อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๘๐๑

อินทริยกถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘๐๑–๑๘๐๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 8 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 8 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อินฺทฺริยกถา

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อินทริยกถา

ข้อ ๑๘๐๑

นตฺถิ โลกิยํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ โลกิยา สทฺธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นตฺถิ โลกิยํ วิริยินฺทฺริยํ ฯเปฯ สตินฺทฺริยํ ฯเปฯ สมาธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นตฺถิ โลกิยา ปญฺญาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

สกวาที สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยินทรีย์ สัทธินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๘๐๒

อตฺถิ โลกิยา สทฺธาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยํ วิริยํ ฯเปฯ สติ ฯเปฯ สมาธิ ฯเปฯ ปญฺญาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะมี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยะ ฯลฯ สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ที่เป็นโลกิยะมี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะมี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๘๐๓

อตฺถิ โลกิโย มโน อตฺถิ โลกิยํ มนินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยา สทฺธา อตฺถิ โลกิยํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิโย มโน อตฺถิ โลกิยํ มนินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยา ปญฺญา อตฺถิ โลกิยํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๘๐๔

อตฺถิ โลกิยํ โสมนสฺสํ อตฺถิ โลกิยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยํ ชีวิตํ อตฺถิ โลกิยํ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยา สทฺธา อตฺถิ โลกิยํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยํ ชีวิตํ อตฺถิ โลกิยํ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยา ปญฺญา อตฺถิ โลกิยํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. โสมนัสที่เป็นโลกิยะมีอยู่ โสมนัสสินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ ฯลฯ ชีวิตที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชีวิตที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๘๐๕

อตฺถิ โลกิยา สทฺธา นตฺถิ โลกิยํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิโย มโน นตฺถิ โลกิยํ มนินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยา ปญฺญา นตฺถิ โลกิยํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิโย มโน นตฺถิ โลกิยํ มนินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยา สทฺธา นตฺถิ โลกิยํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยํ โสมนสฺสํ นตฺถิ โลกิยํ โสมนสฺสินฺทฺริยนฺติ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยํ ชีวิตํ นตฺถิ โลกิยํ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยา ปญฺญา นตฺถิ โลกิยํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยํ ชีวิตํ นตฺถิ โลกิยํ ชีวิตินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. โสมนัสที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่โสมนัสสินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ ฯลฯ ชีวิตที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีวิตที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๘๐๖

อตฺถิ โลกุตฺตรา สทฺธา อตฺถิ โลกุตฺตรํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยา สทฺธา อตฺถิ โลกิยํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โลกุตฺตรํ วิริยํ ฯเปฯ อตฺถิ โลกุตฺตรา ปญฺญา อตฺถิ โลกุตฺตรํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกิยา ปญฺญา อตฺถิ โลกิยํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ศรัทธาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยะที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ ฯลฯ ปัญญาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระก็มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๘๐๗

อตฺถิ โลกิยา สทฺธา นตฺถิ โลกิยํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกุตฺตรา สทฺธา นตฺถิ โลกุตฺตรํ สทฺธินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยํ วิริยํ ฯเปฯ อตฺถิ โลกิยา ปญฺญา นตฺถิ โลกิยํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โลกุตฺตรา ปญฺญา นตฺถิ โลกุตฺตรํ ปญฺญินฺทฺริยนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ศรัทธาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ แต่สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยะที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ฯลฯ ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ปัญญาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ แต่ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระไม่มี หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๘๐๘

นตฺถิ โลกิยานิ ปญฺจินฺทฺริยานีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อทฺทสํ โข อหํ ภิกฺขเว พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โวโลเกนฺโต สตฺเต อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน วิหรนฺเตติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อตฺถิ โลกิยานิ ปญฺจินฺทฺริยานีติ ฯ อินฺทฺริยกถา ฯ เอกูนวีสติโม วคฺโค ฯ ตสฺส อุทฺทานํ อตีเต กิเลเส ชหติ อนาคเต กิเลเส ชหติ ปจฺจุปฺปนฺเน กิเลเส ชหติ สุญฺญตา สงฺขารกฺขนฺธปริยาปนฺนา สามญฺญผลํ อสงฺขตํ ปตฺติ อสงฺขตา สพฺพธมฺมานํ ตถตา อสงฺขตา นิพฺพานธาตุ กุสลา อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อจฺจนฺตนิยามตา นตฺถิ โลกิยานิ ปญฺจินฺทฺริยานีติ ฯ

ส. อินทรีย์ ๕ ที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้เห็นแล้วแลซึ่งสัตว์ทั้งหลาย บางพวกเป็นผู้มีธุลีในดวงตาน้อย บางพวกเป็นผู้มีธุลีในดวงตามาก บางพวกเป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกเป็นผู้มีอินทรีย์อ่อน บางพวกเป็นผู้มีอาการดี บางพวกเป็นผู้มีอาการทราม บางพวกเป็นผู้ที่จะให้รู้แจ้งได้ง่ายบางพวกเป็นผู้ที่จะให้รู้แจ้งได้ยาก บางพวกเป็นผู้เห็นโทษ และภัยในปรโลกอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น อินทรีย์ ๕ ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ น่ะสิอินทริยกถา จบ วรรคที่ ๑๙ จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๘. อินทริยกถา (๑๙๓) ว่าด้วยอินทรีย์

