อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๗๙

โอธิโสกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๗๙–๒๘๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 7 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 5 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

โอธิโสกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ โอธิโสกถา

ข้อ ๒๗๙

โอธิโสธิโส กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปตฺติผล- สจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ โสตาปนฺโน เอกเทสํ น โสตาปนฺโน เอกเทสํ โสตาปตฺติผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชี พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต เอกเทสํ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ น สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๗๙.๑} สมุทยทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ สกฺกายทิฏฺฐึ ชหติ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ โสตาปนฺโน เอกเทสํ น โสตาปนฺโน ฯเปฯ เอกเทสํ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต เอกเทสํ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ น สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๗๙.๒} นิโรธทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ วิจิกิจฺฉํ ชหติ สีลพฺพตปรามาสํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ โสตาปนฺโน เอกเทสํ น โสตาปนฺโน ฯเปฯ เอกเทสํ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต เอกเทสํ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ น สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๗๙.๓} มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ สีลพฺพตปรามาสํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ โสตาปนฺโน เอกเทสํ น โสตาปนฺโน เอกเทสํ โสตาปตฺติผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ สตฺตกฺขตฺตุํปรโม โกลํโกโล เอกวีชี พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต เอกเทสํ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ น สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สกวาที บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบันส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ ... ซึ่งโสดาปัตติผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ... ผู้โกลังโกละ ... ผู้เอกพีชี ... ประกอบด้วยความเสื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ... ประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นพระโสดาบันฯลฯ ส่วนหนึ่งประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ป. ละวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบันฯลฯ ส่วนหนึ่งประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ป. ละสีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ส. บุคคลเป็นโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นโสดาบัน ส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ... ผู้โกลังโกละ ... ผู้เอกพีชีประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยอริยกันตศีลแต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๘๐

สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ โอฬาริกํ กามราคํ ชหติ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ สกทาคามี เอกเทสํ น สกทาคามี เอกเทสํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๐.๑} สมุทยทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ โอฬาริกํ กามราคํ ชหติ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ สกทาคามี เอกเทสํ น สกทาคามี เอกเทสํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๐.๒} นิโรธทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ชหติ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ สกทาคามี เอกเทสํ น สกทาคามี เอกเทสํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๐.๓} มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ชหติ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ สกทาคามี เอกเทสํ น สกทาคามี เอกเทสํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามีส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามีส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผลหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ป. ละพยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามีส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ป. ละพยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามีส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายซึ่งสกทาคามิผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๘๑

อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ อณุสหคตํ กามราคํ ชหติ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ อนาคามี เอกเทสํ น อนาคามี เอกเทสํ อนาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ อนฺตรา ปรินิพฺพายี อุปหจฺจ ปรินิพฺพายี อสงฺขารปรินิพฺพายี สสงฺขารปรินิพฺพายี อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี เอกเทสํ น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๑.๑} สมุทยทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ อณุสหคตํ กามราคํ ชหติ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ อนาคามี เอกเทสํ น อนาคามี ฯเปฯ เอกเทสํ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี เอกเทสํ น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๑.๒} นิโรธทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ ชหติ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ อนาคามี เอกเทสํ น อนาคามี ฯเปฯ เอกเทสํ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี เอกเทสํ น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามีติ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๑.๓} มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ อนาคามี เอกเทสํ น อนาคามี เอกเทสํ อนาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ อนฺตราปรินิพฺพายี อุปหจฺจ ปรินิพฺพายี อสงฺขารปรินิพฺพายี สสงฺขารปรินิพฺพายี อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี เอกเทสํ น อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกาย อยู่ซึ่งอนาคามิผล ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ... ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ... ผู้อสังขารปรินิพพายี ... ผู้สสังขารปรินิพพายี ... ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโส- โตอกนิฏฐคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และกิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ป. ละพยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี แต่อีก ส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ป. ละบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่ง อนาคามิผล ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ... ผู้อุปหัจจ-ปรินิพพายี ... ผู้อสังขารปรินิพพายี ... ผู้สสังขารปรินิพพายี ... ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี แต่อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐ-คามี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น

ข้อ ๒๘๒

อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ รูปราคํ อรูปราคํ มานํ อุทฺธจฺจํ อวิชฺชํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ อรหา เอกเทสํ น อรหา เอกเทสํ อรหตฺตปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ทุกฺขนฺตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๒.๑} สมุทยทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ รูปราคํ อรูปราคํ ชหติ มานํ อุทฺธจฺจํ อวิชฺชํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ อรหา เอกเทสํ น อรหา ฯเปฯ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๒.๒} นิโรธทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ มานํ ชหติ อุทฺธจฺจํ อวิชฺชํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส เอกเทเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ อรหา เอกเทสํ น อรหา ฯเปฯ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๒๘๒.๓} มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ อุทฺธจฺจํ อวิชฺชํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส ชหตีติ ฯ เอกเทสํ อรหา เอกเทสํ น อรหา เอกเทสํ อรหตฺตปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ เอกเทสํ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ทุกฺขํ ตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ เอกเทสํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอรหัตผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่ง อรหัตผล ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากราคะโทสะโมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอยขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง (คือมานะ) แล้ว มีภาระอันวางแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้วมีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้วละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ฯลฯ ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ป. ละมานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้ ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ฯลฯ ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ป. ละอุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอรหัตผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอรหัตผล ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากราคะโทสะโมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้วมีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง (คือมานะ) แล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะ อย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้วทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ส่วนหนึ่ง ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้ แจ้งหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๘๓

น วตฺตพฺพํ โอธิโสธิโส กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อนุปุพฺเพน เมธาวี โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโนติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ โอธิโสธิโส กิเลเส ชหตีติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ผู้มีปัญญาพึงกำจัดมลทินของตนทีละน้อยๆ ทุกคณะโดยลำดับ เหมือนช่างทองกำจัดมลทินทองฉะนั้นดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ละกิเลสได้เป็นส่วนๆ น่ะสิ

ข้อ ๒๘๔

โอธิโสธิโส กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย ตยสฺสุ ธมฺมา ชหิตา ภวนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉิตญฺจ สีลพฺพตํ วาปิ ยทตฺถิ กิญฺจิ จตูหปาเยหิ จ วิปฺปมุตฺโต ฉจาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ โอธิโสธิโส กิเลเส ชหตีติ ฯ

ส. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการถึงพร้อมด้วยทัสสนะของท่าน(พระโสดาบัน) ท่านละธรรม ๓ อย่างได้ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส ที่ยังมีอยู่แม้หน่อยหนึ่งท่านก็พ้นจากอบายภูมิ ๔เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำอภิฐานหก ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?@ ขุ. ธ. ข้อ ๒๘ หน้า ๔๗ ขุ. ขุ. ข้อ ๗ หน้า ๗ ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าว บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ น่ะสิ

ข้อ ๒๘๕

โอธิโสธิโส กิเลเส ชหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ โอธิโสธิโส กิเลเส ชหตีติ ฯ โอธิโสกถา ฯ

ส. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด ธรรมจักษุปราศจากผงฝ้าเกิดขึ้นแล้ว แก่อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีอัน เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีอันดับไปเป็นธรรมดา ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งทัสสนะนั้น อริยสาวกละ สัญโญชน์ ๓ ประการได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต- ปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ น่ะสิโอธิโสกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๓. (ข) โอธิโสกถา ว่าด้วยการละกิเลสได้เป็นส่วนๆ

ข้อ ๒๗๔

สก. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ปร. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๓ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสโสดาปัตติผลด้วยกาย อยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน ผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสที่ไม่หวั่นไหว@เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอื่นมีสมิติยะ เป็นต้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๔/๑๖๘)@ เพราะมีความเห็นว่า พระอริยบุคคลไม่สามารถละกิเลสแต่ละชนิดได้สิ้นเชิงในขณะจิตเดียว@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๔/๑๖๘) @ กาย ในที่นี้หมายถึงนามกาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๓๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๕๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา ในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจอีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ปร. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และกิเลสที่มีอยู่ใน จิต ดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๓ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระโสดาบัน ฯลฯ ส่วนหนึ่งประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ปร. ละวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๒ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระโสดาบัน ฯลฯ ส่วนหนึ่งประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ปร. ละสีลัพพตปรามาสและกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับสีลัพพตปรามาสนั้นได้บางส่วน @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า พระอริยบุคคลมีโสดาบันเป็นต้นที่เป็นส่วนๆ ไม่มี (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๗๔/๑๖๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระโสดาบัน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัส โสดาปัตติผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็น พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ โกลังโกละ เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสที่ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๗๕

สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็น ทุกข์ ปร. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๒ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระสกทาคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัส สกทาคามิผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ปร. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๒ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระสกทาคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัส สกทาคามิผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ปร. ละพยาบาทอย่างหยาบและกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับพยาบาทนั้นได้บางส่วน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระสกทาคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัส สกทาคามิผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ปร. ละพยาบาทอย่างหยาบและกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับพยาบาทนั้นได้ สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระสกทาคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัส สกทาคามิผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๗๖

สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ปร. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และ กิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๒ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอนาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสอนาคามิ-ผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้สสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ปร. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๒ นั้นได้บางส่วน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอนาคามี ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ปร. ละพยาบาทอย่างละเอียด และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับพยาบาทนั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอนาคามี ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ปร. ละกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสนั้นได้ สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอนาคามี ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัส อนาคามิผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อสังขารปรินิพพายีฯลฯ ผู้สสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๗๗

สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็น ทุกข์ ปร. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๕ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระอรหันต์ อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสอรหัตตผลด้วยกายอยู่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว หมดสิ้นกิเลสเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นเพราะรู้ชอบแล้ว ถอดลิ่มสลัก กลบคู ถอนเสาระเนียดได้แล้ว ไม่มีบานประตู เป็นพระอริยะ ปลดธงคือมานะ วางภาระคือขันธ์หมดเครื่องผูกพัน ชนะอย่างวิเศษแล้ว กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธเจริญมรรคแล้ว รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละเจริญธรรมที่ควรเจริญ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว (ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว) อีกส่วนหนึ่งไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ปร. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และ กิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๕ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระอรหันต์ อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอรหันต์ ฯลฯ ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง อีกส่วนหนึ่งไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ปร. ละมานะ อุทธัจจะ อวิชชา และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๓ นั้นได้บางส่วน สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระอรหันต์ อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอรหันต์ ฯลฯ ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง อีกส่วนหนึ่งไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นมรรค

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา ปร. ละอุทธัจจะ อวิชชา และกิเลสที่มีอยู่ในจิตดวงเดียวกันกับกิเลสทั้ง ๒นั้นได้ สก. บุคคล(คนเดียวกัน)ส่วนหนึ่งเป็นพระอรหันต์ อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอรหันต์ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ สัมผัสอรหัตตผลด้วยกายอยู่ อีกส่วนหนึ่งไม่สัมผัสด้วยกายอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะโมหะ ทำกิจ ที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว หมดสิ้นกิเลสเป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นเพราะรู้ชอบแล้ว ถอดลิ่มสลัก กลบคูถอนเสาระเนียด ได้แล้ว ไม่มีบานประตู เป็นพระอริยะ ปลดธงคือมานะ วางภาระคือขันธ์ หมดเครื่องผูกพัน ชนะอย่างวิเศษแล้ว กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรค รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ เจริญธรรมที่ควรเจริญ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว อีกส่วนหนึ่งไม่ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๒๗๘

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ผู้มีปัญญาพึงกำจัดมลทินของตน ทีละน้อยๆ ในทุกขณะโดยลำดับ เหมือนช่างทองกำจัดสนิมทอง” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ” สก. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๒๓๙/๑๐๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๓. (ข) โอธิโสกถา สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “พระโสดาบันละธรรม ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้อย่างสิ้นเชิง พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรค พระโสดาบันก็พ้นจากอบายทั้ง ๔ ภูมิ และจะไม่ทำอภิฐาน ๖” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ” สก. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในสมัยที่ธรรมจักษุที่ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่ง โสดาปัตติมรรค อริยสาวกย่อมละสังโยชน์ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาส” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ” โอธิโสกถา จบ @เชิงอรรถ : @ อบายทั้ง ๔ ภูมิ หมายถึงภูมิที่ปราศจากความเจริญมี ๔ คือ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรต และอสุรกาย@(ขุ.ขุ.อ. ๑๑/๑๖๕) @ อภิฐาน ๖ หมายถึงฐานะอันหนัก ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ฆ่ามารดา (๒) ฆ่าบิดา (๓) ฆ่าพระอรหันต์@(๔) ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ (๕) ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน (๖) นิยตมิจฉาทิฏฐิ@(ขุ.ขุ.อ. ๑๑/๑๖๗), และดูเทียบ ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๑๐-๑๑/๑๒, ๒๓๕/๕๕๕@ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๕/๓๒๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๑๖๖}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาโอธิโสกถา ว่าด้วยการละกิเลสบางส่วน

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องบางส่วน.

ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดย่อมปรารถนาการละกิเลสได้บางส่วนๆ คือ โดยส่วนหนึ่งๆ จากการเห็นทุกข์เป็นต้นด้วยสามารถแห่งการตรัสรู้ต่างๆ แห่งพระโสดาบันเป็นต้น ดุจนิกายสมิติยะทั้งหลายในขณะนี้ เพื่อจะทำลายลัทธินิกายเหล่านั้น สกวาทีจึงถามว่า บุคคลละกิเลสได้เป็นบางส่วนหรือ คำรับรองว่าใช่ เป็นของปรวาที.

การซักถามอีกเป็นของสกวาที. คำปฏิเสธเป็นของปรวาที เพราะไม่มีความเป็นพระโสดาบันเป็นต้น โดยเอกเทศคือบางส่วน.

บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระทั้งปวงโดยอุบายนี้.

อรรถกถาโอธิโสกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา