อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับหลวงจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดง

๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๕–๑๒๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 30 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 30 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 28 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ

ข้อ ๙๕

สก. เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไปคลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เที่ยงเสมอเหมือนนิพพาน หมายถึง นิพพานคือภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ ถ้าถือว่าบุคคลเที่ยงเหมือนนิพพาน@ก็จัดเป็นสัสสตทิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๔/๑๔๘) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓ ในเล่มนี้ @ ปรวาทียังยึดถือความเห็นเดิมของตนที่ว่า บุคคลเที่ยง จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๕/๑๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

ข้อ ๙๖

สก. เพราะอาศัยเวทนา ฯลฯ เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๗

สก. เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยรูปสีเขียว จึงบัญญัติบุคคลสีเขียวใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยรูปสีเหลือง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปสีแดง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปสีขาว ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นไม่ได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่กระทบได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่กระทบไม่ได้ จึงบัญญัติบุคคลที่กระทบไม่ได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๘

สก. เพราะอาศัยเวทนาจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เวทนาที่เป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่ายินดี มีผลน่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นกุศลก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่ายินดี มีผลน่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๙

สก. เพราะอาศัยเวทนาจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เวทนาที่เป็นอกุศลมีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่ายินดีมีผลไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นอกุศลก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่ายินดี มีผลไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๐

สก. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เพราะอาศัยเวทนาที่เป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เวทนาที่เป็นอัพยากฤตไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๑

สก. เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นกุศลมีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่ายินดี มีผลน่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นกุศลก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่ายินดีมีผลน่าพอใจ มีผลเยือกเย็น มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๒

สก. เพราะอาศัยวิญญาณจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอกุศลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอกุศลมีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่ายินดีมีผลไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นอกุศลก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่ายินดี มีผลไม่น่าพอใจ มีผลเร่าร้อน มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๓

สก. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยวิญญาณที่เป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม ปร. ใช่ สก. วิญญาณที่เป็นอัพยากฤตไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลที่เป็นอัพยากฤตก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

ข้อ ๑๐๔

สก. เพราะอาศัยจักษุ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลมีจักษุ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อจักษุดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้มีจักษุดับ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยโสตะ ฯลฯ เพราะอาศัยฆานะ ฯลฯ เพราะอาศัยชิวหา ฯลฯ เพราะอาศัยกาย ฯลฯ เพราะอาศัยมโน ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้มีมโน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อมโนดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้มีมโนดับ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ข้อ ๑๐๕

สก. เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อมิจฉาทิฏฐิดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิดับ”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวายามะฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสมาธิ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลเป็นมิจฉาสมาธิ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อมิจฉาสมาธิดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นมิจฉาสมาธิดับ”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

ข้อ ๑๐๖

สก. เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อสัมมาทิฏฐิดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิดับ”ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมา-วายามะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสมาธิ ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นสัมมาสมาธิ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อสัมมาสมาธิดับแล้ว ท่านจึงยอมรับว่า “บุคคลผู้เป็นสัมมาสมาธิดับ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๗

สก. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยขันธ์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา เพราะอาศัยสัญญา เพราะอาศัยสังขาร เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยขันธ์ ๕ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

ข้อ ๑๐๘

สก. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยอายตนะ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ ฯลฯ เพราะอาศัยธัมมายตนะ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยอายตนะ ๑๒ จึงบัญญัติบุคคล ๑๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๙

สก. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยธาตุ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ ฯลฯ เพราะอาศัยธัมมธาตุจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยธาตุ ๑๘ จึงบัญญัติบุคคล ๑๘ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๐

สก. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ ฯลฯ เพราะอาศัยอัญญาตาวินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒๒ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๑

สก. เพราะอาศัยเอกโวการภพ จึงบัญญัติบุคคล ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยจตุโวการภพ จึงบัญญัติบุคคล ๔ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยเอกโวการภพ จึงบัญญัติบุคคล ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยปัญจโวการภพ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในเอกโวการภพมีบุคคลเพียง ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ในจตุโวการภพมีบุคคลเพียง ๔ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ในเอกโวการภพมีบุคคลเพียง ๑ ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เอกโวการภพ หมายถึงภพของสัตว์ที่มีขันธ์ ๑ คือรูปขันธ์ ได้แก่ อสัญญีภพ (อภิ.วิ.อ. ๒๓๔/๑๙๘-๒๒๐)@ จตุโวการภพ หมายถึงภพของสัตว์ที่มีขันธ์ ๔ คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์@ได้แก่ สัญญีภพ (อภิ.วิ.อ. ๒๓๔/๑๙๘-๒๒๐, ขุ.ป.อ. ๑/๕/๙๗) @ ปัญจโวการภพ หมายถึงภพของสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ ได้แก่ กามภพและรูปภพ (อภิ.วิ.อ. ๒๓๔/๑๙๘-๒๒๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. ในปัญจโวการภพมีบุคคลเพียง ๕ ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๒

สก. เพราะอาศัยต้นไม้จึงบัญญัติเงาไม้ ฉันใด เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยต้นไม้จึงบัญญัติเงาไม้ แม้ต้นไม้ก็ไม่เที่ยง แม้เงาไม้ก็ไม่เที่ยงฉันใด เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล แม้รูปก็ไม่เที่ยง แม้บุคคลก็ไม่เที่ยงฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะอาศัยต้นไม้จึงบัญญัติเงาไม้ ต้นไม้กับเงาไม้เป็นคนละอย่างกัน ฉันใดเพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๓

สก. เพราะอาศัยบ้านจึงบัญญัติชาวบ้าน ฉันใด เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะอาศัยบ้านจึงบัญญัติชาวบ้าน บ้านกับชาวบ้านเป็นคนละอย่างกันฉันใด เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๔

สก. เพราะอาศัยรัฐจึงบัญญัติพระราชา ฉันใด เพราะอาศัยรูปจึง บัญญัติบุคคล ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. เพราะอาศัยรัฐจึงบัญญัติพระราชา รัฐกับพระราชาเป็นคนละอย่างกัน ฉันใดเพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคล รูปกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๕

สก. ตรวนมิใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าผู้ถูกจำตรวนฉันใด รูปมิใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าผู้มีรูป ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ตรวนมิใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าผู้ถูกจำตรวน ตรวนกับผู้ถูกจำตรวนเป็นคนละอย่างกัน ฉันใด รูปมิใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าผู้มีรูป รูปกับผู้มีรูปเป็นคนละอย่าง ฉันนั้นเหมือนกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๖

สก. มีการบัญญัติบุคคลในจิตแต่ละดวงใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ ปฏิสนธิ ในจิตแต่ละดวงใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นเด็กชายหรือเป็น เด็กหญิง” ใช่ไหม ปร. ข้าพเจ้ายอมรับ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลในจิตดวงที่ ๑ กับบุคคลในจิตดวงที่ ๒ จะกล่าวว่าเป็นคนเดียวกันหรือเป็นคน@ละคนกันก็ไม่ได้ เพราะถ้ายอมรับว่าเป็นคนเดียวกัน ก็เกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นสัสสตทิฏฐิ และถ้ายอม@รับว่าเป็นคนละคนกันก็เกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นอุจเฉททิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๑๖/๑๕๑)@ เพราะมีความเห็นว่า จะเป็นการขัดกับภาษาที่ชาวโลกใช้พูดกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น หากท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นคนเดียวกันหรือเป็น คนละคนกัน” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า เป็นเด็กชายหรือเป็นเด็กหญิง” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า ‘เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน’ เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับว่าเป็นเด็กชายหรือเป็นเด็กหญิง” คำนั้นของท่านผิด อนึ่ง เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น หากท่านยอมรับว่า “เป็นเด็กชายหรือเป็น เด็กหญิง” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า ‘เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน’ เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับว่าเป็นเด็กชายหรือเป็นเด็กหญิง” คำนั้นของท่านผิด

ข้อ ๑๑๗

สก. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นคนเดียวกัน หรือเป็นคนละคนกัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นสตรีหรือเป็นบุรุษเป็นคฤหัสถ์หรือเป็นบรรพชิต เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์” ใช่ไหม ปร. ข้าพเจ้ายอมรับ สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้ หากเมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน” ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า ‘เป็นคนเดียวกันหรือเป็นคนละคนกัน’ เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับว่าเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์” คำนั้นของท่านผิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา อนึ่ง เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น หากท่านยอมรับว่า “เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์”ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นคนเดียวกันหรือว่าเป็นคนละคนกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า“ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยอมรับว่า ‘เป็นคนเดียวกันหรือว่าเป็นคนละคนกัน เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงยอมรับว่าเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ

ข้อ ๑๑๘

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้นเห็นด้วยจักษุนั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากบุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้นเห็นด้วยจักษุนั้น ดังนั้น ท่านจึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐ-ปรมัตถ์”

ข้อ ๑๑๙

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลใดฟัง ฯลฯ บุคคลใดดม ฯลฯ บุคคลใดลิ้มรส ฯลฯ บุคคลใดถูกต้อง ฯลฯ บุคคลใดรู้ รู้ธรรมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด บุคคลนั้นรู้ รู้ธรรมารมณ์นั้นรู้ด้วยมโนนั้นมิใช่หรือ สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ คำถามนี้ มีใจความว่า ผู้เห็นมีอยู่จริง รูปที่ถูกเห็นก็มีอยู่จริง ตาที่เห็นก็มีอยู่จริง@ เพราะมุ่งถึงสมมติสัจจึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๑๘/๑๕๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. หากบุคคลใดรู้ รู้ธรรมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด บุคคลนั้นรู้ รู้ธรรมารมณ์นั้น รู้ด้วยมโนนั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”

ข้อ ๑๒๐

สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลใดไม่เห็น ไม่เห็นรูปใด ไม่เห็นด้วยจักษุใด บุคคลนั้นไม่เห็นไม่เห็นรูปนั้น ไม่เห็นด้วยจักษุนั้นมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากบุคคลใดไม่เห็น ไม่เห็นรูปใด ไม่เห็นด้วยจักษุใด บุคคลนั้นไม่เห็นไม่เห็นรูปนั้น ไม่เห็นด้วยจักษุนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลใดไม่ฟัง ฯลฯ บุคคลใดไม่ดม ฯลฯ บุคคลใดไม่ลิ้มรส ฯลฯ บุคคลใดไม่ถูกต้อง ฯลฯ บุคคลใดไม่รู้ ไม่รู้ธรรมารมณ์ใด ไม่รู้ด้วยมโนใด บุคคลนั้นไม่รู้ไม่รู้ธรรมารมณ์นั้น ไม่รู้ด้วยมโนนั้นใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบุคคลใดไม่รู้ ไม่รู้ธรรมารมณ์ใด ไม่รู้ด้วยมโนใด บุคคลนั้นไม่รู้ไม่รู้ธรรมารมณ์นั้น ไม่รู้ด้วยมโนนั้น ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”

ข้อ ๑๒๑

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะปรวาทีมุ่งหมายเอาบุคคล ๕ จำพวก คือ (๑) คนตาบอด (๒) อสัญญีสัตว์ (๓) บุคคลผู้เกิดในอรูปภพ@(๔) บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ (๕) คนตาไม่บอดแต่ไม่ดูรูป จึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๒๐/๑๕๑-๑๕๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราเห็นหมู่สัตว์ผู้ กำลังจุติ กำลังปฏิสนธิ ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์

ข้อ ๑๒๒

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลาย เราเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังปฏิสนธิ ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดี ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าจึงหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูป หรือทรงเห็นบุคคลได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ปร. ทรงเห็นรูป สก. รูปเป็นบุคคล รูปจุติ รูปปฏิสนธิ รูปเป็นไปตามกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูป หรือทรงเห็นบุคคลได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ปร. ทรงเห็นบุคคล สก. บุคคลเป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ เป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดงสีขาว สิ่งที่จะรู้ได้ทางจักษุ กระทบที่จักษุ มาสู่คลองจักษุได้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๕๙/๒๒๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูป หรือทรงเห็นบุคคลได้ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ปร. ทรงเห็นได้ทั้ง ๒ อย่าง สก. ทั้ง ๒ อย่าง เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ ทั้ง ๒ อย่างเป็นสีเขียวทั้ง ๒ อย่างเป็นสีเหลือง ทั้ง ๒ อย่างเป็นสีแดง ทั้ง ๒ อย่างเป็นสีขาว ทั้ง ๒อย่างเป็นสิ่งที่จะรู้ได้ทางจักษุ ทั้ง ๒ อย่างกระทบที่จักษุ ทั้ง ๒ อย่างมาสู่คลองจักษุทั้ง ๒ อย่างจุติ ทั้ง ๒ อย่างปฏิสนธิ ทั้ง ๒ อย่างเป็นไปตามกรรมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ จบ

