสื่อมจากความเป็นเศรษฐีใช่ไหม สก. ใช่ ปร. เขาเสื่อมจากสมบัติทั้งปวงใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. เศรษฐีครองความเป็นเศรษฐีอยู่ได้ก็ด้วยทรัพย์ ๔๐๐,๐๐๐ เมื่อทรัพย์๑๐๐,๐๐๐ หมดสิ้นไปก็เสื่อมจากสมบัติทั้งปวงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตตผล ย่อมเสื่อมจากผลทั้ง ๔ ประการใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ วาทยุตติปริหานิ จบ ๒. อริยปุคคลสังสันทนปริหานิ ว่าด้วยการเทียบเคียงพระอริยบุคคลในเรื่องความเสื่อม
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโสดาบันไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระโสดาบันไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโสดาบันไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตตผล ตั้งอยู่ในธรรมอะไร ปร. ตั้งอยู่ในอนาคามิผล สก. พระอนาคามีเมื่อเสื่อมจากอนาคามิผล ตั้งอยู่ในธรรมอะไร ปร. ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล สก. พระสกทาคามีเมื่อเสื่อมจากสกทาคามิผล ตั้งอยู่ในธรรมอะไร ปร. ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สก. พระโสดาบันเมื่อเสื่อมจากโสดาปัตติผล ตั้งอยู่ในภูมิแห่งปุถุชนใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากพระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตตผล ตั้งอยู่ในอนาคามิผล พระอนาคามีเมื่อเสื่อมจากอนาคามิผล ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล พระสกทาคามี เมื่อเสื่อมจากสกทาคามิผล ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ดังนั้น ท่านควรยอมรับว่า “พระโสดาบันเมื่อเสื่อมจากโสดาปัตติผล ตั้งอยู่ในภูมิแห่งปุถุชน” สก. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตตผล ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ถัดจากโสดาปัตติผล ท่านก็ทำให้แจ้งอรหัตตผลได้เลยใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์หรือพระโสดาบัน ใครละกิเลสได้มากกว่ากัน ปร. พระอรหันต์ สก. หากพระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์หรือพระสกทาคามี ใครละกิเลสได้มากกว่ากัน ปร. พระอรหันต์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. หากพระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์หรือพระอนาคามี ใครละกิเลสได้มากกว่ากัน ปร. พระอรหันต์ สก. หากพระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้” สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีหรือพระโสดาบัน ใครละกิเลสได้มากกว่ากัน ปร. พระอนาคามี สก. หากพระอนาคามีละกิเลสได้มากกว่า พระอนาคามียังเสื่อมจากอนาคามิ-ผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้”
สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอนาคามีหรือพระสกทาคามี ใครละกิเลสได้มากกว่ากัน ปร. พระอนาคามี สก. หากพระอนาคามีละกิเลสได้มากกว่า พระอนาคามียังเสื่อมจาก อนาคามิผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระสกทาคามีก็เสื่อมจาก สกทาคามิผลได้” สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีหรือพระโสดาบัน ใครละกิเลสได้มากกว่ากัน ปร. พระสกทาคามี สก. หากพระสกทาคามีละกิเลสได้มากกว่า พระสกทาคามียังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระโสดาบันเสื่อมจาก โสดาปัตติผลได้”
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์หรือพระโสดาบัน ใครเจริญมรรคได้ยิ่งกว่ากัน ปร. พระอรหันต์ สก. หากพระอรหันต์เจริญมรรคได้ยิ่งกว่า พระอรหันต์ยังเสื่อมจากอรหัตต-ผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์หรือพระโสดาบัน ใครเจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ เจริญ สัมมัปปธาน ฯลฯ เจริญอิทธิบาท ฯลฯ เจริญอินทรีย์ ฯลฯ เจริญพละ ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่ากัน ปร. พระอรหันต์ สก. หากพระอรหันต์เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่า พระอรหันต์ยังเสื่อมจาก อรหัตตผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์หรือพระสกทาคามี ใครเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่ากัน ปร. พระอรหันต์ สก. หากพระอรหันต์เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่า พระอรหันต์ยังเสื่อมจาก อรหัตตผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์หรือพระอนาคามี ใครเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่ากัน ปร. พระอรหันต์ สก. หากพระอรหันต์เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่า พระอรหันต์ยังเสื่อมจาก อรหัตตผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้”
สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีหรือพระโสดาบัน ใครเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่ากัน ปร. พระอนาคามี สก. หากพระอนาคามีเจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่า พระอนาคามียังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้” สก. พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีหรือพระสกทาคามี ใครเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่ากัน ปร. พระอนาคามี สก. หากพระอนาคามีเจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่า พระอนาคามียังเสื่อม จากอนาคามิผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา
สก. พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีหรือพระโสดาบัน ใครเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่ากัน ปร. พระสกทาคามี สก. หากพระสกทาคามีเจริญโพชฌงค์ได้ยิ่งกว่า พระสกทาคามียังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ ฯลฯ”
