ญาณกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ญาณกถา
๑๔๔๙อญฺญาเณ วิคเต ญาณวิปฺปยุตฺเต จิตฺเต วตฺตมาเน น วตฺตพฺพํ ญาณีติ ฯ อามนฺตา ฯ ราเค วิคเต น วตฺตพฺพํ วีตราโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อญฺญาเณ วิคเต ญาณวิปฺปยุตฺเต จิตฺเต วตฺตมาเน น วตฺตพฺพํ ญาณีติ ฯ อามนฺตา ฯ โทเส วิคเต ฯเปฯ โมเห วิคเต ฯเปฯ กิเลเส วิคเต น วตฺตพฺพํ นิกฺกิเลโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๕๐ราเค วิคเต วตฺตพฺพํ วีตราโคติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญาเณ วิคเต ญาณวิปฺปยุตฺเต จิตฺเต วตฺตมาเน วตฺตพฺพํ ญาณีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โทเส วิคเต ฯเปฯ โมเห วิคเต ฯเปฯ กิเลเส วิคเต วตฺตพฺพํ นิกฺกิเลโสติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญาเณ วิคเต ญาณวิปฺปยุตฺเต จิตฺเต วตฺตมาเน วตฺตพฺพํ ญาณีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อญฺญาเณ วิคเต ญาณวิปฺปยุตฺเต จิตฺเต วตฺตมาเน วตฺตพฺพํ ญาณีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีเตน ญาเณน ญาณี นิรุทฺเธน วิคเตน ปฏิปฺปสฺสทฺเธน ญาเณน ญาณีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ญาณกถา ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. ญาณกถา (๑๐๙) ว่าด้วยญาณ
สก. พระอริยบุคคลเมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่วิปปยุตจาก ญาณเป็นไปอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “มีญาณ” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอริยบุคคลเมื่อราคะปราศไปแล้ว ท่านไม่ยอมรับว่า “ปราศจาก ราคะ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอริยบุคคลเมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่วิปปยุตจากญาณ เป็นไปอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “มีญาณ” ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑๔/๒๕๖) @ เพราะมีความเห็นว่า เมื่อโมหะสิ้นไป ด้วยอำนาจมรรคญาณในขณะที่เห็นรูปเป็นต้น จิต(ของพระอริยบุคคล)@เป็นจิตที่วิปปยุตจากญาณ ไม่ใช่เป็นจิตที่ประกอบด้วยมรรคญาณ จึงไม่ควรเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้มีญาณ@ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ควรเรียกว่า เป็นผู้มีญาณ ตามหลักปุคคลบัญญัติ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑๔/๒๕๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๗๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๑. เอกาทสมวรรค] ๔. ญาณกถา (๑๐๙) สก. พระอริยบุคคลเมื่อโทสะปราศไปแล้ว โมหะปราศไปแล้ว กิเลสปราศ ไปแล้ว ท่านไม่ยอมรับว่า “หมดกิเลส” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอริยบุคคลเมื่อราคะปราศไปแล้ว ท่านยอมรับว่า “ปราศจากราคะ”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอริยบุคคลเมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่วิปปยุตจากญาณเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “มีญาณ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. พระอริยบุคคลเมื่อโทสะปราศไปแล้ว เมื่อโมหะปราศไปแล้ว เมื่อกิเลสปราศไปแล้ว ท่านยอมรับว่า “หมดกิเลส” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พระอริยบุคคลเมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่วิปปยุตจากญาณเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “มีญาณ” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปร. พระอริยบุคคลเมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่วิปปยุตจากญาณ เป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “มีญาณ” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. ชื่อว่ามีญาณ ด้วยญาณที่เป็นอดีต ชื่อว่ามีญาณ ด้วยญาณที่ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว ระงับไปแล้วใช่ไหม สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ญาณกถา จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๗๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาญาณกถา ว่าด้วยญาณ
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องญาณ.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า เมื่ออัญญาณคือโมหะ แม้ปราศจากไปแล้วด้วยมรรคญาณ ครั้นเมื่อจิตที่ไม่ประกอบด้วยญาณกำลังเป็นไป จักขุวิญญาณเป็นต้นเป็นไปอีก มรรคจิตนั้นก็มิใช่กำลังเป็นไป เหตุใด เพราะเหตุนั้น ไม่ควรกล่าวว่า มีญาณ ดังนี้.
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เมื่อราคะปราศไปแล้ว เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า เมื่ออัญญาณคือโมหะ ปราศจากไปแล้ว บัญญัติว่า ผู้มีญาณ ดังนี้ไม่พึงมีไซร้ ครั้นเมื่อราคะเป็นต้นปราศจากไปแล้ว แม้บัญญัติว่ามีราคะเป็นต้นปราศจากไปแล้วก็ไม่พึงมี ด้วยเหตุนั้น บุคคลผู้ไม่มีความโกรธ พึงเป็นผู้มีความโกรธในบัญญัติว่าด้วยบุคคลนั้นพึงมีหรือ. ปรวาทีเมื่อไม่เห็นควรในความเป็นผู้มีราคะเป็นต้น ในธรรมเหล่านั้น ซึ่งมีราคะเป็นต้นที่ปราศจากไปแล้ว จึงตอบปฏิเสธ.
ในที่สุดปัญหา ปรวาทีถามปัญหาที่ควรถามว่า ชื่อว่าผู้มีความรู้ ด้วยความรู้ที่เป็นอดีต เป็นต้น เพราะฉะนั้น สกวาทีจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ดังนี้แล.
อรรถกถาญาณกถา จบ. -----------------------------------------------------