กัมมกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
กมฺมกถา
๑๔๗๙สพฺพํ กมฺมํ สวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ วิปากาพฺยากตา เจตนา สวิปากาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ กิริยาพฺยากตา เจตนา สวิปากาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ กามาวจรา วิปากาพฺยากตา เจตนา สวิปากาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา วิปากาพฺยากตา เจตนา สวิปากาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ กามาวจรา กิริยาพฺยากตา เจตนา สวิปากาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปาวจรา อรูปาวจรา กิริยาพฺยากตา เจตนา สวิปากาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑๔๘๐วิปากาพฺยากตา เจตนา อวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ วิปากาพฺยากตา เจตนา อวิปากา โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ
๑๔๘๑กิริยาพฺยากตา เจตนา อวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ กิริยาพฺยากตา เจตนา อวิปากา โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ
๑๔๘๒กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา วิปากาพฺยากตา เจตนา อวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อปริยาปนฺนา วิปากาพฺยากตา เจตนา อวิปากา โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ
๑๔๘๓กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา กิริยาพฺยากตา เจตนา อวิปากาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรูปาวจรา กิริยาพฺยากตา เจตนา อวิปากา โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺพา เจตนา สวิปากาติ ฯ
๑๔๘๔น วตฺตพฺพํ สพฺพํ กมฺมํ สวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา นาหํ ภิกฺขเว สญฺเจตนิกานํ กมฺมานํ กตานํ อุปจิตานํ อปฺปฏิสํวิทิตฺวา พฺยนฺตีภาวํ วทามิ ตญฺจ โข ทิฏฺเฐว ธมฺเม อุปปชฺเช วา อปเร วา ปริยาเยติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ สพฺพํ กมฺมํ สวิปากนฺติ ฯ กมฺมกถา ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. กัมมกถา (๑๑๗) ว่าด้วยกรรม
สก. กรรมทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบากมีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.มู. (แปล) ๑๒/๓๔๙/๓๘๑-๓๘๒, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๔/๒๕@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๓๓-๖๓๕/๒๖๒) @ เพราะมีความเห็นว่า กรรมทุกอย่างต้องให้ผล ไม่มีอโหสิกรรม ซึ่งต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า@เจตนาทุกอย่างเป็นกรรม เจตนาที่เป็นกุศลและอกุศลให้ผล ส่วนเจตนาที่เป็นอัพยากฤตไม่ให้ผล@(เป็นอโหสิกรรม) (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๓๓-๖๓๕/๒๖๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๙๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๒. ทวาทสมวรรค] ๒. กัมมกถา (๑๑๗) สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยามีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบากที่เป็นกามาวจรมีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบากที่เป็นรูปาวจร ที่เป็นอรูปาวจร ที่เป็นโลกุตตระมีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาที่เป็นกามาวจรมีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เจตนาทั้งปวงมีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาที่เป็นรูปาวจร ที่เป็นอรูปาวจร มีวิบากใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบากไม่มีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากเจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบากไม่มีวิบาก ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“เจตนาทั้งปวงมีวิบาก”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๙๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑๒. ทวาทสมวรรค] ๒. กัมมกถา (๑๑๗) สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาไม่มีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากเจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาไม่มีวิบาก ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า“เจตนาทั้งปวงมีวิบาก” สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก ที่เป็นกามาวจร ที่เป็นรูปาวจร ที่เป็นอรูปาวจร ที่เป็นโลกุตตระ ไม่มีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากเจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก ที่เป็นโลกุตตระ ไม่มีวิบาก ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เจตนาทั้งปวงมีวิบาก” สก. เจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยาที่เป็นกามาวจร ที่เป็นรูปาวจร ที่เป็นอรูปาวจร ไม่มีวิบากใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากเจตนาที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา ที่เป็นอรูปาวจร ไม่มีวิบาก ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เจตนาทั้งปวงมีวิบาก”
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “กรรมทั้งปวงมีวิบาก” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวกรรมที่สัตว์มีเจตนาทำไว้ สั่งสมไว้ว่า สิ้นสุด เพราะยังไม่เสวยผล ก็ผลนั้นแลสัตว์ต้องเสวยในอัตภาพนี้ ในอัตภาพถัดไปหรือในอัตภาพต่อๆ ไป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น กรรมทั้งปวงจึงมีวิบาก กัมมกถา จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๗/๓๕๗
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๖๙๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากัมมกถา ว่าด้วยกรรม
บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกรรม.
ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า กรรมทั้งปวงเป็นสวิบาก คือมีวิบาก เพราะอาศัยบทพระสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวความสิ้นไปแห่งวิบาก เพราะไม่เสวยกรรมอันประกอบด้วยสัญเจตนา คือความจงใจ อันตนทำแล้วสั่งสมแล้ว เป็นต้น.
คำถามของสกวาทีว่า กรรมทั้งปวงเป็นต้น เพื่อแสดงวิภาคนี้แก่ชนเหล่านั้นว่า เจตนา พระศาสดาทรงตรัสเรียกว่ากรรม โดยไม่แปลกกันในคำว่า ภิกษุทั้งหลาย เราเรียกเจตนาว่าเป็นกรรม ดังนี้ เจตนาแม้นั้นเป็นกุศลก็ดี เป็นอกุศลก็ดีมีวิบาก ส่วนเจตนาที่เป็นอัพยากตะไม่มีวิบาก ดังนี้.
คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
ในปัญหาทั้งหลายว่า เจตนาทั้งปวง อีก ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาเจตนาที่เป็นอัพยากตะ และพึงทราบการตอบรับรองโดยหมายเอาเจตนาที่เป็นกุศลและเป็นอกุศล.
คำว่า เจตนาที่เป็นวิบากอัพยากตะ เป็นต้น ท่านสกวาทีกล่าวเพื่อแสดงเจตนาที่มีวิบากและไม่มีวิบากโดยย่อ.
คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น.
พระสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวความสิ้นไปแห่งวิบากเป็นต้น ที่ปรวาทีนำมากล่าวนั้นหมายถึงการเสวยวิบากในภพทั้งหลาย มีภพอันสัตว์พึงเห็นได้เป็นต้นได้แก่ภพปัจจุบัน ในเมื่อปัจจุบันยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น พระสูตรนั้นจึงไม่ใช่ข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
อรรถกถากัมมกถา จบ. -----------------------------------------------------