สก. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นสมุทัยแล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เห็นนิโรธแล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นนิโรธแล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๑๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์เห็นมรรคแล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นมรรคแล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เห็นสมุทัย ฯลฯ เห็นนิโรธ ฯลฯ เห็นมรรค ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์เห็นสมุทัย ฯลฯ เห็นนิโรธ ฯลฯ เห็นมรรค ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีเห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีเห็นสมุทัย ฯลฯ เห็นนิโรธ ฯลฯ เห็นมรรค ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีเห็นสมุทัย ฯลฯ เห็นนิโรธ ฯลฯ เห็นมรรค ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา
สก. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีเห็นสมุทัย ฯลฯ เห็นนิโรธ ฯลฯ เห็นมรรค ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันเห็นสัจจะ ๔ แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโสดาบันเห็นสมุทัย ฯลฯ เห็นนิโรธ ฯลฯ เห็นมรรค ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีเห็นทุกข์ ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจาก สกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอนาคามีเห็นทุกข์ ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโสดาบันเห็นทุกข์ ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีเห็นทุกข์ ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีเห็นทุกข์ ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีเห็นทุกข์ ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโสดาบันเห็นทุกข์ ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีเห็นทุกข์ ฯลฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้วไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา
สก. พระอรหันต์ละราคะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ละราคะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาส ฯลฯ ละราคะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ฯลฯ ละโทสะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้ว ยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ละโทสะ ฯลฯ ละโมหะ ฯลฯ ละมานะ ฯลฯ ละทิฏฐิ ฯลฯ ละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละถีนะ ฯลฯ ละอุทธัจจะ ฯลฯ ละอหิริกะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ละอโนตตัปปะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาส ฯลฯ ละราคะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ฯลฯ ละโทสะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ละราคะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ละราคะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาส ฯลฯ ละกามราคะอย่างหยาบ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ละโทสะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ละราคะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ละราคะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาส ฯลฯ ละกามราคะอย่างละเอียด ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์ละโทสะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละสีลัพพตปรามาส ฯลฯ ละกามราคะอย่างหยาบ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วยังเสื่อมจากอนาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละกามราคะอย่างหยาบ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้วยังเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วยังเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ละราคะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ละโทสะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโสดาบันละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ละราคะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์ละราคะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้วไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ละราคะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ละราคะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอนาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ละราคะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๒๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโสดาบันละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิได้แล้วไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้วไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างละเอียดได้แล้วไม่เสื่อมจากอนาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้ว ไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระโสดาบันละวิจิกิจฉา ฯลฯ ละโมหะที่เป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบายได้แล้วไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ละพยาบาทอย่างหยาบได้แล้ว ไม่เสื่อมจากสกทาคามิผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ราคะพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากราคะพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โทสะพระอรหันต์ละได้แล้ว ฯลฯ โมหะพระอรหันต์ละได้แล้ว ... มานะพระอรหันต์ละได้แล้ว ... ทิฏฐิพระอรหันต์ละได้แล้ว ... วิจิกิจฉาพระอรหันต์ละได้แล้ว ... ถีนะพระอรหันต์ละได้แล้ว ... อุทธัจจะพระอรหันต์ละได้แล้ว ... อหิริกะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา พระอรหันต์ละได้แล้ว ... อโนตตัปปะพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอโนตตัปปะพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เจริญมรรคเพื่อละราคะมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์เจริญมรรคเพื่อละราคะ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ เจริญสัมมัปปธาน ... เจริญอิทธิบาท... เจริญอินทรีย์ ... เจริญพละ ... เจริญโพชฌงค์เพื่อละราคะมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์เจริญโพชฌงค์เพื่อละราคะ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์เจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละโทสะ ฯลฯ เพื่อละอโนตตัปปะมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์เจริญโพชฌงค์เพื่อละอโนตตัปปะ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้”
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว หมดสิ้นกิเลสเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพแล้วหลุดพ้นเพราะรู้ชอบแล้ว ถอดลิ่มสลัก กลบคู ถอนเสาระเนียดได้แล้ว ไม่มีบานประตูเป็นพระอริยะ ปลดธงคือมานะ วางภาระคือขันธ์ หมดเครื่องผูกพัน ชนะอย่างวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคแล้ว รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ เจริญธรรมที่ควรเจริญทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้”
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุต เสื่อมจากอรหัตตผลได้ ผู้เป็นอสมยวิมุตไม่เสื่อมจากอรหัตตผล สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๑-๒/๑๔๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตละราคะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตละราคะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตละโทสะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตละโทสะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตเจริญมรรค เพื่อละราคะ ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตเจริญมรรค เพื่อละราคะ ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตเจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ เจริญสัมมัปปธาน ... เจริญอิทธิบาท ... เจริญอินทรีย์ ... เจริญพละ ... เจริญโพชฌงค์เพื่อละราคะ ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตเจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละราคะ ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละโทสะฯลฯ เพื่อละอโนตตัปปะ ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละอโนตตัปปะยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว หมดสิ้นกิเลสเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นเพราะรู้ชอบแล้ว ถอดลิ่มสลัก กลบคู ถอนเสาระเนียดได้แล้ว ไม่มีบานประตู เป็นพระอริยะ ปลดธงคือมานะ วางภาระคือขันธ์ หมดเครื่องผูกพัน ชนะอย่างวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคแล้ว รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ เจริญธรรมที่ควรเจริญ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ยังเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา
สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตละราคะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผล ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตละราคะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตละโทสะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตละอโนตตัปปะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละราคะได้แล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละ ราคะแล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละโทสะฯลฯ เจริญอโนตตัปปะแล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตเจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละ อโนตตัปปะแล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์ผู้เป็นอสมยวิมุตเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้เป็นสมยวิมุตเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้วไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสารีบุตรเถระเสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระมหาโมคคัลลานเถระ ฯลฯ พระมหากัสสปเถระ ฯลฯ พระมหากัจจายนเถระ ฯลฯ พระมหาโกฏฐิกเถระ ฯลฯ พระมหาปันถกเถระ เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระสารีบุตรเถระไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากพระสารีบุตรเถระไม่เสื่อมจากอรหัตตผล ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระมหาโมคคัลลานเถระ ... พระมหากัสสปเถระ ... พระมหากัจจายนเถระ ... พระมหาโกฏฐิกเถระ ... พระมหาปันถกเถระ ไม่เสื่อมจากอรหัตตผลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากพระมหาโมคคัลลานเถระ ฯลฯ พระมหาปันถกเถระ ไม่เสื่อมจากอรหัตตผล ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” อริยปุคคลสังสันทนปริหานิ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา ๓. สุตตสาธนปริหานิ ว่าด้วยการอ้างพระสูตรในเรื่องความเสื่อม
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ปฏิปทาที่พระสมณะประกาศแล้วมีทั้งสูงและต่ำ มุนีผู้ปฏิบัติจะไปถึงฝั่งถึง ๒ ครั้งหามิได้ ฝั่งนี้ผู้ปฏิบัติรู้ได้ครั้งเดียวก็หามิได้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดได้แล้วยังมีบางอย่างที่ยังจะต้องตัดอีกใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. กิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดได้แล้วยังมีบางอย่างที่ยังจะต้องตัดอีกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๗๒๐/๖๗๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๘}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา “ท่านเป็นผู้ไม่มีตัณหา ไม่มีความถือมั่น ไม่มีกิจที่ต้องทำ กิเลสวัฏท่านตัดแล้ว ไม่มีที่จะต้องตัดอีก ห้วงน้ำและบ่วง ท่านถอนได้แล้ว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “กิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดแล้ว ยังมีบางอย่างที่ยังจะต้องตัดอีก”
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กิจ ที่ทำแล้วต้องสั่งสมอีกใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. กิจที่ทำแล้วต้องสั่งสมอีกใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุผู้มีจิตสงบระงับหลุดพ้นโดยชอบ ย่อมไม่มีการสั่งสมกิจที่ทำแล้ว ทั้งไม่มีกิจที่จะต้องทำอีก ภูเขาหินแท่งทึบย่อมไม่สะเทือนเพราะลม ฉันใด รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งมวล ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ย่อมทำจิตของผู้คงที่ให้หวั่นไหวไม่ได้ ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ห้วงน้ำและบ่วง คำว่า ห้วงน้ำ ในที่นี้หมายถึงห้วงน้ำคือกิเลส (กิเลโสโฆ) และคำว่า บ่วง หมายถึงบ่วงแห่งกิเลส@(กิเลสปาโส) (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๕/๑๖๕) @ กิจ ในที่นี้หมายถึงภาวนา (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๖/๑๖๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๓๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา จิตของผู้คงที่นั้น เป็นจิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่เกาะเกี่ยวด้วยอารมณ์อะไร เพราะท่านผู้คงที่พิจารณาเห็นความเกิดดับของจิตนั้น” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “กิจที่ทำแล้วต้องสั่งสมอีกมีอยู่”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นสมยวิมุต ธรรม ๕ ประการ คือ (๑)ความเป็นผู้ชอบการงาน (๒) ความเป็นผู้ชอบการพูดคุย (๓) ความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ (๔) ความเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ (๕) ไม่พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เป็นสมยวิมุต” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น “พระอรหันต์จึงเสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. ความเป็นผู้ชอบการงานของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ความเป็นผู้ชอบการงานของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๕/๒๔๕/๑๒-๑๓, องฺ.ฉกฺก. (แปล) ๒๒/๕๕/๕๓๘-๕๓๙@ ดูเทียบ องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๑๔๙/๒๔๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. ราคะ กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสังโยชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์ของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. ความเป็นผู้ชอบการพูดคุย ความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ ความเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ราคะ กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสังโยชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์ของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตตผล ถูกอะไรกลุ้มรุมจึงเสื่อม ปร. ถูกราคะกลุ้มรุมจึงเสื่อม สก. ความกลุ้มรุมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไร ปร. เกิดขึ้นเพราะอาศัยอนุสัย สก. อนุสัยของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. อนุสัยของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย (และ) อวิชชานุสัยของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตตผล ถูกอะไรกลุ้มรุมจึงเสื่อม ปร. ถูกโทสะกลุ้มรุมจึงเสื่อม ฯลฯ ถูกโมหะกลุ้มรุมจึงเสื่อม สก. ความกลุ้มรุมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไร ปร. เกิดขึ้นเพราะอาศัยอนุสัย สก. อนุสัยของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. อนุสัยของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กามราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผล อะไรก่อตัวขึ้น ปร. ราคะก่อตัวขึ้น สก. สักกายทิฏฐิก่อตัวขึ้น วิจิกิจฉาก่อตัวขึ้น สีลัพพตปรามาสก่อตัวขึ้น ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผล อะไรก่อตัวขึ้น ปร. โทสะก่อตัวขึ้น ฯลฯ สก. เมื่อพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผล อะไรก่อตัวขึ้น ปร. โมหะก่อตัวขึ้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. สักกายทิฏฐิก่อตัวขึ้น วิจิกิจฉาก่อตัวขึ้น สีลัพพตปรามาสก่อตัวขึ้น ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ยังสะสม(จุติและปฏิสนธิ)อยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ไม่สะสมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ยังละอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ยังยึดมั่นอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ยังกำจัดอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ยังก่ออยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ยังทำลายอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น สก. พระอรหันต์ยังปรับปรุงอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๒. ปริหานิกถา สก. พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ก็มิใช่ ไม่สะสมอยู่ก็มิใช่ เป็นผู้ไม่สะสมแล้วจึงดำรงอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ยังสะสมอยู่ก็มิใช่ ไม่สะสมอยู่ก็มิใช่ เป็นผู้ไม่สะสมแล้วจึงดำรงอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระอรหันต์ยังละอยู่ก็มิใช่ ยึดมั่นอยู่ก็มิใช่ เป็นผู้ละได้แล้วจึงดำรงอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ยังละอยู่ก็มิใช่ ยึดมั่นอยู่ก็มิใช่ เป็นผู้ละได้แล้วจึง ดำรงอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระอรหันต์ยังกำจัดอยู่ก็มิใช่ ก่ออยู่ก็มิใช่ เป็นผู้กำจัดแล้วจึงดำรงอยู่ มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ยังกำจัดอยู่ก็มิใช่ ก่ออยู่ก็มิใช่ เป็นผู้กำจัดจึงดำรงอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” สก. พระอรหันต์ยังทำลายอยู่ก็มิใช่ ปรับปรุงอยู่ก็มิใช่ เป็นผู้ทำลายแล้วจึงดำรงอยู่มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ยังทำลายอยู่ก็มิใช่ ปรับปรุงอยู่ก็มิใช่ เป็นผู้ทำลายแล้วจึงดำรงอยู่ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้” ปริหานิกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๔๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปริหานิกถา ว่าด้วยความเสื่อม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความเสื่อม.
