๘. สมาธิกถา ว่าด้วยสมาธิ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. สมาธิกถา (๑๑๓) ว่าด้วยสมาธิ
สก. ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสืบต่อแห่งจิตที่เป็นอดีตเป็นสมาธิใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสืบต่อแห่งจิตที่เป็นอนาคตเป็นสมาธิใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๘๒/๒๕๘-๒๕๙ @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายสัพพัตถิกวาทและนิกายอุตตราปถกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๒๕/๒๕๙)@ เพราะมีความเห็นว่า เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดขึ้นนานๆ หลายขณะจิตจึงจะเป็นสมาธิ ซึ่งต่างกับความเห็น@ของสกวาทีที่เห็นว่า เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดขึ้น แม้ในขณะจิตดวงเดียว ก็เป็นสมาธิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๒๕/๒๕๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๑. เอกาทสมวรรค] ๘. สมาธิกถา (๑๑๓) สก. อดีตดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิดมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากอดีตดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิด ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิ”
ปร. สมาธิเป็นไปชั่วขณะจิตเดียวใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณเป็นผู้เข้าสมาบัติใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยโสตวิญญาณ ฯลฯ พรั่งพร้อมด้วยฆานวิญญาณ ฯลฯ พรั่งพร้อมด้วยชิวหาวิญญาณ ฯลฯ พรั่งพร้อมด้วยกายวิญญาณ ฯลฯ พรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นอกุศล ฯลฯ พรั่งพร้อมด้วยจิตที่สหรคตด้วยราคะ ฯลฯ พรั่งพร้อมด้วยจิตที่สหรคตด้วยโทสะ ฯลฯ พรั่งพร้อมด้วยจิตที่สหรคตด้วยโมหะฯลฯ พรั่งพร้อมด้วยจิตที่สหรคตด้วยอโนตตัปปะ เป็นผู้เข้าสมาบัติใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความสืบต่อแห่งจิตที่เป็นอกุศลเป็นสมาธิใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความสืบต่อแห่งจิตที่สหรคตด้วยราคะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วยโทสะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วยโมหะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วยอโนตตัปปะ เป็นสมาธิใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ความสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิ” ใช่ไหม สก. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๑. เอกาทสมวรรค] ๙. ธัมมัฏฐิตตากถา (๑๑๔) ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “นิครนถ์ เราไม่เคลื่อนไหวกายไม่พูด ฯลฯ สามารถเสวยสุขโดยส่วนเดียวตลอด ๗ คืน ๗ วัน” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น ความสืบต่อแห่งจิตจึงเป็นสมาธิ สมาธิกถา จบ ๙. ธัมมัฏฐิตตากถา (๑๑๔) ว่าด้วยความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรม
สก. ความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรม เป็นสภาวะสำเร็จแล้ว ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ความตั้งอยู่แห่งความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรมนั้นเป็นสภาวะสำเร็จแล้วใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. ความตั้งอยู่แห่งความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรมนั้นเป็นสภาวะสำเร็จแล้วใช่ไหม ปร. ใช่ สก. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความตัดขาดวัฏฏะไม่มี อนุปาทาปรินิพพานก็ไม่มี แก่ความตั้งอยู่แห่งความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรมทั้ง ๒ ชั้นดังกล่าวมานั้นใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๑๘๐/๑๘๕ @ ความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรม ในที่นี้หมายถึงปฏิจจสมุปบาท (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๒๗/๒๖๐)@ สภาวะที่สำเร็จ (ปรินิปฺผนฺน) หมายถึงสำเร็จมาจากเหตุ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๒๗/๒๖๐)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๒๗/๒๖๐) @ เพราะมีความเห็นว่า ความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรมสำเร็จมาจากเหตุเพราะมีสภาวธรรมอื่นเป็นเหตุ@ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ความตั้งอยู่แห่งสภาวธรรมมิใช่สำเร็จมาจากเหตุอื่น@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๒๗/๒๖๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๘๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สมาธิกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ สมาธิกถา
จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตา จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตํ นิรุทฺธํ อนาคตํ อชาตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตํ นิรุทฺธํ อนาคตํ อชาตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ
สกวาที จิตตสันตติ (ความสืบต่อแห่งจิต) เป็นสมาธิ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. จิตตสันตติที่เป็นอดีต เป็นสมาธิ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตตสันตติ เป็นสมาธิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. จิตตสันตติที่เป็นอนาคต เป็นสมาธิ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตตสันตติ เป็นสมาธิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อดีตก็ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิด มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อดีตก็ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิด ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตต-สันตติเป็นสมาธิ
เอกจิตฺตกฺขณิโก สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุวิญฺญาณ- สมงฺคี สมาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตวิญฺญาณสมงฺคี ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณสมงฺคี ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณสมงฺคี ฯเปฯ กายวิญฺญาณสมงฺคี ฯเปฯ อกุสลจิตฺตสมงฺคี ฯเปฯ ราคสหคต- จิตฺตสมงฺคี ฯเปฯ โทสสหคตจิตฺตสมงฺคี ฯเปฯ โมหสหคตจิตฺตสมงฺคี ฯ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปสหคตจิตฺตสมงฺคี สมาปนฺโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. สมาธิเป็นไปในจิตตขณะอันหนึ่ง หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณ ชื่อว่าผู้เข้าสมาบัติ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยฆาน-วิญญาณ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยชิวหาวิญญาณ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยกายวิญญาณ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยอกุศลจิต ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตสหคตด้วยราคะ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตสหคตด้วยโทสะ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตสหรคตด้วยโมหะ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตสหรคตด้วยอโนตตัปปะ ชื่อว่า ผู้เข้าสมาบัติ หรือ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ อกุสลจิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ราคสหคตา ฯเปฯ โทสสหคตา ฯเปฯ โมหสหคตา ฯเปฯ อโนตฺตปฺปสหคตา จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จิตตสันตติเป็นสมาธิ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ความสืบต่อแห่งอกุศลจิต เป็นสมาธิ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตตสันตติที่สหรคตด้วยราคะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วยโทสะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วยโมหะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วยอโนตตัปปะเป็นสมาธิ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อหํ โข อาวุโส นิคณฺฐา ปโหมิ อนิญฺชมาโน กาเยน อภาสมาโน วาจํ สตฺตรตฺตินฺทิวานิ เอกนฺตสุขปฏิสํเวที วิหริตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ จิตฺตสนฺตติ สมาธีติ ฯ สมาธิกถา ฯ ---------
ป. ไม่พึงกล่าวว่า จิตตสันตติเป็นสมาธิ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรอาวุโส นิครนถ์ทั้งหลาย เรานี่แหละพอที่จะไม่หวั่นไหวด้วยกาย ไม่กล่าววาจา เป็นผู้เสวยสุขโดยส่วนเดียว อยู่ตลอด ๗ คืน ๗ วัน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น จิตตสันตติ ก็เป็นสมาธิ น่ะสิ สมาธิกถา จบ -----------------------------------------------------