ข้อ ๘๕๓

สก. สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๑๕/๒๑-๒๒, อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๐๓/๒๒๗-๒๒๘@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายเหตุวาทและนิกายมหิสาสกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๕๓/๓๐๙)@ เพราะมีความเห็นว่า สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาที่เป็นโลกิยะไม่เรียกว่าอินทรีย์ ซึ่งต่างกับ@ความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เรียกว่าอินทรีย์ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๘๕๓/๓๐๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๘. อินทริยกถา (๑๙๓) สก. วิริยินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ฯลฯ สตินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัญญาที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิริยะที่เป็นโลกิยะ ฯลฯ สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญาที่เป็นโลกิยะ มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๘. อินทริยกถา (๑๙๓) สก. โสมนัสที่เป็นโลกิยะมีอยู่ โสมนัสสินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ ฯลฯ ชีวิตที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ชีวิตที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๕๔

สก. สัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. โสมนัสที่เป็นโลกิยะมีอยู่ โสมนัสสินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี ชีวิตที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๘๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] ๘. อินทริยกถา (๑๙๓) สก. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี ฯลฯ ชีวิตที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๕๕

สก. ศรัทธาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระก็มีอยู่ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิริยะที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ ฯลฯ ปัญญาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ศรัทธาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิริยะที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ฯลฯ ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่ เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๙๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๙. เอกูนวีสติมวรรค] รวมกถาที่มีในวรรค สก. ปัญญาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๕๖

สก. อินทรีย์ ๕ ที่เป็นโลกิยะไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อตรวจดูโลก ด้วยพุทธจักษุ ก็ได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตา น้อย มีธุลีในดวงตามาก มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทราม สอนให้รู้ได้ง่าย สอนให้รู้ได้ยาก บางพวกเห็นปรโลกและโทษว่าเป็นสิ่งน่ากลัว” มีอยู่จริงมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. ดังนั้น อินทรีย์ ๕ ที่เป็นโลกิยะจึงมีอยู่ อินทริยกถา จบ เอกูนวีสติมวรรค จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. กิเลสชหนกถา ๒. สุญญตากถา ๓. สามัญญผลกถา ๔. ปัตติกถา ๕. ตถตากถา ๖. กุสลกถา ๗. อัจจันตนิยามกถา ๘. อินทริยกถา @เชิงอรรถ : @ พุทธจักษุ หมายถึง (๑) อินทริยปโรปริยัตติญาณ คือปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่งอินทรีย์@ของสัตว์ทั้งหลาย คือรู้ว่าสัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหนเพียงไร มีกิเลสมาก กิเลสน้อย@มีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่ (๒) อาสยานุสยญาณ คือปรีชาหยั่งรู้อัธยาศัย ความมุ่งหมาย สถานที่@ที่นอนเนื่องอยู่ (ม.มู.อ. ๒/๒๘๓/๘๗, วิ.อ. ๓/๙/๑๕) และดูเทียบ ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑๑๑-๑๑๕/๑๗๒-๑๗๗@ ดวงตา หมายถึงปัญญาจักษุ (ม.มู.อ. ๒/๒๘๓/๘๗, วิ.อ. ๓/๙/๑๕) @ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๔/๙/๑๔, ม.มู. (แปล) ๑๒/๒๘๓/๓๐๗-๓๐๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๘๙๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์

บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอินทรีย์ คือธรรมที่เป็นใหญ่.

ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเหตุวาทะและมหิสาสกะทั้งหลายว่า ศรัทธาที่เป็นโลกียะชื่อว่าเป็นศรัทธาเท่านั้น ไม่ชื่อว่าเป็นสัทธินทรีย์ วิริยะที่เป็นโลกียะ สติที่เป็นโลกียะ สมาธิที่เป็นโลกียะปัญญาที่เป็นโลกียะ ฯลฯ ชื่อว่าเป็นปัญญาเท่านั้นไม่ชื่อว่าเป็นปัญญินทรีย์ ดังนี้.

คำถามของสกวาทหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.

คำว่า ศรัทธาที่เป็นโลกีย์ไม่มีหรือ เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงซึ่งความที่ธรรมทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นแม้เป็นโลกีย์ก็ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ ด้วยเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ยิ่ง มิใช่ธรรมอื่นนอกจากศรัทธาเป็นต้น ชื่อว่าสัทธินทรีย์เป็นต้น เหตุใดเพราะเหตุนั้น ธรรมทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้นนั่นแหละ แม้เป็นโลกียะก็ชื่อว่าเป็นสัทธินทรีย์ เป็นต้น.

คำว่า มโนที่เป็นโลกียะมีอยู่ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่ออธิบายเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้งด้วยอุปมาว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นมีมโนเป็นต้นเป็นโลกียะ ก็ชื่อว่ามนินทรีย์เป็นต้น ฉันใด ธรรมทั้งหลายแม้มีศรัทธาเป็นต้น ที่เป็นโลกียะก็ชื่อว่าเป็นสัทธินทรีย์เป็นต้น ฉันนั้นดังนี้.

คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาอินทริยกถา จบ.

รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ

๑. กิเลสชหนกถา

๒. สุญญตากถา

๓. สามัญญผลกถา

๔. ปัตติกถา

๕. ตถตากถา

๖. กุสลกถา

๗. อัจจันตนิยามกถา

๘. อินทริยกถา.

____________________________

อรรถกถาว่า "กิเลสัปปชหนกถา".

วรรคที่ ๑๙ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา