อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๔๗

ปรวิตารณากถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๔๗–๕๗๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 28 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 28 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปรวิตารณากถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ ปรวิตารณากถา

ข้อ ๕๔๗

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สกวาที การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์อันผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๔๘

นนุ อรหา น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปริปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโน โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. พระอรหันต์อันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่นไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์อันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่าการแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๔๙

อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา โส จ ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา โส จ ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ และเขาอันผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ และท่านอันผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลงไม่รู้ตัว หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๕๐

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา โส จ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา โส จ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่ท่านอันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็นไม่หลง รู้ตัวอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ แต่เขาอันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลงรู้ตัวอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๕๑

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา สงฺเฆ ปรวิตารณา สิกฺขาย ปรวิตารณา ปุพฺพนฺเต ปรวิตารณา อปรนฺเต ปรวิตารณา ปุพฺพนฺตาปรนฺเต ปรวิตารณา อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ในส่วนอนาคต ในส่วนอดีต ทั้งในส่วนอนาคตและส่วนอดีตในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๕๒

นตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๕๓

อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจ- สมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ และการแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับปุถุชนนั้นก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ และการแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับพระอรหันต์นั้นก็ยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๕๔

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจ- สมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ แต่การแนะนำของผู้อื่นในพระ-ศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่เขา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๕๕

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ฯ โน วต เร วตฺตพฺเพ ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯเปฯ นนุ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระ-อรหันต์มีอยู่ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ฯลฯ มิใช่หรือ ฯลฯ

ข้อ ๕๕๖

นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ

ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ มิใช่หรือ ฯลฯ

ข้อ ๕๕๗

นนุ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่

ข้อ ๕๕๘

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณา ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมีอยู่แต่การแนะนำของผู้อื่นไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนยังมีอยู่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๕๙

ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่น ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. การแนะนำของผู้อื่น ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๖๐

สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่นสำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่นสำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๖๑

สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดโมหะ แล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯลฯ

ข้อ ๕๖๒

สธมฺมกุสลสฺส ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ฯลฯ

ข้อ ๕๖๓

สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่น สำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่นสำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๖๔

ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว และการแนะนำของผู้อื่น ก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดโมหะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯลฯ

ข้อ ๕๖๕

ปรธมฺมกุสลสฺส ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ฯลฯ

ข้อ ๕๖๖

ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่ มีแก่ท่าน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๕๖๗

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อิติ รูปํ ฯเปฯ อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่ได้กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า อย่างนี้รูป ฯลฯ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๖๘

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่ได้กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ ฯลฯ นี้ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ฯลฯ นี้ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่@ ดูหน้า ๒๔๒ อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๖๙

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺพํ ภิกฺขเว อนภิชานํ อปริชานํ อวิราชยํ อปฺปชหํ อภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย สพฺพญฺจ โข ภิกฺขเว อภิชานํ ปริชานํ วิราชยํ ปชหํ ภพฺโพ ทุกฺขกฺขยายาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำรอก ไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็น ผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กำหนดรู้ สำรอกละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึงเป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๗๐

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย ฯเปฯ ฉ จาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรคของท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๗๑

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? @ ดูหน้า ๒๔๒ ดูหน้า ๒๔๓ ดูหน้า ๒๔๓ ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายในสมัยใด ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากผงฝ้า เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ในสมัยนั้น พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๗๒

อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา นาหํ คมิสฺสามิ ปโมจนาย กถํกถึ โธตก กญฺจิ โลเก ธมฺมญฺจ เสฏฺฐํ อภิชานมาโน เอวํ ตุวํ โอฆมิมนฺตเรสีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรโธตกะ เราจักไม่อุตสาหะเพื่อจะเปลื้องใครๆ ที่มีความสงสัยในโลก แต่ท่านเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งธรรมอันประเสริฐ ก็ข้ามโอฆะนี้ โดยอาการอย่างนี้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๗๓

น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคามคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคามคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของอื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์มิใช่หรือ? @ ขุ. สุ. ข้อ ๔๒๙ ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า ผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่

ข้อ ๕๗๔

อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคา มคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตํ วา ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปรวิตารณากถา ฯ --------

ส. เพราะผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์ ฉะนั้น การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์จึงยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้อื่นพึงแนะนำโสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล อนาคามิผลหรืออรหัตผล แก่พระอรหันต์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปรวิตารณากถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓) ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓) ว่าด้วยการรับคำแนะนำจากผู้อื่น

ข้อ ๓๒๒

สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ถูกผู้อื่นนำไป ถูกผู้อื่นชักจูงไป อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น โง่เขลาไม่ฉลาด ย่อมไม่รู้ ไม่เห็นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอรหันต์ไม่ถูกผู้อื่นนำไป ไม่ถูกผู้อื่นจูงไป ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่นไม่โง่เขลา ฉลาด ย่อมรู้ ย่อมเห็นมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์ไม่ถูกผู้อื่นนำไป ไม่ถูกผู้อื่นจูงไป ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น ไม่โง่เขลา ฉลาด ย่อมรู้ ย่อมเห็น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีอยู่” สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของปุถุชนมีอยู่ และเขาถูกผู้อื่นนำไป ถูกผู้อื่นชักจูงไปอาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่นอยู่ โง่เขลา ไม่ฉลาด ย่อมไม่รู้ ไม่เห็นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีอยู่ และท่านถูกผู้อื่นนำไป ถูกผู้อื่นชักจูงไป อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น โง่เขลา ไม่ฉลาด ย่อมไม่รู้ ไม่เห็นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกาย ปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๒/๑๘๓) @ เพราะมีความเห็นว่า พระอรหันต์ต้องอาศัยผู้อื่นบอก จึงสามารถรู้ชื่อและโคตรของบุคคล และสถานที่@เป็นต้นได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๒๒/๑๘๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๘๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓) สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีอยู่ และท่านไม่ถูกผู้อื่นนำไปไม่ถูกผู้อื่นชักจูงไป ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น ไม่โง่เขลา ฉลาด ย่อมรู้ ย่อมเห็นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของปุถุชนมี และเขาไม่ถูกผู้อื่นนำไป ไม่ถูก ผู้อื่นชักจูงไป ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น ไม่โง่เขลา ฉลาด ย่อมรู้ ย่อมเห็นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นใน(เรื่อง)พระศาสดา ใน(เรื่อง)พระธรรมใน(เรื่อง)พระสงฆ์ ในสิกขา ในส่วนเบื้องต้น ในส่วนเบื้องปลาย ทั้งในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย ในปฏิจจสมุปบาทที่ว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงมีของพระอรหันต์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจ-สมุปบาทที่ว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงมี ของพระอรหันต์ไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากการรับคำแนะนำจากผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ใน ปฏิจจสมุปบาทที่ว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงมี ของพระอรหันต์ไม่มีท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มี” สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของปุถุชนมี การรับคำแนะนำจากผู้อื่นใน พระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปบาทที่ว่า “เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงมี” ของปุถุชนนั้นมีใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๘๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓) สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มี การรับคำแนะนำจากผู้อื่น ในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปบาทที่ว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงมี ของพระอรหันต์นั้นมีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีอยู่ และการรับคำแนะนำจากผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปบาทที่ว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงมี ของพระอรหันต์นั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของปุถุชนมีอยู่ และการรับคำแนะนำจากผู้อื่น ในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปบาทที่ว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงมี ของปุถุชนนั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๓๒๓

สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ราคะพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากราคะพระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มี” สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ พระอรหันต์ละได้แล้ว ตัดรากถอนโคน เหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้วเหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๘๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓) ต่อไปไม่ได้ ฯลฯ เจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละราคะ ฯลฯ เพื่อละโทสะฯลฯ เพื่อละอโนตตัปปะมิใช่หรือ สก. พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากพระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของ พระอรหันต์มี”

ข้อ ๓๒๔

สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนมี แต่การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นไม่มี สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนมีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นมีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ราคะพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนละได้แล้ว (แต่)การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์นั้นยังมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละราคะได้แล้ว (แต่)การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์นั้นยังมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๘๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓) สก. โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนละได้แล้ว ฯลฯ เจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์ เพื่อละราคะ ฯลฯ เพื่อละโทสะฯลฯ เพื่อละอโนตตัปปะ ฯลฯ เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว (แต่)การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์นั้นยังมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว (แต่)การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์นั้นยังมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ราคะพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละได้แล้ว การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์นั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ราคะพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนละได้แล้ว การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์นั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละได้แล้ว ฯลฯ เจริญมรรค ฯลฯ เจริญโพชฌงค์เพื่อละราคะ ฯลฯ เพื่อละโทสะฯลฯ เพื่อละอโนตตัปปะ ฯลฯ เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์นั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะฯลฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์นั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๘๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓)

ข้อ ๓๒๕

สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะของบุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ มิได้กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะของบุคคลผู้ไม่รู้ ไม่เห็น เมื่อบุคคลรู้ เห็นอย่างไร ความสิ้นไปแห่งอาสวะจึงมี คือเมื่อบุคคลรู้ เห็นอยู่ว่า รูปเป็นดังนี้ ฯลฯ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ เมื่อบุคคลรู้เห็นอย่างนี้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะจึงมี” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระ อรหันต์มี” สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะของบุคคลผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ มิได้กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะของบุคคลผู้ไม่รู้ ไม่เห็น เมื่อบุคคลรู้ เห็นอย่างไร ความสิ้นไปแห่งอาสวะจึงมี คือเมื่อบุคคลรู้เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อบุคคลรู้เห็นอย่างนี้ความสิ้นไปแห่งอาสวะจึงมี” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระ อรหันต์มี” สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อยังไม่รู้ยิ่งไม่กำหนดรู้ ไม่คลายกำหนัด ไม่ละสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ แต่@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ข. (แปล) ๑๗/๑๐๑/๑๙๒-๑๙๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๘๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓) บุคคลเมื่อรู้ยิ่ง กำหนดรู้ คลายกำหนัด ละสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์”มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระ อรหันต์มี” สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “พระโสดาบันละธรรม ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรค พระโสดาบันก็พ้นจากอบายทั้ง ๔ และจะไม่ทำอภิฐาน ๖”มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระ อรหันต์มี” สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในสมัยที่ธรรมจักษุที่ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา’ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งโสดาปัตติมรรค อริยสาวกย่อมละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิวิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระ อรหันต์มี” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๒๓๓-๒๓๔/๕๕๕ @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๕/๓๒๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๘๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๔. ปรวิตารณกถา (๑๓) สก. การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “โธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใครๆ ผู้มีความสงสัยในโลกได้ แต่เธอเมื่อรู้ทั่วถึงธรรมอันประเสริฐ ก็จะพึงข้ามโอฆะได้เองด้วยประการฉะนี้” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระ อรหันต์มี” ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มี” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ผู้อื่นจะพึงแนะนำนามและโคตรของสตรีและบุรุษ ทางและมิใช่ทาง ชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าแก่พระอรหันต์ได้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. หากผู้อื่นจะพึงแนะนำชื่อและโคตรของสตรีและบุรุษ ทางและมิใช่ทางชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าแก่พระอรหันต์ได้ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า“การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์มี” สก. ผู้อื่นจะพึงแนะนำชื่อและโคตรของสตรีและบุรุษ ทางและมิใช่ทาง ชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าแก่พระอรหันต์ได้ ดังนั้น การรับคำแนะนำจากผู้อื่นของพระอรหันต์จึงมีใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.สุ. (แปล) ๒๕/๑๐๗๑/๗๕๕, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๘๙/๑๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๙๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๒. ทุติยวรรค] ๕. วจีเภทกถา (๑๔) สก. ผู้อื่นจะพึงแนะนำโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลแก่พระอรหันต์ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปรวิตารณกถา จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๔๙๐ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอัญญาณ กังขา ปรวิตรณกถา ว่าด้วยความไม่รู้ ความสงสัยและการแนะนำของผู้อื่น

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องทั้ง ๓ คือ เรื่องความไม่รู้ ความสงสัยและการแนะนำของผู้อื่น.

ในเรื่องเหล่านั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิ คือมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายในขณะนี้ว่าอัญญาณ คือความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ เพราะไม่มีญาณเกิดขึ้นในชื่อและโคตรเป็นต้น แห่งชนทั้งหลายมีหญิงชายเป็นต้นด้วย,กังขา คือความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ เพราะความไม่มีสันนิษฐาน คือการตกลงใจ ในเรื่องนั้นนั่นแหละด้วย.

อนึ่ง ชนเหล่าอื่นย่อมแนะนำ ย่อมประกาศ ย่อมบอกเรื่องทั้งหลายแก่พระอรหันต์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น การแนะนำแก่พระอรหันต์เหล่านั้นจึงมีอยู่ ดังนี้

คำถามในเรื่องแม้ทั้ง ๓ ของสกวาที เพื่อทำลายลัทธิแห่งชนเหล่านั้น. คำตอบรับรองและคำปฏิเสธเป็นของปรวาที. ในปัญหาและคำวิสัชชนาแม้ทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามพระบาลีที่มาแล้วตามลำดับนั้นเทอญ.

อรรถกถาอัญญาณ กังขาและปรวิตรณกถา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา