นยถาจิตตัสสวาจาติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
นยถาจิตฺตสฺส วาจาติกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ นยถาจิตตัสสวาจาติกถา
น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ อผสฺสกสฺส วาจา อเวทนกสฺส วาจา อสญฺญกสฺส วาจา อเจตนกสฺส วาจา อจิตฺตกสฺส วาจาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ สผสฺสกสฺส วาจา สเวทนกสฺส วาจา สสญฺญกสฺส วาจา สเจตนกสฺส วาจา ฯเปฯ สจิตฺตกสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ สผสฺสกสฺส วาจา ฯเปฯ สจิตฺตกสฺส วาจา โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
สกวาที บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีเจตนา ไม่มีจิต ก็มีวาจาได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมีผัสสะ มีเวทนา มีสัญญา มีเจตนา มีจิต จึงมีวาจาได้ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีวาจาได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาวชฺชนฺตสฺส วาจา อนาโภคสฺส วาจา ฯเปฯ อปณิทหนฺตสฺส วาจาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ อาวชฺชนฺตสฺส วาจา อาโภคสฺส วาจา ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อาวชฺชนฺตสฺส วาจา อาโภคสฺส วาจา ฯเปฯ ปณิทหนฺตสฺส วาจา โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลผู้ไม่นึกอยู่ ไม่ผูกใจอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ ก็มีวาจาได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลนึกอยู่ ผูกใจอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีวาจาได้ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลนึกอยู่ ผูกใจอยู่ จึงมีวาจาได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร มีวาจาได้
น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วาจา จิตฺตสมุฏฺฐานา จิตฺเตน สห ชาตา จิตฺเตน สห เอกุปฺปาทาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ วาจา จิตฺตสมุฏฺฐานา จิตฺเตน สห ชาตา จิตฺเตน สห เอกุปฺปาทา โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ น ภณิตุกาโม ภณติ น กเถตุกาโม กเถติ น อาลปิตุกาโม อาลปติ น โวหริตุกาโม โวหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ ภณิตุกาโม ภณติ กเถตุกาโม กเถติ อาลปิตุกาโม อาลปติ โวหริตุกาโม โวหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ภณิตุกาโม ภณติ กเถตุกาโม กเถติ อาลปิตุกาโม อาลปติ โวหริตุกาโม โวหรติ โน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ
ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลไม่ปรารถนาจะกล่าวก็กล่าวได้ ไม่ปรารถนาจะแสดงก็แสดงได้ ไม่ปรารถนาจะร้องเรียกก็ร้องเรียกได้ ไม่ปรารถนาจะพูดก็พูดได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. บุคคลปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าวได้ ปรารถนาจะแสดงจึงแสดงได้ปรารถนาจะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ปรารถนาจะพูดจึงพูดได้ มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าวได้ ปรารถนาจะแสดงจึงแสดงได้ปรารถนาจะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ปรารถนาจะพูดจึงพูดได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้
น วตฺตพฺพํ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ โกจิ อญฺญํ ภณิสฺสามีติ อญฺญํ ภณติ อญฺญํ กเถสฺสามีติ อญฺญํ กเถติ อญฺญํ อาลปิสฺสามีติ อญฺญํ อาลปติ อญฺญํ โวหริสฺสามีติ อญฺญํ โวหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ โกจิ อญฺญํ ภณิสฺสามีติ อญฺญํ ภณติ ฯเปฯ อญฺญํ โวหริสฺสามีติ อญฺญํ โวหรติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ น ยถาจิตฺตสฺส วาจาติ ฯ นยถาจิตฺตสฺส วาจาติกถา ฯ ------------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บางคนที่คิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะแสดงอย่างหนึ่ง ก็แสดงเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะร้องเรียกอย่างหนึ่ง ก็ร้องเรียกเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะพูดอย่างหนึ่ง ก็พูดเสียอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บางคนที่คิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คิดว่าจะพูดอย่างหนึ่ง ก็พูดเสียอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ นยถาจิตตัสสวาจาติกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๙. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา (๙๒) ๙. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา (๙๒) ว่าด้วยวาจาไม่เป็นไปตามที่คิด
สก. วาจาไม่เป็นไปตามที่คิดใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วาจามีได้แก่บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีเจตนา ไม่มีจิตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วาจามีได้แก่บุคคลผู้มีผัสสะ มีเวทนา มีสัญญา มีเจตนา มีจิต มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากวาจามีได้แก่บุคคลผู้มีผัสสะ ฯลฯ มีจิต ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “วาจาไม่เป็นไปตามที่คิด” สก. วาจาไม่เป็นไปตามที่คิดใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วาจามีได้แก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ผูกใจอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วาจามีได้แก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ผูกใจอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายปุพพเสลิยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๖๔/๒๔๖-๒๔๗) @ เพราะมีความเห็นว่า วาจาที่เปล่งออกมาไม่อยู่ในการควบคุมของจิต จึงถือว่า วาจาไม่เป็นไปตามที่คิด@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๕๖๔/๒๔๖-๒๔๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๙. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา (๙๒) สก. หากวาจามีได้แก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ผูกใจอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ ท่านก็ไม่ ควรยอมรับว่า “วาจาไม่เป็นไปตามที่คิด” สก. วาจาไม่เป็นไปตามที่คิดใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิตมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากวาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียวกับจิต ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “วาจาไม่เป็นไปตามที่คิด” สก. วาจาไม่เป็นไปตามที่คิดใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลไม่ประสงค์จะกล่าวก็กล่าวได้ ไม่ประสงค์จะว่าก็ว่าได้ ไม่ประสงค์จะร้องเรียกก็ร้องเรียกได้ ไม่ประสงค์จะพูดก็พูดได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. บุคคลประสงค์จะกล่าวจึงกล่าวได้ ประสงค์จะว่าจึงว่าได้ ประสงค์จะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ประสงค์จะพูดจึงพูดได้มิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากบุคคลประสงค์จะกล่าวจึงกล่าวได้ ประสงค์จะว่าจึงว่าได้ ประสงค์จะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ประสงค์จะพูดจึงพูดได้ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “วาจาไม่เป็นไปตามที่คิด”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “วาจาไม่เป็นไปตามที่คิด” ใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๑๗}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๙. นวมวรรค] ๑๐. นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา (๙๓) ปร. บางคนคิดว่า “จะกล่าวอย่างหนึ่ง” แต่กล่าวไปอีกอย่างหนึ่ง คิดว่า“จะว่าอย่างหนึ่ง” แต่ว่าไปอีกอย่างหนึ่ง คิดว่า “จะร้องเรียกอย่างหนึ่ง” แต่ร้องเรียกไปอีกอย่างหนึ่ง คิดว่า “จะพูดอย่างหนึ่ง” แต่พูดไปอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่มิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากบางคนคิดว่า “จะกล่าวอย่างหนึ่ง” แต่กล่าวไปอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คิดว่า “จะพูดอย่างหนึ่ง” แต่พูดไปอีกอย่างหนึ่งมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า“วาจาไม่เป็นไปตามที่คิด” นยถาจิตตัสสวาจาติกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถานยถาจิตตัสสวาจาติกถา ว่าด้วยผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มีวาจาได้
____________________________
อีกอย่างหนึ่งแปลว่า เรื่องราววาจาไม่เป็นไปตามจิต.
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มีวาจาได้ คือหมายความว่า วาจาไม่เป็นไปตามจิต.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า บุคคลบางคนคิดว่า เราจักกล่าวอย่างหนึ่ง แต่ย่อมกล่าวอย่างหนึ่ง เหตุใด เพราะเหตุนั้น วาจาจึงชื่อว่าไม่เป็นไปตามจิต ไม่คล้อยไปตามจิตแม้เว้นจิตเสียแล้ว วาจาก็ย่อมเป็นไปได้ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ เป็นต้น เพื่อท้วงปรวาทีนั้นว่า ถ้าว่า จิตที่เป็นเหตุให้วาจาเกิดขึ้นไม่มีไซร้ ธรรมทั้งหลายแม้มีผัสสะเป็นต้นก็ไม่พึงมีขณะนั้น ดังนี้.
ในคำทั้งหลายมีคำว่า บุคคลไม่ปรารถนาจะกล่าว เป็นต้น อธิบายว่า บุคคลคิดว่าเราจะกล่าวคำอย่างหนึ่งแม้กล่าวอยู่ซึ่งคำอีกอย่างหนึ่ง เขาย่อมชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนาจะกล่าวนั่นแหละ เหตุใดเพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
ในคำทั้งหลายมีคำว่า บางคนที่คิดว่าจักกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีกอย่างหนึ่ง...มีอยู่มิใช่หรือ เป็นต้น อธิบายว่า บุคคลใดปรารถนาจะกล่าวคำใดคำหนึ่งในกาลก่อน เขาก็พึงกล่าวคำนั้น คือคำที่คิดไว้แต่เดิมนั้น ในที่นี้ ท่านหมายเอาจิตของผู้ใคร่เพื่อจะกล่าวเป็นอย่างหนึ่ง จิตที่เป็นเหตุให้กล่าวก็เป็นอย่างหนึ่งเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวาจาไม่เป็นไปตามจิต เพราะไม่เหมือนกับจิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น ด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่าไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิงแต่จิตใดอันมีในกาลก่อน จิตนั้นไม่เป็นเหตุให้คำพูดเกิดขึ้นก็หาไม่ ท่านปฏิเสธหมายเอาเนื้อความว่า วาจานั้นไม่เป็นไปตามจิตเพียงเท่านี้.
ด้วยอุทาหรณ์นี้ ลัทธิ แม้อันปรวาทีตั้งไว้แล้วว่า ผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มีวาจาได้ คือหมายความว่าวาจาไม่เป็นไปตามจิต ดังนี้ ย่อมเป็นลัทธิตั้งอยู่ไม่ได้เลย ดังนี้แล.
อรรถกถานยถาจิตตัสสวาจาติกถา จบ. -----------------------------------------------------