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ อุปาทาปัญญัตตานุโยค

ข้อ ๙๒

รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๒.๑} เวทนํ อุปาทาย ฯเปฯ สญฺญํ อุปาทาย ฯเปฯ สงฺขาเร อุปาทาย ฯเปฯ วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดามีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยเยทนา ฯลฯ เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดามีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๓

รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นีลํ รูปํ อุปาทาย นีลกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปีตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ โลหิตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ โอทาตํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ สนิทสฺสนํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ อนิทสฺสนํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ สปฺปฏิฆํ รูปํ อุปาทาย ฯเปฯ อปฺปฏิฆํ รูปํ อุปาทาย อปฺปฏิฆสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยรูปเขียว จึงบัญญัติบุคคลเขียวขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยรูปเหลือง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปแดง ฯลฯ เพราะอาศัยรูปขาว ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นไม่ได้ ฯลฯ เพราะอาศัยรูปที่กระทบไม่ได้ จึงบัญญัติบุคคลที่กระทบไม่ได้ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๔

เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ เวทนํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลํ เวทนํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลา เวทนา สผลา สวิปากา อิฏฺฐผลา กนฺตผลา มนุญฺญผลา อเสจนกผลา สุขุทฺรยา สุขวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เวทนาเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจมีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำลัง มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๕

เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ เวทนํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสลํ เวทนํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลา เวทนา สผลา สวิปากา อนิฏฺฐผลา อกนฺตผลา อมนุญฺญผลา เสจนกผลา ทุกฺขุทฺรยา ทุกฺขวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อนิฏฺฐผโล อกนฺตผโล อมนุญฺญผโล เสจนกผโล ทุกฺขุทฺรโย ทุกฺขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เวทนาเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๖

เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ เวทนํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อพฺยากตํ เวทนํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตา เวทนา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา วิปริณามธมฺมาติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากโตปิ ปุคฺคโล อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๖.๑} สญฺญํ อุปาทาย ฯเปฯ สงฺขาเร อุปาทาย ฯเปฯ วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ กุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย กุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสลํ วิญฺญาณํ สผลํ สวิปากํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ กุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อิฏฺฐผโล กนฺตผโล มนุญฺญผโล อเสจนกผโล สุขุทฺรโย สุขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เวทนาเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยสัญญา ฯลฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯลฯ เพราะอาศัยวิญญาณจึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นกุศลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจมีผลแสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๗

วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อกุสลสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลํ วิญฺญาณํ สผลํ สวิปากํ อนิฏฺฐผลํ อกนฺตผลํ อมนุญฺญผลํ เสจนกผลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสโลปิ ปุคฺคโล สผโล สวิปาโก อนิฏฺฐผโล อกนฺตผโล อมนุญฺญผโล เสจนกผโล ทุกฺขุทฺรโย ทุกฺขวิปาโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็นอกุศลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีมีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๘

วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อุปาทาย อพฺยากตสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากตํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมํ วิปริณามธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อพฺยากโตปิ ปุคฺคโล อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโม วิปริณามธมฺโมติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดาหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๙

จกฺขุํ อุปาทาย จกฺขุมา ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุมฺหิ นิรุทฺเธ จกฺขุมา ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตํ อุปาทาย ฯเปฯ ฆานํ อุปาทาย ฯเปฯ ชิวฺหํ อุปาทาย ฯเปฯ กายํ อุปาทาย ฯเปฯ มนํ อุปาทาย มนวา ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มนมฺหิ นิรุทฺเธ มนวา ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยจักษุพึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อจักษุดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุดับไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยโสตะ ฯลฯ เพราะอาศัยฆานะ ฯลฯ เพราะอาศัยชิวหา ฯลฯ เพราะอาศัยกาย ฯลฯ เพราะอาศัยมโน พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโน หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อมโนดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโนดับไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๐

มิจฺฉาทิฏฺฐึ อุปาทาย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา นิรุทฺธาย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๑

มิจฺฉาสงฺกปฺปํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาวาจํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉากมฺมนฺตํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาอาชีวํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาวายามํ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาสตึ อุปาทาย ฯเปฯ มิจฺฉาสมาธึ อุปาทาย มิจฺฉาสมาธิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มิจฺฉาสมาธิมฺหิ นิรุทฺเธ มิจฺฉาสมาธิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาวายามะ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยมิจฉาสมาธิ ฯลฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉาสมาธิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉาสมาธิดับไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๒

สมฺมาทิฏฺฐึ อุปาทาย สมฺมาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาทิฏฺฐิยา นิรุทฺธาย สมฺมาทิฏฺฐิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมฺมาสงฺกปฺปํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาวาจํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺตํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาอาชีวํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาวายามํ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาสตึ อุปาทาย ฯเปฯ สมฺมาสมาธึ อุปาทาย สมฺมาสมาธิโย ปุคฺคโลติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สมฺมาสมาธิมฺหิ นิรุทฺเธ สมฺมาสมาธิโย ปุคฺคโล นิรุทฺโธติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นสัมมาทิฏฐิหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นสัมมาทิฏฐิดับไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยสัมมาสังกัปปะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวาจา ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมากัมมันตะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาอาชีวะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาวายมะ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสติ ฯลฯ เพราะอาศัยสัมมาสมาธิ พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมาสมาธิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อสัมมาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมาสมาธิดับไปแล้วหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๓

รูปํ อุปาทาย เวทนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ขนฺธานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ อุปาทาย เวทนํ อุปาทาย สญฺญํ อุปาทาย สงฺขาเร อุปาทาย วิญฺญาณํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุปาทาย ปญฺจนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ คนขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา เพราะอาศัยสัญญา เพราะอาศัยสังขารเพราะวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๕ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๔

จกฺขายตนํ อุปาทาย โสตายตนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ อายตนานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยอายตนะ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๕

จกฺขายตนํ อุปาทาย โสตายตนํ อุปาทาย ฯเปฯ ธมฺมายตนํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวาทสนฺนํ อายตนานํ อุปาทาย ทฺวาทสนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ ฯลฯ เพราะอาศัยธัมมายตนะ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยอายตนะ ๑๒ จึงบัญญัติบุคคล ๑๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๖

จกฺขุธาตุํ อุปาทาย โสตธาตุํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ ธาตูนํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยธาตุ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๗

จกฺขุธาตุํ อุปาทาย โสตธาตุํ อุปาทาย ฯเปฯ ธมฺมธาตุํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อฏฺฐารสนฺนํ ธาตูนํ อุปาทาย อฏฺฐารสนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ ฯลฯ เพราะอาศัยธัมมธาตุจึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยธาตุ ๑๘ จึงบัญญัติบุคคล ๑๘ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๘

จกฺขุนฺทฺริยํ อุปาทาย โสตินฺทฺริยํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวินฺนํ อินฺทฺริยานํ อุปาทาย ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๐๙

จกฺขุนฺทฺริยํ อุปาทาย โสตินฺทฺริยํ อุปาทาย ฯเปฯ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ พาวีสตีนํ อินฺทฺริยานํ อุปาทาย พาวีสตีนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ ฯลฯ เพราะอาศัยอัญญา-ตาวินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒๒ ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๐

เอกโวการภวํ อุปาทาย เอกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุโวการภวํ อุปาทาย จตุนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยเอกโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์หนึ่ง) จึงบัญญัติบุคคลหนึ่งขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยจตุโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔) จึงบัญญัติบุคคล ๔ ขึ้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๑

เอกโวการภวํ อุปาทาย เอกสฺส ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภวํ อุปาทาย ปญฺจนฺนํ ปุคฺคลานํ ปญฺญตฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยเอกโวการภพ จึงบัญญัติบุคคลหนึ่งขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เพราะอาศัยปัญจโวการภพ (ภพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕) จึงบัญญัติบุคคล ๕ขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๒

เอกโวการภเว เอโกว ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุโวการภเว จตฺตาโรว ปุคฺคลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ในเอกโวการภพ มีบุคคลเพียงหนึ่ง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในจตุโวการภพ มีบุคคลเพียง ๔ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๓

เอกโวการภเว เอโกว ปุคฺคโลติ ฯ อามนฺตา ฯ ปญฺจโวการภเว ปญฺเจว ปุคฺคลาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ในเอกโวการภพ มีบุคคลเพียงหนึ่ง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในปัญจโวการภพ มีบุคคลเพียง ๕ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๔

ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ รุกฺโขปิ อนิจฺโจ ฉายาปิ อนิจฺจา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ รูปมฺปิ อนิจฺจํ ปุคฺคโลปิ อนิจฺโจติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ยถา รุกฺขํ อุปาทาย ฉายาย ปญฺญตฺติ อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๑} ยถา คามํ อุปาทาย คามิยสฺส ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา คามํ อุปาทาย คามิยสฺส ปญฺญตฺติ อญฺโญ คาโม อญฺโญ คามิโย เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๒} ยถา รฏฺฐํ อุปาทาย รญฺโญ ปญฺญตฺติ เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ ยถา รฏฺฐํ อุปาทาย รญฺโญ ปญฺญตฺติ อญฺญํ รฏฺฐํ อญฺโญ ราชา เอวเมว รูปํ อุปาทาย ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺติ อญฺญํ รูปํ อญฺโญ ปุคฺคโลติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๑๔.๓} ยถา น นิคโฬ เนคฬิโก ยสฺส นิคโฬ โส เนคฬิโก เอวเมว น รูปํ รูปวา ยสฺส รูปํ โส รูปวาติ ฯ ยถา น นิคโฬ เนคฬิโก ยสฺส นิคโฬ โส เนคฬิโก อญฺโญ นิคโฬ อญฺโญ เนคฬิโก เอวเมว น รูปํ รูปวา ยสฺส รูปํ โส รูปวา อญฺญํ รูปํ อญฺโญ รูปวาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น แม้ต้นไม้ก็ไม่เที่ยง แม้เงาไม้ก็ไม่เที่ยง ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลขึ้น แม้รูปก็ไม่เที่ยง แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น ต้นไม้เป็นอื่น เงาไม้ก็เป็นอื่นฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยบ้าน จึงบัญญัติชาวบ้านขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ส. เพราะอาศัยบ้าน จึงบัญญัติชาวบ้านขึ้น บ้านเป็นอื่น ชาวบ้านก็เป็นอื่นฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยรัฐ จึงบัญญัติราชาขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ? ส. เพราะอาศัยรัฐ จึงบัญญัติราชาขึ้น รัฐเป็นอื่น ราชาก็เป็นอื่น ฉันใดฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ตรวน ไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้ถูกจำตรวน ฉันใด ฉันนั้นแหละ รูปไม่ใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้มีรูป หรือ? ส. ตรวน ไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้ถูกจำตรวน ตรวนเป็นอื่น ผู้ถูกจำตรวนก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ รูปไม่ใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้มีรูป รูปเป็นอื่น ผู้มีรูปก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๑๑๕

จิตฺเต จิตฺเต ปุคฺคลสฺส ปญฺญตฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จิตฺเต จิตฺเต ปุคฺคโล ชายติ ชิยฺยติ มิยฺยติ จวติ อุปปชฺชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ ฯ วตฺตพฺพํ ฯ {๑๑๕.๑} อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ มิจฺฉา {๑๑๕.๒} หญฺจิ วา ปน ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ กุมารโกติ วา กุมาริกาติ วาติ มิจฺฉา ฯ

ส. บัญญัติบุคคลขึ้นในเพราะจิตแต่ละดวง หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลในเพราะจิตแต่ละดวง ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และ อุปบัติ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า เด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง หรือ? ป. พึงกล่าวได้ ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าเด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเด็กชาย หรือว่าเด็กหญิงดังนี้ ผิด, ก็หรือหากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าเด็กชายหรือว่าเด็กหญิง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น,ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวว่าเด็กชายหรือเด็กหญิงดังนี้ ผิด

ข้อ ๑๑๖

ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ อิตฺถีติ วา ปุริโสติ วา คหฏฺโฐติ วา ปพฺพชิโตติ วา เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ ฯ วตฺตพฺพํ ฯ อาชานาหิ นิคฺคหํ หญฺจิ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ มิจฺฉา {๑๑๖.๑} หญฺจิ วา ปน ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วา เตน วต เร วตฺตพฺเพ ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วาติ ยํ ตตฺถ วเทสิ วตฺตพฺเพ โข ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน น วตฺตพฺพํ โสติ วา อญฺโญติ วา ทุติเย จิตฺเต อุปฺปนฺเน วตฺตพฺพํ เทโวติ วา มนุสฺโสติ วาติ มิจฺฉา ฯเปฯ

ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าสตรี หรือว่าบุรุษ ... ว่าคฤหัสถ์ หรือว่าบรรพชิต ... ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ หรือ? ป. พึงกล่าวได้ ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือบุคคลอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ดังนี้ ผิด, ก็หรือหากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ ดังนี้ ผิด ฯลฯ

ข้อ ๑๑๗

น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย ปสฺสติ ยํ ปสฺสติ เยน ปสฺสติ โส ปสฺสติ ตํ ปสฺสติ เตน ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย ปสฺสติ ยํ ปสฺสติ เยน ปสฺสติ โส ปสฺสติ ตํ ปสฺสติ เตน ปสฺสติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้น เห็นด้วยจักษุนั้นมิใช่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด พึงกล่าวได้ว่าบุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้น เห็นด้วยจักษุนั้น ด้วยเห็นนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์

ข้อ ๑๑๘

น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย สุณาติ ฯเปฯ โย ฆายติ ฯเปฯ โย สายติ ฯเปฯ โย ผุสติ ฯเปฯ โย วิชานาติ ยํ วิชานาติ เยน วิชานาติ โส วิชานาติ ตํ วิชานาติ เตน วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย วิชานาติ ยํ วิชานาติ เยน วิชานาติ โส วิชานาติ ตํ วิชานาติ เตน วิชานาติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลใดฟัง ฯลฯ บุคคลใดดม ฯลฯ บุคคลใดลิ้ม ฯลฯ บุคคลใดถูกต้อง ฯลฯ บุคคลใดรู้ รู้ธัมมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นรู้ รู้ธัมมารมณ์รู้ด้วยมโนนั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลใดรู้ รู้ธัมมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด พึงกล่าวได้ว่าบุคคลนั้นรู้ รู้ธัมมารมณ์นั้น ด้วยมโนนั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์

ข้อ ๑๑๙

ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย น ปสฺสติ ยํ น ปสฺสติ เยน น ปสฺสติ โส น ปสฺสติ ตํ น ปสฺสติ เตน น ปสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย น ปสฺสติ ยํ น ปสฺสติ เยน น ปสฺสติ โส น ปสฺสติ ตํ น ปสฺสติ เตน น ปสฺสติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ

ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลใดมิได้เห็น มิได้เห็นรูปใด มิได้เห็นด้วยจักษุใด ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นเห็น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นรูปนั้น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นด้วยจักษุนั้น มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า บุคคลใดมิได้เห็น มิได้เห็นรูปใด มิได้เห็นด้วยจักษุใด ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นเห็น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นรูปนั้น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นด้วยจักษุนั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่าข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์

ข้อ ๑๒๐

ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โย น สุณาติ ฯเปฯ โย น ฆายติ ฯเปฯ โย น สายติ ฯเปฯ โย น ผุสติ ฯเปฯ โย น วิชานาติ ยํ น วิชานาติ เยน น วิชานาติ โส น วิชานาติ ตํ น วิชานาติ เตน น วิชานาตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โย น วิชานาติ ยํ น วิชานาติ เยน น วิชานาติ โส น วิชานาติ ตํ น วิชานาติ เตน น วิชานาติ โน วต เร วตฺตพฺเพ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ

ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลใดมิได้ฟัง ฯลฯ บุคคลใดมิได้ดม ฯลฯ บุคคลใดมิได้ลิ้ม ฯลฯ บุคคลใดมิได้รู้ มิได้รู้ธัมมารมณ์ใด มิได้รู้ด้วยมโนใด ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นรู้ ไม่พึงกล่าวว่ารู้ธัมมารมณ์นั้น ไม่พึงกล่าวว่ารู้ด้วยมโนนั้น มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่าบุคคลใดมิได้รู้ มิได้รู้ธัมมารมณ์ใด มิได้รู้ด้วยมโนใด ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นรู้ ไม่พึงกล่าวว่ารู้ธัมมารมณ์นั้น ไม่พึงกล่าวว่ารู้ด้วยมโนนั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่าข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์

ข้อ ๑๒๑

น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปสฺสามหํ ภิกฺขเว ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานามีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ {๑๒๑.๑} วุตฺตํ ภควตา ปสฺสามหํ ภิกฺขเว ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานามีติ กตฺวา เตเนว การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺฐปรมฏฺเฐนาติ ฯ อามนฺตา ฯ ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ รูปํ ปสฺสติ ฯ รูปํ ปุคฺคโล รูปํ จวติ รูปํ อุปปชฺชติ รูปํ ยถากมฺมูปคนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๒๑.๒} ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ ปุคฺคลํ ปสฺสติ ฯ ปุคฺคโล รูปํ รูปายตนํ รูปธาตุ นีลํ ปีตกํ โลหิตํ โอทาตํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ จกฺขุสฺมึ ปฏิหญฺญติ จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๑๒๑.๓} ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน รูปํ ปสฺสติ ปุคฺคลํ ปสฺสตีติ ฯ อุโภ ปสฺสติ ฯ อุโภ รูปํ รูปายตนํ รูปธาตุ อุโภ นีลา อุโภ ปีตกา อุโภ โลหิตกา อุโภ โอทาตา อุโภ จกฺขุวิญฺเญยฺยา อุโภ จกฺขุสฺมึ ปฏิหญฺญนฺติ อุโภ จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ อุโภ จวนฺติ อุโภ อุปปชฺชนฺติ อุโภ ยถากมฺมูปคาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อุปาทาปญฺญตฺตานุโยโค ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ อุปบัติอยู่ เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีพรรณะงามบ้าง มีพรรณะทรามบ้าง เป็นสุคติบ้าง เป็นทุคติบ้าง ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?@ ม. ม. ข้อ ๗๕๖ หน้า ๖๘๗ ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์น่ะสิ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้ง-*หลาย เราเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ อุปบัติอยู่ เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีพรรณะงามบ้าง มีพรรณะทรามบ้าง เป็นสุคติบ้าง เป็นทุคติบ้าง ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ย่อมรู้ชัดซึ่งสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม ดังนี้ ด้วยเหตุนั้นแหละ ท่านจึงหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ป. ทรงเห็นรูป ส. รูปคือบุคคล รูปจุติ รูปอุปบัติ รูปเป็นไปตามกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ป. ทรงเห็นบุคคล ส. บุคคล คือรูป คือรูปายตนะ คือรูปธาตุ คือสีเขียว คือสีเหลือง คือสีแดง คือสีขาว คือสิ่งที่รู้ได้ด้วยจักษุ กระทบที่จักษุ มาสู่คลองจักษุ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระผู้มีพระภาคทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ป. ทรงเห็นทั้งสองอย่าง ส. ทั้งสองอย่างคือรูป คือรูปายตนะ คือรูปธาตุ ทั้งสองอย่างคือสีเขียวทั้งสองอย่างคือสีเหลือง ทั้งสองอย่างคือสีแดง ทั้งสองอย่างคือสีขาว ทั้งสองอย่างคือสิ่งที่รู้ได้ด้วยจักษุ ทั้งสองอย่างกระทบที่จักษุ ทั้งสองอย่างมาสู่คลองจักษุ ทั้งสองอย่างจุติ ทั้งสองอย่างอุปบัติ ทั้งสองอย่างเป็นไปตามกรรม หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อุปาทาปัญญัตตานุโยค จบ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/