ก็นิกายสมิติยะ วัชชีปุตตกะ สัพพัตถิกวาทีและมหาสังฆิกะบางพวก อาศัยพระสูตรทั้งหลายว่า ปริหานิธมฺโม อปริหานิธมฺโม เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา เสกฺขสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ปญฺจิเม ภิกฺขเว ธมฺมา สมยวิมุตฺตสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้เป็นต้นย่อมปรารถนาซึ่งความเสื่อมรอบแม้แก่พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ความเสื่อมเหล่านั้นหรือเหล่าอื่นนั่นแหละจงยกไว้ก่อน ลัทธิคือความถือผิดนี้ย่อมมีแก่ชนเหล่าใด เพื่อทำลายลัทธิแห่งชนเหล่านั้น สกวาทีจึงถามปรวาทีว่า พระอรหันต์เสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์หรือ?
____________________________
พระสูตรนี้แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ คือปริหานิธรรมและอปริหานิธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมรอบแก่ภิกษุผู้เป็นเสกขบุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ เหล่านี้ คือ ความเพลิดเพลินในการงาน ความเพลิดเพลินในการสนทนา ความเพลิดเพลินในการหลับ ความเพลิดเพลินในการคลุกคลีความหลุดพ้นแห่งจิตมีอย่างไรไม่พิจารณาอย่างนั้น ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมรอบแก่ภิกษุผู้สมยวิมุตตบุคคล ดังนี้ด้วยประการฉะนี้เป็นต้น.
ในคำถามเหล่านั้น คำว่า "ความเสื่อม" ได้แก่ ความเสื่อม ๒ อย่างคือ ปัตตปริหานิ คือความเสื่อมจากธรรมที่เคยบรรลุแล้ว และอัปปัตตปริหานิ คือความเสื่อมจากธรรมที่ยังไม่บรรลุ.
ในความเสื่อมเหล่านั้น ท่านพระโคธิกะแล ย่อมเสื่อมจากเจโตวิมุตอันเป็นไปชั่วคราวนั้นแม้ในครั้งที่ ๒ นี้เรียกว่าปัตตปริหานิ คือความเสื่อมจากธรรมที่เคยบรรลุแล้ว. เมื่อชนทั้งหลายผู้มีความต้องการสิ่งทั่วไปมีอยู่ ความต้องการอันนั้นย่อมเสื่อมไป นี้เรียกว่าอัปปัตตปริหานิ คือความเสื่อมจากธรรมที่ตนยังไม่บรรลุ คือยังไม่ได้มา. ในความเสื่อมทั้ง ๒ เหล่านั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาความเสื่อมจากธรรมที่เคยบรรลุแล้ว คือปัตตปริหานิ.
ก็คำตอบรับรองของปรวาทีว่า "ใช่" เพราะหมายเอาความเสื่อมจากธรรมอันบรรลุแล้วนี้. อนึ่ง ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาชื่อความเสื่อมจากธรรมอันบรรลุแล้วนี้จากโลกิยสมาบัติในลัทธิของตนเท่านั้น ไม่ปรารถนาความเสื่อมจากสามัญญผลทั้งหลาย มีอรหัตผลเป็นต้นแม้ในลัทธิอื่นท่านก็ไม่ปรารถนาความเสื่อมนั้นแก่บุคคลทั้งปวงในสามัญญผลทั้งปวง ในภพทั้งปวง ในกาลทั้งปวง อันลัทธินั้นก็สักแต่ว่าเป็นลัทธิของท่านเท่านั้น เพราะฉะนั้นเพื่อจะทำลายข่าย คือลัทธิอันถือผิดทั้งปวงปัญหาของสกวาทีจึงเกิดขึ้นโดยนัยเป็นต้นอีกว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ในภพทั้งปวงหรือในปัญหานั้น ปรวาทีไม่ปรารถนาความเสื่อมจากอรหัตผล ของพระอรหันต์ผู้เสื่อมมาโดยลำดับ แล้วก็หยุดอยู่ในโสดาปัตติผล ย่อมปรารถนาความเสื่อมของพระอริยะ ผู้ตั้งอยู่ในผลทั้งหลายในเบื้องบนเท่านั้น.
อนึ่ง ไม่ปรารถนาความเสื่อมของพระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่ในอรูปภพทั้งหลาย แต่ย่อมปรารถนาความเสื่อมของพระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่เฉพาะในกามภพเพราะความที่ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม มีความเพลิดเพลินในการงานเป็นต้นมีอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อถูกสกวาทีถามว่า พระอรหันต์เสื่อมจาก...ในภพทั้งปวงหรือ ท่านก็ปฏิเสธ ครั้นถูกถามซ้ำอีก ท่านก็ตอบรับรองเพราะความไม่เสื่อมอย่างนั้น ลำดับนั้น สกวาทีจึงถามปัญหาที่ควรถามในปัญหาที่ ๒ อันเป็นลัทธิที่เกิดขึ้นแก่ปรวาทีนั้นฉันนั้นนั่นแหละว่า แม้พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากผล ๔ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นความแน่นอนแห่งความที่ไม่ควรเป็นเศรษฐี จึงตอบรับรอง ถูกสกวาทีซักถึงความเป็นผู้ควรจะเสื่อมจากผลทั้ง ๔ ของพระอรหันต์ ปรวาทีผู้ตั้งอยู่ในลัทธิถือเอาเนื้อความโดยไม่พิจารณาถ้อยคำว่าเป็นผู้เที่ยงเป็นผู้จะตรัสรู้ข้างหน้า จึงปฏิเสธ หมายเอาความไม่ควรเพื่อจะเสื่อมจากโสดาปัตติผล. ก็คำนั้น สักว่าเป็นลัทธิของท่านเท่านั้น. ชื่อว่า วาทยุตติ คือ การประกอบวาทะ สำเร็จแล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล.
อริยปุคคลสังสันทนา การเทียบเคียงระหว่างพระอริยะ
บัดนี้ เป็นการเริ่มการเทียบเคียงระหว่างพระอริยบุคคล. ในปัญหานั้น ชนบางพวกย่อมปรารถนาความเสื่อมของพระอรหันต์เท่านั้น บางพวกปรารถนาความเสื่อมแม้แก่พระอนาคามี บางพวกปรารถนาความเสื่อมแม้แก่พระสกทาคามีแต่ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมปรารถนาความเสื่อมของพระโสดาบันนั่นเทียว. ชนเหล่าใดย่อมปรารถนาความเสื่อมของพระอรหันต์ผู้เสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์แล้วดำรงอยู่ในภาวะแห่งพระอนาคามีและพระสกทาคามีภูมิแต่ไม่ปรารถนาความเสื่อมของพระอนาคามีและสกทาคามีนอกจากนี้ ก็ชนแม้เหล่านั้นย่อมไม่ปรารถนาความเสื่อมของพระโสดาบันแม้ในกาลทั้งปวงเพราะฉะนั้น ท่านจึงทำคำถามด้วยเครื่องหมายสำหรับละข้อความไว้เป็นสำคัญ. ในปัญหาเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบคำปฏิเสธด้วยสามารถแห่งลัทธิของท่านเหล่านั้น. ก็ในปัญหาว่า พระอนาคามีย่อมเสื่อมจากพระอนาคามิผลหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยสามารถแห่งชนผู้ไม่ปรารถนาความเสื่อมของพระอนาคามีเหล่านั้น. ในข้อนี้ว่า ชนเหล่าใดย่อมปรารถนาความเสื่อมของพระอนาคามีผู้ปกติ หรือพระอนาคามีผู้เสื่อมจากพระอรหันต์แล้วดำรงอยู่ในภาวะแห่งอนาคามิภูมิคำตอบรับรองของปรวาทีย่อมมีด้วยสามารถแห่งชนเหล่านั้น ดังนี้ เป็นข้อสำคัญ. บัณฑิตพึงทราบเปยยาล คือเครื่องหมายสำหรับละข้อความทั้งปวงแห่งเนื้อความโดยทำนองแห่งปัญหานั้นเถิด.
อนึ่ง คำใดที่ท่านกล่าวแล้วในปัญหานั้นว่า ถัดจากโสดาปัตติผล ท่านก็ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผลทีเดียวหรือ คำนั้น ท่านกล่าวหมายเอาความเกิดขึ้นแห่งพระอรหันต์เพราะความพยายามอีกของพระอรหันต์ผู้เสื่อมแล้ว. ปรวาทีตอบปฏิเสธคำนั้น เพราะไม่มีความเป็นพระอรหันต์ในลำดับแห่งโสดาปัตติผล. เบื้องหน้าแต่นี้เพื่อประกอบคำเป็นต้นว่า ชื่อว่าความเสื่อมนี้จะพึงมีเพราะความโง่เขลาของผู้ละกิเลสหรือเพราะความไม่ตรัสรู้ด้วยมรรคภาวนาเป็นต้นหรือแม้เพราะไม่เห็นสัจจะทั้งหลาย นี้ด้วยประการฉะนี้เป็นต้น สกวาทีจึงกล่าวว่า ใครละกิเลสได้มากกว่ากัน เป็นต้น. คำนั้นทั้งหมดมีคำอธิบายง่ายทั้งนั้นแล. อนึ่ง เนื้อความพระสูตรทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาที่มาทั้งหลายนั่นแหละ.
ในคำว่า พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ นี้เป็นลัทธิของพวกเขาว่า พระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์อ่อนชื่อว่าสมยวิมุตตบุคคลพระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ชื่อว่าอสมยวิมุตตบุคคล ดังนี้ แต่ในลัทธิสกวาที่ทำการสันนิษฐานไว้ว่า ผู้เป็นฌานลาภีไม่บรรลุวสีชื่อว่าสมยวิมุตตบุคคล ผู้เป็นฌานลาภีบรรลุวสีแล้วด้วย พระอริยบุคคลทั้งหมดในวิโมกข์ที่เป็นอริยะด้วย ชื่อว่าอสมยวิมุตตบุคคล. ก็ปรวาทีนั้นถือเอาลัทธิของตนกล่าวว่า พระอรหันต์ผู้สมยวิมุติย่อมเสื่อม พระอรหันต์นอกจากนี้ไม่เสื่อม. คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ดังนี้แล. อริยปุคคลสังสันทนา จบ.
สุตตโสธนา การชำระพระสูตร
บัดนี้ เป็นการชำระพระสูตร. ในคำเหล่านั้น คำว่า สูงและต่ำ ได้แก่ความสูงด้วยความต่ำด้วยจากประเภทอันเลิศและเลว. คำว่า ปฏิปทา ได้แก่ การปฏิบัติ. คำว่า อันสมณะประกาศแล้ว ได้แก่สมณะ คือพระพุทธเจ้าให้รุ่งโรจน์แล้ว. ก็ปฏิปทาง่ายบรรลุเร็วพลัน ชื่อว่าเป็นปฏิปทาสูง ปฏิปทาลำบากตรัสรู้ช้า ชื่อว่าปฏิปทาต่ำ ปฏิปทาที่เหลือ ๒ นอกจากนี้ เป็นปฏิปทาสูงส่วนหนึ่ง ต่ำส่วนหนึ่ง. ท่านกล่าวปฏิปทาแรกเท่านั้นว่าเป็นปฏิปทาสูง ส่วนที่เหลือแม้ทั้ง ๓ ท่านกล่าวว่าเป็นปฏิปทาต่ำ.
อธิบายว่า พระอริยะทั้งหลายย่อมไปสู่ฝั่ง คือพระนิพพานได้ ๒ ครั้งด้วยปฏิปทาทั้งสูงทั้งต่ำนั้นๆ ก็หาไม่ คือหมายความว่า ย่อมไม่ไปสู่พระนิพพานสิ้น ๒ ครั้งด้วยมรรคหนึ่ง.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะว่ากิเลสเหล่าใดอันมรรคใดละได้แล้วไม่พึงละกิเลสเหล่านั้นด้วยมรรคนั้นอีก ท่านย่อมแสดงภาวะแห่งธรรม คือความไม่เสื่อมด้วยมรรคนี้.
ข้อว่า ฝั่งนี้อันผู้ปฏิบัติจะได้รู้แต่ครั้งเดียวก็หาไม่ ความว่า ฝั่งคือพระนิพพานนี้แม้ควรแก่การบรรลุสิ้นครั้งเดียวก็หาไม่ถามว่า เพราะเหตุไร? แก้ว่า เพราะไม่มีการละกิเลสทั้งปวงด้วยมรรคเดียว. ท่านแสดงความเป็นพระอรหันต์ด้วยมรรค ๑ เท่านั้น.
ข้อว่า บรรดากิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดแล้วยังมีบางอย่างที่ยังจะต้องตัดอีกหรือ ความว่า สกวาทีถามว่า เมื่อกิเลสวัฏฏะขาดแล้ว พระอริยะจะพึงตัดกิเลสอะไรๆ อีกมีอยู่หรือ? ปรวาทีหมายเอาพระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าจึงตอบปฏิเสธถูกถามซ้ำอีก หมายเอาผู้มีอินทรีย์อ่อน จึงตอบรับรองว่า ใช่.
สกวาทีจึงนำพระสูตรมาแล้วแสดงความไม่มีกิเลสอะไรๆ ที่พระอรหันต์จะต้องตัดอีก.
ในปัญหาว่า คำว่า โอฆปาโส แปลว่า ห้วงน้ำและบ่วง ได้แก่ ห้วงน้ำคือกิเลส และบ่วงคือกิเลส. คำว่า การกลับสร้างสมกิจที่ทำแล้ว ได้แก่ เจริญมรรคที่เจริญแล้วอีก. แม้คำในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบคำปฏิเสธและคำตอบรับรองโดยนัยที่กล่าวมาแล้วในกาลก่อนนั่นแหละ.
คำว่า ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมรอบ ความว่า ธรรม ๕ อย่างมีความเพลิดเพลินในการงานเป็นต้น ในพระสูตรที่ปรวาทีนำมาอ้างย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมจากธรรมที่ยังไม่บรรลุ และเพื่อความเสื่อมจากโลกิยสมาบัติ แต่สกวาทีนั้นไม่เห็นความเสื่อมแห่งพระอรหันต์ที่บรรลุแล้วด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงถามว่า พระอรหันต์มีความเพลิดเพลินในการงานหรือ ปรวาทีหมายเอาพระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตตบุคคล จึงตอบปฏิเสธหมายเอาพระอรหันต์ นอกจากนี้จึงตอบรับรอง.
อีกอย่างหนึ่ง ย่อมปฏิเสธการงานอันเป็นไปกับด้วยกามราคะ ย่อมรับรองการงานอันเป็นไปนอกจากกามราคะ. เมื่อถูกถามถึงความที่พระอรหันต์มีราคะเป็นต้นก็ไม่อาจตอบ.
คำว่า ถูกอะไรกลุ้มรุมจึงเสื่อม ความว่า กิเลสอะไรๆ กลุ้มรุมจิต. อธิบายว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกพัน หรือกิเลสเป็นเครื่องท่วมทับภายใน. แม้ในคำถามว่าด้วยอนุสัยกิเลส บัณฑิตพึงทราบคำปฏิเสธและคำรับรองด้วยสามารถแห่งพระอริยะผู้มีอินทรีย์อ่อน. อนึ่ง ย่อมตอบรับรองด้วยคำธรรมดาว่า อนุสัยของกัลยาณปุถุชนยังมีอยู่.
ข้อว่า ราคะก่อตัวขึ้น ความว่า ปรวาทีกล่าวหมายเอาราคะที่ละด้วยการภาวนา. แม้ในโทสะและโมหะข้างหน้าก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็การก่อตัวขึ้นแห่งกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิเป็นต้นย่อมไม่มี เพราะความที่กิเลสเหล่านั้นอันพระโสดาบันละแล้ว.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
สุตตโสธนาจบ. อรรถกถาปริหานิกถา จบ. -----------------------------------------------------